Remember #2Seung

ตอนที่ 1 : Episode 1

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 25
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    6 พ.ค. 63



Episode 1




ความเงียบสงัดในเวลาเกือบตีหนึ่ง มีเพียงสองขาเรียวของเด็กหนุ่มรูปร่างสูงกำลังก้าวเท้าไปตามทางฟุตบาทที่เจิ่งนองไปด้วยแอ่งน้ำจากฝนที่เพิ่งตกใหม่ เสียงสบถเบาเกิดขึ้นเมื่อเขายกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูเวลา ก่อนจะเร่งฝีเท้าของตัวเองจากการก้าวเดินไวเป็นออกตัววิ่งแทน

“มาช้านะ...ซึงยูน”

“ขอโทษครับ...”  ร่างสูงโค้งขอโทษก่อนจะวางกระเป๋าสะพายใบเก่าใบเดียวของตัวเองลงบนโต๊ะ เขาเลี่ยงหลบสายตาตำหนิของคนโตกว่าเพราะไม่สามารถแก้ตัวได้ว่าทำไมจึงมาทำงานสาย

“ถ้ามีคราวหน้า ฉันจะฟ้องคุณคิมให้ไล่นายออก” ซึงยูนก้มโค้งอีกครั้งจนกระทั่งเสียงดังปึงปังของคนอารมณ์เสียหายไป เขาทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ก่อนพ่นลมหายใจออกมาอีกครั้ง อาการปวดเมื่อยตามตัวเริ่มเล่นงานเพราะเด็กหนุ่มต้องทำงานถึง 3 อย่างในหนึ่งวัน

“เพิ่มอีกสี่ชั่วโมงพี่”  เงินจำนวนหนึ่งวางลงบนโต๊ะเรียกพนักงานร้านที่เพิ่งเข้ากะให้หันมอง

“ขอโทษครับ ร้านจะปิดอีกสามชั่วโมงนะครับ”

“ก็ผมจะต่ออีกสี่ชั่วโมงอ่ะ พี่มีหน้าที่เฝ้าก็เฝ้าไปสิวะ”

“ไม่ได้จริงๆครับ ร้านต้องปิดพักเครื่องครับลูกค้า”

“พูดไม่รู้เรื่องเหรอวะ มีเงินอ่ะ ทำไมต้องมีปัญหา” จากเงินที่กองอยู่บนโต๊ะกลับปลิวว่อนกลางอากาศหลังจากถูกโยนกระแทกใบหน้าของซึงยูนอย่างจัง

“.....”  ฝ่ามือทั้งสองข้างกำเข้าหากันแน่น ซึงยุนพยายามระงับอารมณ์โกรธของตัวเองให้ได้มากที่สุด เพราะไม่อยากมีปัญหาทั้งในเวลานี้และหลังจากนี้ ร่างสูงก้มโค้งอีกครั้งก่อนจะก้มลงเก็บธนบัตรบนพื้นเข้าที่และบันทึกชั่วโมงลูกค้าลงในระบบ

“ก็แค่นั้น...”

เป็นอีกหนึ่งวันที่ “คังซึงยูน”  ต้องทำงานล่วงเวลาอีกแล้ว....

 

 

 

อีกสิบห้านาทีเข็มนาฬิกาบนผนังห้องหรูจะบอกเวลาตีสองพอดี เจ้าของดวงตาสวยคมละสายตาจากนาฬิกาก่อนก้มลงมองแก้วไวน์ราคาแพง ปลายนิ้วไล่วนบนปากแก้วช้าๆก่อนยกไวน์ในแก้วขึ้นกระดกดื่ม รสชาติที่เขาคุ้นชินและแสนเบื่อหน่ายวิ่งวนในปาก ดวงตาคมหลับลงซึมซับรสชาติและสัมผัสบนหน้าท้องแบนราบของตัวเอง

“วันนี้เราจะเล่นสนุกอะไรกันดีครับ...”

“วันนี้เบื่อ” เขาจับมืออีกคนให้หยุดใช้มือวางแนบไปตามส่วนต่างๆบนตัวเข้าสักที

“อารมณ์ไหนกัน...หืมมม” ปลายจมูกคมก้มลงจรดลงบนต้นคอสวยของอีกคน ก่อนจะถูกผลักเบาๆจากร่างตรงหน้า แขนยาวของคนอารมณ์ไม่ดียกขึ้นคล้องคอเขาเบาๆ หากแต่ใบหน้านั้นยังคงตึงอยู่เช่นเดิม

“งั้นก็ทำให้ฉันอารมณ์ดีหน่อยสิ...”

