LOVE on ice & LIFE with you [Yuri!!! On Ice fic]

ตอนที่ 19 : You are an angel I chained to the ground (AU เฮเลนออฟทรอย) 1/?

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 481
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 7 ครั้ง
    7 พ.ค. 60

You are an angel I chained to the ground

Helen of Troy AU, Fantasy, M-preg




มีคำร่ำลือล่องลอยมาตามสายลมทะเล จากน่านน้ำตะวันตกเฉียงใต้ ผ่านทะเลบอลติก ด้านใต้ของที่ราบสเตปป์ จากเสียงเล่าอ้างและปากต่อปากของนักเดินทาง พ่อค้า นักแสวงโชค นักเล่านิทาน กวี สาวนักเต้น ว่าหากมีโอกาสสักครั้งที่อยากจะเห็นความงามแท้จริงไร้ที่ติก่อนสิ้นอายุขัย ให้มาที่คีวานรุส บ้านเมืองสวยงาม เมืองท่าครึกครื้น หญิงสาวสะพรั่ง แต่สิ่งเหล่านั้นไม่ใช่สิ่งที่ควรหมายตา ไม่คู่ควรกับการมาชมครั้งสุดท้ายก่อนตาย

หากแต่ยังมีสิ่งที่งดงามที่สุดอย่างหาที่เปรียบไม่ได้ งามกว่าดอกไม้ งามกว่าน้ำตกในฤดูใบไม้ผลิในเทือกเขาไอด้า งามกว่าขอบฟ้าที่มองผ่านทะเลบอลติก คนผู้นั้น …..ใช่ ความงามที่กำลังกล่าวถึงอยู่นี้คือความงามของมนุษย์ บุรุษเสียด้วย


คนผู้นั้นคือ เจ้าชายราชวงศ์เฟลส์แมนแห่งเคียฟ เมืองหลวงของคีวานรุส หากได้พบแล้วจะสำนึกได้เลยว่า แม้แต่ฉายา “ ชายรูปงามที่สุดในโลก” ก็ไม่อาจบรรยายภาพได้ มันเป็นยังไงกันนะ งามที่สุดในโลกนี้ มันมีอำนาจอะไร เขางดงามแค่ไหน แต่ถ้าเรียกขานเจ้าชายองค์นั้นด้วยฉายา “ ความงามที่เคลื่อนทัพเรือพันลำ” คงจะมองภาพออก นั่นคือความงามที่มีหนามแหลมรอบตัว ความงามที่ก่อเกิดสงคราม ความงามที่ทำลายมหานครถึงสองนคร


วิคเตอร์ เฟลส์แมน ชายรูปงามที่สุดในโลกและต้องสาป


บางคนลือว่าเจ้าชายน้อยวิคเตอร์ไม่ได้เป็นบุตรโดยสายเลือดของราชวงศ์เฟลส์แมน  บิดาของเขา ราชาแห่งคีวานรุส ยาคอฟ เฟลส์แมนไม่ได้มีรูปโฉมตราตรึงขนาดนั้นแม้จะในวัยหนุ่มก็ตาม ไม่ได้กล่าวว่าราชายาคอบขี้ริ้วขี้เหร่ แต่เจ้าชายวิคเตอร์งามเกินกว่าที่จะเชื่อว่าทั้งสองมีสายเลือดเดียวกัน บ้างก็กล่าวว่าวิคเตอร์เป็นบุตรแห่งเทพซุส บ้างก็ว่าเป็นหงส์แปลงกายมา ด้วยเส้นผมขาวซีด ดวงตาสีฟ้าเป็นประกาย ผิวขาวเปล่งปลั่ง วิคเตอร์ในวัยเพียงสิบสามปีก็ส่องแสงโดดเด่นดั่งฝนดาวตกยามค่ำคืน เกรงว่าหากวิคเตอร์กับฝนดาวตกอยู่ใกล้กัน ผู้คนจะมองวิคเตอร์ก่อนเสียด้วยซ้ำ มองจนละสายตาไม่ได้ รู้ตัวอีกทีฝนดาวตกก็หายไปแล้ว


เด็กชายวิคเตอร์กำลังวิ่งเล่นในสนามของพระราชวังที่โอบล้อมไปด้วยสวนสวย น้ำพุที่มีรูปปั้นหญิงสาวเปลือยกายถือคนโท ก้อนหินประดับสวน ดอกเดซี่ ลิลลี่ และแจสมิน รวมถึงทหารรายล้อมทั่วสวนและพี่เลี้ยง ราชาไม่อาจเสี่ยงให้องค์ชายน้อยถูกลักพาตัวเป็นรอบที่เก้า


นอกจากวิคเตอร์แล้วยังมีลูกขุนนางและองค์ชายน้อยจากเมืองอื่นซึ่งเดินทางมากับราชวงศ์ที่กำลังประชุมในห้องโถง นับได้ราวหกคน ที่กำลังเล่นกับวิคเตอร์ หากแต่คนงามกลับปลีกตัวออกมา ยืนอยู่ใต้ต้นไม้สูง นั่งลง สองมือเอื้อมไปโอบอุ้มราวกับกำลังวักน้ำ แต่สิ่งที่วิคเตอร์อุ้มในมือไม่ใช่น้ำ แต่เป็นลูกนกที่ขนยังขึ้นไม่หมดทุกที่ ตายังไม่เปิด และตัวเย็นเฉียบ


“ วิคเตอร์ เจ้าดูอะไรอยู่น่ะ?” องค์ชายวลาดีมีร์จากจักรวรรดิไบแซนไทน์กล่าวจากด้านหลัง เขาตัวเล็กและอายุน้อยกว่าวิคเตอร์ แต่ซนเป็นที่หนึ่ง


“ ลูกนกน่ะ คงตกลงมาตาย”


“ อี๋ เหตุใดคนรับใช้ของเจ้าถึงปล่อยให้สวนสกปรกได้ นกนั่นใกล้จะเน่าแล้วมั้ง?” ไดโอเมเดสจากสวีเดนทำหน้าย่นและปิดจมูก “ เจ้าไปล้างมือแล้วมาเล่นกันต่อเหอะน่า”


“ ดีโอ!!” เด็กชายคนที่สามปรากฏตัวขึ้นผลักหลังไดโอเมเดสอย่างแรง จนไดโอเมเดสล้มหน้าจนลงไปบนดินใต้ต้นไม้

“ แหวะ! ถุย! เจ้าผลักข้าเหรอ?! ฌ็อง”


เจ้าของชื่อซึ่งเป็นเด็กชายตัดผมดำสั้นเกรียน ยืนไขว้ขาทำท่าอวดเบ่ง “ รสชาติเป็นอย่างไรล่ะ ดินที่มีศพนก” ดีโอกระโจนใส่สหายทันทีเมื่อถูกท้า ทั้งสองโรมรันพันตูกันจน วลาดิมีร์ต้องเข้าไปห้าม มีแค่วิคเตอร์เท่านั้นที่มองลูกนกบนฝ่ามือ เขาอายุมากที่สุดในกลุ่มแท้ๆ คนที่อ่อนกว่ากลับไม่ใส่ใจมัน ละเลย ล้อเลียน แต่เขาสะเทือนใจกับความตายเสมอ น้ำตาเม็ดใหญ่ไหลลงมาตามแก้ม หยดลงบนตัวนกที่เย็นชืด


ฌ็องซึ่งหลุดพ้นจากไดโอเมเดสมาได้ก็ตบไหล่สหายเป็นเชิงปลอบใจ “ วิคเตอร์ เจ้านี่ก็ใจดีไปกับทุกอย่างจริงๆนะ แค่นกยังร้อง” และเกลี่ยนเส้นผมสีเงินยาวถึงกลางไว้ที่ใบหู


“ พวกเจ้าไม่สงสารมันรึ?”


ทั้งสามมองหน้ากัน วลาดิมีร์ส่ายหน้าตามฉบับคนเงียบ

“ วิคเตอร์ เมื่อข้าอายุได้สิบสามก็จะไปสนามรบกับท่านพ่อ ไม่มีเวลามาเสียใจกับแค่นกหรอก” ไดโอเมเดสตอบ

“ ข้าก็เหมือนกัน” ฌ็องว่า “ พวกข้าจะต้องเป็นกษัตริย์ในอนาคตอันใกล้ อาจจะยกเว้นวลาดิมีร์ที่มีพี่ชาย ไม่มีใครร้องไห้ให้นกหรอก”


สิบสามงั้นรึ?


“ ข้าอายุสิบสองปีแล้วแท้ๆ แต่ท่านพ่อไม่เคยสอนเรื่องการศึกกับข้าเลย” วิคเตอร์พูด ก่อนจะวางร่างของนกไว้ที่ดินใต้ต้นไม้ตามเดิม นำใบไม้สามสี่ใบมาปิดให้มัน


“ จริงรึ?” ฌ็องถาม วิคเตอร์พยักหน้า “ ประหลาดจริง หรือกษัตริย์ยาคอบอยากให้เจ้าชำนาญด้านอื่น”


“ บุรุษไม่ร่วมสงคราม เจ้าไม่ละอายหน่อยรึ” ดีโอว่าอย่างฉุนๆ “ ที่ดินแดนข้า หากเจ้าไม่ถือหอก ดาบ หรือโล่ห์ แม้ธนูก็ไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นอาวุธของชายฉกรรจ์ผู้กล้าหาญ ใจสู้ แข็งแกร่ง การสู้ในสนามรบคือเกียรติอันสูงสุดของชายหนุ่มสวีเดิน”


“ ที่นี่คีวานรุส ดีโอ” วิคเตอร์ซึ่งเงียบมานานกล่าว “ และกับเจ้าที่แค่หน้าจมดินยังแหกปาก กว่าจะเป็นอัศวินเด็ดเดี่ยวแบบที่เจ้าว่าคงจะใช้เวลานานน่าดู”

 

วลาดิมีร์กับฌ็องหัวเราะลั่น ในขณะที่ไดโอเมเดสหน้าแดงไปจนถึงหู  หยิบดาบไม้ของเล่นจิ้มที่ท้องของวิคเตอร์รัวๆจนฝ่ายถูกรังแกจั๊กจี้หัวเราะเสียงดัง ฌ็องเข้ามาแย่งดาบออกไปจากมือ วลาดิมีร์ก็จั๊กจี้ไดโอเมเดสกลับ


หลังจากนั้น ทั้งสี่ก็ถูกเรียกตัวโดยหญิงรับใช้ประจำกายของแต่ละคน วิคเตอร์หันหลังกลับไปมองที่ต้นไม้ใหญ่อย่างอาลัยอาวรณ์ เขาคิดว่าอย่างน้อยถ้าได้ฝังมัน ลูกนกตัวนั้นก็คงไม่รู้สึกหนาวเหน็บในค่ำคืนนี้ หลังจากนั้นทั้งสี่ก็ได้เล่นด้วยกันอีกสองคืน วลาดิมีร์กลับไปก่อนคนแรก ตามด้วยไดโอเมเดส และสุดท้ายคือฌ็อง ซึ่งกอดเขาแน่นก่อนกลับ พวกเขาทั้งสามเป็นสหายที่ดี และวิคเตอร์ก็หวังว่าทั้งสี่จะกลับมาสานสัมพันธ์กันอีกครั้ง


-------


วิคเตอร์ในวัยสิบเจ็ดมองบิดาของตนด้วยแววตาขุ่นคลั่ก สับสน โกรธ ผิดหวัง นิ้วเรียวขาวหมดจดเคาะโต๊ะหินดังก๊อกๆ เขาเลือกไม่ถูกเลยระหว่างเถียงกลับ หรือร้องไห้ หรือเดินหนีออกไปจากท้องพระโรง


“ วิทย่า หยุดเคาะนิ้วสักที”


ตัวเลือกเคาะโต๊ะได้ผลกว่าที่คิด วิคเตอร์ไม่หยุด “ ท่านไม่เคยบอกข้า”


“ ก็บอกแล้วตอนนี้ไง”


“ เรื่องที่จะมีการคัดเลือกคู่ครองให้ข้าในอีกห้าวัน และท่านก็บอกข้าตอนนี้เนี่ยนะ ก็สงสัยอยู่ว่าทำไมมีการจัดเตรียมจตุรัสนอฟโกรอดซะฟู่ฟ่าอยู่หลายวัน”


กษัตริย์ยาคอบถอนหายใจ ควีนลิเลียซึ่งนั่งอยู่ข้างๆจึงเป็นฝ่ายพูดแทน “ ข้ารู้ว่าเจ้าอาจจะไม่ชอบใจนัก”


“ ข้าไม่ชอบใจสุดๆเลยต่างหากท่านแม่” วิคเตอร์ขัด “ พวกท่านเลี้ยงดูข้าดั่งเลี้ยงสตรี ไม่ให้ข้าไปออกรบ หรือแม้กระทั่งจับอาวุธ และนี่ยังจะหาคู่ให้ข้าอีก”


“ เช่นนั้น เจ้าจะคัดค้านงั้นรึ?”


“ เปล่า” วิคเตอร์กอดอก เบือนหน้าไปทางอื่นราวกับไม่อยากสนทนาอีก เส้นผมสีเงินตกลู่ล้อมกรอบใบหน้า “ เมื่อกำหนดวันมาแล้ว จะให้ข้าแต่งก็ย่อมได้ จะไม่ให้พวกท่านเสียหน้า เลือกมาเลย เอาใครก็ได้ที่พวกท่านชอบ”


“ วิทย่า..”


“ ข้าตั้งคำถามกับตัวเองมาเป็นสิบๆปี ว่าข้าเป็นอะไรสำหรับพวกท่าน แต่ถ้าให้คาดการณ์ คำตอบก็คงเพราะเราเป็นราชวงศ์ซึ่งกันและกัน”


วิคเตอร์เดินออกจากท้องพระโรง ไม่ได้ยินเสียงของทั้งสองเรียกร้องให้กลับมา เสียงรองเท้าของตัวเองที่กระทบกับพื้นหินยังจะดังกว่า ผ่านห้องสมุดขนาดใหญ่มืดมนที่เป็นแหล่งสิงสถิตของเขาบ่อยกว่าห้องนอน กลิ่นกระดาษลอยมาตามลม ผ่านสวนกว้างที่เคยเล่นกับสหายต่างถิ่นซึ่งบัดนี้ไม่ค่อยได้เจอกันแล้ว ผ่านสนามฝึกซ้อมซึ่งเต็มไปด้วยชายฉกรรจ์ทหารชำนาญศึกไปจนถึงหนุ่มน้อยฝึกหัด ทุกคนมองเขาเป็นตาเดียว

แม่ทัพนายหนึ่งซึ่งวิคเตอร์คุ้นหน้าเป็นอย่างดีแต่กลับจำชื่อไม่ได้สาวเท้าเข้ามาใกล้ชิดเขา “ องค์ชาย ท่านไม่ควร--”


วิคเตอร์ยิ้มอย่างอารมณ์ดี ตบหลังของแม่ทัพซึ่งสวมชุดเกราะจนมันดังก๊องแก๊ง “ โธ่ ไม่เอาน่า! ที่นี่เป็นบ้านข้า ข้าจะเดินไปนู่นมานี่จะเป็นไร” เขาไม่เคยจำใครได้เลย ไม่รู้ทำไมตัวเองเป็นคนจำชื่อคนยาก ลืมโน่นลืมนี่อยู่บ่อยๆ


“ เช่นนั้น ข้าขอถือวิสาสะเดินตามท่านเพื่อคุ้มกัน”


“ เจ้าไปสอนต่อเถอะ ข้าเดินของข้าเองได้” แม่ทัพไม่ตอบแต่ก็ไม่ขานรับ ไม่เดินหนี วิคเตอร์ถอนหายใจ ยิ้มจนเมื่อยกราม “ ข้าแค่อยากจะไปดูที่หน้าประตู ไม่หนีไปไหนแน่”



นี่คือชีวิตของเขา วิคเตอร์ เฟลส์แมนแห่งคีวานรุส ระยะห่างจากทางเข้าวังอันแสนรโหฐานที่เป็นบ้านตัวเองที่เขาได้รับอนุญาตให้เดินออกไปได้คือแค่ก้าวเดียวเท่านั้น วิคเตอร์มองประตูทางเข้าซึ่งเป็นไม้อัดขนาดใหญ่ สูงถึงขนาดช้างก็สามารถเข้ามาได้ ซึ่งก็เคยมีคนนำช้างมามอบให้ราชวงศ์จริงๆ แผ่นหลังพิงเข้ากับกำแพงหิน มองผ่านช่องประตู เหล่ายามและขุนนางที่เดินผ่านไปมาต่างหลีกทางให้พร้อมกับหยุดยืนและก้มหัวทักทาย


พระราชวังตั้งอยู่สูงตระหง่านกว่าสิ่งก่อสร้างอื่นๆ ทางเข้าออกจากวังมีแค่ทางเดียวคือประตูใหญ่ยักษ์บานนี้ซึ่งไม่เคยอนุญาตให้คนแปลกหน้าเข้ามาหากไม่ปรารถนาจะเจอความตาย ทางขึ้นคือบันไดสูงเกือบสองร้อยขั้นเป็นทางตรง วิคเตอร์เคยจินตนาการว่าถ้าเขาจะหนีไปจากที่นี่ การลงบันไดสองร้อยขั้นนี้จะยากเกินไปและเร็วพอที่จะไม่ให้ถูกจับได้หรือเปล่า เขาไม่เคยได้รับการฝึกร่างกายอย่างจริงๆจังๆนอกจากการขี่ม้าและเล่นกีฬา คงไม่พ้นตั้งแต่ออกนอกรั้ววังหรอก


