[FIC] Hey!Say!JUMP | SHADE |

ตอนที่ 10 : SHADE |9|

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 98
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    16 ก.ค. 56

Title:: SHADE [9] 
Author:: beamsmile (heiseiclub::user>>beambanban)
Raiting:: PG13
Genre:: AU

君を求めてるよ
kimi wo motometeru yo
แต่ก็ยังเฝ้ามองแต่เธอ



ขอบคุณเนื้อเพลง>> いとしすぎてduet with Tiara/KG
*******************************************************

SHADE [Part9]
...
..
.


ยูโตะเหยียบกระเดื่องกลองไปมาด้วยความเหม่อลอย สายตาทอดมองไปข้างหน้าอย่างค่อนข้างหงุดหงิด เผลอนึกถึงเรื่องเมื่อวานก็ทำให้ต้องตีไม้กลองลงบนฉาบเสียงดัง จนน่ากลัวว่าอาจจะพังคามือได้สักวัน

"ไอ้โตะรินแม่งเป็นไรวะ" โคตะกระซิบถามกับกลุ่มเพื่อนที่นั่งประชุมแก้โน้ตกันอยู่ ฮิคารุเงยหน้ามองเพียงนิดก่อนจะทำท่าฟันลม

"หมอฮิคารุฟันธง"

อีกสองคนหันไปมองพร้อมกันตาแป๋ว

"ป่วยทางใจแหงๆ"

"โหยยย ป่วยเชี่ยไร มึงดูแฟนไอ้โตะรินมัน ยังเอาข้าวกลางวันมาส่งอยู่เลยเมื่อกี้" เคย์พูดก่อนจะโบกหัวทองๆของฮิคารุไปทีนึง ไพล่ไปถึงเหตุการณ์เมื่อกลางวันที่ยูริ แฟนตัวน้อยสุดน่ารักขวัญใจใครต่อใครหอบหิ้วเอาข้าวกลางวันมาประเคนให้ผู้เป็นมือกลองถึงห้อง ก่อนจะจากลากันด้วยใบหน้าแดงก่ำดูเขินอาย หลังจากที่ยูโตะตอบแทนด้วยการหอมแก้มนุ่มๆน่าสัมผัสนั้นสองสามที

"เห้ยๆ ก็ไม่แน่นะเว่ยไอ้เคย์ มึงดูไอ้โตะรินซะก่อน แฟนมันเอาข้าวกลางวันมาส่งแล้วอยู่กินกับมันหรือเปล่า แม่งวางข้าวกล่องล่อพวกกูขโมยกินมาสองชั่วโมงล่ะ" โคตะพูดพร้อมกับพยักเพยิดไปทางข้าวกล่องที่ยูโตะวางทิ้งไว้บนโต๊ะใกล้ๆกลอง วางปิดฝาทิ้งไว้อย่างนั้นโดยยังไม่มีการแตะต้องใดๆ จนดูเหมือนว่าจะเย็นชืดไปหมดแล้ว

"เห็นป้ะ เดี๊ยะกูตบวิกหลุด" ฮิคารุหันกลับไปโบกหัวทุยๆของเคย์กลับ จนกลายเป็นศึกตีกันแทน โคตะได้แต่ถอนหายใจก่อนจะเหลียวหน้ากลับไปมองเคย์โตะที่เพิ่งจะผลักประตูบานใหญ่ที่เพิ่งซ่อมเสร็จตอนเช้าเข้ามาในห้อง

"ไงจ้ะเคธี่ มาซะบ่ายเลยนะ"

"ขอโทษทีครับพี่ น้องริวเขาอาละวาดนิดหน่อย" เคย์โตะพูดเสียงอ่อย ก่อนจะเดินเข้าไปวางของที่โต๊ะเก็บของเหมือนเคยแล้วเดินเข้าไปในห้อง แต่พอเห็นท่าทีของคนที่นั่งอยู่หลังกลองซึ่งเหมือนจะอารมณ์เสียอะไรบางอย่าง ก็ชะงักเท้าและเดินกลับมานั่งรวมกับรุ่นพี่เหมือนเดิม

"อะไรครับนั่น คนในห้อง..."

"ไม่รู้ว่ะ เห็นเป็นงี้มาแต่เช้าล่ะ ซ้อมแป้ปๆก็นั่งเหม่อ ไม่รู้เป็นอะไรของมัน" โคตะเหลียวมาคุยด้วย ขณะที่ฮิคารุกับเคย์ชักจะเหนื่อย วางมือลงทั้งคู่

"ไปดูมันหน่อยก็ดีนะ เหมือนคนอกหักเลยว่ะ"

"ผมเอาตัวเองยังจะไม่รอดเลยพี่ จะมาเอาคนอื่นรอดได้ไง" เคย์โตะบ่นอุบอิบ แต่ก็ยอมลุกเข้าไปหาเพื่อนรักแต่โดยดี ทำเป็นวางของเสียงดังลงที่โต๊ะใกล้ๆกลองชุดที่ยูโตะนั่งอยู่ จนคนตัวสูงเผลอสะดุ้งเฮือกและเหลียวหน้าหันกลับไปมอง

"ว่าไง เคย์โตะ..." หันกลับมาทักแค่นั้น ก่อนที่จะหันกลับไปทำหน้าตั้งอกตั้งใจซ้อม แต่เผลอได้สักพักเดียว ยูโตะก็เหม่ออีก จนเคย์โตะชักจะทนไม่ได้ ดึงเก้าอี้หมุนที่ยังว่างมานั่งด้วย

"เป็นอะไรของแก..." ยูโตะเหลียวหน้ากลับมา

"เห็นพวกพี่ว่าแกเหม่อมาแต่เช้าแล้วเหรอ มีอะไรหรือเปล่า"

"...ไม่หรอก ไม่มี..." พูดเสียงหมุบหมิบในคอ พอเคย์โตะได้ยินเช่นนั้นก็พยักหน้าแล้วทำท่าจะห่างออกไป หากแต่แล้วยูโตะกลับฉวยข้อมือนั้นไว้แน่น แล้วดึงให้กลับมานั่งในตำแหน่งเดิม

"เคย์โตะ..."

"...อย่าทำหน้างั้นไอ้โตะ ขนลุก" เจ้าของชื่อทำท่าลูบแขนไปมาประกอบบอกว่าตนขนลุกอย่างที่ปากว่าจริง จากสายตาทอดมองมาของยูโตะ แต่คนถูกแซวไม่ขำด้วย กลับทำหน้าจริงจังและพูด

"แกเคยทำให้คนที่รักโกรธป้ะวะ"

"โอ้ย บ่อยไป นี่น้องริวก็โกรธฉันอยู่" พูดพลางทำหน้าเซ็ง

"เดี๋ยวเย็นนี้จะไปง้อเนี่ย...ถามทำไมวะ"

ยูโตะส่ายหัวเล็กน้อย

"ก็...แบบ ดันไปบอกกับเพื่อนว่าแฟนตัวเองเป็นแค่เพื่อนน่ะสิ"

"หือ?" เคย์โตะหัวเราะลั่นเมื่อเห็นสีหน้าเจื่อนของยูโตะ

"ไปบอกใครเค้าล่ะว่าจิเน็นจังเป็นแค่เพื่อนแก" พูดโดยไม่ทันสังเกตเห็นสีหน้าเหมือนสะอึกของยูโตะเลยแม้แต่น้อย

"แล้วจิเน็นจังโกรธเหรอ"

"ก็ประมาณนั้น..." ลดเสียงเสียเบา ไม่กล้าพูดว่าไม่ใช่ยูริเสียหน่อยที่กำลังโกรธ แต่ก็ช่างเหอะ

"แกก็ไปง้อเค้าหน่อย บอกเค้าว่าไม่ได้ตั้งใจจะพูดแบบนั้น"

"แล้วจะง้อยังไงดี"

"จิเน็นจังชอบอะไรล่ะ ซื้ออย่างนั้นไปให้สิ"

"...ฉันไม่รู้..." พูดเสียงเบาในลำคอ ไม่ใช่ว่าไม่รู้ว่ายูริชอบอะไร แต่เรียวสุเกะต่างหากที่เขาจำไม่ได้เสียแล้วว่าคนขี้งอนคนนั้นชอบอะไร แต่เคย์โตะไม่ได้ยิน

"ดอกไม้ซักช่อก็ได้นะ หรือจะของกิน...จริงสิ! ก็ไปหาที่บ้านไรงี้ แล้วก็ไปง้อถึงที่บ้านเลย แบบ ขอโทษนะครับคนดี ผมผิดไปแล้ว ไรงี้ไง" พูดไปเคย์โตะก็ตบเข่าฉาด

"แล้วจากนั้นก็จับเผด็จศึกซะเลย ได้สองต่อเชียวนะ ได้ทั้งง้อขอคืนดี แถมยังได้ชิมตัวคนหวานๆทั้งตัว...โอ้ยยยย คิดแล้วคุ้ม"

"นี่แกคงไม่ได้ชิมน้องฉันไปแล้วหรอกนะไอ้เม่น"

"...ยะ ยังหรอก..." ทีแบบนี้ล่ะพูดเสียงอ่อย ยูโตะหัวเราะร่วนขณะกำลังจินตนาการถึงแผนการณ์สุดคุ้มที่เคย์โตะบอก แต่ขืนทำตามแบบนั้น มีหวังคงโดนเรียวสุเกะตีไม่เลี้ยงแน่

ยูโตะได้แต่หัวเราะเกลื่อนๆพอคิดถึงตรงนั้น

"เอาเถอะ เดี๋ยวฉันจะลองดูแล้วกัน"

"เออๆ นั่นแหละ ลองดู" เคย์โตะยิ้มก่อนจะจิ้มลงที่กระดาษโน้ตอย่างแรง

"แกก็ซ้อมเพลงได้แล้วทีนี้ เอ้า! เดี๋ยวไม่ทันวันออดิชั่นนะ"

"คร้าบบบบ คุณพ่อ" ยูโตะแกล้งลากเสียงยาว ก่อนจะวางสมาธิทั้งหมดไว้ที่กลองชุด หลังจากเปิดเปิงไปกับความคิดฟุ้งซ่านอยู่นาน

เย็นนี้เขาจะลองไปที่บ้านของไดคิดู...

...

.
.
.





แสงสว่างที่ลอดผ่านหน้าต่างบานเล็กของห้องประชุมเข้ามาทำให้ยูริเผลอมองตามเงาที่พาดเข้ามาในห้องอย่างเหม่อลอย มือเล็กๆควงปากกาหมุนไปมาจนคนข้างๆชักจะรำคาญแทน ต้องผละสมาธิจากการประชุมตรงหน้ามาสนใจผู้เป็นเพื่อนรัก

"จิเน็น" ไดคิสะกิดเรียกคนตัวเล็กที่เอาแต่เหม่อให้หันกลับมาสนใจการประชุม ยูริสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะเหลียวหน้ากลับมาหา

"ไดจังมีอะไรเหรอ"

"เหม่ออะไรน่ะ จดกำหนดการจะไม่ทันแล้วรู้มั้ย" ชี้ไปที่กระดานซึ่งจินกิกำลังเขียนกำหนดการการเข้าค่ายให้สมาชิจดตามอยู่ ยูริดูเหมือนจะเพิ่งรู้ตัว รีบก้มหน้าลงจรดปากกาเขียนตามบนกระดานบ้าง

"มีอะไรไม่สบายใจหรือเปล่า" ไดคิถามอย่างเป็นกังวล เมื่อเห็นว่ายูริเริ่มจะจดทันคนอื่นเขาแล้วบ้าง

"เห็นเหม่อมาตั้งแต่เช้าแล้วนะ"

"ไม่มีอะไรหรอก" ยูริยิ้มเจื่อนกลบเกลื่อน ทั้งๆที่ในใจยุ่งเหยิงจะแย่

"แล้วยามะจังล่ะ" ทำเป็นถามเพื่อนในกลุ่มที่ยังไม่สบายอยู่ ไดคิถอดหายใจ

"ไข้ยังสูงไม่หายเลย เมื่อเช้าก็เอาแต่ร้องไห้อีกแล้ว ไม่รู้เป็นอะไร เหมือนไม่ได้นอนทั้งคืน" พูดไปโดยไม่ทันสังเกตเห็นใบหน้าที่หม่นลงของยูริ

"ไม่รู้จะหายไข้ทันไปเข้าค่ายด้วยกันหรือเปล่า นี่อีกแค่สองวันเอง ถ้าหายไข้ไม่ทันก็คงต้องขอหัวหน้าเค้าล่ะ ไม่รู้จะทำยังไงดี"

"ว่าแต่นายเถอะ สบายกายแต่ดูเหมือนไม่สบายใจเลยนะ" หันกลับมาให้ความสนใจกับยูริอีกครั้ง คนตัวเล็กกว่าทำหน้าอึกอัก

"ไม่...ไม่มีอะไรจริงๆไดจัง..."