“เพื่อ ลีซึงยูน ของฉันทำไมจะไม่ได้ล่ะ” ริมฝีปากทั้งสองแนบชิดสนิทกันหลังจบประโยค ดวงตาคมหลับลงรับสัมผัสนั้นหวังว่ามันจะทำให้เขาผ่อนคลายอย่างทุกครั้ง เขาถูกอุ้มขึ้นจากพื้นทั้งที่ริมฝีปากนั้นยังคงมอบสัมผัสหวาบหวามให้กับเขาไม่ขาด

กริ้งง----

กิจกรรมร้อนที่กำลังดำเนินบนเตียงหยุดชะงักเมื่อเสียงเรียกเข้ามือถือบนพื้นดังขึ้นขัดจังหวะ  แม้สัมผัสและอารมณ์เบื่อจะยังไม่หมดไปซึงยูนก็ยังคงเลือกที่จะไม่สนใจว่าใครโทรเข้ามาในเวลานี้ เพราะเขารู้ดีว่ามีแค่คนเดียว

“ไม่รับหน่อยเหรอ คนโทรมาคงโมโหไปแล้วมั้งนั่น”

“นายก็รู้ว่าฉันไม่อยากคุยกับเขาตอนนี้แทจุน” แม้เม็ดเหงื่อจะผุดขึ้นเต็มใบหน้าสวย ซึงยุนก็ยังคงไม่วายชักสีหน้าใส่คู่นอน ริมฝีปากสวยเม้นเข้าหากันแน่นส่วนหนึ่งเพราะสัมผัสจากส่วนล่าง และบางส่วนจากเจ้าของสายเรียกเข้า

“นั่นพี่ชายนายนะ”

“ถ้าพูดมากก็ออกไป...” จบประโยคซึงยุนก็ลุกขึ้นนั่งทันที พร้อมผลักอีกคนออกจากการทาบทับบนตัว ความรู้สึกเบื่อหน่ายไม่หายไปตามการถูกปรนเปรอเหมือนอย่างเคย ร่างสูงลุกขึ้นหยิบเสื้อผ้าบนพื้นขึ้นใส่อย่างไม่รีบร้อน พลางปลายตามมองชื่อของคนที่ยังคงโทรเข้ามาบนจอมือถือ

-ลีซึงฮุน-

“เราจะได้พบกันอีกเมื่อไหร่ดีซึงยุน”  มือสวยถูกประทับด้วยริมฝีปากของคนที่นั่งอยู่บนเตียง สายตาเว้าวอนที่ยังคงเต็มไปด้วยความต้องการฉายชัดจนคนที่ยืนอยู่ต้องกรอกตาเพราะเป็นอีกความเบื่อหน่ายอีกอย่างในชีวิต

“ออกไปจากห้องฉัน...และหวังว่าเราจะไม่ต้องเจอกันอีก”  ซึงยุนดึงมือออกก่อนจะสาวเท้าเดินไปหยิบไวน์ขึ้นจิบ เขาวางสายตาไว้บนแก้วไวน์เหมือนทุกครั้งที่จบความสัมพันธ์ แขกผู้ถูกเชิญเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนเริ่มหัวเสียเพราะสถานะตอนนี้ของเขาที่กำลังจะเดินออกจากห้องต่างจากตอนเดินเข้ามาอย่างสิ้นเชิง แต่เพราะข้อตกลงก่อนเริ่มต้นทำความรู้จักกันทำให้เขาต้องเดินออกไปอย่างเลี่ยงไม่ได้

One night stand

เหลือเพียงร่างสูงในห้อง สายตาของเขาทอดมองออกไปทางระเบียงกว้าง แก้วไวน์ในมือถูกดื่มหมดในครั้งเดียว สองขายาวก้าวออกไปรับลมเย็นๆริมระเบียง ท้องฟ้าสีครึ่มในเวลาดึกดื่นมีเพียงแสงไฟตามริมถนนและมินิมาร์ทเล็กๆที่ยังคงเปิดอยู่

“แม่ครับ ผมเหงา...ผมคิดถึงแม่จัง”

เป็นอีกหนึ่งคืนที่ “ลีซึงยุน” ต้องต่อสู้กับความรู้สึกของตัวเอง

 

 

“หายหัวไปไหนมา ไม่รู้รึไงว่าฉันต้องทานข้าวตรงเวลา”