ไม่รู้ว่าตัวเองยืนอยู่นานเท่าไหร่ จนกระทั่งได้ยินเสียงแตรเป่าจากที่ไกลๆ และเสียงฝีเท้าเดินเป็นจังหวะทหาร วิคเตอร์ชะโงกคอมองอาคันตุกะที่อยู่ด้านล่าง  แต่มันไกลเกินกว่าเขาจะมองออกว่าเป็นใคร

แม่ทัพปริศนา (เปล่า นั่นไม่ใช่ชื่อเขา) คนเดิมเขยิบมาบังด้านหน้าของวิคเตอร์

“ องค์ชาย ได้โปรดกลับเข้าวังเถอะขอรับ”


“ ท่านแม่ทัพ ศัตรูที่ไหนจะเดินมาดุ่มๆตอนกลางวันตรงประตูทางเข้าพร้อมเป่าแตร เพลงไพเราะบรรเลงอย่างสนุกเสียด้วยนะ” สีหน้าของแม่ทัพแข็งไปหิน ไม่รับมุกใดๆ วิคเตอร์จึงย่องถอยหลังกลับเข้าไปในเขตวังแต่โดยดี ซึ่งนั่นก็คือหนึ่งก้าวเท่านั้น เขายังอยากรู้ว่าแขกคือใคร ถึงจะไม่ได้สนใจเท่าไหร่ก็เถอะ


แม่ทัพปริศนาคุกเข่าทันทีพร้อมกับทหารคนอื่นๆเมื่ออาคันตุกะขี่ม้าขึ้นมาจนถึงหน้าประตู วิคเตอร์ต้องหรี่ตาเมื่อเห็นใบหน้าคุ้นตานั้น แต่กลับจำชื่อไม่ได้ ให้ตายเหอะซุส จำเนื้อหาบทเรียนในห้องสมุดได้ทั้งหมด แต่ชื่อคนกลับเลือนหายไปนี้


ชายหนุ่มบนหลังม้าเห็นเขา ยิ้มกว้าง และควบม้ามาใกล้ เส้นผมสีดำตัดสั้นเกรียน คิ้วดำดกหนายักขึ้นข้างหนึ่งตามฉบับผู้ีความมั่นใจเต็มเปี่ยม ชายในชุดเกราะและผ้าคลุมหลังสีดำกระโดดลงจากหลังม้า


“ ไม่ได้เจอกันนานนะ วิคเตอร์” ชายหนุ่มทักทาย “ งดงามจับใจแม้จะเห็นจากกระไดชั้นล่างสุดก็ตาม”


วิคเตอร์เอียงคอมองบุรุศปริศนาคนที่สอง


“ โอ้ ข้าฌ็องไง”


วิคเตอร์เดาะลิ้นทันทีเมื่อนึกออก “ โอ้ สวัสดี ใช่...เราไม่ได้..เจอกันนาน” เขาไม่ใช่สหายเก่าที่วิคเตอร์อยากจะพบมากที่สุดเท่าไหร่ เท่าที่ได้ยิน วีรกรรมของฌ็องนั้นถือว่าไม่น่าคบอย่างแรงในฐานะประเทศเพื่อนบ้าน เป็นชายหนุ่มดุร้ายกระหายสงคราม ไม่รู้ว่าทำไมถึงชอบตำแหน่งจักรพรรดินักหนา


“ ข้ามาเพื่อเสวนากับกษัตริย์ยาคอบ เจ้าจะนำข้าไป”


“ นั่นไม่ใช่ประโยคคำถามนี่”

“ ก็ไม่ ข้าอยากให้เจ้าพาไป”

“ เจ้าเปลี่ยนไปเยอะเลยนะ”

“ ไม่มีใครอยู่กับที่เหมือนเจ้าหรอก”


วิคเตอร์ถอนหายใจ กับสหายจอมโอหังคนนี้เขาไม่อยากเสแสร้งแกล้งยิ้มเท่าไหร่ “ เรื่องอะไรจะไปส่งเจ้า ข้าเพิ่ง...หัวเสียกับท่านพ่อมา”


“ หืมม์” ฌ็องยักคิ้ว ก่อนจะยิ้มร่า “ เรื่องจับคู่เจ้าล่ะสิ”

วิคเตอร์เบิกตากว้าง “ เจ้ารู้รึ?”

“ ใครๆก็รู้กันทั้งนั้น ท่านพ่อเจ้าดูจะพยายามปกป้องเจ้าเต็มที่เลยนะ”


เขาถึงกับยกมือกุมขมับ นี่เหมือนกับว่าเขาเป็นคนในดินแดนนี้คนเดียวที่โง่ไม่รู้อะไรเลยไม่ใช่หรือไง


“ ข้าก็มาด้วยเรื่องเทศกาล...หรือพิธีกรรม…จับคู่ของเจ้านั่นแหละ”

“ อย่าบอกข้านะว่าเจ้าเป็นหนึ่งในผู้ท้าชิง”

ฌ็องไม่ตอบ ยกมือ เรียกให้ข้าทาสบริวารนำม้าของเขาไปเก็บ ส่วนตนก็เดินเข้ามาใกล้วิคเตอร์มากขึ้น แบมือออกมาข้างหน้าระหว่างทั้งสอง วิคเตอร์มองมือนั้นก่อนจะนิ่วหน้า ถอนหายใจ และวางมือตนบนฝ่ามือหยาบนั้น ฌ็องยกมือขึ้น และก้มหน้าลงประทับริมฝีปากจรดลงบนหลังมือขาวนวล


“ เจ้างดงามเสียจนข้าหวั่นจริงๆว่างานมงคลหาคู่จะกลายเป็นโศกนาฏกรรมนองเลือด” ฌ็องกล่าว และเงยหน้า “ ข้าไม่ใช่ผู้ท้าชิงหรอก แต่ข้าคือคนที่จะได้ผลประโยชน์จากงานจับคู่นั้นๆ”


เมื่อฌ็องไม่ได้อธิบายต่อ วิคเตอร์ซึ่งมองแผ่นหลังของอีกฝ่ายเดินห่างออกไปก็ตัดสินใจเดินตามอย่างสนใจใคร่รู้


กลายเป็นว่า เขากลับมาเจอใบหน้าของท่านพ่อและท่านแม่อีกครั้ง พร้อมกับฌ็องซึ่งคุกเข่าน้อมรับหนึ่งที ก่อนจะยืนขึ้น ยิ่นม้วนเอกสารหนังวัวให้วิคเตอร์ เขารับมันไว้ คลายเชือกมัด และส่งต่อให้กษัตริย์ยาคอบโดยไม่มองหน้ากษัตริย์


กษัตริย์ยาคอบกลอกตาไปมาตามตัวอักษร เม็ดเหงื่อผุดขึ้นประปราย “ ผู้ท้าชิง 46 คนเชียวหรือ?”


“ ขอรับ” ฌ็องตอบ “ อันที่จริงเหลือ 45 แล้วเพราะเจ้าชายอแจ๊คซ์ บุตรชายของเทเลมอน ได้กระทำการอัตวินิบาตกรรมอย่างปริศนาเมื่อเช้านี้ และข้าเพิ่งทราบ จึงไม่ทันแก้ไขรายงาน ต้องขออภัยเป็นอย่างสูงขอรับ”


โอ้ซุส วิคเตอร์สบถในใจ อีกห้าวันจะถึงวันงานก็มีผู้ท้าชิงหนึ่งคน “ฆ่าตัวตายอย่างปริศนา” ซะแล้ว วิคเตอร์ยืนกอดอกและไม่อยากจะนึกถึงวันจริง แต่อย่างน้อย เขาก็ได้รู้ว่าฌ็องไม่ได้เป็นผู้ท้าชิง แต่มีส่วนร่วมในการจัดงานเท่านั้น


“ ข้าเกรงว่าวันงานคงต้องวุ่นวายเป็นแน่ แต่คงไม่เลวร้ายเท่าหลังจากที่เลือกคู่ครองให้วิคเตอร์ได้แล้ว” เมื่อไม่ได้อยู่ด้วยกันสามคนพ่อแม่ลูก กษัตริย์ทั้งสองจะเรียกชื่อเขาด้วยชื่อจริงเสมอ “ จะเกิดอะไรขึ้นถ้าผู้ท้าชิงคนอื่นหันคมดาบใส่ผู้ชนะล่ะ หากสามีของวิคเตอร์ต้องอยู่อย่างหวาดระแวงว่าจะถูกลอบสังหารเมื่อไหร่ วิคเตอร์เองก็จะตกอยู่ในอันตรายด้วย ข้าไม่อยากให้คู่ครองของวิคเตอร์ต้องอยู่อย่างหวั่นเกรง และวิคเตอร์ถูกชิงตัวไป”


วิคเตอร์กลอกตามองเพดานที่เต็มไปด้วยอัญมณีระยิบระยับ “ ท่านประเมินข้าสูงไป ข้าไม่คิดว่าตัวข้าจะเป็นที่ต้องตาต้องใจเจ้าชายมากขนาดจะมีคนยอมตายเพื่อข้า พวกเขาน่าจะเอาเวลาไปทำอย่างอื่น--”


“ วิคเตอร์” ท่านแม่ตักเตือนให้เขาเงียบ และเขาก็ว่าตาม


“ องค์ชาย หากข้าจะล่วงเกินขยายความให้ท่านสักนิด” ฌ็องกล่าวอย่างสุภาพผิดกับที่คุยกันสองคนเมื่อครู่ “ ผู้ท้าชิงสี่สิบห้าคนจากสี่สิบห้านครหลวง นั่นมากกว่าจำนวนผู้ท้าชิงองค์หญิงจากดินแดนใดๆเสียอีก และทุกคนมาพร้อมของกำนัลแด่ท่าน บรรทุกมาบนเรือไม่น้อยกว่าสิบลำ ข้าจำได้ว่าบุตรแห่งเนสเตอร์มีถึงเก้าสิบลำ”


“ และข้าควรจะภูมิใจกับเรื่องนี้งั้นรึ?”


“ ท่านควร”


ฌ็องตอบสั้นๆ เมื่อเห็นวิคเตอร์ไม่พูดอะไรต่อนอกจากส่งเสียงฮึดฮัด เขาจึงกล่าวกับกษัตริย์ยาคอบต่อ “ ข้ามีข้อเสนอ และวิธีที่จะแก้ปัญหาการนองเลือดได้ หากแต่ต้องการแลกเปลี่ยนกับท่านด้วย”


ฌ็องไม่ใช่ข้าราชบริวารของตระกูลเฟลส์แมน ไม่ได้เป็นชาวคีวานรุส แต่เป็นพันธมิตรกับคีวานรุส นั่นแปลว่าสถานะของเขานั้นเท่าเทียมกับกษัตริย์ ในเวลาสงบศึกนี้ ฌ็องเป็นนักต่อรองที่กล้าหาญและฉลาดหลักแหลมเลยทีเดียว


“แลกกับอะไร?”


“ การสมรสกับบุตรีแห่งหยาง อิซาเบลล่า” ตระกูลหยางเป็นพันธิตรเผ่ามองโกลที่ดีของคีวานรุสเช่นกัน แต่กษัตริย์ยาคอบเห็นว่าเป็นราคาที่ถูกมาเมื่อเทียบกับการแก้ปัญหาครั้งนี้


“ ตกลง เจ้ามีความคิดอะไร?”


“ เราจะให้ผู้ท้าชิงทุกคนปฏิญาณตนต่อหน้าเทพเจ้าซุสและต่อท่านในรูปแบบลายลักษณ์อักษร เมื่อได้คู่ครองที่เหมาะสมแก่องค์ชายวิคเตอร์แล้ว พวกเขาจะไม่ระรานและแทงข้างหลังผู้ที่ได้รับเลือก จะให้การสนับสนุนแก่ผู้ที่ได้รับเลือกหากมีใครสักคนแย่งชิงองค์ชายวิคเตอร์ไป การทำเช่นนี้ ถึงแม้องค์ชายจะงามยั่วยวนเท่าไร แต่คงไม่มีใครอาจหาญชิงองค์ชายเพื่อที่จะต่อกรกับกองทัพถึงสี่สิบสี่นครขอรับ”


อย่างไรก็ตาม ในหัวของวิคเตอร์คิดว่ามันเป็นแผนระงับการชิงตัวเขาที่งี่เง่ามาก และจุดประกายไฟสงครามอย่างไรชอบกล


แต่กษัตริย์ยาคอบและลิเลียเห็นด้วย พวกเขาเชื่อว่าจะมีคนทำการปฏิญาณมากกว่าคัดค้าน และคนที่คัดค้านก็คงจะขายขี้หน้าไม่น้อย


-----------------


ไม่เคยรู้สึกอยากร้องไห้ให้กับชีวิตตัวเองมาก่อน ครั้งแรกในชีวิตของวิคเตอร์ที่ได้ก้าวออกนอกพระราชวังคือวันที่เขาต้องหาคู่ครองในวัยสิบเจ็ดปี

ชาวเคียฟยืนเรียงเป็นทางยาว พยายามแย่งกันยืนแถวหน้าสุดเพื่อที่จะได้ยลโฉมรัชทายาทแห่งคีวานรุสซึ่งกล่าวกันว่างดงามกว่าสตรีหรือเทพีองค์ใด วิหารเทพเจ้าวันนี้เงียบเหงาถนัดตา มันเคยคลาคล่ำไปด้วยผู้สักการะบูชา แต่ตอนนี้ทุกคนต่างออกมายืนที่ลานกว้างนอฟโกรอด แต่ก็ไม่มีใครเข้าไปได้มากนักเพราะมีขบวนทัพของผู้ท้าชิงจำนวนมากยืนรอ


วิคเตอร์ปรากฏตัวบนหลังม้า สวมเครื่องแต่งกายประจำชาติซึ่งเป็นผ้าลูกไม้มัสลินและกำมะหยี่สีขาวคอเต่าปักด้วยทองคำและอัญมณีสีชมพูอมม่วงเต็มรอบไหล่ ผ้ารัดรอบเอวสีขาว หมวกทรงกระบอกสูงที่ทำจากขนสัตว์สีน้ำตาลมีลายสีขาวพาดผ่านประปราย เส้นผมสีขาวยาวถูกยัดเก็บไว้ในหมวก กางเกงผ้าสีน้ำตาลและรองเท้าบู้ทสูงเลยเข่าขึ้นมา ตัวหนาขึ้นเพราะสวมเสื้อขนสัตว์สีขาวทับอีกที ไม่ต้องมีการป่าวประกาศ ชาวเคียฟก็รู้ว่าใครคือเจ้าชายที่งดงามที่สุดในโลก พวกเขาได้แต่เพ้อฝัน จะงามแค่ไหนกันเชียวถ้าเจ้าชายไม่ได้สวมหมวกและปล่อยผมออก


วิคเตอร์โบกมือให้ชาวเคียฟ ใบหน้ายิ้มกว้างสดใส ดวงตาสีฟ้าเป็นประกายเมื่อได้พบพานกับบ้านเมืองที่ตัวเองไม่เคยได้สัมผัสมาก่อน ยิ้มให้ราษฎร ยิ้มให้ผู้ท้าชิง ยิ้มให้ม้า ยิ้มให้ทองที่ผู้ท้าชิงมอบให้ ยิ้มให้กับทุกอย่าง เขาว่าหลังจากนี้กรามตัวเองคงปวดเมื่อยไปทั้งวันแน่นอน

“ เจ้าจะดูสง่างามกว่านี้มาก ถ้าไม่ได้ขี่ม้า” ฌ็องกล่าว ขณะที่กำลังนำม้าของวิคเตอร์ไปผูก วิคเตอร์ลงจากม้า ฟังหูซ้ายทะลุหูขวา “ ทำไมไม่ไปนั่งบนเกี้ยวที่เตรียมไว้?”


วิคเตอร์อ้าปากค้าง พร้อมชี้ไปที่ร้านรวง “ ฌ็อง! โอ้โห นั่นอะไรน่ะ!?”


