[FIC] Hey!Say!JUMP | SHADE |

ตอนที่ 2 : SHADE [1]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 89
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    29 เม.ย. 56

いつの間に こんなにも君を好きになってしまったんだろう
itsu no ma ni konna ni mo kimi wo suki ni natte shimattan darou
ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน ที่ฉันรักเธอมากมายขนาดนี้
 
ขอบคุณเนื้อเพลงและคำแปลจาก http://www.maxilyrics.com/kg-%E3%81%84%E3%81%A8%E3%81%97%E3%81%99%E3%81%8E%E3%81%A6-duet-with-tiara-lyrics-9dd4.html

...





 
Part1 [Shade]

...


 
 
ติ้ก...ติ้ก...
 
เสียงคล้ายหยดน้ำกระทบกับผืนน้ำค่อยๆดังเข้ามาในโสตประสาท เป็นสัมผัสแรกที่เขารู้สึกถึง 
 
สัมผัสที่สองคือกลิ่นเหม็นฉุน จนแทบหยุดหายใจ 
 
สัมผัสที่สามคือความเจ็บร้าวไปทั่วทั้งร่าง จนทนไม่ได้ที่จะเผลอร้องครางขึ้นมาในลำคอ
 
สัมผัสที่สี่ที่ตามมาทันทีหลังจากเขาเปล่งเสียง คือความอบอุ่นจนร้อน เข้ามาที่มือของเขา แม้แต่ปลายนิ้วสัมผัสเบาๆยังเจ็บไปหมด อดไม่ได้ที่ต้องเกร็งนิ้วเพื่อหนีจากสัมผัสนั้น แต่ดูเหมือนร่างกายจะไม่เป็นใจสักนิด เพราะเพียงแค่คิดจะขยับ ความเจ็บก็เล่นงานให้เขาต้องหยุดนิ่ง
 
"ยูโตะ ตื่นแล้วหรือ...ตอบฉันหน่อยสิ ยูโตะ...พยาบาลครับ รบกวนตามคุณหมอให้ด้วย คนไข้รู้สึกตัวแล้วครับ!"
 
เสียงหวานดังไม่ไกลจากเขาเท่าไหร่ เสียงนั้นคุ้นหูแต่ก็นึกไม่ออกว่าเป็นเสียงของใคร รู้แต่เพียงเจ้าของเสียงคงทั้งตื่นเต้น ดีใจ และเศร้าสร้อยในเวลาเดียวกัน เพราะน้ำเสียงที่ใช้ ดูจะเจือไปด้วยน้ำตา
 
"ยูโตะ ลืมตาสิ ฉันอยู่นี่แล้วนะ...ยูริอยู่ตรงนี้แล้วยูโตะ..."
 
คำพูดนั้นก้องไปมาอยู่ในหัวของเขา ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ตราบใดที่เขายังไม่หยุดพูด เขาพ่นลมหายใจออกมาก่อนค่อยๆขยับเปลือกตา คล้ายตอบรับกับคำเรียกของใครอีกคน
 
สัมผัสสุดท้ายที่เขารู้ คือแสงสว่างที่จ้าจนไม่อาจทน ต้องค่อยๆขยับเปลือกตาอย่างช้าๆ และเปิดมันในที่สุด เพื่อทำความคุ้นเคยกับแสงแดดที่สาดเข้ามาหาเขา
 
สิ่งแรกที่เห็นตรงหน้าคือใบหน้าเรียวเป็นรูปไข่ ผมสั้นตกลงมาคลอเคลียอยู่ที่บริเวณแก้มนวล สีน้ำตาลเข้มของมันที่เปลี่ยนจากสีดำเพราะต้องกับแสงอาทิตย์ ยิ่งทำให้ผิวขาวขับประกายออกมา นอกจากนั้นแล้วยังมีคราบน้ำใสๆประดับไม่ห่างแก้มเนียนน่าสัมผัสนั้น ตากลมโตที่รับกับจมูกโด่งกำลังชื้นได้ที่ แม้ขอบตาแดงก่ำคล้ายร้องไห้ติดต่อกันเป็นเวลาหลายวัน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น น้ำตาก็ไม่อาจพรากความงามจับใจไปจากคนๆนี้ได้เลย
 