"แต่หน้านายเหมือนคนนอนไม่พอเลยนะ เหมือนยามะจังเลย มีอะไรหรือเปล่า เล่าให้ฟังได้นะ...บางทีเรื่องบางอย่าง เก็บเอาไว้คนเดียวก็ช่วยอะไรไม่ได้หรอก"

ยูริหลุบตาลงมองกระดาษตรงหน้าขณะกำลังครุ่นคิด

"ไดจังเคยรักใครหรือเปล่า" คำถามนี้ทำให้ไดคิสะอึก

"เคยสิ..." ไม่ใช่แค่เคยหรอก แม้กระทั่งตอนนี้ก็ยังรักอยู่ ไดคิต่อประโยคของตัวเองให้จบในใจ

"รักเค้ามากมั้ย" ยูริเงยหน้าขึ้นสบตาด้วย ไดคิพยักหน้ารับ

"มากสิ..." แต่เค้าไม่เคยรู้...ประโยคนี้ดังก้องอยู่ในใจ

"แล้วไดจังจะทำยังไง ถ้าเกิดว่าคนที่ไดจังรัก ไม่รักไดจังแล้ว" เอ่ยถามก่อนที่ขอบตาจะร้อนผ่าวขึ้นมา ไดคิสะอึกไปกับคำถามนี้

นั่นเพราะคนที่เขารัก ไม่เคยรักเค้าต่างหาก ถึงทำให้ตอบอะไรไม่ถูก

"...กะ ก็คงต้องทำทุกอย่างเพื่อให้เค้ากลับมารักตัวเองล่ะมั้ง" ตอบไปทั้งอย่างนั้น ทั้งๆที่รู้ทั้งรู้ว่าตัวเองก็ไม่สามารถทำได้เหมือนกัน

"ก็เรารักเค้านี่นา จริงมั้ย...แค่นี้เราห้ามยอมแพ้นะ" ไดคิเอื้อมมือไปกุมมือเล็กๆที่ขาวซีดนั้นมาบีบแน่น

"นากาจิม่านอกใจนายเหรอ" ทำเป็นเปลี่ยนเรื่อง พยายามไม่คิดถึงคนที่อยู่ในใจของตัวเอง ขณะที่ยูริเม้มริมฝีปากจนซีดขาว

"หมอนั่นกล้าดียังไงมานอกใจคนน่ารักแสนดีขนาดนี้" ไดคิใส่อารมณ์ไปไม่น้อยเลยกับประโยคนี้ เรียกให้ยูริเบนสายตาหนีลงมองพื้น ขณะที่หยดน้ำตาเล็กๆค่อยๆก่อตัวเอ่อขอบตาแต่ไม่ไหลออกมา

"เห้ยๆ ไม่ร้องไห้ คนมองกันใหญ่แล้ว!" ไดคิรีบบอก หยิบทิชชู่ซับน้ำตาให้เบาๆก่อนที่น้ำตาจะไหลออกมา ขณะที่ผู้คนรอบข้างหันมามองทั้งสองคนกันเป็นจุดเดียว ยูริหัวเราะเบาๆก่อนตีลงที่มือขาวๆนั้นไม่จริงจังนัก

"ก็ไดจังพูดซะเสียงดัง แบบนี้คนเขาก็สนใจสิ!" ไดคิทำหน้าไม่เชื่อ

"ไมได้เสียงดังซักหน่อย" ทั้งๆที่พูดแบบนั้น แต่ก็เปล่งเสียงดังออกมาอยู่ดี ยูริยิ่งหัวเราะเข้าไปอีก

"นี่ไง เสียงดังอีกแล้ว ไดจังน่ะเงียบไปเลย" แล้วก็ยิ้มให้กับท่าทางรู้สึกผิดของไดคิ อารมณ์ที่เคยหดหู่บัดนี้ดีขึ้นมากแล้ว

เพราะอย่างน้อยๆ ยูริก็ไมได้อยู่คนเดียวในโลก



...

.
.
.





กิ๊งก่อง...

เสียงออดดังหน้าบ้านหลังน้อยทำให้คนที่กำลังจะเตรียมตัวต้มข้าวต้มให้ตัวเองต้องเหลียวหน้ากลับไปมองหน้าบ้าน เผลอยกมือขึ้นกุมขมับที่พิษไข้เล่นงานเสียอยู่หมัดอีกแล้ว แต่ก็ยังกัดฟันค่อยๆประคองตัวเองพาไปยังประตูบ้าน ด้วยนึกว่าเป็นเจ้าของบ้านหลังนี้

หากแต่ทันทีที่เปิดประตูบ้านออกไปและพบว่าใครที่ยืนอยู่ตรงหน้า ก็ดึงลูกบิดกลับทันทีด้วยความโมโห

"เอ้ะ! ปล่อยนะ!" เรียวสุเกะร้องเสียงดังลั่นเมื่อยูโตะดึงประตูเอาไว้ สองสายตาสบกัน หนึ่งโมโหเดือดดาล อีกหนึ่งดูคล้ายอ้อนวอนขอคืนดีอย่างไรอย่างนั้น

"คุยกับฉันก่อน เรียวสุเกะ"

"ปล่อยนะ ฉันจะกลับไปนอน" เรียวสุเกะขู่ฟ่อใส่คนตัวสูง แต่ใช่ว่ายูโตะจะกลัวเสียที่ไหน

"ไม่ปล่อย จนกว่านายจะยอมฟังฉัน"

เรียวสุเกะสะบัดหน้าหนี

"ไม่ฟัง นี่ไม่ใช่บ้านฉัน แล้วก็ไม่ใช่ที่ของนายด้วย นากาจิม่า กลับไปซะ ไม่งั้นฉันจะแจ้งตำรวจ"

"ขอโทษ"

คำสั้นๆที่ทำให้คนได้ยินถึงกับหัวใจกระตุกวูบ หยุดทุกการกระทำของตัวเองลงในทันที ก่อนเหลียวหน้ากลับมามองยูโตะที่ค่อยๆยื่นถุงกับข้าวให้

"ขอโทษ...นายโกรธฉันเรื่องเมื่อวานใช่มั้ย ขอโทษนะ เรียวสุเกะ"

จะสายตาที่อ้อนวอนหรือจะคำพูดที่เปล่งออกมาจากกลีบปากได้รูปนั้นก็ไม่รู้ที่ทำให้เรียวสุเกะรู้สึกสั่นไหวไปกับช่วงอารมณ์ที่พุ่งขึ้นมา ก่อนจะรีบสะบัดหัวทิ้งความคิดที่เกิดขึ้นมา

"กลับไป" เรียวสุเกะดึงประตูกลับไปเหมือนเดิม

"ขอโทษอะไร ฉันไม่ได้โกรธนายซักหน่อย"

"ไม่โกรธแล้วทำไมต้องไล่กันด้วย" ยูโตะเอามือรองประตูไว้ เมื่อเรียวสุเกะเห็นเช่นนั้นก็ผ่อนแรงดึงประตูลงอย่างเห็นได้ชัดทันที ทั้งๆที่ควรจะดึงปิดเพื่อไล่คนตรงหน้าไปแท้ๆ

ยูโตะยกยิ้มมุมปากอย่างจับทางได้ จะอย่างไรก็ตาม ต่อให้ไล่เขามากแค่ไหน แต่ก็ไม่กล้าจะทำเขาเจ็บสินะ ไม่ว่าหัวใจจะโดนทำร้ายกี่ครั้งต่อกี่ครั้งก็ตาม

เรียวสุเกะเม้มริมฝีปากแน่น

"กลับไปนะ"

คนป่วยชักจะหน้าซีด

"ถือว่าขอร้อง"

"ไม่กลับ" ยูโตะเลิกคิ้วอย่างอวดดี
มองคนตัวเล็กแรงน้อยตรงหน้า ยิ่งเป็นไข้ยิ่งแล้วใหญ่ ทั้งหัวชักจะปวดไปหมด มือที่ดึงประตูเอาไว้ก็ชักจะอ่อนแรงแล้วด้วย

"คุยกับฉันให้รู้เรื่องก่อน เรียวสุเกะ"

"...กลับไป..." ภาพข้างหน้าชักพร่าเลือนแล้วทีนี้ มองเห็นหน้าคนดื้อด้านก็เริ่มไม่ชัด เรียวสุเกะยังกัดริมฝีปาก

"...ขอร้อง..." ยูโตะยังคงไม่สนใจ นอกจากทำลอยหน้าลอยตา

"ไม่กลับ"

"...เดี๋ยวใครมาเห็น..."

ท้ายประโยคเริ่มเบาลงเรื่อยๆพร้อมกับสติที่เลือนลาง ในที่สุดมือที่กำลูกบิดเอาไว้ก็เลื่อนหล่นพร้อมกับร่างบางที่ทรุดลงกับพื้น

และภาพสุดท้ายที่เรียวสุเกะเห็นคือใบหน้าตระหนกของยูโตะที่พุ่งเข้ามาหาเขาเท่านั้นเอง



...

.
.
.




"ร้อน..."

น้ำเสียงแหบพร่าจากริมฝีปากแห้งผากของคนป่วยทำให้คนเฝ้าไข้รีบเอากระดาษที่อยู่ใกล้ตัวมาพัดให้ทันที ยูโตะแตะหลังมือลงบนหน้าผากเนียนนั้นเพื่อวัดอุณหภูมิ

"ไข้สูงจังเลย" เรียวสุเกะได้ยินเสียงพึมพำ

"สงสัยต้องถอดเสื้อเช็ดตัว..."