เสียงของหญิงเจ้าของบ้านผู้มีศักดิ์เป็นป้าแท้ๆของคนถูกตำหนินั่งนิ่งบนโต๊ะ แต่ทำร้ายเขาทางสายตาและคำพูดเหมือนทุกๆเช้า ซึงยุนวางถ้วยซุปลงบนโต๊ะก่อนจะก้าวถอยห่างจากผู้เป็นป้า

“พอดีผมเลิกงานช้า เลยตื่นสายครับ”

“แกคิดว่าแกเป็นใคร แกมาอยู่ในบ้านฉันแต่จะเลือกทำ แถมยังขี้เกียจอีกงั้นเหรอ”

“ไม่ใช่นะครับ ผมแค่....”

“แค่ฉันทนเห็นแกทุกวันๆ ก็ดีแค่ไหนแล้ว คังซึงยูน!!!

เสียงก่นด่าประโยคเดิมๆเหมือนกันในทุกเช้าของวัน วิ่งเข้าตอกย้ำในหูซึงยูนตั้งแต่อายุสิบขวบ ตั้งแต่วันนั้นที่พ่อเขาจากไป เหลือเพียงเขาทิ้งไว้กับผู้เป็นป้า เขาถูกเลี้ยงไว้ ไม่สิเขาถูกเก็บไว้ในบ้านหลังใหญ่เพียงเพราะเหตุผลของคุณป้าที่ว่า สักวันพ่อของเขาอาจถูกพบว่าเสียชีวิตหรือเป็นศพจากที่ไหนสักแห่ง พินัยกรรมหรือเงินประกันนั้นก็จะถูกมอบให้แก่ซึงยูนผู้เป็นบุตรโดยชอบธรรมเมื่อเขากำหนดครบ 20 ปีบริบูรณ์ แต่เขาต้องเอาเงินจำนวนนั้นให้ป้าผู้ซึ่งเป็นผู้เลี้ยงดูเขาเพียงคนเดียวตลอดมา และเมื่อเขาอายุครบ 20 ปีเมื่อสองเดือนที่ผ่านมา พินัยกรรมถูกเปิดแต่พบเพียงคำสั่งเสียของพ่อให้คุณป้าเป็นคนตัดสินใจว่าจะดูแลเขาต่อหรือไม่ ในพินัยกรรมไม่มีเงินหรือทรัพย์สินใดๆ เพราะพ่อได้ลงทุนในบ่อนไปหมดแล้ว

คังซึงยูนคิดอยู่เสมอว่าชีวิตตัวคนเดียวของเขาบนโลกใบนี้ คงไม่มีอะไรโชคร้ายไปกว่านี้แล้ว เขาไม่เคยเห็นหน้าแม่ของตัวเองด้วยซ้ำ ตั้งแต่จำความได้เขาก็มีแต่พ่อเพียงคนเดียวที่ทั้งชีวิตในตอนนั้นก็ทุ่มเททำเพียงแต่งาน ทุกครั้งที่เขาถามถึงแม่เขาจะโดนพ่อด่าและตบตีจนกลายเป็นความจำฝังใจว่าเป็นคำถามที่โหดร้ายสำหรับเขามากแค่ไหน และเมื่อเขาอายุครบ 20 ปี คังซึงยูนจึงรู้ว่าความโชคร้ายจริงๆในชีวิตเขามันเพิ่งเริ่มต้นเท่านั้นเอง

“พินัยกรรม มรดกบ้าบออะไรกัน ทั้งพ่อแกทั้งแกหลอกฉันทั้งหมด”

“.......”

เขาทำได้เพียงยืนก้มหน้ารับฟังคำพูดทำร้ายจิตใจและดูถูกดูแคลนของป้าแท้ๆผู้มีสายเลือดเดียวกันกับตัวเอง ขอบตาร้อนเพราะเริ่มรู้สึกเครียดและท้อแท้กับการรับมือกับเรื่องราวมากมาย

“ฉันบอกให้แกลาออกจากมหาลัยแล้วย้ายออกไปจากบ้านของฉันซะ แกมันตัวซวย อยู่ไปก็จะสร้างแต่ภาระให้กับฉันซะเปล่า...”

“ถ้าป้าคิดว่าผมไร้ค่า เพราะป้าเก็บผมเอาไว้เพราะหวังเงินพินัยกรรมจากพ่อที่เหลือแต่ตัวก่อนตาย..”