ริมฝีปากอวบอิ่มสีชมพูกำลังเผยอเล็กน้อย มุมปากยกยิ้มคล้ายพึงใจในสายตาของคนตรงหน้า แต่เมื่อทำท่าว่าจะพูดอะไรบางอย่างออกมา ก็ถูกขัดจังหวะด้วยเสียงเปิดประตู ปรากฏเป็นชายวัยกลางคนในชุดกาวน์กำลังรีบเดินเข้ามาพร้อมกับผู้หญิงวัยสาวกว่าหน่อย ทั้งสองคนคงเป็นหมอกับพยาบาล ที่เขาเรียกหาเมื่อครู่นี้
 
"ญาติคนไข้ครับ รบกวนออกไปรอนอกม่านก่อนนะครับ เดี๋ยวหมอขอเช็กร่างกายหน่อย"
 
คนๆนั้นไม่อิดออดใดๆ อันที่จริง ไม่แม้แต่จะเอื้อนเอ่ยคำตอบรับแม้สักนิด นอกจากพยักหน้าช้าๆแล้วเดินไปช่วยพยาบาลรูดม่านปิดโดยรอบ ส่วนตัวเขาเองยืนมองอยู่ที่ขอบม่านที่ปิดได้ไม่หมดรอบเตียง
 
มืออุ่นๆของหมอแตะนู่นแตะนี่ไปทั่วร่างของเขา อยากจะขยับกายหนีสัมผัสนี้เหลือเกิน แต่ความเจ็บยังมีผลเหนือความต้องการของร่างกาย เขาได้เพียงนอนนิ่งๆให้หมอและพยาบาลตรวจเช็กร่างกายไปตามใจชอบ
 
เหลือบมองซ้ายขวา ลองสำรวจร่างกายตัวเองก็พบกับทั้งรอยช้ำตามตัวเยอะแยะไปหมด มีสายน้ำเกลือโยงจากมือซ้าย ไหนจะผ้าสีขาวที่พันขาเขาไว้อีก...นี่มันเกิดเรื่องอะไรกันขึ้นนะ?
 
ความเย็นวาบจากโลหะของสเตอริโอสโคปของหมอที่แตะลงบนหน้าอกเขาทำให้ฉุดสติกลับคืนมา หมอหันไปพูดบางอย่างกับพยาบาล เป็นศัพท์ที่เขาไม่ค่อยรู้เรื่องเท่าไหร่ แต่จากนั้นไม่นานหมอก็หันกลับมาหาเขา พร้อมกับแย้มรอยยิ้มให้ใจชื้นขึ้นมาบ้าง
 
"ยังเจ็บอยู่ใช่มั้ยครับ ไม่เป็นไรนะ แค่ฟกช้ำตามตัวกับหัวแตกเอง พักอีกอาทิตย์สองอาทิตย์ก็คงออกจากโรงพยาบาลได้แล้ว นากาจิม่าซัง"
 
ชายหนุ่มยังคงนิ่งเงียบ เพียงแต่จ้องมองใบหน้าของหมอด้วยสายตาว่างเปล่าเท่านั้น 
 
"นากาจิม่าซังครับ...มีอะไรหรือเปล่า"
 
เขาได้ยินเสียงดังเหมือนกับคนกำลังรินน้ำไม่ไกลจากเตียงนัก 
 
"นากาจิม่าซังครับ..."
 
หมอยังคงเรียกเขาไม่หยุด...ถ้าเพียงแต่นากาจิม่า ยูโตะ...คือชื่อของเขาอย่างนั้นหรือ?
 
"ยูโตะ..."
 
"ครับ"
 
"...เป็นใครหรือครับ..."
 
เพล้ง!
 
เสียงแก้วตกแตกดังมาจากนอกม่าน ใบหน้าขาวซีดของเด็กหนุ่มค่อยๆหันกลับมาทางเตียง ริมฝีปากของเขาสั่นระริก
 
"...ความจำเสื่อมเหรอ...เป็นไปไม่ได้..."
 
...
 