"ไม่ต้อง!" คนป่วยที่เริ่มได้สติกลับมาตะโกนขึ้นโดยทันที แต่เพราะคอแห้งอยู่ทำให้ต้องไอค่อกแค่กเพราะแสบคอ ยูโตะที่เหลียวหลังกลับมาเจอเรียวสุเกะตื่นขึ้นมาก็รีบกุลีกุจอรินน้ำให้ทันที

"อ้ะ ดื่มซะ"

"ไม่!...แค่กๆๆๆๆ"

"ไม่ได้วางยาไว้หรอกน่า ดื่มๆไปเหอะ ไอจนหน้าแดงไปหมดแล้ว" ยูโตะคะยั้นคะยอให้คนที่ไอจนหน้าแดงอย่างที่เขาว่าดื่มน้ำเปล่าที่อุตส่าห์รินมาให้ เรียวสุเกะมองหน้าคนตัวสูงที่นั่งอยู่หมิ่นเหม่โซฟานั้นก็กระชากแก้วน้ำมาดื่มจนหมด

"ดื่มแต่แรกก็จบ" ยูโตะพูดก่อนถอดหายใจ

"เดี๋ยวต่อไปก็กินยาก่อนอาหารนะ จะได้กินข้าว"

"อะไรนะ?" เรียวสุเกะเลิกคิ้วเข้มได้รูปขึ้นอย่างงุนงง แต่พอมองตามยูโตะที่เดินหายเข้าไปในส่วนห้องครัวและเดินออกมาพร้อมกับชามข้าวต้มร้อนที่ยังมีควันฉุยอยู่ก็เข้าใจ

"ฉันต้มข้าวต้มให้นายกิน" วางชามข้าวต้มลงบนโต๊ะใกล้โซฟาในห้องรับแขกที่เรียวสุเกะนอนอยู่ พอเห็นคนป่วยกระเถิบร่นหนีตนก็แกล้งเข้าไปเบียดชิด จนเรียวสุเกะหลังติดกับที่วางแขน

"ไม่เอาน่า เรียวสุเกะ อย่าดื้อ"

"เมื่อกี้ฉันเป็นอะไร"

"นายเป็นลม" ยูโตะพูดพร้อมกับยักไหล่

"เป็นไข้สูงมากเลย ฉันนึกว่าจะชักเสียอีก เลยรีบเอาผ้ามาเช็ดตัวแล้วก็อุ้มเข้ามานี่แหละ"

"อีกแล้วเหรอ..." คนป่วยพูดเสียงอ่อย นึกน้อยใจในสุขภาพของตัวเองที่ช่วงนี้ไม่พร้อมเลยสักอย่าง

"เด็กคนนี้ เตือนกี่ทีๆแล้วว่าอย่าดื้อก็ไม่ฟัง"

"ไม่ใช่เด็กนะ!! เกิดก่อนตั้งหลายเดือน" เถียงแก้มป่อง จนยูโตะเผลอลอบยิ้มออกมาอย่างอ่อนโยน

"เด็กคนนี้ดื้ออีกแล้ว ฉันอุตส่าห์ช่วย ขอบคุณสักคำก็ไม่มี"

"ขอบคุณนะ..." 

หูฝาดไปหรือเปล่า ร่างสูงมองคนตัวเล็กที่ทำปากหมุบหมิบ สองแก้มแดงก่ำเหมือนจะเขินแบบนั้น พอตั้งสติได้ก็รีบตอบ

"ไม่เป็นไรครับ" ยูโตะยิ้มกว้างให้ ก่อนหันกลับไปหยิบยา

"...แล้วก็กลับไปได้แล้ว"

ประโยคที่ทำให้คนตัวสูงหุบยิ้มลง

"ใครมาเห็นมันจะไม่ดี"

"เป็นเพื่อนกัน มาดูแลกันแบบนี้ก็ไม่เห็นจะเป็นไรเลย" ยูโตะยักไหล่ บอกว่าไม่แคร์อย่างถึงที่สุด

"ทีนายยังมานอนพักบ้านอาริโอกะได้ ทำไมฉันจะมาดูแลนายแบบนี้ไม่ได้"

"เพราะว่าเป็นนาย...นากาจิม่า" เรียวสุเกะสบสายตาเหมือนตัดพ้อนั้นแล้วรีบหลุบลง ด้วยกลัวจะใจอ่อน

"...เป็นฉันแล้วยังไง ดูแลยามาดะไม่ได้เลยหรือยังไง" ยูโตะพ่นลมหายใจพรืดเหมือนหงุดหงิด

"นายอย่าหาเรื่องไล่ฉันอีกเลย ให้ฉันดูแลนายแบบนี้นี่แหละดีแล้ว จนกว่าอาริโอกะจะกลับมา เกิดนายเป็นลมไปแบบเมื่อกี้อีกจะทำยังไง ไม่มีใครอยู่บ้านซักคน" เรียวสุเกะตวัดผ้าห่มที่ยูโตะเอามาห่มให้ออก แล้วลุกขึ้นยืน

"ฉันไหว" จากนั้นก็ก้าวเท้าเดิน

"เห็นมั้ย คนอะไรจะเป็นลมได้บ่อยๆ ตะ..." ยังไม่ทันจะจบประโยคดี คนตัวเล็กก็เซหวืดลงจะล้มอีกจนได้ จนยูโตะต้องถลาเข้าไปรับเอาไว้ จนล้มลงไปทั้งคู่

"ว่าไงล่ะครับ คนอะไรจะเป็นลมได้บ่อยๆ..." ยูโตะพูดก่อนมองคนในอ้อมแขนของตัวเอง

"...ปล่อย"

"ไปนอนไป แล้วก็กินยากินข้าวแล้วนอนอย่างที่ฉันว่าดีกว่า...ถ้านายทำตามที่ฉันบอกโดยไม่ดื้อ ฉันจะกลับบ้านตามที่นายบอกแต่โดยดี โอเคมั้ย"

เรียวสุเกะสบตามองยูโตะตาปริบๆ คนตัวโตกว่าโอบรอบเอวนั้นไว้แน่น ก่อนจะลุกขึ้นแล้วอุ้มเขาในท่าเจ้าหญิง เรียวสุเกะร้องเหวอลั่น เผลอยกมือขึ้นโอบรอบคอเพราะกลัวตก ดวงหน้าติดจะกลมนั้นขึ้นสีเลือดฝาด แม้ในความเป็นจริงแล้วควรจะซีดเสียมากกว่าเพราะไม่สบาย

วางลงบนโซฟาในท่าทีสบาย ยูโตะยื่นยาให้ และคนที่กำลังป่วยอยู่ก็รับไปกินแต่โดยดี พอยูโตะป้อนข้าวต้มให้ทีละคำ เรียวสุเกะก็ค่อยๆกินช้าๆ เหมือนเด็กดีเรียบร้อยก็ไม่ปาน

ทั้งบ้านเงียบสงัด มีเพียงเสียงหัวใจสองดวงที่เต้นระรัวเป็นจังหวะพร้อมกัน ยูโตะลอบมองสำรวจคนตรงหน้าหลายครั้งเมื่อเผลอ ขนตาค่อนข้างยาวขยับถี่ทุกครั้งที่ขยับเปลือกตา จมูกโด่งรั้นดูสวยกว่าใครที่เคยเห็น ริมฝีปากอวบอิ่มที่ออกซีดเล็กน้อยเพราะป่วย แต่พิษไข้ก็ไม่ได้พรากความงามน่าหลงใหลให้หายไปจากคนๆนี้เลยแม้แต่น้อย

หลงใหล...

ดวงตาสีน้ำตาลเข้มหลุบขึ้นจ้องมองยูโตะที่ค่อยๆกระเถิบกายเข้ามาใกล้เรื่อยๆโดยไม่ทันรู้ตัว เรียวสุเกะกระเถิบตัวออกห่างเล็กน้อย รับรู้ได้ถึงความใกล้ชิดที่มากจนเกินไป เหมือนกับตอนที่อยู่ในห้องซ้อมดนตรีไม่มีผิด

และเรียวสุเกะจะไม่ยอมเผลอใจไปแบบนั้นอีกเด็ดขาด

เผลอเหม่อจนกินไม่ระวัง น้ำข้าวต้มไหลออกมุมปากกระจับเสียอย่างนั้น ทั้งสองคนพากันตกใจ ขณะที่ยูโตะรีบเหลียวหลังวางข้าวต้มในมือและหยิบทิชชู่ออกมาซับส่วนที่เลอะให้อย่างอ่อนโยน

เผยอปากเล็กน้อยเพราะกำลังถูกเช็ดให้อยู่ หากเรียวสุเกะกระพริบตาปริบๆ ขนตาถี่งอนช่างดูเย้ายวน ยามที่ค่อยๆเงยดวงหน้าหวานขึ้นมองยูโตะ ยิ่งทำให้คนตัวสูงแทบห้ามใจไม่ได้

อันตรายเกินไปแล้วกับคนๆนี้ เหมือนมีมนต์สะกดให้ละสายตาไปไม่ได้อย่างนั้นล่ะ

"นายนี่...เป็นเมดูซ่าหรือเปล่า"

"เมดูซ่าอะไรกัน" เรียวสุเกะพูด ตีมือลงบนไหล่หนานั้นไม่แรงนัก

"นายรู้จักเมดูซ่าใช่มั้ย"

น้ำเสียงแหบพร่าของยูโตะที่เปล่งออกมาจากลำคอ เรียวสุเกะพยักหน้าเชื่องช้า

"...ไม่ว่าใครสบตาก็ต้องตัวแข็งเป็นหิน..."

มือใหญ่ทัดผมสีน้ำตาลเข้มขึ้นหูข้างหนึ่ง คนตัวเล็กขมวดคิ้ว

"...แล้วนายเป็นหินหรือยังไง"

ไม่ได้ทันสังเกตเลยว่ายูโตะลดดวงตาลงมองริมฝีปากแดงๆที่ขยับเถียงเขาตั้งแต่เมื่อไหร่ น่าจะจับปิดปากให้รู้แล้วรู้รอดไปเสียเลยตอนนี้ แต่ก็ต้องห้ามใจไว้เพราะดูเหมือนว่าคนป่วยจะไม่ยอมแน่ๆ

"...ก็นายทำให้ฉันมองใครไม่ได้อีก..."

คำพูดที่เรียกให้คนป่วยชะงัก ดูเหมือนจะตกใจไม่น้อยกับคำที่ได้ยิน

"...ฉันกลายเป็นหินที่ขยับไปไหนไม่ได้เมื่อมองตานาย..."

"งั้นนายต้องหันกลับไปมองจิเน็น รายนั้นไม่ว่าใครมองก็แข็งเป็นหินทั้งนั้น ทั้งสดใสทั้งน่ารัก มีของดีอยู่ในมือไม่รู้จักถนอม"

เรียวสุเกะแค่นหัวเราะขณะพูดไพล่ไปถึงคนรักตัวเล็กของยูโตะ ขณะที่คนตัวสูงดูเหมือนจะคิ้วขมวดไม่น้อยที่ได้ยินเรียวสุเกะวกมาหาคนรักของเขาอีกแล้ว

"ฉันบอกกี่ทีแล้วว่าเวลาอยู่ด้วยกันสองคน..."

"นายต้องหัดพูดถึงจิเน็นเยอะๆ" เรียวสุเกะยังคงก้มหน้าก้มตาเช็ดปากตัวเอง หลังจากรับทิชชู่คืนมาแล้ว

"เขาเป็นแฟนนาย พูดเรื่องแฟนให้เพื่อนฟังบ่อยๆไม่ผิดหรอกนะ...จะได้ย้ำให้รู้ด้วย ว่าตอนนี้นายควรแคร์ใคร หรือหยอดคำหวานใส่ใคร"

"เรียวสุเกะ..."

"ยามาดะต่างหาก เรียกให้ถูก" ทำหน้าเฉยเมยไม่สนใจยูโตะที่ปั้นปึ่งขึ้นมา

"ฉันกินข้าวต้มของนายเสร็จแล้ว จะนอนล่ะ นายกลับได้หรือยัง"

"ไล่กันเลยนะ อาริโอกะก็ยังไม่กลับ..."



ปึง!