“......”

“มันเป็นความผิดของผมเหรอครับ...”

“แก!!

“ผมทำอะไรผิด ป้าเป็นคนเก็บผมเอาไว้แต่แรกเอง”

“เออถ้าฉันรู้ว่าแกไม่มีประโยชน์อะไรฉันน่าจะเอาแกไปโยนทิ้งที่กองขยะหรือไม่ก็น่าจะฆ่าแกให้ตายตามพ่อแกไปซะ แกจะได้ไม่มายืนเถียงฉันเหมือนวันนี้”

ในที่สุดวันนั้นก็มาถึงวันที่หยดน้ำตาของเขาเอ่อล้นออกให้คนใจร้ายที่สุดในชีวิตเห็น  เขาหมุนตัวเดินออกจากบ้านที่เขาอยู่มาทั้งชีวิตพร้อมกับเสียงสาปแช่ง ไล่เขาเหมือนคนอื่นไกล

“ไสหัวของแกไปจากบ้านของฉันซะ”

ความโชคร้ายที่สุดของคังซึงยูนคือแม้แต่พ่อแท้ๆของเขาเองยังโยนเขาให้กลายไปเป็นก้อนภาระของคนอื่น...

 

 

 

แสงแดดยามบ่ายสอดผ่านผ้าม่านผืนใหญ่ ร่างสูงบนพื้นฟูกริมระเบียงค่อยๆขยับตัวด้วยความเมื่อยล้าเพราะนอนบนพื้นแข็งเป็นเวลานาน เปลือกตาที่เคยปิดสนิทค่อยๆเปิดออกช้าๆ ก่อนจะปรับโฟกัสเห็นใครบางคนนั่งนิ่งตรงปลายเตียง เขาปิดเปลือกตาลงอีกครั้ง

“นายไม่กลับบ้านมาหลายวันแล้วนะลีซึง..”

“.....” คนถูกถามยังคงนอนนิ่งไม่ตอบคำถาม

“รู้มั้ยว่าซึงฮุนเป็นห่วงนายแค่ไหน”

“.......”

“ถ้าไม่อยากกลับบ้าน อย่างน้อยก็น่าจะรับโทรศัพท์พี่ชายนายบ้าง หมอนั่นแทบจะบ้าตายอยู่แล้ว”

“ถ้าพี่จินอูไม่มีธุระด่วนอะไรผม....”

“อย่ามาหนีปัญหา นายไม่ใช่เด็กๆแล้วนะ โตสักทีสิ....”

 “พี่ไม่ใช่ผม พี่ก็พูดได้สิ พี่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าผมรู้สึกยังไง”

“แล้วนายเป็นอะไรล่ะซึงยูน ทำไมไม่พูด ทำไมนายถึงเก็บมันไว้คนเดียว”

จินอูวางมือลงบนกลุ่มผมของอีกคนก่อนที่จะลูบเบาๆหวังปลอบโยนให้คนเป็นน้องรู้สึกดีขึ้นเพราะความเป็นห่วง เขาได้รับโทรศัพท์จากเพื่อนของตัวเองที่ขอร้องให้เขามาหาซึงยูนที่หนีออกจากบ้านเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา เขารู้แค่ว่าซึงยูนยังเด็ก และคงจะทำใจรับกับสิ่งที่เพิ่งจะเกิดขึ้น ซึงยูนเสียแม่และพ่อพร้อมกันๆจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ที่อังกฤษเมื่อต้นปีที่ผ่านมา  การสูญเสียอย่างกะทันหันทำให้เขากลายเป็นคนเก็บตัว และเริ่มมีปัญหากับซึงฮุนเพื่อนของเขา แม้จินอูจะไม่รู้ว่ามันคือปัญหาอะไร แต่เขาก็มั่นใจว่าทั้งหมดเพราะเพื่อนของเขาเป็นห่วงซึงยูน

“พี่จินอู...ผมจะทำยังไงดี ผม....”