"อาการความจำเสื่อมของนากาจิม่าซังน่าจะเกิดจากการช๊อกจากอุบัติเหตุครับ ไม่ต้องห่วงหรอกครับ นากาจิม่าซังไม่ได้รับการกระทบกระเทือนทางสมองครับ หมอเช็กแล้ว เพียงแต่อาจได้รับความกระทบกระเทือนทางด้านจิตใจ...ความทรงจำอาจจะกลับมาได้ครับ ไม่ช้าก็เร็ว เพียงแต่ต้องคอยดูแลอย่างใกล้ชิด เอาใจใส่และพยายามกระตุ้นนากาจิม่าซัง ความทรงจำจะได้กลับมา...ใช้ชีวิตได้ตามปกติครับ หมอลองทดสอบแล้ว ดูเหมือนว่าทักษะการใช้ชีวิตประจำวันจะไม่ได้หายไปครับ แค่ความทรงจำที่พิเศษๆอาจจะหายไปเท่านั้น
 
"ไม่ต้องห่วงครับ ขอเพียงแค่มีคนที่คุ้นเคยคอยกระตุ้นความทรงจำของนากาจิม่าซังเท่านั้น ความทรงจำก็จะกลับมา...ญาติต้องคอยดูแลเขาให้ดีครับ..."
 
เสียงบทสนทนายังคงดังก้องอยู่ในสมองของเขา คนที่เขาเห็นเป็นคนแรกเมื่อลืมตาขึ้น และเป็นคนเดียวกับที่ทำแก้วแตกเมื่อรู้ว่าเขาความจำเสื่อมกำลังนั่งอยู่ที่ขอบเตียง รอยยิ้มอ่อนๆกำลังส่งมาให้เขา ฝ่ามือเล็กทั้งสองของเขาบีบบ้างคลายบ้าง คล้ายกำลังบอกเขาว่าเขาอยู่ตรงนี้ และจะไม่ไปไหน ทำให้เขารู้สึกอบอุ่นใจขึ้นมาได้บ้าง อย่างน้อยก็ช่วงเวลาหนึ่ง
 
"นายชื่อยูโตะนะ นากาจิม่า ยูโตะ..."
 
"อืม"
 
น้ำเสียงหวานๆกำลังเล่าเรื่องไปเรื่อย เหมือนกำลังเล่านิทานให้เขาฟัง ดวงตาหวานและกลมโตกำลังมองมาที่เขา ตอนนี้สายตาของทั้งสองอยู่ในระดับเดียวกัน เพราะคนตรงหน้าขอให้คุณพยาบาลปรับเตียงให้เขากึ่งนั่งกึ่งนอน
 
"ส่วนฉันชื่อจิเน็น ยูริ แต่บางครั้งยูโตะก็เรียกฉันว่าชี่...ยูโตะเรียกชื่อฉันได้มั้ย"
 
"...ยูริ"
 
ลำคอแห้งผาก แต่ก็ค่อยๆเปล่งเสียงออกมาอย่างยากลำบากนัก คงเพราะไม่ได้ใช้เสียงนานกระมัง กว่าจะพูดออกมาได้แต่ละคำถึงได้ยากลำบากเหลือเกิน
เด็กหนุ่มตรงหน้าที่บอกว่าตัวเองชื่อยูริแย้มรอยยิ้มออกมามากกว่าเดิม แม้รอยยิ้มนั้นจะดูเศร้ากว่าปกติ แต่ก็ชวนให้มองอย่างไม่อาจจะละสายตาได้เช่นกัน เป็นรอยยิ้มที่ไม่ว่าใครเห็นก็คงต้องหลงใหล เช่นเดียวกับยูโตะ ที่ยกยิ้มมุมปากตาม
 
"ฉันเป็นคนรักของยูโตะ ยูโตะเป็นคนรักของฉัน...เรารักกันนะยูโตะ"
 
พูดช้าๆราวกับต้องการจะให้ทุกคำเน้นย้ำลงไปในความทรงจำอันว่างเปล่าของยูโตะ ชายหนุ่มพยักหน้ารับ
 
"..ยูริ"
 
"หืม?"
 