"ยามะจัง กลับมาแล้วน้า~ ดูสิว่าใครมาเยี่ยม จิเน็นก็มาด้วยนะ"

เสียงเปิดประตูเสียงดังสนั่นดังมาจากหน้าบ้าน ดังขนาดนี้คงไม่ใช่ฝีมือใครแน่ๆนอกจากเจ้าของบ้านหลังน้อยนี้ เสียงก้าวเท้าสม่ำเสมอที่ดังขึ้นเรื่อยๆทำให้ยูโตะผละออกห่างจากคนป่วย และเรียวสุเกะรีบตวัดผ้าห่มห่มตัวเองและทิ้งน้ำหนักลงไปนอนราบกับโซฟา เมื่อไดคิก้าวเข้ามาในห้องรับแขกก็ต้องตกใจกับภาพตรงหน้า ไม่แพ้คนที่เดินตามมาเลยแม้แต่น้อย

"ยูโตะ ทำไมมาอยู่ที่นี่ล่ะ ไหนว่าวันนี้จะอยู่ซ้อมดนตรีจนถึงดึก" ยูริเอ่ยถามขณะวางถุงกับข้าวที่แวะไปซื้อมากับไดคิไว้ที่โต๊ะ จ้องมองใบหน้าหล่อเหลาที่เจื่อนสีไปด้วยความสงสัย

"ก็บังเอิญแวะมาแถวนี้ ก็เลยแวะมาดู บังเอิญยามะจังเป็นลม ฉันเลยช่วยอุ้มเข้าบ้าน" 

"ยามะจังเป็นลมเหรอ!?" ไดคิร้องลั่นก่อนถลาเข้ามาจับเนื้อตัวของคนป่วยที่ร้อนผ่าวราวกับไฟ

"นายนี่นะ! บอกแล้วใช่มั้ยว่าให้นอนพักเยอะๆ"

"ขอโทษนะไดจัง" เรียวสุเกะรีบพูด เมื่อผินหน้าไปทางยูริ ก็สัมผัสได้ถึงแววตาอันเฉยเมยบนดวงหน้าหวานนั้น

"แต่ไม่มีอะไรมากหรอก นากาจิม่าแค่อุ้มฉันมานอนบนโซฟาเฉยๆ ไม่มีอะไรหรอกจิเน็น"

"ก็ไม่ได้ว่าอะไรซักหน่อย" ยูริยักไหล่ ทำเป็นไม่สนใจสายตาที่เหมือนจะรู้สึกผิดอย่างมหันต์ของคนป่วย

"ยามะจังกินข้าวหรือยัง จะให้ฉัน..."

"ฉันทำข้าวต้มให้ยามะจังกินแล้ว" ยูโตะพูดยิ้มๆ โดยไม่สังเกตเห็นแววตาที่กระตุกวูบของยูริเลยแม้แต่น้อย

"ให้กินยาครบแล้วด้วย ตอนนี้ก็ขาดแค่ให้นอนพักอย่างเดียว"

"ดูแลกันดีจังเลยนะ" เสียงหวานๆเปรยเหมือนประชดขึ้นมา ยูริจัดแจงเอากับข้าวที่ซื้อมาไปวางไว้ที่โต๊ะบริเวณครัว ซึ่งกั้นด้วยเคาท์เตอร์เล็กๆเท่านั้น

"ถ้ายูริป่วยฉันก็ทำแบบนี้เหมือนกันแหละครับ อย่างอนไปเลย"

เรียวสุเกะกลืนน้ำลายลงคอเมื่อได้ยินประโยคนั้น ขณะที่ยูริหันกลับมายิ้มให้เล็กน้อย

"ฉันเป็นคนรักของยูโตะนะ ก็ต้องดีกว่าหน่อยสิ"

"ครับ คนดี"

ใบหน้าเชิดขึ้นเหมือนจะประกาศชัยชนะนั่นมันอะไร ยิ่งมองยิ่งไม่เข้าใจ ไดคิขบริมฝีปากเข้าหากันขณะมองเพื่อนทั้งสองคนของตนสลับไปมา หนึ่งไม่สามารถเดาสิ่งที่อยู่ในใจได้เลย ในขณะที่อีกหนึ่งดูหม่นหมองลงไปกว่าเมื่อครู่อย่างเห็นได้ชัด

ชักจะยังไงๆแล้วนะ

แต่ก็ได้แต่ทำเป็นไม่สนใจ เพราะเป็นเพื่อนรักด้วยกันทั้งคู่ หันกลับไปมองเรียวสุเกะแล้วประคองขึ้นมา

"ฉันจะพายามะจังไปนอนที่ห้องนอนเล็กก่อน" หันกลับมายิ้มให้กับคู่รัก

"พวกนายจะอยู่ต่อหรือจะยังไงก็ตามสบายเลยนะ"

"ฉันกลับเลยดีกว่า" ยูริหันมาฉีกยิ้มให้ไดคิ

"เดี๋ยวต้องเตรียมของไปเข้าค่ายแล้ว กลับเลยน่าจะดีกว่า...ยูโตะก็กลับพร้อมกันเลยสิ"

"อะ อื้อ" พยักหน้ารับแล้วเดินเข้าไปบริเวณโซฟา ที่วางเป้ตัวเองเอาไว้

"นอนพักเยอะๆล่ะ" ใช้จังหวะที่เผลอ ยูโตะกระซิบข้างหูเรียวสุเกะ ทำเอาคนป่วยตัวแข็งทื่อ ขนาดคนรักอยู่ใกล้ๆนายยังไม่เกรงใจเลยเหรอยูโตะ!

เรียวสุเกะเหลือบหางตามองยูริที่มองออกไปนอกหน้าต่างไม่สนใจพวกเขาทั้งสองคนก็ลอบถอนหายใจ โดยไม่ทันเห็นเลยสักนิด ว่าภายใต้ใบหน้าหวานนั้น แท้จริงแล้วซ่อนน้ำตาที่กำลังจะไหลอาบอยู่ไว้มากแค่ไหน

ยูโตะสะพายเป้แล้วเดินเข้าไปกุมมือเล็กๆนั้นไว้แน่น ยูริเหลียวตัวกลับมามองแล้วยิ้มให้

ช่างเป็นยิ้มที่เศร้าเหลือเกิน

"งั้นเรากลับกันก่อนนะ" ยูริหันกลับมาบอกเพื่อนรักอีกสองคน

"ยามะจังก็หายเร็วๆล่ะ เผื่อจะไปค่ายด้วยกันได้"

"ฉันจะพยายาม" เรียวสุเกะส่งยิ้มหวานให้ แม้จะยังรู้สึกปวดหัวไปหมดก็ตาม

แผ่นหลังของคู่รักต่างไซส์เดินลับหายไปแล้ว เหลือเพียงไดคิที่ยังคงนั่งหมิ่นขอบโซฟาอยู่เท่านั้น

"ใต้รอยยิ้มนั้นจะคิดอะไรอยู่นะ"

เรียวสุเกะผินหน้ากลับมามองไดคิที่จู่ๆก็พูดขึ้นมา

"คนที่ยิ้มตลอดเวลา เวลาร้องไห้ มักจะเป็นคนที่ร้องไห้ได้อย่างน่าสงสารที่สุดเสมอ...นายเคยได้ยินหรือเปล่า ยามะจัง"

ไดคิเปรยเสียงเรียบ

"วันนี้จิเน็นเอาแต่ร้องไห้ไม่หยุดเลย แล้วก็พูดเหมือนว่านากาจิม่าจะนอกใจยังไงยังงั้นแหละ"

เรียวสุเกะนิ่งไป

"ใต้รอยยิ้มนั้น จิเน็นคงกำลังร้องไห้อยู่แน่ๆ...นายว่ามั้ย ยามะจัง"

"อะ อื้ม..."

ตอบรับในลำคอ หลุบตาลงมองพื้นด้วยความรู้สึกผิดที่ถาโถมเข้าเต็มหัวใจ

"ฉันรักยูโตะมาก และคงทนไม่ได้ถ้าต้องเสียยูโตะไป...ขอบคุณนะ"

"ยามะจังเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของฉันเลย รู้มั้ย..."

"ยามะจัง ฉันมีเรื่องจะขอ"

"จากนี้ไป อย่ายุ่งกับยูโตะอีกได้มั้ย..."


"สัญญาได้มั้ย ว่าจะอยู่ให้ห่างจากยูโตะ"

สัญญา...ที่เรียวสุเกะผิดคำหลายต่อหลายครั้ง...



...

.
.
.



"ยูโตะ..."

"หืม?"

"ชอบยามะจังเหรอ"

ประโยคคำถามที่เรียกให้ทั้งสองคนหยุดเดินกระทันหันพร้อมกัน ยูโตะเบือนหน้าหนีจากยูริที่จ้องมองมา ก่อนจะเอ่ย

"ไม่ได้ชอบ..."

...เพราะฉันรัก...

"ยูโตะรู้สึกยังไงกับยามะจังกันแน่"

ยูริยกมือทั้งสองข้างจับใบหน้าหล่อเหลานั้นเอาไว้ให้หันกลับมาสบตาตรงๆด้วย

"ทำไมถึงเป็นห่วงยามะจังนัก...ตอบฉันตรงๆได้มั้ย"

"ฉันเป็นห่วงยามะจังแล้วมันผิดตรงไหน" ยูโตะถามกลับ จับมือทั้งสองข้างของคนตัวเล็กลดลงมากุมไว้แน่น

"เป็นเพื่อนกันแล้วเป็นห่วงกันมันผิดหรือ"

ยูริเม้มริมฝีปากแน่น

"...อย่ามาหึงไม่เข้าเรื่องได้มั้ย ถ้ายูริป่วยฉันก็ต้องดูแลยูริแบบนี้เหมือนกันนั่นแหละนา"

"หึงไม่เข้าเรื่อง?" ยูริสะบัดมือออกด้วยโมโห

"ฉันหึงไม่เข้าเรื่องตรงไหน เป็นเพื่อนกันห่วงกันมันไม่ผิดหรอก...แต่ที่ยูโตะทำ มันเกินเพื่อนไปแล้วนะ!"

ตะโกนลั่นใส่ ไม่สนใจสักนิดว่าจะอยู่ด้วยกันกลางถนน โชคดีที่ทางกลับบ้านของยูริไม่ค่อยมีใครเดินผ่าน ทำให้มีเพียงสองคนเท่านั้นที่อาละวาดกันกลางถนนแบบนี้

ยูโตะพ่นลมหายใจออกมา

"ก็แล้วยังไง คนกำลังป่วยนายจะปล่อยให้เค้านอนซมแบบนั้นไม่ช่วยดูแลเลยหรือยังไง...อย่ามาทำตัวเยอะกับฉันได้มั้ย ยูริ"

"เยอะ? ฉันจะไม่เยอะแบบนี้หรอก ถ้ายูโตะไม่ทำแบบนั้นน่ะ!"

ยูริเหวี่ยงกระเป๋าใส่คนตัวสูงที่หลบแทบไม่ทัน

"ฉันทำอะไร!?" ยูโตะถามกลับอย่างงุนงงปนโมโห แต่น้ำตาที่ไหลอาบสองแก้มนวลของยูริทำให้คนตัวสูงชะงักไป

"...บอกฝันถึงฉันด้วยนะ...กอดยามะจังแบบนั้น สายตาที่นายมอง คิดหรือว่าฉันเป็นคนโง่ที่มองไม่เห็นอะไรแบบนั้น!" ยูริตวาดลั่นทั้งน้ำตา

"ถ้านายไม่ได้ชอบยามะจังแล้วหมายความว่ายังไง ยูโตะ ตอบสิ ตอบ!" พุ่งเข้าไปทุบอกคนตัวสูงพัลวัน จนยูโตะต้องร่นถอยหลังหนี

"ยูริ...ใจเย็นๆ ยูริ!" ยกสองมือขึ้นจับบ่าเล็กที่สั่นสะท้านแบบนั้น สองตาแดงก่ำทั้งยังบวมช้ำอย่างสังเกตได้ ยูโตะเพิ่งเห็นตอนนี้นี่เองว่ายูริตรงหน้าเขาดูเหมือนจะผ่านการร้องไห้อย่างหนักมาแล้วไม่รู้กี่ครั้ง

"งั้นบอกฉันสิ ยูโตะ...ในใจนายมีฉันอยู่แค่คนเดียวใช่มั้ย"

น้ำเสียงสะอื้น ใบหน้าร้องไห้น่าสงสารแบบนั้น ยูโตะรู้สึกปวดรัดไปทั้งอก

"...รักฉันแค่คนเดียวใช่มั้ย ยูโตะ...ฮึก..."

จะโกหกอย่างไร ในเมื่อภาพในใจไม่ใช่ภาพของคนตรงหน้า ยูริเห็นยูโตะไม่ตอบก็ยิ่งร้องไห้หนักขึ้นมากไปอีก

"ขอโทษ..."