“ นั่นเรียกว่าตลาดสด แล้วก็ตอบคำถามข้ามาได้แล้ว”


วิคเตอร์เอียงคอมองอีกฝ่ายอย่างเหลืออด “ เจ้านี่เป็นพ่อข้าอีกคนหรือไง? เพราะท่านพ่อก็ถามข้าเรื่องเกี้ยวเหมือนกัน ข้าไม่อยากนั่งอยู่บนที่สูงๆนี่ อุตส่าห์ได้ออกมาทั้งที ยังเหลือเวลาใช่มั้ยล่ะ พาข้าเที่ยวเมืองของข้าเองหน่อยสิ อา ใช่ เมืองของตัวข้าเองแท้ๆ”

“ นั่นจะเป็นหน้าที่ของสามีในอนาคตของเจ้า ตอนนี้ข้าให้เจ้าไปเดินเถลไถลที่ไหนไม่ได้ ถ้าเจ้าถูกชิงตัวไปล่ะก็ สงครามจะเกิดเชียวนะ เจ้ารู้ถึงผลกระทบของสงครามหรือไม่ ให้ตาย เจ้ารู้รึเปล่าว่าสงครามคืออะไร”


“ ฌ็อง บางครั้งคำพูดเจ้าก็บาดใจข้าไม่น้อยนะ”


“ เข้าไปในอัฒจันทน์”


จตุรัสที่ว่ามีอัฒจันทน์ขนาดใหญ่ซึ่งมีบันไดหลายชั้น ตรงกลางมีสนามรูปวงกลม ขนาดของมันราวสวนในวังของเขาแต่ก็จุคนได้เยอะทีเดียว ชาวเคียฟทุกเพศทุกวัยแห่เข้ามาในโดม หาที่นั่งบนอัฒจันทน์ ส่วนราชวงศ์จะอยู่ในที่ที่พิเศษที่สุดก็คือข้างบน สนามในโดมมีหิมะเกาะประปราย วิคเตอร์ถอดเสื้อคลุมขนสัตว์จนเหลือแต่เครื่องแบบขุนนางเต็มไปด้วยอัญมณีส่องประกายจนแสบตา นั่งลงทางขวามือของกษัตริย์ยาคอบ

นี่ไม่ใช่การชิงชัยนองเลือด มีการต่อสู้ รบราฆ่าฟัน แต่มันคือการอวดฐานะของผู้ท้าชิงว่าจะสามารถทำให้กษัตริย์พอใจที่จะยกเจ้าชายให้หรือไม่ วิคเตอร์มั่นใจว่าท่านพ่อจะต้องมีคนที่หมายมั่นปั้นมืออยู่แล้วแน่นอน ไม่เห็นจำเป็นที่จะต้องจัดงานเอิกเกริกแบบนี้เลย


น่าเบื่อชะมัด ตลาดสดนั่นยังจะน่าสนใจซะกว่า


หรือไม่ก็...เจ้านกน้อยที่บินมาเกาะอยู่หน้ารั้วกั้นที่นั่ง วิคเตอร์มองมัน นกมีขนาดเท่าฝ่ามือของเขาและมีสีน้ำตาลทั้งตัว มันเองก็มองวิคเตอร์ เด็กชายลุกขึ้นจากเก้าอี้ และย่องไปใกล้ๆรั้ว ยื่นมือออกไป ผิวปากเบาๆ นกตัวเล็กย้ายมาเกาะที่นิ้วชี้ของเขา วิคเตอร์ยิ้มอย่างพอใจและอุ้มนกขึ้นมา เดินถอยหลังไปนั่งที่นั่งตัวเอง เล่นกับมันอย่างเพลิดเพลิน


ควีนลิเลียเตือนอย่างหน่ายใจ “ วิทย่า สำรวมกิริยาของเจ้าด้วย”


“ เจ้าหลงมาที่นี่หรือ เจ้านกน้อย แย่จัง ที่นี่คนเยอะเจ้าคงจะกลัว ไว้จบงานข้าจะพาเจ้าออกไปจากที่นี่นะ” วิคเตอร์เอาแก้มตัวเองลูบกับขนของมัน “ อ้าว เจ้าหิวด้วยนี่นา คงหิวไส้กิ่วเลยล่ะสิ หลังจากเสร็จงานนี้ข้าจะพาเจ้ากลับไปที่วัง เลี้ยงอาหารดีๆนะ ดีจังเลย ได้บินไปไหนมาไหน เป็นอิสระ ได้เลือกสามีด้วยตัวเอง”


“ วิทย่า เจ้าบอกว่า เจ้ายินดีที่จะให้ข้าเลือกนะ” กษัตริย์ยาคอบกล่าว “ แล้วก็ไล่นกนั่นไปซะ งานกำลังจะเริ่มแล้ว”


“ ข้าจะตั้งชื่อเจ้าว่า มัคคาชิน”


“ วิทย่า”


ฌ็องถึงกับเอ่ยถามกษัตริย์ทั้งสอง “ องค์ชายเป็นแบบนี้บ่อยๆรึขอรับ?” กษัตริย์ยาคอบทำเสียงฮึดฮัดไม่พอใจเป็นคำตอบ


วิคเตอร์วางนกไว้ใกล้กับถาดผลไม้เพื่อให้แทะเล็มลูกแพร์อย่างเอร็ดอร่อย และหลังจากนั้น งานก็เริ่ม แต่วิคเตอร์ไม่ได้สนใจเลยนอกจากเพื่อนตัวใหม่ของเขา วิคเตอร์เป็นแบบนี้มาตั้งแต่เด็ก เขาได้ยินเสียงของสิ่งมีชีวิตและสิ่งเร้นลับตามธรรมชาติ ได้ยินมัคคาชินพูดกับเขาว่ามันหลงจากฝูงนกย้ายถิ่นฐาน และที่นี่ไม่ใช่บ้านเกิดของมัน วิคเตอร์สงสารและรับรู้ว่าคนอื่นไม่มีใครสนใจมันเท่าเขา ไม่มีใครเชื่อว่าเขาได้ยินสิ่งที่สัตว์พูด ไม่ใช่แค่สัตว์เท่านั้น แต่ยังรวมถึงต้นไม้ สายลม เม็ดฝน หิมะ ยกเว้นใจคน แต่วิคเตอร์ก็ไม่ได้อยากอ่านใจได้อยู่แล้ว คงจะมีแต่เรื่องซ้ำๆซากๆอย่างการชนะศึก การรบ การเมือง


ผู้ท้าชิงของทั้งสี่สิบห้าคนยืนเรียงแถวกัน เนื่องจากเขานั่งบนที่สูง วิคเตอร์จึงเห็นเสากระโดงเรือจำนวนมากไกลออกไปจากจัตรุส ที่นี่คงจะอยู่ใกล้เมืองท่า กษัตริย์ยาคอบลุกขึ้น เดินไปข้างหน้า และกำลังกล่าวถึงความสัตย์สาบานที่ผู้ท้าชิงทุกคนต้องร่วมกันสาบาน แต่วิคเตอร์สนใจผ้าใบที่ปลิวไสวอยู่อยู่บนยอดของเสามากกว่า สัญลักษณ์ธงไม่คุ้นตาเสียเลย

“ ฌ็อง” เขาถามคนที่ยืนอยู่ข้างๆ “ สัญลักษณ์นกอินทรีสีแดงบนเสากระโดงเรือนั่น ประเทศอะไรน่ะ”


“ ไม่ใช่ประเทศ นั่นพวกรุส หัวหมอ หัวพ่อค้า นักเดินเรือ นักค้าขาย นักเดินทางทางทะเล ว่ากันว่าพวกเขาเคยเดินทางไปถึงทะเลลึกด้วย”


“ รุสรึ?” วิคเตอร์ขมวดคิ้วกับชื่อที่ไม่เคยเห็นในหนังสือหน้าไหน


“ ในคีวานรุสจะเรียกคนพวกนั้นว่า ไวกิ้ง”


โอ้โห นี่เขาต้องให้คนนอกสอนศัพท์ภาษาของเขาเองเชียวหรือนี่ “ จริงหรือ ที่พวกเขาเคยแล่นไปถึงทะเลลึก” ตาวิคเตอร์เริ่มฉายแวววาว แต่ฌ็องรู้ดีว่าสายตาแบบนั้นของวิคเตอร์หมายถึงอะไร


“ คำลวงทั้งเพ ถ้าไปถึงทะเลลึก แปลว่าพวกเขาต้องเจอขอบโลก และตกจากโลกลงไปหาฮาเดสแล้ว ไม่อยู่รอดมาจนถึงตอนนี้หรอก” วิคเตอร์ได้ฟังก็รู้สึกเสียดาย แต่ไม่อาจแย้งฌ็องได้ เพราะตำราเรียนก็มีอธิบายไว้อยู่จริง ว่าหากใครอาจหาญใกล้กับขอบโลก จะถูกน้ำวนขนาดใหญ่ดูดจนจมลง ตกลงไปในดินแดนแห่งนรกซึ่งฮาเดสครอบครอง ดินแดนของมนุษย์มีขนาดเล็ก ด้านบนเป็นที่สถิตย์ของซุส ด้านล่างเป็นฮาเดส ตำรากล่าวว่าหากเดินทางไปยังทิศตะวันออกของขอบโลก จะถูกพระอาทิตย์เผาตาย และตะวันตกจะเจอกับความหนาวยะเยือกของเทพเจ้าซีลีนซึ่งปกครองดวงจันทร์แช่จนตาย เทพเจ้าบางครั้งก็โหดร้าย แต่นั่นเป็นเพราะมนุษย์อยากไปแหย่พวกท่านเอง


“ เมเนเลอุส บุตรแห่งอาเทรียสขอมอบทรัพย์สมบัติและทองคำเป็นจำนวนเรือ 60 ลำ แก่องค์ชายวิคเตอร์”


ความจริงก็คือ เขาไม่ได้อยากได้สมบัติมากมายก่ายกองเหล่านี้ วิคเตอร์มองธงปลิวไสวนั้น และคิดว่าถ้าตัวเองได้ขึ้นไปอยู่เรือบนนั้นก็ดี ได้สัมผัสกลิ่นทะเล ลมชื้นแฉะที่ทำให้เหงื่อไคลไหล เสียงนกนางแอ่นที่บินผ่านเรือ


“ เฮคเตอร์ บุตรแห่งซินดาร์เฮเกน ขอมอบสมบัติ ทาส และอาวุธเป็นจำนวนเรือ 40 ลำ แก่องค์ชายวิคเตอร์”



เขาอิจฉามัคคาชิน...เอามากๆ มันจะไปไหนก็ได้ มีอิสระ ไม่ต้องพะวงเรื่องท่วงท่า ฐานันดร ยศศักดิ์ เขาไม่คิดว่าจะต้องพูดคำนี้อีก คำคำหนึ่งที่เขาคอยเอาแต่ร้องเรียกหาใครสักคน แต่ไม่เคยมีใครยื่นมือมาช่วย เขาร้องหาสายลม ร้องหาก้อนเมฆ ว่าถ้าหากรับรู้ได้ถึงความทรมานของเขาล่ะก็ ช่วยนำข้อความนี้ส่งไปยังผู้ที่จะมาปลดปล่อยเขาจากโซ่ตรวนที่รัดคอนี้เสียที



ช่วยด้วย..



“ ไดโอเมเดส บุตรแห่งเทเดียส ขอมอบทรัพย์สมบัติเป็นเรือจำนวน 80 ลำ แก่องค์ชายวิคเตอร์”


วิคเตอร์และฌ็องมองไปยังสหายสนิทในวัยเด็ก เขาจ้องมองอย่างแปลกใจ และดูเหมือนไดโอเมเดสก็รู้ตัวจึงยิ้มให้ทั้งคู่


“ ดีโอ” วิคเตอร์พึมพำ เด็กชายที่อายุน้อยกว่าเขาสามปี ตอนนี้ก็คงจะอายุสิบสี่ เด็กชายมองเขาดวงแววตาคมกริบ ราวกับต้องการมาครอบครองไว้ในมือให้ได้ “ ทำไมให้เพื่อนสนิทอย่างดีโอเข้าชิงล่ะ ฌ็อง?”

“ ตะขิดตะขวงใจรึ?”


“ ก็ไม่” มาจนป่านนี้ จะให้แต่งกับญาติสนิทมิตรสหายก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไร


“ ตอนเห็นเขาในรายชื่อข้าก็แปลกใจเหมือนเจ้าตอนนี้แหละ” ฌ็องว่า “ ถ้าจะให้ข้าเดา เขาคือตัวเก็งเลยล่ะ”


ไม่ใช่ตัวเก็ง วิคเตอร์รู้ได้ทันทีว่าผู้ชนะคือดีโอ ท่านพ่อถูกใจเด็กคนนี้ตั้งแต่พวกเขายังเด็ก ดีโอฉายแววมีพรสวรรค์ในด้านการต่อสู้ สามารถล้มทหารตัวใหญ่กว้าเขาถึงสามเท่าได้ ชำนาญในอาวุธทุกชนิดทั้งดาบ โล่ห์ หอก ธนู และในสายตาสตรีทั่วทุกแห่ง ดีโอเป็นชายรูปงาม เป็นสัญลักษณ์เดินได้ของสวีเดน


เมื่อกษัตริย์ยาคอบประกาศว่าผู้ที่ได้รับเลือกคือ ไดโอเมเดส ผู้คนโห่ร้องแซ่ซ้องอย่างยินดี ผู้ท้าชิงคนอื่นก็กำมือและส่งเสียงดัง งานมงคลได้คัดเลือกผู้ที่เหมาะกับเขาแล้ว วิคเตอร์ถอนหายใจเมื่อถึงตาตัวเองออกโรง เขาสวมเสื้อคลุมขนสัตว์สีขาว เดินลงจากอัฒจันทน์ชั้นบนสุดโดยมีฌ็องตามคุ้มกัน มัคคาชินบินตามมา ใช้เวลาไม่นานก็เข้ามาในสนาม ยืนอยู่ตรงหน้าไดโอเมเดส เด็กน้อยผมดำสั้นหน้าจิ้มลิ้มที่ยิ้มให้อย่างเอ็นดู เป็นแค่เด็กที่ตัวเล็กกว่าเขา เล็กกว่าใครๆในหมู่ผู้ท้าชิง


“ วิคเตอร์”


“ ไม่ได้เจอกันนานเหลือเกิน ดีโอ”


วิคเตอร์ว่า ก่อนจะยกมือ จับที่หมวกทรงกระบอกทำจากขนสัตว์ ดึงมันออกจากศีรษะ และนั่นเป็นช่วงเวลาที่ชาวเคียฟ ผู้มาเยือนจากต่างแดน หรือแม้แต่ธงของไวกิ้ง ต่างก็หยุดเคลื่อนไหว

ผมสีขาวยาวถึงกลางหลังลู่ลงคลอเคลียกับใบหน้าสวยสมบูรณ์แบบ เกล็ดหิมะที่ตกลงบนร่างของชายหนุ่มราวกับช่วยขับให้เขามีแสงเปล่งประกายรอบตัว ทุกคนที่ยลโฉมของวิคเตอร์ในตอนนี้ กล้าพูดได้เลยว่า แม้แต่ปีศาจเมดูซ่าก็ไม่อาจแช่แข็งพวกเขาได้นานขนาดนี้ เกรงว่าแม้แต่เทพีอาธีน่าหรือวีนัสรวมกันก็ยังสู้ความงามของวิคเตอร์ไม่ได้ ผู้ท้าชิงที่พลาดได้แต่กลืนน้ำลายและเสียดายอยู่ในใจ


ดีโอก้าวเข้ามาใกล้ ศีรษะของเขาสูงถึงแค่คางของวิคเตอร์เท่านั้น ดีโอยื่นมือมายกมือเขา ประทับจูบลงบนหลังมือราวกับทั้งคู่รักใคร่กันมาสิบๆปีจนวิคเตอร์อยากจะหัวเราะออกมา


“ เจ้าเป็นของข้า วิคเตอร์”


วิคเตอร์อยากจะร้องตะโกนคำคำนั้นในใจอีกครั้ง แต่ก็เข้าใจว่าถึงร้องไปก็คงไม่มีใครได้ยินอยู่ดี ไม่มีใครมาช่วยเขา ไม่มีใครจะทำลายโซ่ตรวนนี้ได้



-------------------------


ย้อนกลับไปอีกหลายสิบปี


ข้ามทะเลบอลติกไป ในหุบเขาไอด้า ไม่ไกลนักจากนครซินดาร์เฮเกน นครที่เต็มไปด้วยความรุ่งเรืองและศูนย์กลางของการค้าขาย เป็นนครท่า ทำให้มีผู้คนหลายเชื้อชาติและความรู้แปลกใหม่ให้เสาะแสวงหา อาชีพหลากหลายทั้งดีหรือเลวร้าย คดโกง ซ่อง ค้ามนุษย์ รวมไปจนถึงเมืองตากอากาศของเหล่าลูกขุนนาง


ควีนแห่งซินดาร์เฮเกนฝันนิมิตรว่าตนได้ให้กำเนิดคบเพลิงร้อน และนางก็ได้ให้กำเนิดบุตรชายคนหนึ่งรูปร่างสมบูรณ์ โหรทำนายว่าบุตรคนนี้เป็นกาลกิณีต่อบ้านเมือง และจะนำพาซินดาร์เฮเกนไปสู่จุดล่มสลาย เป็นปีศาจร้ายกลับชาติมาเกิด กษัตริย์แห่งซินดาร์เฮเกนจำใจที่จะต้องสังหารลูกน้อย แต่พวกเขาไม่อาจลงมือด้วยตัวเองได้ จึงขอให้หัวหน้าพรานประจำราชสำนักสังหารเด็กแทน แต่พรานก็ทำไม่ได้ จึงเข้าไปในหุบเขาไอด้า ลึกเสียจนไม่เจอรอยเท้ามนุษย์ และทิ้งทารกไว้กลางป่า หากเป็นไปได้ ก็ขอให้สัตว์ป่าหรือธรรมชาติอันโหดร้ายเป็นตัวการสังหารทารกเสีย


ทารกถูกชาวบ้านในละแวกนั้นช่วยชีวิตไว้ และชุบเลี้ยงจนเติบใหญ่ในฐานะลูกชายเจ้าของบ่อน้ำร้อนในหุบเขา เด็กน้อยได้รับชื่อว่า ยูริ

ซึ่งยูริก็มีเหตุต้องมาซื้อของใช้ตุน จึงเดินทางข้ามเขาไอด้าเพื่อเข้าเมืองซินดาร์เฮเกนตั้งแต่วัยไม่ถึงสิบขวบดี

ยูริพบเจอภาพวาดของหญิงสาวหน้าตาสะสวย ผมสีขาวยาว สวมชุดกรุยกรายสีขาว นั่งอย่างเรียบร้อย ดวงตาหรี่ราวกับเพิ่งตื่นนอน แต่ความงามเฉิดฉายกว่าภาพใดในร้านขายงานศิลปะเถื่อน


เจ้าของร้านบอกชื่อของเด็กในภาพคือ วิคเตอร์ เฟลส์แมน เจ้าชายแห่งนครคีวานรุส


ยูริเข้าเมืองเพื่อชมรูปวาดนั้นทุกวัน จนกระทั่งไม่นานก็มีคนซื้อภาพนั้นไป เจ้าของร้านบอกเขาว่า ภาพนั้นเทียบไม่ได้เลยกับตัวจริง ยูริใจเต้นแรง ไม่แม้แต่ยูโกะ ขวัญใจประจำหมู่บ้านจะทำให้ใจของเขาเหมือนจะหลุดออกมาจากอกได้แบบนี้


หลังจากนั้นอีกหลายปี ยูริไม่เคยสลัดภาพของวิคเตอร์หลุดออกจากใจ ข่าวว่าเจ้าชายแห่งซินดาร์เฮเกนจะไปสู่ขอองค์ชายวิคเตอร์ ทำให้ยูริได้แต่ยิ้มอย่างขมขื่นกับสถานะตนเอง ถึงเจ้าชายเฮคเตอร์จะไม่ได้วิคเตอร์ไปครอง เขาก็ไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะครอบครองชายรูปงามคนนั้นอยู่ดี


ลมทะเลพัดเข้าที่หน้า และยูริต้องขยี้ตาเมื่อน้ำทะเลซัดกระทบฝั่งจนมันเข้าตาเขา ยูริคิดว่าเขาหูฝาดไป แต่เมื่อครู่เขาเหมือนกับได้ยินอะไรบางอย่างกำลังร้องระงมอย่าทุกข์ทรมาน ปลากระแทกขึ้นฝั่งงั้นรึ หรือจะเป็นเสียงของปีศาจปลาหมึกยักษ์คราเคนที่อยู่ใต้ทะเล รอฉุดลากผู้ที่เดินทางทางน้ำลงไปกัดกินร่าง


เขาเล่าให้ยูโกะฟัง แต่นางก็ตอบอย่างไม่ใส่ใจ “ เสียงของไซเรนต่างหาก อย่าฟังพวกนางร้องเพลงเชียว ไม่งั้นร่างของเจ้าจะถูกพวกนางฉุดลงไปใต้น้ำและถูกกิน”

ยูริไม่เชื่อคำของยูโกะสักเท่าไหร่ เพราะเสียงที่เขาได้ยิน ไม่ใช่เสียงเพลง ไซเรนน่ะ ร้องขอความช่วยเหลือด้วยรึ?