"คนรัก...แปลว่าอะไร"
 
ยูริไม่ตอบในทันที แต่ลุกขึ้นนั่งให้ถนัดขึ้นกับขอบเตียง โน้มดวงหน้าสวยหวานลงมาใกล้ ก่อนประทับริมฝีปากที่หน้าผากเบาๆ เนิ่นนาน
 
ชายหนุ่มเบิกดวงตาโตขึ้นอย่างตกใจ จดจ้องสายตาของยูริที่ไม่อาจละสายตาไปได้
 
"...คนรัก แปลว่าเรา...จำไว้นะ"
 
หลังมือใหญ่รับรู้ได้ถึงหยดน้ำเล็กๆที่หล่นลงมา ดวงตาหวานนั้นชื้นฉ่ำ ขอบตาสีแดงก่ำกำลังก่อตัวด้วยหยาดน้ำใส
 
แม้ไม่อาจจำได้ว่าคนตรงหน้าเป็นใคร ในเมื่อทั้งห้วงสมองนั้นมีเพียงสีขาวโพลน แต่สิ่งหนึ่งที่เขารับรู้ คือ ไม่อยากให้คนตรงหน้าร้องไห้เลย...
 
นิ้วยาวแตะลงที่แก้มนวลของยูริ หยาดน้ำใสๆที่ค่อยๆไหลรินลงมาจากดวงตาข้างซ้ายค่อยๆถูกเช็ดออกไปช้าๆ 
 
"อย่าร้องไห้ได้มั้ยครับ"
 
คำขอร้องที่ส่งผ่านมา ยูริยิ้มจางๆส่งให้ ก่อนหันหลังเบือนหน้าหนี เพื่อไม่ให้คนตรงหน้าเห็นน้ำตาอีก
 
"ผมจะพยายามจำคุณให้ได้...แต่อย่าร้องไห้เลย ได้มั้ยครับ"
 
"ฉันจะไม่ร้องไห้แล้วล่ะ ขอโทษนะ"
 
น้ำเสียงยังคงสั่นอยู่อย่างนั้น เห็นได้ชัดว่าเจ้าตัวคงพยายามอย่างถึงที่สุดแล้วเพื่อจะกลั้นน้ำตาเอาไว้ ยูโตะยกมือขึ้นเพื่อจะจับสองมือเล็กนั้นอีกครั้ง แต่เสียงเคาะประตูทำให้เขาต้องค่อยๆลดมือลงเสียก่อน
 
"ครับ"
 
ยูริขานรับเสียงเคาะประตูนั้น คนที่เคาะประตูจึงเดินเข้ามา ดูสูงกว่ายูรินิดหน่อย แม้ไม่ได้งดงามจนแทบลืมหายใจเหมือนกับคนตรงหน้าเขา แต่ก็ไม่สามารถละสายตาออกไปได้เช่นกัน
 
ดวงตากลมหวาน แม้ไม่ได้คมคายเหมือนของยูริแต่ก็กำลังจ้องมองเขาด้วยสายตาเหมือนครั้งที่ลืมตาขึ้นครั้งแรกและเห็นสายตาของยูริ ปลายจมูกโด่งรั้นดูจะแดงไปเสียหน่อย แต่เขาคิดว่าไม่ใช่เพราะร้องไห้มา ดูเหมือนว่าคนๆนี้จะเหนื่อยเสียมากกว่า เพราะดวงหน้าที่ติดจะกลมไปหน่อยนั้นก็แดงเช่นเดียวกัน
 
คนที่เข้ามาใหม่ไม่ได้มาตัวเปล่า สองมือของเขาหอบหิ้วตะกร้าผลไม้และเครื่องดื่มบำรุงต่างๆที่เขาพอจำได้ว่ารสชาติมันไม่ค่อยจะน่าอภิรมย์เท่าไหร่มาด้วย
 
"อาจารย์ที่คณะของยูโตะฝากมาให้น่ะ อันนี้ของพวกกรรมการคณะ...เรื่องคุณพ่อกับคุณแม่ของยูโตะ ฉันโทรศัพท์ไปบอกให้แล้วตามที่นายขอ เดี๋ยวตอนเย็นๆท่านคงบินถึงโตเกียวพอดี"
 
พูดทีเดียวจบตามนิสัย ยูริพยักหน้ารับ ช่วยยกกระเช้าทั้งสองวางไว้ที่โต๊ะ ยูโตะเพิ่งสังเกตุเห็นว่าบนโต๊ะมีกระเช้ามากมายวางอยู่ก่อนแล้วเช่นกัน
 
สายตาของเขาไม่อาจละไปจากคนที่เข้ามาใหม่ได้จริงๆ ยิ่งจ้องมองก็ยิ่งคุ้นเคย อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
 
"ขอบคุณนะ...ถ้าไม่ได้ยามะจัง ฉันคง..."
 