เสียงเปรยแผ่วเบาดังขึ้น

"...ขอโทษ ยูริ..."

มือใหญ่ทำท่าจะคว้าเข้าที่ข้อมือเล็ก แต่ยูริสะบัดออกแล้วค่อยๆถอยหลังลงไปช้าๆ

"...ไม่ต้องพูดอะไรแล้ว ยูโตะ"

ยูริยิ้มออกมาท่ามกลางหยดน้ำตาที่เต็มใบหน้า

"เข้าใจแล้ว..."

"เดี๋ยว ยูริ..."

"...ขอฉันอยู่คนเดียวสักพักเถอะนะ"

ร่างเล็กๆค่อยๆเดินหายไปจากลานสายตา ยูโตะเพียงยืนอยู่ใต้เสาไฟที่เปิดไฟสว่างอยู่เพียงคนเดียว เงามืดของร่างสูงพาดลงพื้นถนนอย่างโดดเดี่ยว เมื่อบัดนี้ไม่มีคนอยู่ข้างกายอีกต่อไป

ทำไมถึงไม่พูดออกไป

แค่บอกไปว่ารักยูริ มีแค่ยูริคนเดียวเท่านั้น

ยูโตะแตะมือลงบนริมฝีปากกระจับของตัวเอง

ทำไมถึงไม่สามารถโกหกตัวเองได้เลย



...

.
.
.




"นายแน่ใจนะว่าไหวน่ะ"

"ไหวสิ ไดจังเห็นหน้าฉันหรือเปล่าล่ะ"

"ซีดเป็นไก่ต้ม"

"หายดีแล้วล่ะน่า! นี่ก็อู้งานมาตั้งหลายวันแล้ว ต้องไปช่วยทำงานค่ายบ้าง" 

เพราะคำพูดหนักแน่นของคนที่เพิ่งดีขึ้นหรือเปล่าที่ทำให้ไดคิต้องส่ายหัว แต่ก็ไม่สามารถพูดสิ่งใดได้นอกเหนือไปจากคำว่า"ก็ตามใจนายแล้วกัน" มองตามร่างบางที่ลมพัดทีคงปลิวตามไปแน่ๆ โดยเฉพาะหน้าซีดๆแบบนั้น นี่น่ะหรือไหวจริง แต่เพราะความรับผิดชอบที่มีอยู่มากมาย ทำให้เรียวสุเกะรู้สึกว่าจะให้นอนพักไปแบบนี้ตลอดคงไม่ไหวแน่

ไดคิมองตามร่างเล็กๆที่เซไปนิดหน่อยระหว่างกำลังยกของอยู่ด้วยความเป็นห่วง

"ยามาดะคุงไม่ไหวก็ไม่เป็นไรหรอกนะ" เพื่อนร่วมชั้นปีคนหนึ่งที่เห็นเรียวสุเกะหน้าซีด ทั้งยังต้องหยุดพักเป็นพักๆก็เอ่ยขึ้นมา แม้กระทั่งคนอื่นก็ยังรู้สึกเหมือนกัน แต่ใช่ว่าเรียวสุเกะจะฟังเสียที่ไหน

"ฉันไหวน่า!" แล้วก็ตบอกตัวเองเป็นการบอกย้ำ

"มีให้ยกของอีกหรือเปล่าล่ะ พรุ่งนี้ต้องไปค่ายแล้วไม่ใช่เหรอ มาให้ฉันช่วยสิ" หันกลับไปหาเพื่อนร่วมชั้นปีคนนั้น นิชิอุชิ มาริยะได้แต่ส่ายหัวขณะมองคนป่วยหน้าซีดตรงหน้า

"ไปพักดีกว่านะยามาดะคุง"

"ฉันไม่ได้เป็นอะไรสักหน่อย" เรียวสุเกะยิ้มซีดเซียว

"เดี๋ยวเป็นลมขึ้นมาพวกเราอุ้มไม่ไหวหรอกนะ" ไดคิเข้ามาแจมพร้อมกับจิ้มพุงของเรียวสุเกะ คนที่โดนพาดพิงได้แต่ตีมือไม่จริงจังนัก

"ไม่เป็นหรอกน่า" หันไปฉีกยิ้มให้ ขณะที่มาริยะพูดเสียงเรียบ

"งั้นก็ตามใจแล้วกัน เดี๋ยวต้องยกพวกอุปกรณ์ค่ายขึ้นรถน่ะ" ชี้ไปทางกองกล่องกระดาษมากมายที่วางสุมอยู่ไม่ไกลจากประตูห้อง

"ยามาดะคุงถ้าไหวก็ยกนะ ถ้ารู้สึกไม่ไหวจะเป็นลมขึ้นมาเมื่อไหร่ก็ไปพักซะล่ะ อย่าฝืน เข้าใจมั้ย"

"รู้แล้วน่า" เรียวสุเกะเดินเข้าไปตรงกล่องและลองยกขึ้นมา รู้สึกมึนหัวจนต้องเผลอหลับตาปี๋ หวุดหวิดจะเป็นลมอีกแล้วสิ เหลือบมองไดคิและมาริยะที่จ้องตนเองไม่ละสายตาก็ทำเป็นยิ้มให้ รวบรวมสติแล้วยกกล่องขึ้นมาไว้ในมือ

"ว่าแต่จิเน็นคุงไปไหนแล้ว" มาริยะเมื่อเห็นเรียวสุเกะยกกล่องไหวก็หันมาถามไดคิ

"เมื่อเช้ามาลงชื่อร่วมกิจกรรมแล้วหายไปเลยนี่"

"ไม่รู้สิ ฉันให้ไปล้างหน้าล้างตาในห้องน้ำน่ะ" ไดคิตอบ ไพล่ไปถึงคนเป็นเพื่อนรักที่เมื่อเช้ามาด้วยสภาพแย่ไม่แพ้คนป่วยเลย สองตาบวมช้ำแดงก่ำ หน้าซีดเหมือนคนไม่ได้นอนตลอดทั้งคืน พอถามอะไรก็เอาแต่ส่ายหัว ไดคิเห็นอาการเหมือนคนอกหักแบบนั้นก็เลยไล่ให้ไปเข้าห้องน้ำ แต่นี่ก็ผ่านไปค่อนข้างนานแล้ว ทำไมถึงยังไม่กลับมารวมกลุ่มกันอีกนะ

"จิเน็นคุงช่วงนี้ทะเลาะอะไรกับนากาจิม่าหรือเปล่า" มาริยะเอ่ยถาม ทำเอาไดคิหน้าเจื่อน

"ไม่รู้สิ ถามอะไรก็ไม่ยอมตอบน่ะ"

"อาการเหมือนคนอกหักแบบนั้น ฉันว่าชัวร์ล่ะ...เอ้าๆ! ทางนั้นน่ะ อย่ายกไปวางตรงนั้นสิ มันเปียกน้ำอยู่นะ" มาริยะละไปจากบทสนทนา หลังจากเห็นกลุ่มเพื่อนยกของไปวางไว้ตรงใต้แอร์ซึ่งมีน้ำรั่วหยดลงมาไม่หยุด ทำหน้าที่หัวหน้าชั้นปีได้อย่างดีเยี่ยม ไดคิมองตามแผ่นหลังโปร่งของผู้เป็นเพื่อนแล้วเลื่อนสายตาไปทางคนป่วยที่ยกของไปวางไว้ที่รถเสร็จแล้ว และเตรียมตัวยกของเพิ่มอีก เมื่อเห็นว่าไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง ก็เดินผละออกมาบ้าง ตั้งใจจะไปตามยูริที่ห้องน้ำเสียหน่อย ไม่รู้ว่าหายไปนานขนาดนี้จะมีอะไรเกิดขึ้นหรือไม่ น่าเป็นห่วงเสียเหลือเกิน

ก้าวเท้าเดินอย่างเงียบเชียบขณะเดินไปตามทางเดินไปห้องน้ำ กำลังจะผลักประตูเข้าไป ก็บังเอิญได้ยินเสียงลอดออกมาจากห้อง

เสียงอะไร?

ไดคิกัดริมฝีปากขณะกระเถิบตัวเข้าไปใกล้ เงี่ยหูตั้งใจฟังอย่างถึงที่สุด

"ไม่...ตรงนั้นแหละ อื้มมม..."

เสียงของยูริไม่ใช่หรือ? ไดคิเบนสายตาหนีลงพื้น ขมวดหัวคิ้วด้วยความสงสัย

"ตรงนี้เหรอ...เช็ดเร็วๆหน่อยสิ ยูริจัง..."

นี่ก็เสียงจินกิ หัวหน้าฝ่ายกิจกรรมไม่ใช่หรือ ชักจะยังไงๆแล้วนะ ไดคิกระเถิบตัวออกห่างจากห้องเล็กน้อยเมื่อได้ยินเสียงลอดออกมาอีก

"พอ...พอแล้ว..."

"ชอบจังเลย...คราวหน้าก็ทำแบบนี้อีกนะ..."


หมายความว่าอะไรน่ะ?

ไดคิแตะมือลงบนลูกบิดประตู เตรียมผลักเข้าไป หากไม่ใช่ว่าประตูถูกดึงเปิดออกก่อน และปรากฏให้เห็นหัวยุ่งๆของอิริเอะ จินกิโผล่ออกมา

"อาริโอกะ...!" ดูเหมือนจะตกใจมากทีเดียวที่เห็นเขายืนอยู่ตรงหน้าห้อง แถมยังเตรียมจะเปิดประตูเข้าไปอีก ดวงหน้าหล่อเหลาของจินกิเบนลงมองพื้น เหมือนไม่กล้าสบตากับคนตรงหน้า

"จิเน็นอยู่ในนี้หรือเปล่า" ไดคิเอ่ยถามเสียงเข้ม พยายามเขยิบหัวเข้าไปในห้อง แต่จินกิดันเขาออก

"อยู่" ตอบสั้นๆเหมือนไม่ถูกใจนัก

"วันหลังมีอะไรก็เคาะประตูก่อนก็ดีนะ จะได้รู้ว่ามีใครอยู่ในห้องน้ำหรือเปล่า"

"ฉันว่าห้องน้ำมันที่สาธารณะนะ ใครจะใช้ก็ได้ไม่ต้องเคาะประตูหรอกมั้ง" ไดคิเชิดหน้าขึ้นอย่างอวดดี

"ยกเว้นว่านายจะเอาที่สาธารณะมาทำอะไรที่มัน..."

"ไดจัง!"

ยูริปรี่ออกมาจากห้องน้ำก่อนที่จะพูดจบประโยค ดวงหน้าที่ยังคงติดจะแดงก่ำไปหมดทั้งดวงตา ทั้งปลายจมูกโด่งรั้น หรือแม้กระทั่งลำคอระหง?

ยูริรีบปิดคอเสื้อทันทีที่เห็นไดคิจ้องลงมาเช่นนั้น

"ขอโทษที่เข้าห้องน้ำช้านะ...คือ...ฉันมีปัญหานิดหน่อยกับอิริเอะคุงน่ะ" รีบพูดทันทีที่เห็นสายตาสงสัยของเพื่อนรัก

"ไปกันเถอะ ต้องรีบไปช่วยยกของขึ้นรถแล้วใช่มั้ยล่ะ"

"อืม"

ไดคิตอบรับไปอย่างนั้นเอง และแม้ว่าจะถูกยูริดึงข้อมือเดินห่างออกจากห้องน้ำแล้ว แต่ก็ยังอดมองกลับหลังไม่ได้ ทั้งสภาพของจินกิและยูริ บทสนทนาที่ได้ยิน ไหนจะยังรอยจ้ำแดงที่ซอกคอของยูริอีก นี่มันหมายความว่าอะไรกัน...

...นี่คงไม่ใช่...