ไม่มีใครรู้ว่า เด็กชายยูริจะตอบรับเสียงนั้น เสียงอันแสนทรมานที่ถูกส่งมาจากนครอันแสนไกล แม้จะช้าไปสิบปี



----------------------------------



ส่วนของหมีป่าที่อร่อยที่สุดคือ บริเวณสะโพกและอุ้งมือ เมื่อล่าเสร็จก็ถอนขนและถลกหนังมัน ขนสามารถนำไปทำเครื่องนุ่งห่มได้ ยูริคิดว่าจะเอาไปฝากครอบครัวของยูโกะที่ประกอบไปด้วยสามแฝดสุดแสบที่มีเสื้อผ้าเท่าไหร่ก็ไม่พอ ส่วนหนังและอวัยวะส่วนอื่นๆนอกจากที่กล่าวมานั้นก็เอาไปขาย ยกเว้นตับ ตับของหมีเท่านั้นที่เต็มไปด้วยพิษ เนื้อของหมีเนียวแน่น เคี้ยวได้สนุกปาก แต่ฝีมือการปรุงต้องพิถีพิถัน ควรทำให้สุกก่อนทานถ้าไม่อยากให้พยาธิเข้าร่างกาย ยูริชอบนำเนื้อหมูมาทำสตูว์ที่สุดเพราะวัตถุดิบตามป่าหาง่าย เขามักจะเจอหมีตัวใหญ่ในป่าลึกห่างออกจากหมู่บ้านไกลโข มีคนในหมู่บ้านไม่กี่คนที่มีฝีมือมากพอที่จะได้รับการวางใจจากสมาชิกในหมู่บ้านให้ออกมาล่าสัตว์อันตรายและสมุนไพรในป่าลึกอย่างยูริ เขาเริ่มทำแบบนี้ตั้งแต่อายุสิบสองจนตอนนี้ปาไปยี่สิบ เส้นทางทั้งหมดถูกจดจำลงในสมอง ตรงไหนอันตราย ตรงไหนปลอดภัย ตรงไหนทางลัดและทางอ้อม

ศพหมีดำถูกใช้เป็นที่นั่ง ยูริเตรียมค้างแรม จุดกองไฟ โยนเนื้อหมูลงไปในหม้อ และเริ่มทำสตูว์ ผักหาได้ตามป่า เติมเกลือไปนิดหน่อยก็เป็นอันใช้ได้ เขากำลังจะยกช้อนที่เต็มไปด้วยสตูว์เข้าปาก


“ ยูริ!!”


ยูริสำลักออกมาดังพรวด เช็ดปากลวกๆก่อนจะหันไปข้างหลัง เมื่อไม่เห็นอะไรนอกจากความมืดก็ขนลุกชัน กำมีดสั้นไว้กับมือ เรื่องผีสางไม่ใช่เส้นทางที่ยูริเชี่ยวชาญ และเดินป่ามาตั้งแต่เด็กก็ไม่เคยเจอ


เมื่อหันหน้ามาก็เห็นชายสามคนนั่งตรงข้าม นิ้วของชายคนหนึ่งจุ่มในหม้อ


“ ว้ากกก!!!” ยูริถอยหลังกรูดไปชนต้นไม้


ชายที่นิ้วจุ่มในสตูว์ ยกนิ้วขึ้นมาชิม “ หนักเค็มไปหน่อย เจ้าน่าจะเติมไวน์ลงไปนะ”

“ คริส เจ้าทำให้เขากลัวนะ” อีกคนที่หน้าเด็กกว่าและผิวคล้ำกว่าตักเตือนชายที่ชื่อว่าคริส


“ เจ้ากล่าวราวกับว่าที่เราปรากฏตัวแบบนี้ จะไม่ทำให้เขาตกใจงั้นแหละ” คริสตอฟแหย่ มองยูริที่ตัวสั่นงันงกกอดต้นไม้แน่นพลางลูบเคราสีบลอนด์อ่อนของตัวเอง “ ไม่ลองชิมหน่อยเหรอ ยอร์กี”

ชายผมดำสั้นที่ปลายผมเหมือนจะงอนออกมาข้างหน้ายาวกว่าปกติส่ายหน้า “ รีบๆทำให้เสร็จเร็วเถอะ อันย่าของข้ารออยู่”


เมื่อเริ่มตั้งสติได้ ยูริก็ดึงมีดสั้นออกมาจากเอว แต่ก็ไม่รู้ว่าจะเล็งไปที่ใครก่อนดี พวกเขาเป็นมนุษย์หรือเปล่าก็ไม่รู้ หรือเขาควรจะหนีดี


“ อะ...อะ...พวก..”


“ พวกเราไม่ใช่มนุษย์ คนที่ไหนจะเดินอยู่ในป่าตอนนี้ อาจจะยกเว้นเจ้า ทำไมไม่ล่าสัตว์ตอนกลางวันล่ะ” คริสตอฟถาม แต่ดูไม่ใคร่อยากได้คำตอบเท่าไหร่ เหมือนถามแค่ให้เขาหายเกร็งเท่านั้น


พออีกฝ่ายบอกว่าไม่ใช่คน เรี่ยวแรงแขนขาก็เหมือนจะหาย “ ข---ข้า ข้า--”


“ ไม่ต้องกลัว เรียกข้าว่า พิชิตก็ได้ ข้าเป็นเทวดาคอยรับใช้เทพีเฮรา ส่วนคนผมทองนั่นคือคริสตอฟ หรือคริส ผู้รับใช้เทพีอโฟรไดต์ และนั่นยอร์กี ผู้รับใช้ของเทพีอาธีน่า”


“ เราต้องการถามคำถามเจ้า แค่ข้อเดียว และพวกเราจะไม่รบกวนเวลาอาหารของเจ้าอีกเลย” คริสกล่าว


“ เทพ? พวกท่านเป็นเทพรึข--ขอรับ?” ยูริคุกเข่าคำนับ หน้าผากโขกกับดิน ไม่อยากจะเชื่อแต่เครื่องแต่งกายของทั้งสามที่เป็นผ้าสีขาวสะอาด เท้าเปล่าเปลือยไม่มีร่องรอยของดินทั้งที่อยู่กลางป่า อภินิหารเหล่านี้ไม่ใช่มนุษย์ปกติแน่นอน “ อภัยให้ข้าด้วยที่หันอาวุธใส่พวกท่าน องค์ซุสทรงโปรด ข้าไม่ได้ตั้งใจ ได้โปรดอย่าถือสา--”


เทวดายอร์กีโบกมือไปมา “ ตอบคำถามพวกข้ามาก็พอ”


เมื่อเห็นว่ายูริไม่ยอมเงยหน้าขึ้นจากพื้นหญ้า คริสตอฟก็ถอนหายใจและเดินเข้าไปใกล้ชายหนุ่ม นั่งยองๆ สองมือโอบอุ้มใบหน้าของยูริให้หันขึ้นมามองตน “ ลุกขึ้นมาได้แล้ว ยูริ” มือละจากใบหน้ามากุมไหล่เขาแทน ยูริสงสัยว่าปกติแล้วเทพสนิทชิดเชื้อกับมนุษย์ขนาดนี้เลยหรือ แต่เมื่อครู่เขาได้ยินว่าคริสตอฟเป็นเทวดารับใช้เทพีอะโฟรไดต์ เทพีแห่งความรัก น่าจะใกล้ชิดกับมนุษย์มากกว่าเทพอื่น ถึงเขาจะคิดว่าแนบแน่นเกินไปมากกว่า มือเลื่อนจากไหล่ลงไปลูบบั้นท้ายเขาจนยูริสะดุ้ง เทวดาอีกสองตนดูจะไม่สนใจคริสตอฟเลย ราวกับว่านี่เป็นนิสัยปกติของเจ้าตัว นอกจาก “ เขาชอบคลุกคลีกับคนน่ะ”


แต่ยูริคิดว่านี่มันเกินเลยกว่าคลุกคลีแล้ว


“ เอ่อ ท่านคริสตอฟ ข้าลุกขึ้นแล้วขอรับ...”


คริสตอฟยิ้ม และดึงยูริมากอดใกล้ชิดกว่าเดิม “ เจ้าเป็นมนุษย์ที่มีสเน่ห์ซุกซ่อนอยู่ ข้าอยากจะเห็นตัวจริงของเจ้าเหลือเกิน”


ยูริไม่รังเกียจเทพเจ้าหรอก ให้ตายสิ นี่เทพเชียวนะ!? เทพเจ้ากำลังกอดเขา ไม่มีประสบการณ์ไหนแปลกใหม่ไปกว่านี้อีกแล้ว แต่ความแปลกใหม่เริ่มเปลี่ยนเป็นความอึดอัด คริสตอฟหอมแก้มเขาดังฟอดก่อนจะกระซิบ


“ ถ้าเจ้าเลือกข้า ข้าจะทำให้เจ้าชายวิคเตอร์แห่งคีวานรุสเป็นของเจ้า”


ยูริสะอึก มองคริสตอฟที่ขยิบตาให้เขาและถอยออกห่าง ก่อนที่พิชิตกับยอร์กีจะเดินตามเข้ามาใกล้


พิชิตกางมือออกสองข้างราวกับกำลังกล่าวปราศรัย “ เอาล่ะ ยูริ ช่วยตอบทีว่าในบรรดาสามเทพีอันเป็นนายเหนือหัวของพวกข้า ใครงดงามที่สุด”


“ เอ๋??” แค่นี้รึ? นึกว่าจะเป็นคำถามที่ยากกว่านี้เสียอีก


ยอร์กีเล่าต่อ “ เทพซุสกล่าวว่าจะให้รางวัลแก่เทพีผู้ชนะเป็นแอปเปิ้ลทองคำ จริงๆแล้วท่านควรจะเป็นคนตอบแท้ๆ แต่เพราะไม่อยากสร้างความร้าวฉานให้แก่พวกนาง และตัวท่านต้องซวย เลยโยนภาระมาให้ราชวงศ์ซินดาร์เฮเกนตัดสินแทน”


“ เอ่อ...ถามราชวงศ์เหรอขอรับ? แล้วทำไมข้าต้องตอบคำถามนี้ด้วยล่ะ?”


พิชิตเกาหัว และชี้หน้ายูริ “ ก็เจ้าเป็นราชวงศ์นี่”


“ ราชวงศ์ไม่มาค้างป่าหรอกขอรับ” ยูริส่ายหน้า


“ ไม่เชื่อก็แล้วแต่ ตอบคำถามพวกข้ามาได้แล้ว” ยอร์กีเอ่ยอย่างหัวเสีย


ยูริไม่เคยเห็นเทพีทั้งสามมากไปกว่ารูปปั้นในวิหาร และหากจะให้พูดความจริง เขาก็ไม่สามารถตอบออกมาได้ ทั้งสามมีความงามอันเป็นที่ประจักษ์ชนิดที่ว่าเมื่อมองต้องหยุดหายใจ เขาเคยไปสักการะเทพีอโฟรไดต์มาแล้ว แค่รูปปั้นยังทำให้ตะลึงลานได้ ไม่อยากจะนึกว่าตัวจริงจะงดงามแค่ไหน เทพีเฮราแสดงออกถึงความสูงส่ง เช่นเดียวกับเทพีอาธีน่า

แต่ทั้งหมดทั้งมวล ไม่มีใครเทียบวิคเตอร์แห่งคีวานรุสได้ บางครั้ง เขาก็สงสัยว่าชายคนนั้นเป็นมนุษย์จริงหรือ มีมนุษย์ที่งดงามยิ่งกว่าเทพด้วยรึ


และยังข้อเสนอของเทพเจ้าคริสตอฟอีก


เอาสิ ตอบแบบไหนก็คงไม่ต่างกัน เทพเหล่านี้ต้องเอาคำตอบจากราชวงศ์ไม่ใช่รึไงเล่า ที่มาถามเขาเพราะอยากแกล้งหลอกคนเดินป่าเล่นเท่านั้นก็เป็นได้ เทพเจ้าที่ไหนจะเอาคำตอบของคนป่าเป็นจริงเป็นจังกัน คริสตอฟเองก็คงแหย่เขาเล่นเหมือนกัน มันเป็นไปไม่ได้หรอกที่จะทำให้องค์ชายวิคเตอร์ในรูปภาพนั้นมารักเขา ไม่มีทาง


“ เทพีอะโฟรไดต์ขอรับ”


คริสตอฟปรบมือและหมุนรอบตัวเอง ปลายเท้าข้างหนึ่งชูขึ้นฟ้า ใบหน้ายิ้มแหย้มเมื่อเป็นผ่ายชนะ “ เจ้าให้คำตอบได้ง่ายกว่าพี่ชายเจ้าเยอะ ขอบคุณมาก ยูริแห่งราชวงศ์ซินดาร์เฮเกน”


“ ข้าไม่ใช่ราชวงศ์หรอกขอรับ” ถ้าเป็น คงจะมีหวังมากขึ้น


“ กลับหมู่บ้านไปก็รู้” คริสตอฟเอ่ยอย่างอารมณ์ดี กอดไหล่เทพเจ้าอีกสองคนที่ทำหน้าบูด “ อย่าเสียใจไปเลยสหาย! รอมาชิงแอปเปิ้ลจากท่านอโฟรไดต์อีกห้าร้อยปีข้างหน้านะ!!”


ยูริกะพริบตาครั้งเดียว ทั้งสามก็หายไป เขานั่งจมกองหญ้า พยายามบอกตัวเองว่าทั้งหมดเป็นเพียงภาพลวงตา เขาอาจะเผลอหลับและฝันไปก็ได้ เขาคลานสี่ขาไปนั่งบนตัวศพหมี มองสตูว์ในหม้อและเพิ่งรู้ตัวว่าหิว เขาจับช้อนและคนมันเบาๆก่อนจะยกขึ้นมาชิม พบว่า มันมีรสของไวน์อ่อนๆ


เขาตัดสินใจว่าวันรุ่งขึ้น จะไปวิหารของเทพีทั้งสามและกราบขอขมา อ้อนวอนอย่าให้มาหลอกหลอนอีกเลย


-------------


เมื่อกลับมาถึงหมู่บ้านก็พบเจอกับขบวนทหาร สัญลักษณ์ของธงซินดาร์เฮเกน ม้าศึกและทหารสวมชุดเกราะ ทั้งหมดล้อมหมู่บ้านไว้ ยูริปวดมวนในท้องราวกับอาหารที่กินไปกำลังจะขย้อนออกมา มองทหารที่จ้องเขากลับอย่างสบสันและกระวนกระวาย


“ ก---เกิดอะไรขึ้น?” ยูริทิ้งสัมภาระทุกอย่าง และวิ่งฝ่าขบวนทหารไป แต่ถูกรั้งตัวไว้ แขนสองข้างถูกตรึงแน่นด้วยทหารสองนาย “ นี่มันเกิดอะไรขึ้น!!??  ปล่อยข้า!!” ทหารสองนายลากเขา ไม่ใช่ระยะทางที่ไกลแต่มันก็นานกว่ากว่าที่เขาคิด เมื่อแรงบีบของทหารคลายยูริก็รีบสะบัดออก พบว่าเขาถูกลากมาโดยทหารถึงสี่คน ทั้งหมดพาเขามาหน้าบ้านตัวเอง เมื่อถูกทหารล้อมก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากเข้าไปในบ้าน


“ ยูริ!” แม่เรียกและโผเข้ากอดเขา ส่วนพ่อก็วิ่งมากอดตาม ทั้งคู่ตัวเล็กกว่าเขาทั้งหมด


“ พ่อ แม่ นี่มันเกิดเรื่องอะไรขึ้น ทำไมมีทหารในหมู่บ้าน แล้วทำไมพวกเขาถึงล้อมบ้านเราไว้ล่ะ!?”


“ ยูริ! ยูริ!! โอ ใช่ลูกจริงๆด้วย!” พ่อร้องไห้น้ำตาไหล “ ลูกเป็นราชวงศ์จริงๆด้วย!!”


“ ไงนะ” ยูริยิ้มแห้งๆอย่างงุนงงกับสถานการณ์ “ ฮะฮะฮะ พ่อพูดอะไร มันจะเป็นไปได้ไง??”