"ช่างมันเถอะ ไม่เป็นไรหรอก แล้วนี่ฟื้นนานหรือยัง"
 
ทำท่าพยักเพยิดมาทางคนป่วยที่นอนบนเตียง ยูริยิ้มฝืนๆเล็กน้อย
 
"เมื่อเช้านี้เอง"
 
"ตื่นแล้วก็ไม่ต้องร้องไห้เพราะเป็นห่วงแล้วนะ ร้องไห้มากตาบวมฉึ่ง"
 
พูดเล่นกันอย่างคุ้นเคย คนที่โดนหาว่าร้องไห้จนตาบวมเบะปากเล็กน้อย แต่ไม่ว่ายังไงก็ยังดูน่ารักอยู่ดี
 
ทั้งสองยังคงหยอกกันเล่นไปสักพัก จนกระทั่งมีเสียงโทรศัพท์เข้ามา ยูริจึงขอตัวออกไปจากห้องเพื่อไปคุยธุระเสียก่อน และวานให้เพื่อนของยูริอยู่เฝ้าไข้ให้
 
เขานั่งลงที่โซฟา พร้อมกับพลิกนิตยสารดนตรี ที่ดูเหมือนจะเป็นของยูริบนโต๊ะ นั่งไขว่ห้างตามปกติวิสัย
 
ยูโตะยังคงจดจ้องคนตรงหน้าไม่วางตา
 
ท่ามกลางความทรงจำสีขาวโพลน ยังมีใครคนนึงปรากฏชัดในความทรงจำ...
 
"มองอะไร"
 
ประโยคห้วนๆที่ทำให้เขาสะดุ้งเฮือก คนมาเยี่ยมดูไม่ยี่ระว่าถามคนที่กำลังป่วยหนักจนถึงขั้นนอนโรงพยาบาลแม้แต่นิด
 
"จ้องอยู่ได้ มีอะไรหรือเปล่า"
 
ยูโตะส่ายหัว
 
"งั้นก็เลิกมองซะ หันไปทางอื่น ฉันอึดอัด"
 
มีแบบนี้ด้วย ยูโตะรำพึงในใจขึ้นมาเบาๆ แต่ถึงจะโดนบอกด้วยประโยคแบบนั้น ใช่ว่าเขาจะสนใจที่ไหน
 
คนที่กำลังเปิดหน้านิตยสารไปเรื่อยดูจะอึดอัดขึ้นมาจริงๆ เพราะสัมผัสได้ถึงการจ้องมองไม่ละสายตาของคนบนเตียง ขนาดพูดไปแล้วแบบนั้น หมอนี่ยังไม่สนใจเลย
 
ดื้อเหมือนเดิมไม่เคยเปลี่ยน
 
"บอกว่าอย่ามองไง คนอ่านหนังสือไม่รู้เรื่อง"
 
"ก็อ่านไปสิ"
 
"อยากจะเจ็บอีกรอบหรือไง"
 
ปิดนิตยสารในที่สุด หันกลับมาจ้องตาดุๆเหมือนกับที่ชอบทำบ่อยๆ
 
...ชอบทำบ่อยๆ...
 
ยูโตะสะดุดความคิดตัวเองลงตรงนั้นนั่นเอง คนที่นั่งอยู่บนโซฟาก็คล้ายจะรู้ จึงร้องทักขึ้นมา
 
"สำนึกผิดหรือไง เงียบไปเลยนะ"
 
"...ยามาดะ"
 
"เอ้ะ แปลกนะ ทำไมเรียกฉันสุภาพจัง"
 
ดูเหมือนจะไม่รู้ความเป็นไปของคนป่วยเท่าไหร่ พอยูโตะเรียกตัวเองด้วยสรรพนามเช่นนั้นถึงได้หัวเราะคิกคักคล้ายถูกใจไม่น้อย โดยที่ไม่รู้อะไรเลย
 
"ไม่เห็นจะเคยเรียกแบบนี้เลยนะ ความจำเสื่อมหรือไง จู่ๆก็มาเรียกฉันแบบนั้นน่ะ"
 
พูดไปโดยไม่ได้คิดอะไรเลยซักนิด ลุกขึ้นเดินเข้าไปหายูโตะที่นั่งนิ่งบนเตียง 
 
"นี่...อ้ะ!"
 