"...จิเน็น เมื่อกี้นายเข้าไปทำอะไรกับอิริเอะ" หยุดเท้าตัวเองทันที และเอ่ยถามด้วยความสงสัย ยูริเกร็งตัวขึ้นเล็กน้อย ขณะค่อยๆเหลียวหน้ากลับมาหาผู้เป็นเพื่อนรัก

"เมื่อกี้ตอนฉันกำลังล้างหน้า อิริเอะคุงเค้าดันทำสีเลอะเสื้อน่ะสิ ฉันก็เลยช่วยซัก" ยูริยิ้ม

"ไม่มีอะไรซักหน่อย ทำไมเหรอ"

"...นายทะเลาะกับนากาจิม่ามาใช่มั้ย"

คราวนี้คนตัวเล็กตรงหน้าหลบตาวูบ

"...อื้ม"

"อย่าคิดจะทำอะไรบ้าๆนะ นายรักนากาจิม่าไม่ใช่เหรอ จิเน็น" ยกสองมือขึ้นจับไหล่บาง บีบแน่นเข้าจนคนตรงหน้าทำหน้าเจ็บขึ้นมา

"ฉันรักยูโตะอยู่แล้ว..." แล้วก็เบนตาหนีหลบวูบเมื่อม่านน้ำตาเริ่มก่อตัวขึ้นที่ขอบตา

"...แต่ยูโตะไม่..."

พูดถึงตรงนี้ก็เงียบไป แค่คิดถึงบทสนทนาเมื่อวานก็แทบจะทนไม่ไหว เจ็บร้าวขึ้นมาในหัวใจ

ไดคิดึงเพื่อนตัวเล็กเข้ามากอดแนบอก ลูบหัวเล็กๆนั้นอย่างปลอบโยน

"ไม่ว่ายังไงนากาจิม่าก็ต้องรักนายอยู่แล้ว จิเน็น..."

ยูริพิงหัวลงแทบอกนั้น

"...ที่นายคิดว่านากาจิม่าไม่รักนาย ก็เพราะเค้าเพิ่งความจำเสื่อมมายังไงล่ะ อย่าคิดมากไปเลยนะ"

"...ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงก็ดีสิ..."

ไหล่สั่นริกแทบขาดใจกระแทกเข้าที่อก ยูริยกมือขึ้นกำเสื้อแน่น ไม่มีแม้แต่เสียงสะอื้นให้ได้ยิน มีเพียงรอยชื้นที่เสื้อเป็นวงกว้างเท่านั้นที่ทำให้ไดคิรู้ว่าคนตรงนี้รู้สึกเช่นไร

"ร้องไห้ให้พอเลย จิเน็น ไม่เป็นไรนะ..."

ไดคิกอดยูริแน่น ขณะที่อีกคนเอาแต่ร้องไห้เงียบๆคนเดียว

ที่นายไม่บอกกับฉันว่ารักฉันแค่คนเดียว เพราะนายแค่ความจำเสื่อมใช่มั้ย ยูโตะ...

...แค่นั้นใช่มั้ย...

...ไม่ใช่เพราะนายรักกับเรียวสุเกะมาแต่แรกอย่างที่ฉันกลัวหรอกนะ...

...



.
.
.




แสงแดดสาดเปรี้ยงลงจนจับจองพื้นที่เต็มสนามกว้างหน้าอาคารคณะ แม้จะชอบอยู่กลางแดดมากแค่ไหน แต่ระดับประมาณนี้ก็คงไม่ไหว นักศึกษาที่รวมกลุ่มกันทำกิจกรรมพากันมานั่งหลบแดดอยู่ใต้อาคาร เสียงจอแจคุยกันดังระงมทั่วทั้งบริเวณนั้นไปหมด เช่นเดียวกับอีกสองคนที่เพิ่งเดินเข้ามารวมกลุ่มด้วย ไดคินั่งลงตามยูริที่นั่งลงมาก่อน ข้างๆเรียวสุเกะที่หน้าซีดขาวเหมือนกระดาษ มาริยะที่นั่งอยู่ข้างๆยกมือขึ้นแตะหน้าผากอย่างเป็นห่วง

"ฉันว่าพายามาดะคุงกลับบ้านก่อนน่าจะดีกว่านะ" สาวสวยหน่อเดียวในกลุ่มพูดขึ้น เงยหน้าขึ้นมองไดคิ

"หน้าซีดแถมตัวยังร้อนขนาดนี้"

"ฉันไม่เป็นไรหรอก มาริยะจัง" คนป่วยหนักเบนหน้าหนีมือเรียวยาวนั้น

"ไม่เป็นไรอะไรล่ะ หน้าซีดเป็นกระดาษขนาดนี้" มาริยะพ่นลมหายใจพรืดอย่างค่อนข้างหงุดหงิดที่คนข้างกายดื้อด้านเหลือเกิน

"จิเน็นคุง ไปไหนมาล่ะ ฉันหาแทบแย่"

"ไปทำธุระมานิดหน่อย มาริยะจังมีอะไรเหรอ" ยูริทำเป็นไม่สนใจสายตาที่มองมาเหมือนเกรงๆของเรียวสุเกะ

"ก็ไม่มีอะไรหรอก ว่าจะถามงาน...แต่ก็จัดการเสร็จแล้ว" มาริยะร่ายยาว เมื่อเห็นหน้ายูริชัดๆก็อ้าปากค้าง

"นี่! ไปทำอะไรมาน่ะ ทำไมตาบวมแบบนี้" นิ้วเรียวยาวแตะลงที่ดวงหน้าสวยของคนตรงหน้า จับบิดไปบิดมาแล้วกรีดกรายพูด

"หน้าเราสวยๆอย่าทำให้โทรมแบบนี้สิ! กลับไปบ้านเอาถุงน้ำชาอุ่นๆวางแปะไว้ที่ตาเลยนะ ตาบวมจะถลนแล้วเนี่ย ไม่ไหวเลย" ยูริเบือนหน้าออก

"ไม่เอาอะ ขี้เกียจ"

"ขี้เกียจไม่ได้!" มาริยะร้องลั่น จนคนรอบข้างเหลียวหน้ามามองอย่างตกใจ

"เรามีแฟนแล้ว ต้องหน้าตาดีให้แฟนเห็นสิ เค้าเห็นเราตอนหน้าตาโทรมๆอะไรจะเกิดขึ้นรู้มั้ย จิเน็นคุง!" โวยวายเหมือนโลกจะแตกยังไงยังงั้น แต่แล้วเสียงแว้ดๆก็ต้องเงียบลง เมื่อเจอประโยคสั้นๆของยูริเข้าไป

"ยูโตะไม่สนใจฉันหรอก"

ผู้คนรอบข้างหันกลับมามองกันเป็นตาเดียว เช่นเดียวกันกับคนป่วยที่นั่งหอบอยู่แต่ไม่มีใครเห็น แม้จะปวดหัวจนแทบระเบิดแต่ก็ยังเงยหน้าขึ้นมามองอย่างตะลึง

เช่นเดียวกันกับยูริที่เหลือบหันมามองเรียวสุเกะแว้บนึงก่อนผละไป

"เขาจำอะไรไม่ได้เลย...จำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าเมื่อก่อนเรารักกันแค่ไหน"

ยูริเริ่มตาแดงขึ้นมาอีก

"ฉันชักจะท้อแล้วล่ะ..."

"ไม่เอาน่า จิเน็นคุง ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่นนะ" มาริยะรีบปรี่เข้ามานั่งข้างๆ และโอบไหล่บางนั้นเอาไว้แน่น

"จิเน็นคุงแสนดีขนาดนี้ สักวันนากาจิม่าจะต้องจำได้ทั้งหมด เรื่องทุกๆอย่าง..." ยิ้มหวานให้ยูริ

"เข้าใจมั้ย! ห้ามท้อนะ"

"นี่มาริยะจังเป็นผู้ชายหรือเปล่าเนี่ย" ไดคิหยอกขึ้นมา เล่นเอาายตาดุๆของสาวเจ้าหันขวับกลับมามอง

"อาริโอกะคุง!"

"โคดแมนเลยว่ะ ฮ่าฮ่าฮ่า"

"ของดีมีในมือใครจะปล่อยไปง่ายๆกัน" มาริยะยิงฟันใส่เพื่อนตัวเล็ก

"เข้าใจมั้ย นากาจิม่าน่ะเป็นของจิเน็นคุง ต้องเอาคืนมา!" แล้วสาวเจ้าก็ตบไหล่ทั้งสองข้างเชิงให้ฮึดสู้

"ไฟท์โตะ!"

"ขอบคุณนะ มาริยะจัง" ยูริฉีกยิ้มกว้าง ยิ้มที่สดใสเสมอไม่ว่าใครได้มอง ผู้คนรอบข้างมองเห็นภาพนั้นก็พากันยิ้ม

ยกเว้นอยู่คนเดียว...

เรียวสุเกะไม่กล้าสบตากับไดคิที่มองมาเลย

ในขณะที่ทุกคนกำลังยิ้มตามคนตัวเล็กที่มีรอยยิ้มสดใสดั่งพระอาทิตย์ จนแทบจะเทียบรัศมีได้อยู่แล้ว แต่ใครเล่าจะรู้ความในใจที่อัดแน่นจนแทบระเบิดของเจ้าของรอยยิ้มนั้น

คนที่ยิ้มตลอดเวลา เวลาร้องไห้ มักจะเป็นคนที่ร้องไห้ได้อย่างน่าสงสารที่สุดเสมอ...

ยูริคือคนๆนั้น



...

.
.
.



"พรุ่งนี้ก็มารวมกันที่ลานหน้าคณะตอนตีห้านะ ล้อหมุนหกโมงครึ่ง ไม่มีเลทใดๆทั้งนั้น!" เสียงอันเฉียบขาดของประธานคณะคนสวยดังลั่นห้องประชุม

"ถ้าเข้าใจแล้วก็แยกย้ายกันกลับบ้านได้ ขอบคุณทุกคนที่ให้ความร่วมมือวันนี้" มาริยะตบมือให้แยกย้ายก่อนจะเบือนหน้าหันกลับมาหาเรียวสุเกะที่ยืนหอบหลังพิงกำแพงอยู่ไม่ไกลนัก

"ยามาดะคุง ไหวมั้ยเนี่ย..." มือเรียวยาวเลื่อนมาแตะที่หน้าผาก

"ตัวร้อนจี๋เลย ไปโรงพยาบาลดีกว่ามั้ย เป็นหลายวันแล้วนะ"

"ฉันโอเคดี" เรียวสุเกะปัดมือออกอย่างหงุดหงิดนัก เหลือบมองนาฬิกาก็พบว่าเป็นเวลาห้าโมงเย็นแล้ว 

"เดี๋ยวพรุ่งนี้เจอกันนะ มาริยะจัง"

"ฉันว่านายอย่าไปจะดีกว่า" สาวเจ้าคนเดิมเอ่ย มองใบหน้าหวานที่ซีดเผือดตรงหน้าด้วยเป็นกังวล

"นายนอนพักเถอะ เดี๋ยวฉันแจ้งอาจารย์เองว่านายไม่สบาย ไปเป็นสต๊าฟคุมน้องๆไม่ได้"

"ไม่เอา" คนป่วยทำเสียงแข็ง หลับตาลงด้วยปวดหัวจี้ดขึ้นมา ก่อนจะรวบรวมสติแล้วพูดอีก

"ฉันไหวน่า เธอไม่ต้องเป็นห่วงหรอก"

"อาริโอกะ ดูแลยามาดะคุงด้วยนะ" เมื่อเห็นว่าพูดกับคนป่วยไม่สำเร็จก็หันไปบอกเพื่อนสนิทแทน

"หน้าซีดเป็นกระดาษแบบนี้คงจะไหวหรอกนะ" แล้วมาริยะก็เดินหันหลังจากไปเพื่อคุยงานกับอาจารย์ที่ยืนรอรวมกับพวกหัวหน้าฝ่ายอื่นๆต่อ ไดคิปราดเข้ามาประคองคนป่วยที่ทำท่าจะทรุดลงไปได้ทุกเวลา