ชายในชุดเกราะที่สง่างามกว่าทหารด้านนอกโผล่ออกมาจากด้านหลังของทั้งสาม คุกเข่าลง “ องค์ชาย”


และนั่นเป็นสัญญาณที่ชีวิตของเขาเริ่มเปลี่ยนไป เป็นจุดจบของชีวิตเดิม และจุดเริ่มของชีวิตใหม่


ชายในชุดเกราะคือองครักษ์หลวงซึ่งได้รับบัญชาจากกษัตริย์ซีดาร์เฮเก้นให้ออกตามหาองค์ชายที่พวกเขาทิ้งไปยี่สิบปี ซึ่งเป็นภารกิจที่จะว่ายากก็ยาก แต่พวกเขาจะไม่มีทางรู้เลยว่าองค์ชายคนเล็กยังมีชีวิตอยู่ ถ้าเทวดาไม่ได้บอกพวกเขาเอง

เทวดาสามตนได้ลงมาเพื่อสอบถามกษัตริย์ว่าเทพีองค์ใดที่งดงามที่สุดในสามตนนั้น ซึ่งกษัตริย์ไม่อาจหาญที่จะเลือกเทพตนใดตนหนึ่ง เพราะถ้าเลือกตนหนึ่ง แปลว่าอาจจะบาดหมางกับอีกสองตนได้ เมื่อเทวดาไม่ได้คำตอบแม้จะถามกับองค์ราชินีหรือเจ้าชายของซีดาร์เฮเกน พวกเขาก็ค่อนข้างฉุนเฉียวและเอ่ยออกมาว่า คงต้องไปถามเจ้าชายอีกองค์แล้ว เมื่อนั้น กษัตริย์ก็ตกใจและนึกหวนความทรงจำถึงเรื่องในอดีต กษัตริย์ปฏิเสธเหล่าเทวดาและบอกว่าไม่มีลูกชายคนรอง แต่เทวดายืนยันและบอกว่าอยู่ที่เทือกเขาไอด้า พร้อมกับหายตัวไป

กษัตริย์สั่งให้ตามหาตัวองค์ชายซึ่งรอดชีวิต เป็นการยากที่จะหาหมู่บ้านนี้ในเทือกเขาไอด้าเนื่องจากเป็นหมู่บ้านขนาดเล็ก มีเพียงยี่สิบครัวเรือน รอบหมู่บ้านปกคลุมไปด้วยหมอกและอยู่ใต้เหว แต่ถึงกระนั้น กษัตริย์ก็ไม่ย่อท้อ ตามหาจนแทบจะพลิกภูเขาทั้งลูก


ถามว่าเขาเชื่อสิ่งที่องครักษ์คนนี้เล่าหรือไม่ ก็ต้องบอกเลยว่าไม่


เขาเชื่อในสิ่งที่เทวดาทั้งสามบอกมากกว่า


“ ทำไมกษัตริย์ถึงทิ้งข้าไว้ในหุบเขารึขอรับ” ยูริถามองครักษ์


“ เพราะโหรทำนายว่าท่านจะเป็นกาลกิณีต่อบ้านเมือง เป็นปีศาจกลับชาติมาเกิด”


ยูริฟังเรื่องราวจากปากขององครักษ์หลวงและต้องมาชั่งน้ำหนักว่า ที่ออกตามหาเพื่อจะฆ่าเขาอีกครั้งหรืออย่างไร?


“ ยูริเป็นเด็กดีนะ” แม่ของเขาคัดค้านเสียงอ่อย

“ แม่ ไม่ได้หมายถึงเรื่องนั้น เขาอาจจะหมายถึงข้าเป็นนักปกครองที่แย่ก็ได้”


“ อะไรก็เป็นไปได้ พวกเราไม่รู้ว่าท่านจะชักนำซีดาร์เฮเกนไปทางไหน แต่ถ้าท่านยังมีชีวิต กษัตริย์ก็ปรารถนาจะให้ท่านกลับไป”


“ เพื่อฆ่าข้าอีกครั้งน่ะหรือ?” ยูริถามเสียงแข็ง มือแตะไปที่มีดสั้นตรงเอวเพื่อเตรียมพร้อม


องครักษ์ก้มหัวทันที “ ข้ามิบังอาจขอรับ กษัตริย์แค่อยากจะให้ท่านกลับไป ไม่ประสงค์จะทำร้ายท่านอีกแล้ว ท่านรู้สึกผิดเสมอไม่เคยลืม ท่านโกรธโหรคนนั้นและได้ประหารเขาไปแล้ว องค์ชายโปรดสบายใจด้วย จะไม่มีใครทำร้ายท่านอีกขอรับ”


ยูริอยากจะนวดขมับตัวเองที่ปวดขึ้นมาตุบๆ หลายเรื่องประดังประเดมาในสมอง จริงอยู่ว่าตัวเองก็เคยคิดเรื่องที่เขาหน้าตาไม่เหมือนพ่อแม่ ผิวของเขาขาวผ่องกว่าคนในหมู่บ้าน แม้ตอนนี้มันจะกร้านแดดก็ตาม เส้นผมสีดำสนิทในขณะที่แม่ผมสีน้ำตาล ส่วนพ่อที่ตอนนี้เส้นผมเป็นสีเทา แต่ก็มีสีทองอยู่ประปราย

“ ถ้าท่านกลับไป ชาวบ้านในหมู่บ้านนี้จะได้รับทองจำนวนมหาศาล”


“ ได้โปรด อย่ากดดันให้พวกข้าตัดสินใจแบบนั้น” พ่อของเขาตอบกลับ “ พวกข้าไม่อยากถูกมองว่าขายลูกตัวเอง ยูริจะไปก็ต่อเมื่ออยากไป”


แต่ยูริคิดว่าพวกเขาไม่มีทางเลือกมากขนาดนั้น ที่นี่เป็นแค่หมู่บ้านเล็กๆในหุบเขา หากหายไปจากแผนที่ คนนอกก็คงไม่เอะใจอะไร ถ้าเขาปฏิเสธ ทหารอาจจะใช้กำลังจับเขาไปก็ได้ ชาวบ้านก็จะได้รับอันตราย คิดว่าคนพวกนี้นำกองกำลังมามากขนาดนี้เพื่ออะไรล่ะ


“ ข้าจะไปขอรับ แต่มีข้อแม้คือ พวกท่านห้ามแตะต้องหมู่บ้านนี้อีกเด็ดขาด”


“ ขอรับ ตราบใดที่ท่านอยู่กับราชวงศ์”


“ ตราบใดที่ข้าอยู่กับราชวงศ์”


-----------


จากวันนั้นจนถึงวันที่เขาเข้ามาในวังก็เป็นเวลาเกือบสามปีแล้ว เขาไม่ได้ติดต่อกลับไปที่ครอบครัวในหุบเขาอีก เขาคิดถึงพ่อแม่ พี่มาริ ยูโกะ สามแฝด นิชิโกริ ถามว่ามีความสุขหรือไม่ ก็ปฏิเสธได้ไม่เต็มปาก เป็นเจ้าชายอยากได้อะไรก็ได้ ยูริไม่ค่อยขอให้ใครทำอะไร แต่ก็นั่นแหละ ปฏิเสธไม่ได้ว่าชีวิตในตอนนี้สุขสบายกว่าในป่า

แต่มีบางคืน ในคืนที่อากาศหนาวเย็นกว่าทุกที ในคืนที่ไม่ได้ยินเสียงของฝาแฝดนิชิโกริดังเจื้อยแจ้ว คืนที่ไม่ได้ออกไปเดินป่าล่าสัตว์ คืนที่แอบเห็นแม่กำลังเตรียมทำอาหาร ภาพคัตสึด้งลอยเข้ามา ยูริจะคิดถึงช่วงเวลาเก่าๆและน้ำตาก็พาลไหลออกมาดื้อๆ


เขาต้องหลอกตัวเองมากทีเดียว ว่าการอยู่ที่นี่มีความสุข


พี่ชายของยูริที่ไม่ได้เห็นมาตลอดยี่สิบสามปี เฮคเตอร์ ผมสีดำเช่นเดียวกับเขาแต่ยาวกว่า รูปร่างสูงสง่าสันทัด ตัวใหญ่แข็งแรง กวักมือเรียกเขาซึ่งเดินอยู่ในวัง มือสองข้างถือหนังสือเรียนแบกเป็นตั้งๆ ยูริแอบถอนหายใจ เฮคเตอร์ก็เหมือนชายหนุ่มทั่วไป มีเลือดนักรบบ้าคลั่งอยู่ในตัว มือเต็มไปด้วยมัดกล้ามถือดาบสำหรับซ้อม ทำท่าให้เขาลงไปที่สนามฝึก

“ ยูริอุส! มาดวลกันเถอะ!!”


“ โทษที แต่ข้าต้องเอาม้วนกระดาษไปเก็บ” ยูริกล่าวโดยไม่ลงไป และกำลังจะเดิน ถ้าเฮคเตอร์และเหล่าลิ่วล้อที่เดินตามหลังซึ่งเป็นชายฉกรรจ์สามคนไม่ล้อมเขาไว้ เกลียดช่วงเวลาแบบนี้จริง เวลาถูกบังคับให้จับอาวุธโดยไม่ใช่การล่าสัตว์ เวลาที่ต้องถูกเรียกว่ายูริอุส เพียงเพราะท่านพ่อของเขาไม่ชอบชื่อยูริที่แสนจะธรรมดา


เขาไม่ชอบเฮคเตอร์ด้วย ถึงยูริจะอยู่ที่วังมาได้สามปีแล้ว แต่กับเฮคเตอร์เพิ่งจะรู้จักกันได้ไม่ถึงครึ่งปีเพราะช่วงเวลานั้นเฮคเตอร์เดินทางไปทำสงครามจึงไม่อยู่ในวัง แถมได้ชัยชนะเสียด้วย ถามว่าเฮคเตอร์ตกใจหรือไม่ที่เมื่อกลับมาจากสงครามก็ได้รู้ว่าตัวเองมีน้องชาย ต้องบอกได้เลยว่าจนถึงตอนนี้ก็ยังตกใจและไม่ยอมรับเขาอยู่


ยูริมั่นใจได้เลยว่า เฮคเตอร์คงไม่อยากเชื่อเหมือนกันว่าตัวเองมีน้องชาย และไม่ชอบเขาพอๆกับที่เขาไม่ชอบอีกฝ่ายเหมือนกันด้วย พี่น้องก็คงมีสักเสี้ยวที่คล้ายๆกันแบบนี้


“ ข้าได้ยินจากองครักษ์ที่ไปตามตัวเจ้าในภูเขา ว่าเจ้าเป็นพรานที่เก่งที่สุดในหมู่บ้าน ถึงขั้นล้มหมีได้ด้วยตัวคนเดียว” และเอียงคอมองเขา “ ข้าว่าเจ้านั่นโกหก ยกยอเจ้าเกินไป เขาคงหวังจะเลียแข้งเพื่อที่จะหลอกใช้เจ้าสินะ”


“ ไม่รู้สิ” ยูริตอบ


เฮคเตอร์ยื่นดาบออกมาให้ยูริ “ แสดงให้ข้าเห็นว่าที่ตาเฒ่าพูดเป็นเรื่องจริงหน่อยสิ ยูริอุส”


ยูริกลืนน้ำลายและมองดาบ “ ข้า...ข้าไม่--”


“ หาไม่ แสดงว่าเจ้านั่นพูดปด ข้าว่าเราคงต้องลงโทษตาเฒ่าสักหน่อยแล้ว พวกเจ้าว่างั้นมั้ย?” เฮคเตอร์หันไปถามลูกสมุนซึ่งก็เฮโลตามกันไป


ยูริวางม้วนกระดาษบนรั้วปูนและแบมือขอดาบจากเฮคเตอร์อย่างไม่เต็มใจนัก เฮคเตอร์ยื่นดาบให้ ทั้งห้าคนกลับลงไปในสนามฝึก ทหารรอบๆหยุดและล้อมวงเฮคเตอร์กับเขา ยูริรู้สึกได้ว่าเหงื่อไคลไหลตามแก้มทั้งที่อากาศไม่ได้ร้อนอะไร เฮคเตอร์แสยะยิ้มอยู่ตรงข้าม ทั้งคู่ประจันหน้ากัน พี่ชายของเขาตั้งท่าเตรียมบุก ยูริทำสีหน้าลำบากใจ เมื่อเฮคเตอร์กระโจนเข้ามาพร้อมยื่นคมดาบใส่ ยูริหลบไปด้านข้างได้ฉิวเฉียด เฮคเตอร์เลี้ยวเข้ามาฟัน เสียงดาบปะทะกันดังแก๊ง แรงของเฮคเตอร์ไม่ได้น้อย แต่เขามีมากกว่า และพละกำลังนี่แหละที่ทำให้เขาโค่นหมีป่าลงได้

เฮคเตอร์เป็นฝ่ายกระเถิบถอยออกห่าง ทั้งคู่กลับไปเป็นเดินล้อมเป็นวงกลมมองหน้ากันอีกครั้ง


“ ฝีมือดาบของเจ้าโหลยโท่ยมาก” เฮคเตอร์ว่า “ แต่พละกำลังเจ้าไม่เบาเลย”


“ ข้าถนัดมีดสั้นกับหอกมากกว่า ไม่มีใครใช้ดาบล่าสัตว์กัน มันเทอะทะและสะท้อนแสงจนสัตว์รู้ตัวได้เร็วน่ะ”


เฮคเตอร์บุกอีกครั้ง คราวนี้ยูริเงื้อดาบขึ้นและออกแรงเขวี้ยงดาบลงมาเหมือนกำลังถือค้อนทุบเนื้อ ฟาดลงบนศีรษะของเฮคเตอร์ซึ่งค้อมตัวต่ำ ฝ่ายหลังหลบไม่ทันจึงโดนด้านแบนของดาบทุบหัวทันที เข่าข้างหนึ่งแตะพื้น มือที่ไม่ได้ถือดาบยกลูบหัวเลาๆอย่างมึนงง สภาพเหมือนตัวบีเวอร์เพิ่งถูกทุบหลังจากโงหัวออกจากขอนไม้


“ เจ้า--”


“ ข--ขอโทษ! ขอโทษจริงๆ ท่านพี่!! คือข้า--”


“ ทำไมไม่ใช้ด้านคม”


“ เดี๋ยวท่านก็ได้ตายน่ะสิ!!” ยูริกล่าวอย่างละล่ำละลัก และโยนดาบลงบนพื้น “ พอ... ไม่เอาแล้ว ข้าไปห้องสมุดสายแล้ว” และเขาก็รีบวิ่งไปโกยม้วนกระดาษยกขึ้นมาแนบอกโดยไม่มองผู้คนที่จ้องเขารอบด้าน เขาไม่ชอบเลยเวลาตนกลายเป็นจุดสนใจแบบนี้ คนพวกนี้ต้องหัวเราะเขาอยู่แน่ๆ อาจจะมีหลายคนที่ประจบสอพลอเขาเพียงเพราะเขาเป็นรัชทายาทก็ได้


“ ยูริอุส! เรายังประลองกันไม่จบนะ” เสียงของเฮคเตอร์ดังจากข้างหลัง


ยูริถอนหายใจลึก ก่อนจะหันไปตะโกนตอบ “ จบแล้ว ท่านชนะแล้ว!!”


“ เจ้าเป็นคนกำราบข้าได้ เจ้าต่างหากที่ต้องชนะ แต่เราจะมาสู้กันใหม่ เดี๋ยวนี้ ตอนนี้ ข้ายังไม่ได้เห็นพลังของเจ้าที่สู้หมีได้เลย” ไม่รู้ว่าเรื่องเล่าที่ยูริเอาชนะหมีได้นั้นแพร่กระจายจากใคร ตอนไหน ไกลแค่ไหน ใครรู้เรื่องบ้าง แต่เอาเป็นว่า ตอนนี้เกิดเสียงดังเซ็งแซ่และเหล่าทหารต่างซุบซิบกัน ชี้เขา สายตานับสิบเพ่งมาที่เขา


ฝ่ามือของยูริชื้นเหงื่อ เช่นเดียวกับหน้าผาก


เขาไม่ชอบบรรยากาศแบบนี้เลย ต้องหนี ต้องหาที่หลบ ห้องสมุด ห้องสมุด


“ ข้า...ไม่เอาไหนหรอก เมื่อครู่ข้าแค่โชคดีที่ยกดาบขึ้นทัน--”


แกร๊ง!!


ดาบฟาดเข้าที่เสาหินอยู่หน้าเขาไปเพียงไม่กี่หลา ใกล้ซะจนปลายผมสีดำของยูริขยับตามแรงโจมตี เสาหินเกิดรอยแยกเป็นรากไม้ เฮคเตอร์ซึ่งเป็นคนฟันมันมองเขาอย่างเกรี้ยวกราด ชี้หน้ายูริ ถ้ายูริตัดสินใจวิ่งแทนที่จะหยุดเมื่อครู่ คงถูกดาบนี้เชือดไปแล้ว

เฮคเตอร์กระชากคอเสื้อและตะโกนใส่


“ เจ้าไม่ได้อ่อนแอ!! ถ้าเจ้าอ่อนแอแล้วพวกทหารคืออะไร อย่ามาเล่นตลกใส่คนที่มองเจ้าเป็นเป้าหมายเด็ดขาดนะ!”