ร้องเสียงหลงทันที เมื่อฝ่ามือใหญ่เอื้อมมาจับข้อมือเล็กไว้แน่น คนตัวเล็กถลาตัวเข้ามาใกล้ เป็นคนป่วยแท้ๆมีสิทธิ์อะไรมีแรงมากกว่าคนไม่ป่วยอย่างเขากันนะ! ได้แต่คิดแบบนั้น แต่ไม่มีสิทธิ์จะเถียงใดๆ เพราะสายตาของคนตรงหน้าที่จ้องมองมา ไม่อาจทำให้ละสายตาใดๆได้เลย
 
...เหมือนทุกๆครั้ง ที่ไม่สามารถละสายตาไปที่อื่นได้
 
กับสายตาที่จ้องมองมาอย่างอบอุ่น จนราวจะแผดเผาทั่วทั้งร่างนั้น...
 
โหยหา...มาตลอดหรือเปล่านะ...
 
"เรียวสุเกะ..."
 
เสียงแหบพร่าของคนตรงหน้าร้องเรียกชื่อของเขา จนตั้งสติได้ในที่สุด
 
"นี่! เดี๋ยวแฟนนายมาเห็นจะทำยังไง ปล่อยๆ" พูดแบบนั้น ส่วนหนึ่งก็เพื่อบอกตัวเองด้วย เน้นย้ำคำว่าแฟนหนักแน่น ตอกย้ำลงในใจให้ชัด
 
ว่าไม่มีสิทธิ์คิดแบบนั้น...
 
"...แต่เรารักกัน...ไม่ใช่เหรอเรียวสุเกะ"
 
สายตาทั้งสองสบประสานกันอีกครั้ง ประโยคนั้นยังก้องอยู่ในหัวไม่ยอมหยุด ราวกับมีใครอัดไว้แล้วเปิดซ้ำๆ ยามาดะ เรียวสุเกะรับรู้ได้ถึงความร้อนผ่าวที่แผ่ไปทั่วใบหน้า 
 
กับสายตาที่จ้องมองไม่ผละไปไหน
 
กับเสียงที่อบอุ่นเข้าไปในขั้วหัวใจ...
 
กับคนตรงหน้า...
 
"ขอโทษทีนะ พอดีคุณแม่ยูโตะโทรมาตามให้ไปรับน่ะ..."
 
เสียงพูดจากหน้าประตูทำให้เรียวสุเกะรีบผลักคนป่วยออกห่าง ก้มลงไปที่ใต้เตียงทำท่าคล้ายหาอะไรบางอย่างอยู่
 
"หาอะไรเหรอ"
 
"ของมันตกน่ะ"
 
ทำท่าเหมือนตั้งใจมาก ทั้งๆที่จริงก็เพียงแค่ต้องการซ่อนดวงหน้าแดงก่ำเหมือนลูกตำลึงสุกของตัวเองเท่านั้นเอง
 
ชายหญิงวัยกลางคนเดินเข้ามาในห้อง ทั้งสองดูกระวนกระวายไม่ใช่น้อย โดยเฉพาะเมื่อเห็นผู้เป็นลูกชายนั่งทำตาปริบๆอยู่บนเตียง
 
"ยูโตะ!"
 
และเสียงของแม่ของยูโตะดังขึ้นทันทีที่เธอปราดเข้าไปถึงคนป่วย รวมถึงเสียงถอนหายใจของเรียวสุเกะ ที่คิดว่าไม่ว่ายังไงก็คงไม่มีใครได้ยิน
 
"จำแม่ได้มั้ยลูก"
 
"...คุณ...เป็นแม่ของผมหรือครับ"
 
บทสนทนาแปลกๆที่ชวนให้ตะขิดตะขวงใจ เรียวสุเกะยืดตัวขึ้นแล้วเดินเข้าไปใกล้เพื่อนสนิท
 
"จ้ะ...โธ่เอ้ย ยูโตะนี่นะ แม่บอกแล้วใช่มั้ยว่าให้ขับรถดีๆ"
 
"ขอโทษครับ"
 
"พูดจามีสัมมาคารวะดีขึ้นนะ เชื่อแล้วว่าความจำเสื่อมจริงๆ"
 
พ่อของยูโตะพูดด้วยน้ำเสียงทีเล่นทีจริง แต่คนที่ได้ยินกลับไม่รู้สึกตลกด้วยซักนิด
 
เรียวสุเกะดึงยูริให้หลบมุม ห่างจากครอบครัวที่กำลังคุยกันเสียงดังแล้วเอ่ยถาม
 
"...คุณน้าพูดเรื่องอะไรน่ะ"
 
"เรื่องอะไรเหรอ?"
 