"นายหน้าซีดมากเลยนะ ยามะจัง"

"ฉันบอกว่าฉันไหวยังไงล่ะ!" คราวนี้คนป่วยหันกลับมาตวาดใส่เสียงดัง มือหนึ่งยกขึ้นกุมขมับ ไดคิเห็นแบบนั้นก็ทำเสียงดุ

"หน้าซีดขนาดนี้ ตัวร้อนขนาดนี้ ปวดหัวขนาดนี้ เนี่ยเหรอไหวของนาย" ดึงเรียวสุเกะให้ยืนตัวตรงก่อนจะเอากระเป๋าของคนป่วยมาสะพาย

"ฉันจะพาส่งกลับบ้าน"

"ฉันกลับเองได้" เรียวสุเกะดึงกระเป๋ากลับมา แม้จะไม่ค่อยมีแรงก็ตาม 

"ฉันไหวน่ะไดคิ กลับไปกินยาแล้วนอนพักพรุ่งนี้ก็โอเคแล้ว ไม่ต้องห่วงหรอก ฉันไม่ฝืนสังขารตัวเองหรอกน่า"

"เออ ขอให้จริงเหอะ" พ่นเสียงออกมาจากลำคออย่างค่อนข้างหงุดหงิด แต่ก็ยังไม่ปล่อยมือจากต้นแขนนั้น หันกลับไปหาเพื่อนรักที่ยังคงเก็บของใส่กระเป๋าตัวเองอย่างอ้อยอิ่งอีกคน

"จิเน็น กลับกันเหอะ"

"...อ้ะ! ขอโทษนะ เดี๋ยวจะรีบเก็บของเดี๋ยวนี้ล่ะ" ยูริรีบกุลีกุจอเอาของใส่กระเป๋า โดยไม่ทันสังเกตเห็นใครบางคนที่เดินสวนเพื่อนๆในภาควิชาที่ทยอยเดินออกไปเข้ามาในห้อง เรียกเสียงซุบซิบดังไปทั่ว 

"นั่นนากาจิม่าไม่ใช่เหรอ" ไดคิเองก็เช่นกัน เห็นร่างสูงที่ดูเหมือนจะลุกลี้ลุกลนชอบกลเดินเข้ามาในห้อง มุ่งเข้ามาหายูริที่ไม่ทันได้สังเกตเห็นเลย

"ยูริ ฉันมารับกลับบ้านแล้วนะ" ยูโตะหยุดลงตรงหน้าคนตัวเล็กในที่สุด ขณะที่เรียวสุเกะที่ยืนนิ่งหลับตาอยู่นานเพราะพิษไข้สะดุ้งได้ไม่แพ้เจ้าของชื่อเช่นกัน เมื่อเห็นว่ายูโตะพูดกับใครก็เบือนหน้าหนี ยูริเองเมื่อเงยหน้าขึ้นมาเห็นคนรักของตนก็ขบริมฝีปากล่างแน่น ก่อนจะก้มหน้าก้มตาเก็บของต่อไป

"จะกลับบ้านเลยหรือเปล่าครับ เดี๋ยวฉัน..."

"วันนี้จะกลับเอง" คำพูดสั้นๆของยูริทำให้มือใหญ่ของร่างสูงชะงัก ยูโตะยิ้มเจื่อนขณะมองคนตัวเล็กที่ดูเหมือนจะโกรธกับเรื่องคราวนี้มากทีเดียว

"ให้ฉันไปส่งดีกว่านะ เผื่อจะซื้อของไปค่ายพรุ่งนี้ด้วยไง"

"ฉันไปซื้อเองก็ได้ ไม่ได้เป็นง่อย นายไม่ต้องมาสนใจฉันหรอก"

คำพูดประชดประชันของคนตรงหน้าทำเอาคนทั้งภาควิชาที่ยืนอยู่ด้วยกันถึงกับอึ้ง ด้วยไม่เคยได้ยินยูริพูดแบบนี้เลยสักครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคนรักที่ยูริเคยบอกว่ารักแสนรัก ยูโตะถึงกับหน้าเจื่อนเมื่อได้ยินเช่นนั้น

"ขอโทษ" ในที่สุดก็ตัดสินใจพูดออกมา

"เรื่องเมื่อวานนี้ขอโทษ..."

"ฉันจำไม่ได้แล้ว" เก็บของเสร็จพอดี ยูริยกกระเป๋าขึ้นสะพายไหล่เล็กๆนั้น

"ไดจัง ยามะจัง ไปกันเถอะ..."

"ไปด้วยสิ" ยูโตะรีบฉวยต้นแขนเล็กนั้นเอาไว้ แต่ยูริสะบัดออก

"ฉันบอกแล้วไงว่าขออยู่คนเดียว"

"ยูริ..."

"ไปกันเถอะ ไดจัง ยามะจัง" หันกลับไปชักชวนเพื่อนรักอีกครั้ง ไดคิที่ยืนประคองเรียวสุเกะที่ยืนงงอยู่ก็พยักหน้ารับอย่างรีบร้อน และพาเดินออกไปนอกห้องด้วยกัน

ยูโตะพ่นลมหายใจอย่างเหนื่อยอ่อน ท่าทางคราวนี้จะโกรธจริงแฮะ

เดินกันไปตามถนนด้วยกันสามคน ภาพที่เห็นตอนนี้คงสร้างความแปลกใจให้คนที่ได้เห็นไม่น้อย เมื่อนอกเหนือจากคนตัวเล็กกลุ่มนี้แล้ว ยังมีคนตัวสูงอีกคนหนึ่งสาวเท้าตามอย่างไม่รีบร้อนนักอยู่ด้วย

ยูริเหลือบมองเงาของยูโตะที่ยังคงเดินตามมาไม่ห่างแล้วเบ้ปาก รีบสาวเท้าเดินเร็วขึ้นอีกจนไดคิต้องปราม

"จิเน็น ช้าๆหน่อย"

ยูริเหลียวหน้ากลับมามอง

"ยามะจังป่วยอยู่นะ ลำพังแค่เดินก็จะไม่ไหวแล้ว"

"ฉันไหวน่ะ" เรียวสุเกะหันไปทำหน้าบึ้งใส่ไดคิ ทั้งๆที่ตัวเองก็ปวดหัวจะแย่แล้ว

"นายโกรธอะไรยูโตะเหรอ จิเน็น"

ยูริตวัดตาไปมองคนที่กำลังป่วยอยู่ด้วยความเผลอใจไม่อยู่ จนเพื่อนทั้งสองถึงกับตกใจด้วยไม่คิดว่าจะเห็นสายตาแบบนั้น ก่อนที่คนตัวเล็กที่สุดจะเริ่มรู้ตัว กรอกตาไปมาแล้วเอ่ย

"มีเรื่องนิดหน่อยน่ะ"

"ไม่นิดหน่อยแล้วมั้ง เล่นโกรธนานขนาดนี้" ไดคิเปรยยิ้มๆ

"ฉันเพิ่งเคยเห็นจิเน็นโกรธจริงจังก็คราวนี้แหละ น่ากลัวเหมือนกันนะ"

"ฉันก็คนนะไดจัง" ยูริเอ่ยเสียงนิ่ง

"อ่า...เดี๋ยวถึงแยกหน้าฉันก็ต้องแยกกันแล้วล่ะ" ชี้ไปที่ทางแยกข้างหน้าซึ่งเป็นคนละทางกับทางกลับบ้านของไดคิและเรียวสุเกะ คนป่วยเหลือบมองยูโตะที่ยังคงเดินตามมาไม่ห่างแล้วกระซิบ

"ให้พวกฉันไปส่งมั้ย จิเน็น" ยูริเหลือบหน้าหันมอง

"ยูโตะจะได้ไม่ตื๊อนายตอนอยู่คนเดียว"

"ก็ดีนะ" ยูริยิ้ม

"ไม่ลำบากพวกนายสองคนใช่มั้ย งั้นก็รบกวนหน่อยแล้วกัน"

"ถ้ายามะจังไหวฉันยังไงก็ได้" ไดคิมองใบหน้าหวานของคนป่วยที่เหงื่อออกเต็มไปหมด

"ฉันไหว" เรียวสุเกะหันกลับไปเบ้ปากใส่

"ไม่ได้เป็นง่อยนะ แค่หวัดกินเอง"

"เออๆ จะคอยดูคนไม่ได้เป็นง่อยแค่หวัดกินว่าจะเก่งไปได้อีกสักกี่น้ำ" ไดคิหยอก จนคนที่กำลังป่วยอยู่ตีแขนลงไปไม่แรงนัก

"สามน้ำแล้วกัน"

"ตลก" ไดคิตีกลับด้วยแรงที่เบากว่า

"เถียงกันจังเลย" ยูริหัวเราะเบาๆ

"บางทีฉันก็รู้สึกว่าไดจังสนิทกับยามะจังมากกว่าฉันอีกนะ"

"ไม่ขนาดนั้นหรอก" ไดคิแก้

"พวกเราสามคนก็สนิทกันมาตั้งนานแล้วนี่ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ต้องอยู่ข้างกันแหละเนอะ"

"อื้ม" ยูริยิ้มให้ เช่นเดียวกันกับเรียวสุเกะและไดคิ หากแต่แล้วรอยยิ้มหวานนั้นก็ต้องลดไปช้าๆ เมื่อพลันนึกถึงเหตุการณ์เมื่อวานนี้ที่เกิดบนถนนเส้นนี้

"งั้นบอกฉันสิ ยูโตะ...ในใจนายมีฉันอยู่แค่คนเดียวใช่มั้ย"

"...รักฉันแค่คนเดียวใช่มั้ย ยูโตะ...ฮึก..."

"ขอโทษ..."

"...ขอโทษ ยูริ..."

จะโทษใครดี เมื่อตอนนี้ยูริรู้สึกมองหน้าเรียวสุเกะไม่ติดอีกแล้ว

"เห้ย ยามะจัง!" คนตัวเล็กสะดุ้งตื่นจากห้วงภวังค์เมื่อได้ยินเสียงตะโกนลั่นของไดคิ เมื่อหันกลับไปมองก็เห็นเรียวสุเกะพิงกำแพงหอบฮั่กอยู่ โดยมียูโตะประคองอยู่ไม่ห่าง ยูริเม้มริมฝีปากแน่นทันทีที่เห็นภาพตรงหน้า ความปวดร้าวถาโถมเข้าในจิตใจโดยที่ห้ามไม่ได้เลย

"ยามะจังเป็นอะไรน่ะ" เมื่อตั้งสติได้ก็รีบปรี่เข้าไปหาเพื่อน และพบว่าตัวที่เคยร้อนเป็นไฟเมื่อครู่ ตอนนี้เย็นจนน่ากลัวเหลือเกิน

"ไม่รู้สิ อยู่ดีๆก็เซไปเลย" ไดคิยกมือขึ้นอังหน้าผาก และบีบนวดเนื้อตัวด้วยความเป็นห่วง โดยมียูโตะประคองหลัง

"ฉันไม่เป็นไร แค่มึนหัวนิดหน่อย" เรียวสุเกะโบกมือไปมาบอกไม่เป็นไร พยายามสะบัดตัวออกห่างจากยูโตะ แต่คนตัวสูงไม่ยอมและบีบไหล่บางนั้นไว้แน่น

"ขอโทษที่ทำให้เป็นห่วงนะ"

พยายามจะยืนตัวตรงอีกครั้ง แม้จะยากลำบาก แต่เรียวสุเกะก็ยังฝืนยิ้มให้

"ไปบ้านจิเน็นกันเถอะ"

"นายต้องกลับบ้าน" ยูโตะพูดเสียงแข็ง รวบคนตัวเล็กเอาไว้ในอ้อมแขน

"อาริโอกะ ฝากพายูริกลับบ้านทีสิ เดี๋ยวฉันจะพายามะจังกลับบ้าน" 