 

ซึงยูนลืมตาขึ้นมองคนเป็นพี่ด้วยสายตาเหม่อลอย ริมฝีปากเอ่ยเพียงประโยคเดิมซ้ำๆ ใบหน้าดูเหนื่อยล้าไม่เหมือนอย่างที่จินอูเคยเห็นอย่างทุกครั้ง เขาเพียงเข้าใจว่าซึงยูนยังไม่เข้มแข็งพอที่จะก้าวผ่านการสูญเสียและความว่างเปล่านี้ไปได้ จึงทำได้เพียงมองดูและปลอบโยนคนเป็นน้องได้เท่านั้นเอง

 

“อือ หลับไปแล้วล่ะ “

 

“ร้องไห้แล้วก็หลับไปเลย ไม่เป็นไรฉันจะลองกล่อมน้องดูอีกทีแล้วกัน”

จินอูวางมือถือลงบนโต๊ะ สายตาจ้องมองคนอายุน้อยกว่าที่เผลอหลับไปอีกครั้งหลังจากร้องไห้อย่างหนัก ทันทีที่เขาโทรรายงานเพื่อนสนิทก็คงคาดเดาได้ว่าคนทางนู้นก็คงอดหลับอดนอนไม่ต่างจากคนบนเตียงทางนี้เลย รอยยิ้มผุดขึ้นบนริมฝีปากเมื่อนึกถึงความทรงจำในวัยเด็ก ทุกครั้งที่พี่น้องสองซึงทะเลาะหรือผิดใจกันก็เป็นเขาทุกครั้งที่คอยเป็นคนปรับความเข้าใจให้ทั้งสองคน

“อย่างเป็นอย่างนี้เลยนะเจ้าลีซึงน้อย...”  จินอูลูบหัวพร้อมเอ่ยบอกคนบนเตียงเบาๆ

“ขอโทษ...ขอโทษนะ พี่ขอโทษ...”

เสียงละเมอของคนนอนหลับทำให้คิ้วของคิมจินอูที่นั่งนิ่งสังเกตและได้ยินทุกคำทุกประโยคอย่างชัดเจนขมวดเข้าหากันเพราะไม่เข้าใจเลยสักนิด ซึงยูนขอโทษใคร ลีซึงยุนเคยมีน้องที่ไหน

สงสัยคงเครียดจนคิดมากไป....

 

 

 

ประตูรั้วหลังบ้านยังคงเปิดอยู่เหมือนเดิม เจ้าของร่างสูงพ่นลมหายใจด้วยความโล่งอก เขากลับมาที่บ้านหลังนี้เพราะต้องการมาเก็บของและหนังสือเรียน ทั้งหมดเพราะความจำเป็นที่ทำให้ซึงยูนมายืนอยู่ตรงนี้

“ซึงยูน กลับมาที่นี่ทำไม !

หญิงสาววัยกลางคนที่เป็นแม่บ้านมีสีหน้าตกใจอย่างเห็นได้ชัดหลังจากเห็นเขาเดินเข้ามาในบ้านผ่านทางประตูครัวเล็กๆที่อยู่ติดกับรั้ว มีดหั่นผลไม้ที่อยู่ในมือของเธอหล่นลงบนพื้นก่อนจะรีบวิ่งมาดึงตัวซึงยูนเอาไว้ไม่ให้เดินเข้าไปถึงห้องโถงใหญ่

“ผมกลับมาเก็บของ”

“ตอนนี้ไม่ได้....”

“ทำไม...”

สีหน้าตื่นตกใจและลำบากใจของอีกคนทำให้ซึงยูนไม่เข้าใจ ทว่าประโยคที่ดังแว่วออกมาจากในบ้าน สามารถไขข้อสงสัยทั้งหมดในทันที ซึงยูนรู้สึกตัวชา

“ดิฉันไม่รู้ว่าเกิดเรื่องขึ้นได้ยังไงค่ะคุณตำรวจ จริงอยู่ที่คังซึงยูนเป็นหลานของฉัน แต่ฉันก็ไม่เคยรู้เลยว่าเขาจะมีความคิดจะทำแบบนั้นได้”

“ตอนแรกเราปักใจเชื่อไปแล้วว่าทั้งหมดเป็นความผิดของแทฮยอน”

“ตายจริง คิดแบบนั้นได้ยังไงกันคะ แทฮยอนของฉันเป็นเด็กดีอยู่ในโอวาทมาตลอดไม่มีทางทำเรื่องแบบนั้นได้หรอกค่ะ”

“ยังไงก็ตาม คำให้การของคุณก็มีประโยชน์กับรูปคดีมาก ตอนนี้เราคงต้องตามตัวคังซึงยูนมาดำเนินคดีให้เร็วที่สุดครับ”

“ค่ะคุณตำรวจ แล้ว...เอ่อ แทฮยอนของฉันจะเป็นอะไรรึเปล่าคะ เขาไม่รู้เรื่องค่ะ เขาทำไปเพราะถูกบังคับ”

“ตามคำให้การทั้งหมดของคุณผู้หญิงแล้ว แทฮยอนจะกลายเป็นเหยื่อแทนผู้ต้องสงสัยครับ”

“จริงเหรอคะ...”