ยูริขมวดคิ้ว มองเป็นเป้าหมายอะไรกัน คนพวกนี้มองว่าเขาแปลกแยก เป็นคนป่า คนนอก ไม่คู่ควรกับที่นี่ ไม่คู่ควรที่จะเป็นนายเหนือให้เหล่าทหารต่างหาก ที่พวกเขาซุบซิบกันเมื่อครู่ก็เพราะผิดหวังที่เฮคเตอร์จะได้ขึ้นครองราชย์โดยไร้คู่แข่งและเกลียดเขามากกว่า ไม่มีทางที่จะมีคนมองเขาเป็นเป้าหมาย ก็เขาไม่มีอะไรเลยนี่


---------


มีเรื่องหนึ่งที่เขาอยากคุยกับเฮคเตอร์มาตลอด แต่ก็ไม่เคยมีโอกาส พวกเขาไม่ค่อยลงรอยกันและเฮคเตอร์ก็ไม่ค่อยอยู่ในวัง


แต่เฮคเตอร์กลับไปฝ่ายเริ่มหัวข้อที่ยูริอยากคุยด้วยมาตลอด และนั่นทำให้ยูริยอมรับเฮคเตอร์มากกว่าเดิมเล็กน้อย เฮคเตอร์ลากกระสอบที่ใส่ไหสุราชั้นดีมายังห้องสมุด เออ ถึงห้องสมุดที่ยูริไม่เคยคิดว่าเฮคเตอร์จะมาเหยียบที่นี่ด้วยซ้ำ


“ ดื่มกันเหอะ ยูริอุส ฉลองให้แด่ข้าที่--” เฮคเตอร์ยืนตัวเอนเอียง หน้าแดงแปร๊ด สะอึกเบาๆ “ --ชนะศึก”


ยูริคัดค้านตอนแรก แต่เมื่อเหล้าเข้าปากไปอึกหนึ่งก็นั่งลงตรงข้ามกับเฮคเตอร์ คุยกันอย่างออกรส บทสนทนาเปลี่ยนไปเรื่อยตั้งแต่เรื่องเมืองที่เฮคเตอร์ไปบุก ยุทธการที่ใช้ ไปจนถึงสัตว์ที่ชอบ ครั้งสุดท้ายที่เฮคเตอร์เข้ามาที่ห้องสมุด ไปจนถึงสาวที่หลงใหล และยูริก็ดื่มหนักขึ้นๆจนหน้าแดงไปตามๆกัน


“ ที่หมู่บ้านเจ้ามีสาวงามหรือเปล่า?”


“ มีทั้งความงามและลูกเลยล่ะ” ยูริตอบ นึกถึงยูโกะ


“ งามมากเลยหรือ?”


“ ก็โดดเด่นที่สุดในบรรดาสาวงามในหมู่บ้านแล้ว”


“ เจ้ายังพูดได้ไม่เต็มปากว่านางสวย แสดงว่านางก็ไม่เท่าไหร่น่ะสิ” เฮคเตอร์ว่า ศีรษะฟุบบนโต๊ะ


“ นางเป็นเพื่อนสมัยเด็กของข้า ถ้าเจ้าคิดจะแตะต้องนาง ข้าจะไม่จบแค่เอาดาบฟาดหัวเจ้าแน่” ยูริชี้หน้าเฮคเตอร์และขึ้นเสียง แต่เป้าหมายที่ชี้กลับดูเหมือนจะมีสองคน เฮคเตอร์มีสองคน? โอ้ ปาฏิหาริย์เทพซุส ไม่สิ เอ่อ เทพแห่งสุรา ตอนสติดีเขาคงไม่กล้าชี้หน้าอีกฝ่ายแบบนี้แน่


“ ไม่ๆ ข้าไม่ทำอะไรนางแน่นอน สาบานได้ ข้าแค่….นึกออกว่าคงไม่มีใครงามหมดจดเท่าวิคเตอร์แห่งคีวานรุสอีกแล้ว”


ชื่อนี้ทำให้ยูริแทบจะสร่างเมา เด้งตัวออกจากเก้าอี้ “ ว--วิคเตอร์ เฟลส์แมนแห่งคีวานรุสรึ?”


“ ตั้งแต่ได้เจอเขา ข้า...เจ้าต้องไม่เชื่อแน่ แต่ทำใจเชื่อหน่อยนะ ข้า..ข้าไม่อาจมองสาวใดว่างดงามได้อีกแล้ว เพราะเมื่อมองว่าใครงาม ข้าก็จะเอาพวกนางไปเทียบกับวิคเตอร์ และข้าก็ไม่สามารถหาใครที่เทียบเคียงวิคเตอร์ได้เลย” เฮคเตอร์เพ้อต่อ “ เขาช่าง...ไร้ที่ติ ร่างระหงยืนท่ามกลางหิมะ ดวงตาสีฟ้าดั่งทะเลสาปใส ผมยาวสีขาวกระจ่าง.... เสียดายจริงๆที่ตกเป็นของเจ้าไดโอเมเดส”


“ เจ้ารักเขารึ?” ยูริเอ่ยถามอย่างกล้าๆกลัวๆ และเฮคเตอร์เหมือนจะรู้


“ เจ้ารักรึ?”


ยูริบิดตัวไปมา ก่อนจะแก้เขินด้วยการซดสุราไปหนึ่งเหยือกเต็มๆ


“ ใช่สินะ ไม่ตอบอะไรแบบนี้ต้องใช่แน่ๆ เอาเถอะ ข้าไม่แปลกใจเท่าไหร่หรอก”

“ มันเป็นความฝันลมๆแล้งๆสมัยข้ายังเด็ก” ยูริเล่า “ ข้าตกหลุมรักเขาอย่างจัง แค่เห็นภาพเหมือนในตลาด จนกระทั่งได้ข่าวว่าเจ้ากำลังจะไปสู่ขอวิคเตอร์ และข้าก็เจ็บอีกครั้ง น่าแปลกนะ อุตส่าห์คิดว่าตัดใจได้แล้วแท้ๆ” ยูริแย่งขวดสุราจากเฮคเตอร์มาดื่ม พี่ชายของเขาเมื่อขาดสุรา ก็นั่งฟังเรื่องเล่าของยูริเป็นกับแกล้มแทน “ แต่..ขอแค่วิคเตอร์มีความสุข ข้าก็พอใจแล้ว ข้าไม่...อาจเอื้อมไปหาเขาได้หรอก ถึงเขาจะไม่รู้ว่าข้ามีตัวตนอยู่บนโลกก็ตาม”


“ ยูริอุส ข้าไม่คิดว่าวิคเตอร์จะมีความสุขเท่าไหร่หรอกนะ”


ยูริเงยหน้า แม้ตาจะแดงและแฉะ แต่ก็ยังจ้องไปทางเฮคเตอร์ ขมวดคิ้วยุ่ง “ หา?”


“ ข้าไม่ได้รักวิคเตอร์ ที่ไปสู่ขอเพราะเหตุผลด้านการเมือง การแต่งงานกับทายาทแห่งคีวานรุสจะเพิ่มขุมทรัพย์และอำนาจทางการเมืองให้เราเป็นทวีคูณ และข้ามั่นใจว่าผู้ท้าชิงสี่สิบห้าคนนั่นก็คิดเหมือนกัน เราจะรักคนที่เราไม่เคยเจอหน้าได้ยังไงจริงมั้ย? อาจจะยกเว้นเจ้า และพวกข้าก็เป็นรัชทายาท เรื่องแต่งงานน่ะวางแผนไว้ตั้งแต่ก่อนพวกข้าเกิดแล้ว และนั่นอาจจะเป็นเหตุผลที่กษัตริย์แห่งคีวานรุสเลือกไดโอเมเดส ข้าได้ยินว่าเขาเป็นสหายเก่าของวิคเตอร์ด้วย” เฮคเตอร์ร่ายยาว “ เรื่องมันก็ผ่านมาตั้งสิบปีแล้ว ตั้งแต่นั้นมา ก็ไม่มีใครเห็นวิคเตอร์อีก ตอนที่ข้าไปคีวานรุสเมื่อปีที่แล้วก็ไม่ได้เจอเขา ข้าว่าเขาก็คงไม่ค่อยมีความสุขเท่าไหร่หรอก”


“ นั่นฟังดู--” ยูริพยายามเค้นคำอธิบายในหัว แต่โลกก็หมุนติ้ว


“ แห้งแล้ง ใช่ วิคเตอร์งดงามจนไม่มีใครกล้าแตะต้อง แต่เขาก็เป็นแค่ไม้ประดับ ข้าไม่คิดว่าไดโอเมเดสรักวิคเตอร์ เจ้านั่นมีเมียเป็นสิบ ถ้าเจ้ารักเขาจริง ข้าก็อยากจะช่วยอยู่หรอก แต่เจ้ามาสายไปสิบปี เขาเป็นของคนอื่นแล้ว” ยูริพยักหน้าเห็นด้วยและฟุบลงกับโต๊ะ เขาตัดใจไปนานแล้วน่า ไม่ต้องพูดย้ำหรอก “ เป็นความผิดของท่านพ่อและท่านแม่ด้วย ที่เชื่อลมปากของโหรงี่เง่านั่น ถ้าข้าโตพอจะห้ามพวกท่านได้ก็ดี”


ยูริพยายามย้อนนึกกลับไปในอดีต จะเป็นยังไงนะถ้าเขาไม่ได้ถูกทิ้งในป่า จะเป็นยังไงถ้าเขาถูกชุบเลี้ยงอยู่ที่นี่ เป็นรัชทายาทคนรองโดยชอบธรรม เขาจะได้ไปสู่ขอวิคเตอร์แทนเฮคเตอร์หรือไม่ เขาไม่กล้านึกเลย เขากลัวที่จะฝันถึงอดีตที่แตกต่างไปจากเดิม


เฮคเตอร์พูดเสียงเบาๆ “ เสียใจด้วย”


ยูริรู้สึกโกรธอีกฝ่ายอยู่ลึกๆที่พูดคำนี้ออกมา “ อย่าสงสารข้าเลย ข้าผิดเองที่คิดไกลเกินตัว”


“ ข้าว่า ข้าพอจะเดาได้แล้วว่าเจ้าได้นิสัยมองตัวเองต่ำต้อยนี่มาจากไหน เจ้าพยายามเทียบตัวเองกับวิคเตอร์มาตั้งแต่เด็กล่ะสิ”


ยูริทุบโต๊ะเสียงดัง มองฝ่ายตรงข้ามอย่างเกรี้ยวกราด แต่เฮคเตอร์ไม่สะดุ้งสะเทือน “ ทุกคนที่นี่มองว่าข้าเป็นคนนอก รวมถึงเจ้าด้วยเฮคเตอร์ ซึ่งก็ถูก ข้ามัน...ต่ำต้อย เป็นคนป่าที่ไหนก็ไม่รู้ที่จู่ๆก็มาและกลายเป็นองค์ชาย ไม่มีใครยอมรับข้าหรอก ทุกคนยิ้มให้ข้า ทักทายข้า อดทนกับข้าเพราะข้าเป็นเจ้าชายเท่านั้นแหละ”


“ ไม่มีใครที่นี่ดูถูกเจ้าหรอกนะ ทุกคน..รวมถึงข้า ต่างก็รู้สึกผิดต่อเจ้าทั้งนั้น ยูริอุส” เฮคเตอร์กล่าว “ และข้าจะชดใช้ให้เจ้า”


ยูริมองอีกฝ่ายด้วยดวงตาปรือใกล้หลับ พยายามเถียงแต่ก็พบว่าร่างกายหนักเหมือนมีลูกตุ้มมาถ่วง เช่นเดียวกับเปลือกตา ไม่ทันได้ยินว่าเฮคเตอร์พูดอะไรต่อก็ผล็อยหลับไป



-------------



หลังจากนั้นผ่านไปไม่ถึงสิบคืน เขาก็ได้รับภารกิจต่างแดนให้ไปร่วมงานฉลองอายุครบรอบเจ็ดสิบปีของกษัตริย์ยาคอฟที่คีวานรุส ยูริถึงกับเข่าอ่อนเมื่อได้ยินว่าตนจะได้ไปที่นั่น เข้าไปในวัง ทักทายและอวยพรกษัตริย์ และถ้าโชคดีก็จะได้เจอ--


“ ยูริอุส” เฮคเตอร์ซึ่งซ้อมดาบอยู่กลางลานสนามแกว่งดาบเรียกให้เขาเข้าไปหา ตามเดิมเฮคเตอร์จะได้รับหน้าที่ไปคีสานรุสแทน แต่จู่ๆเขาก็เปลี่ยนใจท่านพ่อว่าเขาจะเริ่มสะสางงานที่เริ่มก่อตัวสูงขึ้นบนโต๊ะทำงานก่อน นับว่าแปลกมากทีเดียวที่เฮคเตอร์อยากทำงานเอกสารขึ้นมา “ จะได้ไปคีวานรุสแล้วสินะ มาดวลกันหน่อยมา”


น่าแปลกที่ยูริรับคำท้า เขายังไม่อยากเชื่อเลยว่าจะเดินไปจับดาบด้วยตัวเอง เขามองดาบในมือ พลิกมันไปมา ก่อนจะเปลี่ยนจะไปหยิบหอกปลายทู่ไม่มีคมแทน และควงมันเดินไปทางเฮคเตอร์ซึ่งทำหน้าประหลาดใจ ยูริจะอธิบายเพิ่ม “ ข้าถนัดหอกกับมีดสั้นมากกว่าน่ะ เจ้าอยากเห็นฝีมือของข้าที่โค่นหมีได้ไม่ใช่รึ”


และเฮคเตอร์ก็เปลี่ยนมายิ้มกว้าง เช่นเดียวกับทหารที่ล้อมวงส่งเสียงโห่เชียร์


“ แต่ถ้าเป็นเจ้าชาย เจ้าต้องถือดาบนะ”


“ ไว้กลับมาจากคีวานรุสค่อยฝึก”


ยูริว่า ก่อนจะหลับตา เช่นเดียวกับเฮคเตอร์ที่ตั้งท่าจริงจัง ยูริมองอีกฝ่าย เขามั่นใจว่าการที่เขาได้ไปคีวานรุสนี้ต้องเป็นฝีมือของเฮคเตอร์แน่ นี่อาจจะเป็นวิธีการขอบคุณที่ดีที่สุดที่เขาทำได้ การสู้อย่างจริงจังที่เฮคเตอร์ต้องการ

ยูริเสยผมสีดำยุ่งเหยิงที่ปรกหน้ามาตลอดขึ้น และยื่นหอกพุ่งไปก่อน เฮคเตอร์หลบและปัดหอกให้เฉไปทางอื่นด้วยดาบ ก่อนเงื้อดาบขึ้น ตวัดมันลงไปทางยูริ ยูริก้มหลบ ยันตัวขึ้นด้วยการแทงหอกลงไปบนพื้น ใช้หอกเป็นศูนย์กลาง ก่อนจะกระโดดยกเท้าสองข้างเตะเฮคเตอร์จนกระโดดถายไปข้างหลัง


ทั้งคู่โรมรันพันตูกันสักพักใหญ่ๆ ได้ยินเสียงเฮจากทหารรอบด้าน นอกจากเสียงเชียร์เฮคเตอร์แล้ว ยูริคิดว่า เขาได้ยินเสียงเชียร์ตัวเองอีกด้วย ไม่อยากจะคิดเข้าข้างตัวเองเลย เขาไม่ได้เก่งอะไรขนาดนั้น ไม่ได้มีปรมาจารย์ชั้นครู ไม่มีประสบการณ์ในสนามรบ ครูของเขาคือศัตรูตามธรรมชาติและสัตว์ป่า เขาแปลกแยกจากคนอื่น ต่ำกว่าคนอื่น พยายามมากกว่าคนอื่น จะมีคนมาเชียร์เขาได้ยังไงกัน


การประลองจบลงด้วยยูริปัดดาบของเฮคเตอร์หลุดออกจากมือ ปลายหอกทู่ๆแทงเข้าที่ท้องของอีกฝ่าย ทั้งคู่หอบเหนื่อย โดยเฉพาะเฮคเตอร์ ส่วนยูริไม่ล้ามากนัก เขามีแรงเยอะมากกว่าคนปกติอยู่แล้ว


เฮคเตอร์โห่ร้องเสียงดัง ทำให้คนที่ล้อมพวกเขาโห่ตาม ยูริสะดุ้งที่จู่เฮคเตอร์ก็กระโดดโถมตัวใส่ แขนที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามโอบคอเขา หนักเสียจนไหล่ข้างหนึ่งเอียง “ ให้มันได้อย่างนี้สิน้องข้า!! เจ้าเยี่ยมมาก!!” และชกอกเขาซะจนยูริตัวงอ แต่ก็รู้สึกดีมากกว่าที่คิด ราวกับได้ปลดปล่อยลูกตุ้มในอกที่ถ่วงเขามาตลอด เป็นความรู้สึกที่สดชื่น ตื่นเต้น และพอใจที่นานๆทีจะชนะสักครั้ง “ ข้าชดใช้ให้แล้วนะ”


“ ชดใช้?? เจ้าหมายถึงอะไรน่ะ?” ยูริเอ่ยถามอย่างุนงง


เฮคเตอร์มองเขาและถอนหายใจ “ เจ้าเนี่ย เมาไม่รู้เรื่องเลยล่ะสิ” ยูริงงเข้าไปใหญ่ จนเฮคเตอร์ตบหลังเขา “ เอาเถอะ! ได้ไปคีวานรุสก็ดีแล้ว ไปยลโฉมคนที่งามที่สุดในโลกสักครั้งก็ไม่เลว จริงมั้ย?”