"ก็...ความจำเสื่อม"
 
เบาเท่าเสียงกระซิบ แต่ยูริยิ้มเล็กน้อย เมื่อได้ยินคำถามของคนตรงหน้าแจ่มชัดดี
 
"ยูโตะช๊อกจากอุบัติเหตุน่ะ คุณหมอบอกว่าพอช๊อกก็ทำให้ลืมเหตุการณ์ในอดีตไปหมด"
 
...ลืมเหตุการณ์ในอดีตไปหมด...
 
ดวงหน้าของเรียวสุเกะชาวาบ รู้สึกไร้เรี่ยวแรงขึ้นมาในทันที
 
"เป็นอะไรเหรอ"
 
"แล้วยูโตะจำนายได้หรือเปล่า"
 
เรียวสุเกะหันไปถามช้าๆ สายตาที่จดจ้องไม่กระพริบทำให้ยูริต้องเบนดวงหน้าหนี แล้วส่ายหัวช้าๆ
 
"...เขาจำใครไม่ได้เลย..."
 
"เรียวสุเกะ..."
 
"...แต่เรารักกัน...ไม่ใช่เหรอเรียวสุเกะ"
 
จำใครไม่ได้เลย...
 
"ทำไมเหรอ เมื่อกี้ยูโตะคุยอะไรกับนายหรือเปล่า"
 
ยูริถาม แต่เรียวสุเกะส่ายหัวช้าๆ
 
จะให้รู้ไม่ได้...
 
ทั้งห้วงความคิดคล้ายว่างเปล่า โลกทั้งใบปกคลุมไปด้วยสีขาวโพลน
 
ความจำเสื่อม
 
กำลังโกหกอยู่ใช่มั้ย...
 
นึกทบทวนครั้งแล้วครั้งเล่า จำไม่ได้ว่าเคยพูดว่าตัวเองชื่ออะไรให้ยูโตะฟังไปเมื่อไหร่ แถมเรื่องใน"ตอนนั้น"ที่จู่ๆยูโตะก็พูดถึงมันขึ้นมา
 
อดีต...ที่ไม่อยากแม้แต่จะเอ่ยถึง
 
กับสิ่งที่เคยทำเอาไว้ ตอนนี้กำลังจะกลับมาหลอกหลอนเขาอีกครั้ง
 
ทั้งๆที่คิดว่าอุบัติเหตุของยูโตะจะทำให้สิ่งที่เคยเกิดขึ้นระหว่างเขากับคนเจ็บจะลบเลือนไป แต่ดูเหมือนว่ามันจะกลายเป็นสิ่งเดียวที่เหลืออยู่ในความทรงจำสีขาวของยูโตะ
 
บทสนทนาตามประสาครอบครัวยังคงดังต่อไป 
 
แต่สายตาของคนป่วยที่กึ่งนั่งกี่งนอนบนเตียง กลับไม่ได้ละไปจากทั้งสองคนที่มาช่วยเฝ้าไข้เลยแม้แต่น้อย
 
เรียวสุเกะกำลังหวาดกลัวสายตานั้น สายตาที่จ้องมองมาตรงๆแบบนั้น เพราะว่าเป็นสายตาที่ไม่ว่าใครมองเห็นก็ต้องเคลิ้มราวกับต้องมนต์สะกด...
 
แต่มันกลับทำให้เรียวสุเกะหวาดกลัวเงาในอดีตที่กำลังจะหวนกลับมาเหลือเกิน...
 
-----------------------------------

16 ความคิดเห็น

  1. #2 Hibari Sora (@hibari-sora) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 1 พฤษภาคม 2556 / 22:50
    อร๊ายยยยยยย แลดูโรแมนติกเนอะ >////< ฟื้นขึ้นมาจำอะไรไม่ได้นอกจากยามะจังเหรอเนี่ย แต่แอบสงสารชี่อ่ะ ต่อไปจะเป็นยังไงกันล่ะเนี่ย
    #2
    0