“แต่ยังไงเราก็คงต้องเรียกตัวแทฮยอนเพื่อเป็นพยานในคดีอยู่นะครับ”

ผู้ถูกกล่าวถึงทั้งหมดยังคงยืนนิ่งอยู่กับที่ ความโกรธและความน้อยใจตีรวนอยู่ในอก มันไม่ใช่ครั้งแรกที่ซึงยูนกลายเป็นแพะที่รับความผิดทุกอย่างแทนลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของป้า เขารู้สึกชินกับสถานการณ์ที่ดูไร้ความยุติธรรมนั้นไปแล้ว แต่ตอนนี้สิ่งที่เขาได้ยินมันหนักกว่าทุกครั้ง คดีอะไร ทำไมเขากลายเป็นผู้ต้องสงสัยและมีความผิดติดตัว

ใครบางคนยืนมองเขาอยู่จากอีกมุมประตูห้องครัว ดวงตากลมภายใต้รูปทรงคิ้วตกอย่างเป็นเอกลักษณ์นั้นเขาจำได้ดี ท่าทางเรียบนิ่งแต่ดวงตากลับฉายแววของความกังวลจนปิดไว้ไม่มิด

“นี่มันเรื่องอะไรแทฮยอน นายไปก่อเรื่องอะไรอีก”

“.......” คนถูกถามไม่ตอบตามที่เขาสงสัย แทฮยอนเดินผ่านตัวซึงยูนออกไปตรงประตูครัวเล็กหลังบ้าน

“ไม่ใช่เวลาที่พี่จะมาถามอะไรตอนนี้ ถ้าไม่อยากไปนอนอยู่ในคุกเหมือนที่แม่ต้องการก็ตามผมมา”

 


สายลมเย็นๆไม่สามารถดับความร้อนในใจของคังซึงยุนได้แม้แต่น้อย ร่างสูงยังคงยืนนิ่งหลังจากฟังเรื่องราวทั้งหมดจากปากของแทฮยอนเอง

“ผมไม่รู้ว่าตำรวจจับได้ยังไง แต่ทันทีที่เกิดเรื่องแม่ก็ให้การกับตำรวจไปแบบนั้นแล้ว”

“ทำไมนายถึงทำแบบนั้น...”

“.......”

แทฮยอนยักยอกเงินในบริษัทที่เจ้าตัวฝึกงานอยู่ และถูกจับได้  เพราะไม่ใช่แค่ครั้งเดียว เรื่องถึงหูตำรวจเพราะแทฮยอนก่อเรื่องครั้งที่สาม ตำรวจรวบรวมหลักฐานจนรู้ว่าเป็นฝีมือของแทฮยอนที่ยักยอกเงินในบริษัท

“ตำรวจไม่สอบปากคำผมด้วยซ้ำ ซ้ำร้ายแม่ยังรู้เรื่องคดีก่อนผม”

“.......”

“แม่ก็ไม่ถามผมเหมือนกัน...ว่าผมทำรึเปล่า”

ก้อนเนื้อในอกของซึงยูนเหมือนถูกบีบ เมื่อวานเขาเป็นหลานอกตัญญู วันนี้เขากลายเป็นผู้ต้องสงสัยคดียักยอกเงินในโรงแรมหรู นอกจากจะไม่สามารถแก้ตัวหรือขอความเห็นใจจากใครได้แล้ว เขายังไม่มีแม้แต่โอกาสจะพิสูจน์หรือปฏิเสธเรื่องทั้งหมดด้วยซ้ำ เป็นฝีมือของป้าเขาโดยไม่ต้องสงสัย จริงอยู่ที่แทฮยอนเป็นคนเริ่มต้นยักยอกเงินเอง แต่เขากลายเป็นแพะรับบาปแทนเพราะเส้นสายที่มีคับเมืองของป้าที่ชี้นกเป็นนก ชี้ไม้เป็นไม้

“แทฮยอนอ่า...”