“ อืมม์” ยูริอุทาน ถึงจะตัดใจไปแล้วแต่ถ้ามีโอกาส ก็อยากเห็นอยู่ดี คนคนนั้นจะงามกว่าภาพวาดนั้นหรือเปล่านะ


“ อ้อ ข้าขอแนะนำว่าให้เจ้าพกเหล้าไปก่อนขึ้นเรือดีกว่านะ”


“ ทำไมล่ะ?” ยูริถาม


“ ก็….นี่เป็นครั้งแรกที่เจ้าจะเดินทางไกลด้วยเรือไม่ใช่รึ”


ยูริไม่เข้าใจความหมายนั้นเลย จนกระทั่งวันเดินทาง เขาขึ้นไปยังบนเรือโคลงเคลง และเมื่ออออกเดินทางไปได้ไม่นานก็แทบจะทรุดลงไปด้วยอาการเมาเรือสุดขีด และต้องอยู่บนนี้เป็นเวลาห้าวัน เขาคิดว่าถ้าเรือเจอกับปีศาจร้ายในมหาสมุทรกลางทาง เขาก็คงจะตายได้โดยไม่รู้ตัวเลย แต่เขาไม่ยอมตายจนกว่าจะได้พบวิคเตอร์หรอก ว่าแล้ว ก็ก้มมองมหาสมุทรและอาเจียนอีกครั้ง


--------------



เสียงระฆังจากโบสถ์ที่อยู่ด้านนอกก้องกังวานจนได้ยินมาถึงในเขตพระราชวัง วิคเตอร์มองตามนกพิราบฝูงหนึ่งบินออกจากโบสถ์เพื่อหลีกหนีเสียงระฆังอันแสนน่ารำคาญนั่น พวกมันอาจจะกำลังหาที่สงบเงียบเพื่อทำรังก็ได้ วิคเตอร์อยากจะตะโกนเรียกพวกมันให้มาอยู่กับเขาเป็นเพื่อนที่นี่ หรือไม่ก็แลกที่กัน เขาจะขึ้นไปโบยบิน ส่วนพวกมันก็อยู่ในนี้ เป็นนกแก้วในกรงทอง


มือสากเลื่อนขึ้นมาลูบแก้มเขา มันเย็นจนวิคเตอร์ต้องเลื่อนใบหน้าออกห่าง ไดโอเมเดสยิ้มให้ และกอดเขาจากด้านหลัง ฝังจมูกลงไปที่ท้ายทอย วิคเตอร์อยากจะหลุดออกจากอ้อมกอดนี้ แต่เขาต่อต้านมาสิบปีแล้ว หนีจนไม่อยากหนี จนได้แต่ยอมให้อีกฝ่ายกอดอยู่แบบนี้


“ มองอะไรอยู่?”


“ มัคคาชิน” วิคเตอร์ไม่ได้โกหกไปเสียทีเดียว เพราะมัคคาชินบินออกหาอาหารตั้งแต่เช้าตรู่จนตอนนี้เริ่มเป็นเวลาสายแล้วและยังไม่กลับมา


ไดโอเมเดสเล่นกับผมของเขาที่ยาวเกินเอวลงไป คลอเคลียบนผ้าปูเตียงสีนวลสะอาด “ เดี๋ยวข้าจะให้ทหารไปจับมันมาให้”


“ ไม่มีใครจับมัคคาชินได้หรอก ดีโอ” ใครจะรู้ว่าลูกนกในตอนนั้นจะเป็นเหยี่ยวในวันนี้


ไดโอเมเดสยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจ หอมแก้มเขาฟอดใหญ่ก่อนจะลุกขึ้นจากเตียง สาวใช้ซึ่งเตรียมส่งตัวของไดโอเมเดสไปห้องอาบน้ำยืนอยู่หน้าห้อง ไดโอเมเดสหันมาที่เขา “ จำวลาดิมีร์ได้มั้ย? วิทย่า”


เขาเกลียดเวลาถูกอีกฝ่ายเรียกด้วยชื่อนี้จริงๆ


“ ได้สิ เพื่อนอีกคนของเรา” แต่ก็พูดได้ไม่เต็มปากว่าเป็นเพื่อนกัน เพราะไม่ได้เจอหน้ากันเลย วลาดิมีร์เป็นเพื่อนที่บรรดากลุ่มสี่คนนี้ที่หายหน้าหายตาไปนานที่สุด ไม่ได้ข่าวคราวจากเขามากนัก นอกจากว่าบ้านเมืองของเขาเจอพายุพัดใส่เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา


“ ข้าจะไปเยี่ยมเขาสักหน่อย เขาถูกพวกแสกนดินาเวียโจมตีและต้องการกำลังเสริม ข้าจะส่งกองทัพของเราไปช่วย”  

วิคเตอร์ล้มตัวลงนอนอีกครั้ง ตามองไปยังท้องฟ้าสีเหลืองนอกหน้าต่าง “ จะกลับมาทันงานฉลองวันเกิดพ่อข้าหรือไม่”


“ คิดถึงข้ารึ?” ไดโอเมเดสหยอก วิคเตอร์เผยรอยยิ้มเล็กๆ “ คงมาไม่ทัน น่าจะช้าไปวันหนึ่ง ไม่ต้องห่วง ข้าจะนำของขวัญที่เหมาะแก่กษัตริย์มามอบให้ เป็นของตอบแทนที่ท่านให้ของขวัญที่ดีที่สุดกับข้า” และก้มหน้าลงจูบหน้าผากวิคเตอร์


“ เราต่างก็รู้ว่าข้าไม่ได้รักเจ้าแบบนั้น”


“ ข้าก็เหมือนกัน”


พวกเขามีความสัมพันธ์แปลกประหลาดแบบนี้มาสิบปี ทั้งคู่ไม่ได้รักกันอย่างคนรัก ไดโอเมเดสบอกว่ามันเป็นเรื่องธรรมดาของเหล่ารัชทายาทที่จะต้องแต่งงานกับคนที่ไม่ได้รัก บอกว่ากษัตริย์ยาคอฟและควีนลิเลียนั้นเป็นข้อยกเว้นที่หาได้ยาก พวกเขารักกันจริง ส่วนวิคเตอร์และไดโอเมเดส...ชีวิตแบบนี้ก็ไม่ได้ลำบากอะไร ตั้งแต่แต่งงานกับไดโอเมเดส วิคเตอร์ได้รับอนุญาตให้ออกไปเที่ยวเล่นนอกวังแม้จะต้องมีผู้อารักขาตามเป็นขบวนก็ตาม และหนึ่งในนั้นคือไดโอเมเดส เพื่อนสนิทคนนี้เป็นสุภาพบุรุษ ไม่แตะต้องเกินเลยกับเขาหากเขาไม่ต้องการ  และยังเอาใจใส่ต่อเขาอย่างมากด้วย วิคเตอร์ไม่ขัดข้องหากไดโอเมเดสจะมีหญิงสาวเก็บไว้สักกี่คน ไม่ใช่ธุระกงการของเขาอยู่แล้ว


แต่เขาก็ไม่อาจตกลงปลงใจยอมรับไดโอเมเดสได้


“ แต่เจ้าก็ยังเป็นของขวัญที่ข้ารักที่สุดอยู่ดี เป็นสมบัติของข้าเลยล่ะ”


อาจจะเป็นคำพูดแบบนี้ก็ได้ ไดโอเมเดสมักจะบอกว่าเขาเป็นสมบัติของอีกฝ่าย เป็นของขวัญ เป็นปาฏิหาริย์ เป็น….เทวดา


“ ถ้าอยากออกไปไหนล่ะก็ ยูริจะคอยตามคุ้มกันเจ้าเสมอ ข้าฝากฝังเจ้าไว้กับเขาแล้ว”


ฝากฝังเขาไว้กับเด็กอายุสิบห้าเนี่ยนะ


-------


ไดโอเมเดสนำขบวนสุดยิ่งใหญ่ตระการตาและธงของแคว้นคีวานรุสปลิวไสว  วิคเตอร์ยืนส่งจนสามีตัวเองหายลับออกนอกเมืองไป ประตูพระราชวังเปิดแช่อยู่อย่างนั้นเพราะเป็นเวลาตอนเช้า บ้านเมืองวุ่นวายส่งเสียงเซ็งแซ่อยู่ด้านล่าง เสียงระฆังตามโบสถ์ดังถี่กว่าทุกวัน


“ นั่นคือระฆังแต่งงานขอรับ” ยูริเล่าให้ฟังเมื่อวิคเตอร์ถาม เด็กหนุ่มเส้นผมสีบลอนด์ตัดสั้นระต้นคอ และดวงตาสีฟ้าอมเขียว เป็นเด็กที่หน้าตาน่ารักทีเดียว เสียดายที่แววตาถูกหล่อหลอมไปด้วยความแข็งแกร่งดั่งนักรบ มันแข็งกระด้าง เลือดเย็น ยูริเป็นหลานของอดีตแม่ทัพซึ่งถูกส่งมาฝึกเพื่อเป็นนักรบ วิคเตอร์คิดว่าเด็กคนนี้คงจะเหมาะกับดอกไม้หรือชุดขุนนางมากกว่าแท้ๆ แต่ยูริกลับภูมิใจที่ตัวเองเป็นนักรบมาก


“ ตอนข้าแต่งงานกับดีโอก็ไม่เห็นจะมีเสียงระฆังแบบนี้เลยนี่” วิคเตอร์บ่นอุบอิบ ขณะเดินไปมาในเมือง ยูริตามประกบอยู่ข้างหลัง


“ ตอนนั้นข้ายังเล็กนัก จำไม่ได้ว่างานสมรสของท่านเป็นอย่างไร แต่ระฆังเป็น-- องค์ชาย!!” ยูริตะโกนไล่หลังเมื่อวิคเตอร์เลี้ยวเข้าไปในตรอกเล็กๆตรอกหนึ่ง ก่อนจะเลี้ยวขวา ขวาอีก และซ้ายหนึ่งรอบ ก่อนจะโผล่มาที่ถนนซึ่งผู้คนพลุกพล่านน้อยกว่า วิคเตอร์สวมผ้าคลุมขนาดใหญ่บดบังใบหน้าของตนเองเพื่อไม่ให้คนอื่นรู้ว่าเขาเป็นใคร เดินไปตามเสียงระฆังที่มีเสียงเรียกจากยูริกลบ หยุดยืนที่หน้าวิหารบูชาเทพีอโฟรไดต์ซึ่งเป็นเทพีแห่งความรัก คู่แต่งงานคู่หนึ่งกำลังยืนอยู่ที่หน้ารูปปั้น เขารู้ว่าเป็นคู่แต่งงานก็เพราะชายหญิงคู่นั้นสวมชุดคล้ายกัน ผู้หญิงเต็มไปด้วยเครื่องประดับสีทอง และชุดยาวกรุยกรายเต็มพื้น สีหน้ายิ้มแย้มมองเทพีอย่างคาดหวัง


เสียงระฆังดังขึ้นอีกครั้ง


“ ข้าได้ยินว่าการใช้ระฆังในงานแต่งเพิ่งเป็นที่นิยมหลังจากที่พวกคาทอลิคมาที่นี่” ยูริซึ่งวิ่งตามมาทันอธิบาย


“ คาทอลิค?”


“ เป็นกลุ่มผู้อพยพเมื่อสามปีก่อนขอรับ พวกเขาบอกว่าระฆังเป็นการส่งสัญญาณแด่เทพเจ้าให้พวกท่านได้ยินและประกาศว่าพวกเขาแต่งงานกันแล้ว หรืออะไรราวๆนั้น ข้าจำไม่ค่อยได้”


“ อ้อ” วิคเตอร์พยักหน้าและมองคู่แต่งงานนั้น กำลังจะเดินเข้าไปแต่ยูริยื่นมือขวาง


“ ท่านอย่าเข้าไปเลยขอรับ ถ้าคนรู้ตัวจะแตกตื่นได้”


เขากลอกตามองยูริ นิสัยดื้อด้านของเด็กชายเริ่มปรากฏให้เห็นเสมอเมื่อวิคเตอร์เริ่มออกนอกลู่นอกทาง เขาชะโงกหน้าข้ามศีรษะยูริ มองแผ่นหลังของเจ้าสาว และคิดว่า นางงามกว่าเขามากมายนัก ผู้หญิงที่มีความรัก และได้แต่งกับคนที่รักจริงๆ งามได้ขนาดนี้เชียวรึ


เขาไม่อยากเน่าตายอยู่บนที่สูง ที่ที่เขาไม่ได้เต็มใจจะขึ้นไปแต่ทุกคนกลับผลักเขาให้อยู่บนนั้น และหาทางลงไม่ได้ อยากออกไปจากคีวานรุส ไปเผชิญโลกกว้าง ได้ตายข้างนอกยังดีกว่ามีชีวิตหรูหราที่นี่ โซ่รัดคอเขาแน่นขึ้นทุกที วิคเตอร์เหลือบมองยูริ


ถ้าจะหนี ก็ต้องเป็นตอนนี้ที่ดีโอไม่อยู่เท่านั้น


แต่ไม่ใช่ว่านี่เป็นครั้งแรกที่วิคเตอร์คิดที่จะหนีจากคีวานรุส เขากลัว ข้างนอกที่ตัวเองไม่รู้จัก ไปทางเท้าก็อาจจะอดอาหารตาย ไปทางทะเลก็คงจมน้ำตาย ไม่มีใครสอนให้เขาต่อสู้ด้วยซ้ำ มันจะไปรอดได้ยังไง เขาพร้อมตาย ใช่ แต่การเดินดุ่มๆออกไปเพื่อรอความตายมันไม่ฉลาดเอาซะเลย


ขอแค่มีใครสักคนยื่นมือมาดึงเขาออกไปจากที่นี่



สี่วันผ่านไป จนกระทั่งถึงคืนงานฉลองของกษัตริย์ยาคอฟ วิคเตอร์ลุกลี้ลุกลนบนบัลลังก์ นิ้วจิกที่หลังมือตัวเองและเริ่มเกา ทั้งที่วางแผนซะใหญ่โตในใจแต่กลับลังเลขยาดกลัว จนตอนนี้ก็เหลือเวลาอีกแค่หนึ่งวันแล้ว ก่อนที่ดีโอจะกลับมา เหงื่อเม็ดเป้งไหลตามใบหน้าทั้งที่เป็นเวลากลางคืน เจ้าตัวสวมชุดขุนนางสีขาวสง่า ผมสีบลอนด์อ่อนซีดจนเทาถูกมัดรวบเป็นหางม้าสูง


ตาสีฟ้ามองตามอาคันตุกะจากทั่วทุกมุมโลกที่มาเพื่ออวยพรให้ท่านพ่อ วิคเตอร์ไม่ได้สนใจมากนัก แต่ด้านนอกหรือก็คือด้านหลังของเหล่าแขกซึ่งเป็นประตูซุ้มโค้งประดับประดาไปด้วยดอกไม้ มัคคาชินซึ่งหายไปสองวันเกาะอยู่บนซุ้มนั้น


“ ยูริ!” วิคเตอร์ตะโกนลงไปตรงที่แขกรวมตัวเพื่อเรียกยูริซึ่งยืนตรงนิ่งสมกับเป็นอัศวินอยู่มุมห้องโถง “ มัคคาชินอยู่โน่น ช่วยจับหน่อย”


เด็กหนุ่มผมทองแอบจิ๊ปากก่อนจะกระโดดขึ้นเกาะที่ซุ้ม ขณะที่กำลังจะจับตัวได้แล้ว มัคคาชินจอมซนก็สยายปีกออกใกล้หนี ขณะที่ยูริกำลังคิดว่าจะเอานกตัวนี้ไปต้มยำทำแกงยังไงดี ชายคนหนึ่งก็กระโดดขึ้นสูงกว่าซุ้มและจับมันไว้ได้ กอดมันไว้แน่นกับอก และหยุดยืนบนพื้น รอบห้องโถงส่งเสียงฮือฮากับความคล่องแคล่วของคนแปลกหน้าคนนี้


“ เอ่อ….” ยูริที่กอดมัคคาชินไว้ได้แต่มองไปรอบๆ “ ข้า-คือ--”


“ ขอบคุณท่านมาก ท่านอาคันตุกะ ขอนกคืนด้วยขอรับ” ยูริกล่าวห้วนๆและยื่นมือออกไปเพื่อรับนก

“ ต--แต่ว่าองค์ชายวิคเตอร์เรียกให้ข้าจับมัน”


“ เปล่า เขาสั่งข้า”


“ อะ อ้อ--เรามี….ชื่อเดียวกันเลยสินะ” ชายแปลกหน้าพูดตะกุกตะกัก เอาแต่ก้มหน้ามองเหยี่ยวสีน้ำตาล ก่อนจะยื่นให้และบ่นงึมงำ “ ไม่ใช่ข้า ไม่ได้เรียกข้า”


ยูริเอียงคอมองอย่างงุนงง และเดินไปมอบมัคคาชินให้วิคเตอร์บนบัลลังก์โดยมีสายตาตำหนิจากกษัตริย์ยาคอฟเสียดแทงวิคเตอร์เป็นระยะ

“ วิทย่า เก็บนกได้แล้ว งานกำลังจะเริ่มนะ”


วิคเตอร์กอดมันแน่น พอได้อยู่กับวิคเตอร์แล้วมัคคาชินก็นั่งสงบเสงี่ยมบนตักเหมือนแม่ไก่ ยูริแอบแยกเขี้ยวมองเหยี่ยวตัวแสบอย่างรำคาญ


เมื่องานเลี้ยงเริ่ม และพิธีรีตองผ่านไป มีการแสดงมากมายจากทั่วทุกแดน ในขณะที่ทุกคนกำลังมองการเต้นระบำไฟตรงกลางห้อง วิคเตอร์ก็แอบย่องหลบไปจากบัลลังก์ เขาต้องขอบคุณอาคันตุกะท่านนั้นที่ช่วยจับมัคคาชินให้ ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะตามหาชายคนนั้นเจอ วิคเตอร์จำได้ว่าเขามาจากซีดาร์เฮเกนก็พอจะจำกัดตำแหน่งที่นั่งได้บ้าง แต่เขาไม่ใช่ชายที่ตัวสูงหรือโดดเด่นมากนัก และวิคเตอร์ต้องเจอแขกทักทายหลายครั้งจนพาลจะตัดใจเอาดื้อๆ แต่ราวกับว่ามัคคาชินจะรู้ใจเขา มันบินลงไปกลางฝูงคน ซึ่งวิคเตอร์ก็วิ่งตาม


มัคคาชินเกาะไหล่ชายคนนั้นราวกับสนิทสนมมานานหลายปี ชายหนุ่มยิ้มให้มัน เป็นแค่ยิ้มอ่อนๆแต่ก็ทำให้หัวใจของวิคเตอร์กระตุก


เมื่อหันมาเผชิญหน้ากับเขา รอยยิ้มนั้นก็หุบลง ตาที่มองเขาอย่างเป็นประกายนั้นก็ปิดลง


“ องค์ชาย” ยูริก้มหน้าคำนับอย่างเป็นพิธี


“ ท่านสินะที่จับมัคคาชิน” วิคเตอร์พยายามอย่างมากที่จะไม่ส่งเสียงตื่นเต้นดีใจเกินไป “ ข้าขอบคุณท่านมาก”


“ เอ้อ...”