"นายไม่มีสิทธิ์มาสั่งแบบนี้!" เรียวสุเกะออกแรงสุดตัวสะบัดหนีออกมาจับตัวไดคิเอาไว้

"ไดจังพาฉันกลับบ้าน ส่วนนายไปส่งจิเน็น" จัดการเสร็จสรรพแล้วเบือนหน้าไม่มองยูริที่จ้องมาด้วยใบหน้านิ่งเฉย ไม่สามารถเดาอารมณ์ได้เลย 

"พรุ่งนี้เจอกันนะ จิเน็น" โบกมือลาอย่างรวดเร็ว แล้วฉวยข้อมือของไดคิเดินกลับบ้านไปอย่างรวดเร็ว โดยไม่รอใดๆอีก

ยูโตะมองตามร่างเล็กที่กำลังป่วยหนักไปจนลับตา เมื่อหันกลับมาก็พบกับยูริที่จ้องมาทางตนอย่างรออยู่นานแล้ว

"กลับกันเถอะ ยูริ"

"ยูโตะไปเฝ้ายามะจังก็ได้นะ ฉันก็ไม่ได้ว่าอะไร" ว่าแล้วก็ออกเดิน เมื่อยูโตะได้ยินเช่นนั้นก็รีบวิ่งไปเลียบข้างกาย

"อย่าโกรธกันสิ" คนตัวสูงโน้มใบหน้าเข้ามาใกล้

"ขอโทษนะครับ"

"ไปให้พ้น" ดันใบหน้าหล่อเหลานั้นออกไกล เบือนหน้าหนีเข้าหากำแพง ทั้งที่ใจพองโตจะแย่ ดีใจเหลือเกินที่อย่างน้อยๆยูโตะก็ยังแคร์เขาอยู่ แต่เหตุการณ์เมื่อครู่ทำให้ไม่แน่ใจเลยว่าเขาควรจะดีใจแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆหรือไม่

"ยูริ" ยูโตะยังคงไม่ยอมแพ้ฉวยข้อมือเล็กนั้นเอาไว้จนฉุดให้เจ้าของชื่อต้องหยุดชะงัก

"อย่างอนสิครับ ฉันขอโทษนะ"

"เป็นห่วงยามะจังไม่ใช่เหรอ ไปเฝ้าสิ" ดึงมือออกมา เบ้ปากแสดงว่ากำลังงอนอยู่อย่างเห็นได้ชัด ยูโตะเห็นท่าทีที่ดูเหมือนจะผ่อนอารมณ์ได้มากแล้วของคนตรงหน้าก็ยกยิ้มมุมปาก

"เป็นห่วงยูริมากกว่า คนตัวเล็กๆน่ารักๆแบบนี้กลับบ้านเองคนเดียวตอนเย็นๆมันอันตรายนะ"

"ไม่น่ารักเท่ายามะจังหรอก" ยังคงประชดไปเรื่อยๆ ยูริเชิดหน้าขึ้น

"กลับไปเถอะ ยูโตะ"

"ยูริน่ารักที่สุดอยู่แล้วนะ" ยังไม่ยอมแพ้เช่นกัน ยูโตะดึงมือเล็กๆนั้นมาคลึงเล่น

"ให้อภัยกันนะ"

ไม่รู้ว่าใครสอนมาให้ทำหน้าตาขี้อ้อนแบบนั้นต่อหน้าเขา ยูริกลั้นยิ้มสุดชีวิต

"นะครับคนดี ...นะๆ"

"...ก็ได้"

"เย่! ยูริน่ารักที่สุดเลย" ตะโกนลั่นแล้วโผเข้ากอดคนตัวเล็กขึ้นมาอุ้มแน่น ยูริที่ตกใจรีบทุบท่อนแขนใหญ่นั้น

"อย่าอุ้ม ยูโตะ ปล่อยนะ"

"ไม่อุ้มก็ได้ครับ" กำลังจะเบาใจ ก็โดนขโมยแก้มนุ่มไปหอมเสียอย่างนั้น

"ยูโตะ!" ท้วงเสียงหวาน แต่ยูโตะกลับหัวเราะกับใบหน้าหวานๆที่ดูตะลึง

"แก้มหอมเหมือนเดิมเลยครับ"

"บ้า!" เม้มริมฝีปากแน่น ยูโตะจะรู้มั้ยว่าทำให้คนตรงนี้ทั้งร้อน ทั้งหน้าแดง ทั้งใจเต้นรัวๆแบบไม่มีลิมิตแล้วน่ะ!

ยูโตะดึงมือเล็กๆนั้นมากุมไว้ ขณะเริ่มออกเดินไปส่งยูริที่บ้าน

"วันหลังไม่โกรธแบบนี้แล้วนะ คนโดนงอนมันเหนื่อย รู้มั้ยครับ" ยูโตะเหลียวหน้ามามองเสี้ยวหน้าสวยที่กระทบแสงอาทิตย์ยามเย็นจนขับให้พวงแก้มนวลขึ้นสีเลือดปลั่ง

"ก็แหม..." ยูริบ่นเสียงเบา

"แต่ยังไงก็ขอบคุณนะ ขอบคุณที่ให้อภัยกัน" ยูโตะเหลียวหน้ากลับมามองหน้ากัน ก่อนจะตกใจเล็กน้อยเมื่อยูริเขย่งตัวขึ้นมาจูบเบาๆที่มุมปาก

"ขอบคุณที่มาง้อฉันเหมือนกัน ขอบคุณที่ทำให้รู้ว่ายูโตะยังรักฉันอยู่"

รอยยิ้มหวานพร้อมกับคำพูดนั้น ทำให้ยูโตะชะงักไป

"ฉันรักยูโตะนะ"

"...ครับ" ได้แต่ตอบรับคำเบาๆไปแบบนั้น ทั้งๆที่ในใจว้าวุ่นขึ้นมา

"พรุ่งนี้ฉันไปเข้าค่ายแล้ว จะโทรมาหาทุกคืนเลยนะ" ยูริยิ้มให้กับคนรัก เมื่อเดินคู่กันมาจนถึงหน้าบ้านของคนตัวเล็กแล้ว

"จะรอรับโทรศัพท์นะครับ"

"ต้องเป็นสี่วันที่เหงามากๆแน่ๆเลย" ยูริยิ้ม ขณะที่อีกมือกำลังไขกุญแจบ้าน

"ไม่เจอหน้ายูโตะเลย"

"โทรหากันก็ได้ยินเสียงแล้วล่ะ" ยูโตะยิ้มกลับเช่นกัน มองกุญแจบ้านที่ปลดได้ในที่สุด

"เดินทางปลอดภัยนะครับ คนดี" ดึงมือของคนตัวเล็กตรงหน้าขึ้นมาบีบแน่น

"อย่าลืมโทรมานะ"

"อื้ม" ยูริส่งเสียงรับในลำคอ มองตามยูโตะที่กำลังจะหมุนตัวกลับไปก่อนจะร้องเรียก

"เดี๋ยว!" 

ทันทีที่ยูโตะเหลียวหน้ากลับมา ยูริก็ถลาเข้าไปกอดร่างโปร่งไว้แน่น ราวกับจะไม่อยากจะปล่อยให้ไปไหน

"เป็นอะไรเหรอ ยูริ" ยูโตะเซไปข้างหลังเล็กน้อย เมื่อตั้งหลักได้ก็ลูบหัวทุยของคนรักที่กอดตนเอาไว้เบาๆ

"...เปล่า ก็แค่อยากกอด" ยูริออกแรงกอดมากขึ้นไปอีก

"กอดฉันกลับทีได้มั้ย ยูโตะ กอดแน่นๆ..."

"กลัวจะคิดถึงฉันเหรอ" ถึงจะถามแบบนั้น แต่ยูโตะก็ยกมือกอดกลับเช่นกัน ร่างเล็กๆที่แสนบอบบาง กอดทีก็แทบจะจมอกลงไปแล้ว 

"รักยูโตะนะ"

"ครับ" คนตัวสูงยิ้มให้กับคำบอกรักนั้น ก่อนจะค่อยๆดันไหล่เล็กๆออกห่าง ชี้ไปที่พระจันทร์ดวงโตซึ่งปรากฏอยู่ใกล้ขอบฟ้า

"คิดถึงก็มองพระจันทร์นะ พระจันทร์น่ะ ไม่ว่าจะอยู่ที่มุมโลกไหนก็ดวงเดียวกันเสมอ" ยูริยิ้มบ้าง

"ต่อให้เราไกลกัน แต่พระจันทร์ที่เรามองก็เป็นพระจันทร์ดวงเดียวกันเสมอนะ"

"อื้ม" โผเข้ากอดอีกรอบ ราวกับโหยหากลิ่นไอของคนตรงหน้า

"รักนะ รักมากเลย"

"เหมือนกัน..." ยูริค่อยๆผละออกมาห่าง สองตาชื้นขึ้นมา

"แล้วจะโทรหานะ"

"จะรอครับ" ยูโตะยิ้มให้กับร่างเล็กตรงหน้านั้น ก่อนจะหมุนตัวกลับไป

"กลับบ้านดีๆนะ ยูโตะ"

"ครับ"

ร่างสูงส่งเสียงขณะหันกลับมายิ้มและโบกมือให้กับคนรักตลอดทาง จนกระทั่งลับตาไป

ยูริมองแผ่นหลังโปร่งนั้น เงาสีดำจากพระอาทิตย์ที่ใกล้จะตกพาดเงาดำให้ผ่านยาวลงไปกับพื้น

ทำไมถึงได้รู้สึกเหมือนกำลังจะมีเรื่องเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ก็ไม่รู้...

...

.
.
.




...



TBC
*******************************************************

beamsmile :)

Talk::
สวัสดีค่ะ
ไม่เจอกันกี่วันแล้วคะ สำหรับเรื่องนี้ ถ้าไม่นับเรื่องเขินที่ลงไว้ก่อนหน้านี้ 
เรื่องSHADEก็ประมาณครึ่งเดือน ถึงมั้ยคะ
ไม่สิ เกือบเดือนด้วยซ้ำ T___T
ขอโทษจริงๆค่ะ ไม่ว่างเปิดคอมเลย
เรื่องที่แล้วที่ลงก็พิมพ์ใส่มือถือด้วยซ้ำ
แถมเบราว์เซอร์ที่ใช้ลงก็มีปัญหาอีก
เบื่อมาก
วุ่นวายนิดหน่อย แต่ก็เอาลงแล้วค่ะ
#บอกทำไมเนี่ย
ขอโทษที่มาลงช้าด้วยนะคะ ตอนนี้เริ่มว่างแล้ว #เหรอ
จะพยายามทยอยอัพด้วยสปีดก่อนหน้าจะเปิดเทอมนะคะ #ยิ้มแห้ง
ยังมีใครรอกันมั้ยคะ
แสดงตัวกันหน่อยให้ชื่นใจนะคะ
ช่วงนี้งานเยอะมากจริงๆ และไม่มีทีท่าว่าจะน้อยลงเลย #ร้องไห้แป้ป

#บ่นตลอดtalk

เรื่องนี้กำลังจะเข้าไคลแมกซ์แล้วค่ะ
อยากให้ติดตามกันไปเรื่อยๆนะคะ


ขอบคุณทุกคนเลยค่า #กอดซุกที่อกยูโตะ #ผิด

16 ความคิดเห็น

  1. #16 Hibari Sora (@hibari-sora) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 18 กรกฎาคม 2556 / 17:41
    เริ่มเอือมยูตี้แล้วนะ
    เลือกซักคนเหอะแก - -
    ยามะจังเป็นอะไรน่ะ ป่วยนานจัง
    ไดจังไม่รู้อะไรก็อย่าเพิ่งเข้าข้างชี่สิ -0-
    #16
    0