“หนีไปสิ พี่หนีไปซะ อย่าคิดไปมอบตัวเด็ดขาดคังซึงยุน”

ดวงตาเครียดและกลัวขอแทฮยอนในตอนนี้ทำให้ซึงยูนต้องเบือนหน้าหนี จริงอยู่ที่ผิดที่ตัวแทฮยอน เขารู้ว่าอีกคนไมได้ต้องการให้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น และรู้ว่าแทฮยอนไม่สามารถให้การแย้งกับป้าของเขา เพราะนั้นหมายถึงคำให้การของคุณนายคังจะกลายเป็นเท็จแล้ว ยังเท่ากับแทฮยอนยอมรับผิดทั้งหมด ซึ่งทั้งสองคนจะถูกจับดำเนินคดีในทันที แทฮยอนไม่ใช่ป้าของเขา ไม่จำเป็นที่เขาต้องเอาความโกรธหรือน้อยเนื้อต่ำใจมาลงที่อีกคน

“พี่เข้าใจแล้ว กลับบ้านไปซะ แล้วทำทุกอย่างตามที่แม่นายต้องการแทฮยอน”

 

เป็นเวลาเกือบสามชั่วโมงที่คังซึงยูนยังคงยืนรับลมเย็นๆอยู่ที่เดิม เขาไม่สามารถหยุดคิดและหาทางออกเรื่องต่างๆที่เกิดขึ้นได้ ที่สุดแล้วความรู้สึกเกลียดและกล่าวโทษต่อโชคชะตาทั้งหมดที่ทำให้เขาเกิดมาเพื่อรับผิดและกลายเป็นเรื่องแย่ๆในชีวิตของคนอื่นก็เกิดขึ้นมาในใจของเขาเองเหมือนเดิม ใบหน้าที่อาบไปด้วยหยดน้ำตาก้มมองผืนน้ำเชี่ยวภายใต้สะพานที่เขายืนอยู่

หลังจากยื่นมือของตัวเองออกไปจับราวสะพานเอาไว้ ริมฝีปากสีซีดค่อยๆยิ้มให้กับทุกอย่าง ยิ้มให้กับความโชคร้าย ความเฮงซวยที่ถาโถมเข้าใส่เขาตลอดเวลาที่เกิดมา ยกขาขึ้นเหยียบราวสะพานปีนข้ามราวที่สูงกว่าอกเหมือนเขามองเห็นจุดสิ้นสุดของทุกๆอย่างเมื่อสามารถมายืนมองดูภาพตรงหน้าได้ โดยไม่มีราวสะพานกั้น หยดน้ำตายังคงไหลไม่หยุดจนกระทั่งถึงตอนนี้ เขาคิดดีแล้ว เขาจะจบทุกอย่างเอาไว้ตรงนี้ จบทุกๆเรื่องของความโชคร้ายและไม่ยุติธรรมไว้กับเขาใต้ผืนน้ำ มือทั้งสองข้างค่อยๆคลายออกจากราวสะพานสิ่งสุดท้ายที่เขาจับมันเอาไว้เพื่อยึดเหนี่ยวตัวเอง ปล่อยร่างทั้งร่างดำดิ่งลงสู่พื้นน้ำเบื้องล่าง

“พ่อครับ ผมรู้ว่าพ่อใจร้าย แต่ผมกำลังจะไปหาพ่อนะครับ”

หลับตาบอกลาชีวิตของ “คังซึงยุน”

 

 

 

 

ความรู้สึกหนักและมึนวิ่งวนไปทั่วขมับทั้งสองข้าง เปลือกตาของคนนอนนิ่งบนเตียงมาเป็นเวลาเกือบหนึ่งเดือนเต็มค่อยๆลืมขึ้นมองสิ่งต่างๆรอบตัว อาการเมื่อยล้าทั่วทั้งตัวและเจ็บแปลบบริเวณต้นคอทำให้เขาต้องกลั้นลมหายใจแล้วกลับมานอนนิ่งๆเหมือนเดิม แม้อาการปวดหัวจะเข้าเล่นงาน เขาก็ยังคงพยายามนึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่ผ่านมา

เขายังไม่ตายอีกเหรอ...

สายตามองเห็นทีวีจอใหญ่ ผ้าม่านสีอ่อนกำลังสั่นไหวไปตามแรงลมจากระเบียงด้านนอก และใครบางคนที่ฟุบหน้าหลับอยู่ข้างๆเตียง ดวงตาโตจ้องมองคนตรงหน้า คิดว่าคงเป็นนัมแทฮยอน  ไม่นานหลังจากนี้ป้าของเขาคงโทรเรียกตำรวจมาจับเขา

พระเจ้าไม่เคยเห็นใจเขาเลยสักครั้ง

แม้คำขอครั้งสุดท้ายให้เขาหลุดพ้นจากชีวิตที่ไม่มีใครต้องการ ก็ไม่อวยพรให้เขาทำสำเร็จ

ซึงยูนค่อยๆยกมือขึ้นวางบนกลุ่มผมนั้นหวังปลุกให้อีกคนตื่น ไหล่กว้างค่อยๆขยับหลังจากเขาละมือออกไป เงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยความตื่นตกใจในครั้งแรก ก่อนจะตามมาด้วยรอยยิ้มกว้าง ดวงตาเรียวเล็กของคนตรงหน้าจดจ้องมองซึงยูนพร้อมรอยยิ้มใจดี

“ซึง...ซึงยูน ฟื้นแล้วเหรอ นายฟื้นแล้ว”

เจ้าของรอยยิ้มใจดีและเสียงแหลมที่ดังขึ้นทั่วห้องลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เขาค่อยๆสำรวจดูความผิดปกติตามตัวของซึงยูนก่อนจะกลับมาจดจ้ององใบหน้าของคนบนเตียงจนคนป่วยทำอะไรไม่ถูกเพราะตกใจกับคนแปลกหน้าที่มีท่าทางเป็นห่วงเป็นใยเขาอย่างมาก

“นายฟื้นแล้วลีซึงยุน

ลี...ลีซึงยุนงั้นเหรอ

“ลีซึงอ่า...นายฟื้นแล้ว” ใครบางคนวิ่งเข้ามาในห้องพร้อมหมอและพยาบาลเกือบสามคน เขาถูกคนมาใหม่เจ้าของนัยย์ตาใสเหมือนกวางลูบวนแก้มก่อนจะร้องไห้ออกมาอย่างไม่อายหมอหรือพยาบาล

“พี่นึกว่านายจะทิ้งพี่กับซึงฮุนไปซะแล้ว”

คนป่วยบนเตียงยังคงมึนงงกับสิ่งที่เกิดขึ้นจนคนอื่นๆใจเสีย เขาถูกเจ้าของรอยยิ้มใจดีฉวยมือไปจับเอาไว้แนบสนิทกับจมูก ดวงตาเรียวรีจ้องมองเขาตาไม่กระพริบ แม้เข้าจะสัมผัสได้ถึงความไม่แน่ใจของอีกคนแต่สัมผัสและแรงบีบบนมือกลับส่งมอบความอบอุ่นและความห่วงใยมาถึงเขาได้อย่างที่คนอย่างเขาไม่เคยได้รับ

“ซึงยุนอ่า...”

“......”

“จะ จำพี่ได้มั้ย พี่ซึงฮุนไง” 

มืออีกข้างของคนที่เพิ่งแนะนำตัวเสร็จเอื้อมออกลูบผมของคนป่วยเบาๆ ก่อนจะย้ายมาเช็ดหยดน้ำตาให้อีกคน ทุกๆการกระทำเป็นสิ่งที่ซึงยูนไม่คุ้นชิน ความอบอุ่นใจดีจากคนแปลกหน้าที่นั่งมองเขาด้วยสายตาของความห่วงใย แม้จะมีความรู้สึกกลัวและไม่เข้าใจในสิ่งที่เกิดขึ้น เขากลายเป็นใครไปแล้ว ทุกคนในตอนนี้คือคนแปลกหน้าที่เขาไม่เคยรู้จัก

“ซึงยุนกลับมาหาพี่แล้ว พี่คิดถึงเรามากๆเลยนะลีซึงยุน

 

เกิดอะไรขึ้นกับผมกันแน่.....


TBC.

..............................................................

ฝากติดตามฟิคทูซึงเรื่องใหม่ของไรท์ด้วยนะคะ เป็นเเนวที่ไม่เคยเเต่งเลย

เนื่องจากมีฟิคอ่านน้อยนิดมาก บวกกับคิดถึงพี่คนที่อยู่ในกรมมาก ขอพื้นที่เเต่งฟิคหน่อยแล้วกัน เเงงงง

เป็นกำลังใจให้ด้วยนะคะ เเต่งตามเเรงศรัทธาของไรท์และของลูกเรือทุกคนเด้อ 


? cactus
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1 ความคิดเห็น

  1. #1 thechayaxx (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 15 พฤษภาคม 2563 / 09:19
    แค่ตอนแรกก็สนุกแล้ววว อย่าลืมมาต่อนะคะ
    #1
    0