“ ท่านมีนามว่าอะไรหรือ?”


“ ยูริอุสขอรับ”


วิคเตอร์สูดลมหายใจเข้าลึก มองมัคคาชินที่เอียงคอไปมาและกำลังจิกผมยูริอุสอย่างเมามันส์ มัคคาชินจะเป็นตัวกลางระหว่างเขาทั้งคู่ เป็นสะพานเชื่อม และเขาต้องทำให้ได้


“ ยูริอุส เพื่อเป็นการขอบคุณ ท่านจะมาร่วมรับประทานอาหารเคียงข้างข้าได้หรือไม่?”


ยูริอุสสะดุ้ง สีหน้าตื่นตระหนก ไม่เคยมีใครมองวิคเตอร์แบบที่ยูริอุสมองตอนนี้ ทุกครั้งที่เขาเชื้อเชิญ คนถูกเชิญมักจะตอบตกลงทันทีทันใด ไม่ยอมเสียเวลาไปแม้แต่วินาที แต่ยูริอุสกลับก้มหน้ามองพื้นและ-- “ ข้า...ขอประทานอภัยด้วยขอรับ ข้าต้องขอตัว”


และก้มหน้า ก่อนจะเดินหนีเขาหายไปในฝูงชน มัคคาชินบินกลับมาเกาะไหล่วิคเตอร์ที่ถอนหายใจและยิ้มเศร้าๆให้กับตัวเอง


“ นานๆทีจะมีคนที่เจ้ายอมเกาะไหล่ด้วยแท้ๆ”


------------


ยูริกอดเสาขนาดใหญ่และก้มหน้าชนกับมัน ชนซ้ำหลายๆครั้ง เพื่อตอกย้ำว่างี่เง่าขนาดไหนที่ไม่ฉวยโอกาสนี้ แต่เขาติดนิสัยแบบนี้ตลอด เมื่อกลายเป็นจุดศูนย์กลางของผู้คน เขาจะขยาด ขี้ขลาด พยายามหาหลุมให้มุดหนี เข่าอ่อนเหมือนเรี่ยวแรงหายไป


“ ไอ้โง่เอ๊ย” ยูริกัดฟัน


วัตถุเย็นเฉียบนาบแก้มเขาจนเจ้าตัวสะดุ้งและเงยหน้าขึ้นมามองผู้ที่เข้ามาทักทาย ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ เส้นผมสีทองปลายดำ เคราบางๆรอบริมฝีปากที่ส่งยิ้มให้ ยูริขมวดคิ้วมองอีกฝ่าย เขาเคยพบปะผู้ชายคนนี้มาก่อนแน่นอน แต่ที่ไหนยังไง จำไม่ได้เลย


“ ข้าชื่อคริสตอฟ เจ้าชายแห่งสวิตเซอร์แลนด์ เจ้ามีเรื่องกวนใจหรือ?”


สวิตเซอร์แลนด์มันอยู่ที่ไหนในโลกกัน


ยูริส่ายหัว พยายามส่งยิ้มกลับอย่างยากลำบาก คุ้นหน้าเหลือเกิน แต่ถึงจะเพ่งมองแค่ไหนก็นึกไม่ออก


“ ข้ายูริอุส”


“ โอ้ อย่าทำตัวห่างเหินนักเลย ข้าจำได้ว่าเจ้าคือยูริ”

“ ท่านรู้จักชื่อเดิมของข้าหรือ?”

“ รู้สิ เรามีข้อตกลงที่ข้ารับปากว่าจะทำให้เจ้า และข้าก็มาแล้ว”


“ ข้าจำไม่ได้เลยขอรับ ขออภัย” ยูริก้มหน้า คริสตอฟยื่นแก้วสีทองให้ ยูริรับไว้ แก้วเย็นเฉียบ ข้างในคือเครื่องดื่มสีฟ้าอ่อน สีสดสะดุดตาและดูแล้วไม่น่าจะรับประทานได้ “ เอ่อ..”


“ ดื่มสิ” คริสตอฟชักชวน

“ นี่คืออะไรขอรับ ข้าไม่เคยเห็นสุราสีนี้เลย”

“ มันคือน้ำอมฤตที่ใช้ศรรักของเอรอสเป็นส่วนผสม” คริสตอฟอธิบาย ซึ่งก็ไม่ได้ช่วยไขข้อข้องใจสักนิด “ เป็นเวทมนตร์ที่จะทำให้เจ้าเผยตัวตนที่แท้จริงออกมา เจ้าจะทำอะไรก็ได้ จะเป็นอะไรก็ได้ จะช่วงชิงใครไปก็ได้ เมื่อดื่มมัน โลกทั้งใบจะเป็นของเจ้าคนเดียว”

ยูริพยักหน้าเออออ“ ฟังดูเหมือนโฆษณาชวนเชื่อของเครื่องดื่มมึนเมาทั่วไปนะขอรับ”


“ เจ้าเนี่ย บทจะฉลาดก็ฉลาดขึ้นมาเลยนะ ระวังตัวแจเหมือนตอนอยู่ในป่า” คริสตอฟมือเท้าเอว มองต่ำใส่เขา

“ ป่า?” ทำไมชายคนนี้ถึงรู้ แต่ภูมิหลังของเขาก็ไม่ใช่ความลับอะไร

“ แล้วตกลงจะไม่ดื่ม? นี่ของดีจากบ้านข้าเลยนะ”


“ ดื่มขอรับดื่ม ขอบคุณมากขอรับ” ถึงไม่เป็นเหมือนที่อีกฝ่ายคุย ขึ้นชื่อว่าเป็นเครื่องดิ่มมึนเมาก็ทำให้เขาลืมความอ่อนแอเมื่อครู่ได้ ตอนนี้จะเอาอะไรมาก็ได้ ขอแค่ให้ลืมทุกอย่างไปก็พอ


“ งั้นก็” แก้วทองอีกใบโผล่มาอยู่บนมืออีกฝ่ายตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่ทันเห็น คริสตอฟยกแก้วนั้น ชนกับแก้วในมือยูริ “ ขอให้โชคดี”


“ ขอให้โชคดีขอรับ”


เมื่อดื่มไปจนหมด คริสตอฟก็ตบไหล่เขา “ ข้าล้อเล่น นั่นไม่ใช่น้ำอมฤตสักหน่อย”


“ ข้าก็ว่าคงไม่มีใครเชื่อที่ท่านกล่าวขอรั--” ยูริกะพริบตา เพื่อให้ภาพซ้อนหายไป แต่มันกลับซ้อนหนักกว่าเดิม


“ ใครจะไปชิงศรจากเอรอสมาได้ล่ะ เจ้านั่นน่ะหวงศรจะตาย นั่นเป็นเหล้าผสมผงเกล็ดนางเงือกต่างหาก มีฤทธิ์ทำให้เมากว่าเดิมและกระตุ้นประสาทเล็กน้อย” คริสตอฟกระซิบใกล้หู “ เจ้าทั้งสองเป็นคู่กันอยู่แล้ว ยูริ ข้าแทบไม่ต้องช่วยอะไรเจ้ามากมายเลยนอกจากเร่งให้พวกเจ้าเจอกันเร็วขึ้น เชื่อข้ามั้ย? ถึงเจ้าจะเมา เจ้าก็จะไม่ทำอะไร นอกจากตามหาวิคเตอร์ เจ้าจะเจอเขา และจะทำอะไรต่อนั้นก็สุดแล้วแต่ข้าจะรู้”


คริสตอฟว่าเสร็จก็ยืนตัวตรง ดื่มเหล้าในแก้วตัวเองจนหมดและเดินจากไป ทิ้งให้ยูริซึ่งเดินสะเปะสะปะและสับสนกับคำพูดของคริสตอฟอยู่ลำพัง เขาลากตัวเองไปตามผนังห้อง และทุกอย่างก็ดำมืดเหมือนจมลงไปในใต้ทะเล


----------------------


วิคเตอร์กลับไปนั่งบนบัลลังก์ พุดคุยสัพเพเหระ ส่วนใหญ่คนที่มาคุยกับเขาจะอวดโอ้บ้านเมืองของตัวเอง หรือไม่ก็กำลังรบซึ่งวิคเตอร์ไม่เข้าใจที่อีกฝ่ายเลยแม้แต่น้อย เขาหาวหวอด เริ่มไม่ใส่ใจมารยาทในฐานะที่เป็นเจ้าชาย และตอบโต้กลับอย่างหัวเสียให้กับคนที่มาคุยโวด้วย


“ พวกเมเนเลียนรุกคืบมาที่ชายแดนของดินแดนข้า แต่ข้าก็มีแผนรับมือและบุกกลับแล้ว” เจ้าชายจากแคว้นไหนสักแคว้นนี่แหละกล่าว วิคเตอร์ไม่ค่อยสนใจ วงสนทนาของพวกขุนนางบ้าเลือดก็มีแต่เรื่องแบบนี้ ยิ่งวิคเตอร์อยู่ในกลุ่ม คนอื่นก็เหมือนจะพยายามเอาใจเขามากขึ้น “ เราจะต้อนมันเข้าไปในเหมือง และปิดทางเข้ามันจากข้างใน ให้คนของเรายันไว้ ก่อนจะเผามันทั้งเป็น”


“ แต่นั่นแปลว่า คนของท่านก็จะต้องตายในนั้นด้วยนะ” เจ้าชายอีกจากดินแดนหนึ่งกล่าว “ คิดให้รอบคอบถี่ถ้วนก่อนเถอะ ข้าว่าท่านยังมีหนทางอื่นที่จะชนะและสูญเสียน้อยกว่านี้”


“ นี่เป็นวิธีที่จะรับประกันว่าเราจะชนะได้มากที่สุด พวกเมเนเลียนน่ะเป็นชนเผ่านอกรีต ไม่นับถือองค์ซุส หากไม่ขจัดให้สิ้นซากก็จะนำภัยพิบัติมาสู่ดินแดนของข้าได้”


วิคเตอร์เหลืออด กัดแอปเปิ้ลดังกร้วม และโยนมันทิ้งลงชามทองดังแกร๊ง เขาไม่ได้สนใจบทสนทนาในวงนี้ แต่หัวเสียมาทั้งวันแล้ว ทั้งหาทางหนีจากคีวานรุสไม่ได้ พอเจอคนน่าสนใจก็ถูกเมิน แล้วยังต้องมานั่งทนฟังเรื่องคอขาดบาดตายนี่อีก จึงขึ้นเสียงออกไปห้วนๆ

“ ท่านกล่าวซ้ำไปซ้ำมาว่าพวกเมเนเลียนน่ารังเกียจ แต่ท่านก็ดูเหมือนจะไม่ได้รักประชาชนของตัวเองสักเท่าไหร่นะ”


วิคเตอร์ไม่ทันเห็นสีหน้าของพวกเขาเพราะลุกขึ้นและเดินออกจากวงไปก่อน ห่างจากแสงสีเสียง ห่างจากความวุ่นวายในวัง หยุดยืนมองเมืองตัวเองหน้าประตูทางเข้า และนั่งลงบนบันไดขั้นแรก ระยะทางที่ไกลที่สุดที่เขาสามารถเดินไปไหนมาไหนได้คนเดียว ยังคงอยู่ที่นี่ที่เดิม การได้เดินออกไปข้างนอกพร้อมทหารคุ้มกันเป็นแค่อิสระปลอมๆที่หลอกตัวเองไปวันๆเท่านั้น



บ้าบอชะมัด


ทำไมต้องถูกขังไว้แบบนี้ด้วย รัชทายาทคนอื่นก็ออกไปข้างนอกเมืองได้ตามปกตินี่ ทำไมมีแต่เขาที่ต้องโดนแบบนี้คนเดียว



มัคคาชินบินมาเกาะยังเข่าของวิคเตอร์ที่นั่งชันบนพื้น วิคเตอร์ลูบหัวมันซึ่งเอียงรับสัมผัสเบาๆ มันส่งเสียงร้อง และทันใดนั้น เขาก็ถูกกอดจากข้างหลังแน่น ได้กลิ่นสุราจนวิคเตอร์สะดุ้ง หันกลับไปก่อนที่จะเจอริมฝีปากประทับเข้าที่แก้มทันที


“ วิคเตอร์”


“ ยู--ยูริอุส”


“ วิคเตอร์” ยูริอุสเรียกชื่อเขาด้วยเสียงยานคางและก้มหน้าซุกลงไปในในกลุ่มผมสีขาว “ ข้าอยากเจอเจ้ามานา---น ---นานแล้ว อยากเจอมานาน”


วิคเตอร์รีบหันหน้าและยืนขึ้นทันที ก่อนจะรักษาระยะห่างระหว่างทั้งสอง


“ ยูริอุส ท่านเมาหนักแล้ว”


ยูริอุสยืนเอียงจนวิคเตอร์หวั่นๆว่าอีกฝ่ายจะตกบันไดสองร้อยขั้น แต่ยูริอุสกลับทรงตัวตั้งตรงเหมือนนักรบที่กำลังจัดกองทัพ และก้มลงโค้งคำนับหลังตั้งฉากกับพื้นทันที


“ องค์ชายวิคเตอร์ ได้โปรด เต้นรำกับข้าในคืนนี้ด้วยขอรับ!!”


ยังไม่ทันได้ตอบ ยูริอุสก็กระเถิบเข้ามาชิดจนจมูกของทั้งคู่เกือบชนกัน โอบเอววิคเตอร์ด้วยมือข้างหนึ่ง และอีกข้างคว้าแขนคนที่ยังงุนงงอยู่ พร้อมกับเต้นไปตามจังหวะเพลงในงาน เมื่อยืนอยู่ตรงนี้ เสียงเหล่านั้นเบาลงไปถนัดตา แต่วิคเตอร์ไม่แน่ใจว่าเขาจะได้ยินอะไรอีกในตอนนี้นอกจากเสียงหัวเราะของยูริอุส ผมสีดำชื้นเหงื่อเกาะเป็นกรอบรอบหน้า เสื้อผ้าหลุดลุ่ย ผมเผ้ายุ่งเหยิง แต่เขากลับมีสเน่ห์ที่สุดมากกว่าใครๆที่วิคเตอร์เคยพบ


ยูริอุสกำลังพาเขาก้าวลงจากบันได


“ เดี๋ยว ยูริอุส”


“ เรียกข้าว่ายูริเถอะ”


วิคเตอร์มองคนที่อยู่บนบันไดขั้นต่ำกว่าและบันไดสลับกัน “ ยูริ ข้าไปไม่ได้ พวกเขา--” และหันหลังไปมองในงาน “ ไม่ให้ข้าออกไปจากที่นี่ ข้าเดินลงไปไม่ได้”


“ ข้าเข้าใจ” ยูริอุสเอ่ย ก่อนจะปล่อยมือจากตัวเขา วิคเตอร์ยอมรับว่าเขารู้สึกใจหาย แต่เป็นแบบนี้ก็ดีแล้ว


แต่ยูริกลับอ้อมไปข้างหลังเขา และอุ้มตัววิคเตอร์ขึ้นมาจนคนข้างหน้าไม่ทันตั้งตัวกอดคอยูริอุสแน่น ตัวก็เล็กกว่าเขาแต่กลับยกตัวเขาได้ง่ายๆเลย


“ ยูริ!?”


“ เข้าใจแล้ว เจ้าเดินลงไปไม่ได้ งั้นข้าพาลงไปห้ายยย” ยูริพูดพลางสะอึก กลิ่นสุราเหม็นฉุน


เมื่อพาลงพ้นบันไดขั้นที่สอง วิคเตอร์ก็รู้ตัวทันทีว่าตกหลุมรักยูริเข้าแล้ว



วิคเตอร์ก็หน้าขึ้นสี คิ้วขมวดยุ่ง มือสองข้างกุมหน้าพยายามไม่สบตาอีกฝ่าย

ไม่เคยมีใครพาเขาลงมา ไม่เคยมีใครดึงเขาออกจากปราสาทได้โดยที่ไม่มีองครักษ์คุ้มกัน ไม่เคยมีใครกระชากเขาออกมาจากที่สูงได้ ไม่เคยมีใคร….แหกกฎได้

มีแค่ยูริเท่านั้น ที่ทำให้เขาตกตะลึงตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอกัน รูปร่างสมส่วนที่กระโดดขึ้นเพื่อจับตัวเหยี่ยวอย่างที่ไม่มีใครทำได้ คนที่ปฏิเสธที่จะอยู่ใกล้เขา คนที่ทำให้เขาเศร้าที่สุดและมีความสุขมากที่สุดได้


ถ้าเป็นคนคนนี้ ต้องพาเขาไปได้แน่


“ ยูริ!! หนีกันเถอะ!” วิคเตอร์ตะโกนใส่คนที่อุ้มอยู่ “ พอข้าหนีไปจากที่นี่ ไปให้ไกลที่สุด! ข้าขออยู่กับเจ้าตลอดไปนะ!! ขอไปด้วยคนนะ!!”


ยูริจ้องเขา ดวงตาเอ่อล้นไปด้วยน้ำตาเฉอะแฉะ “ นี่ข้าฝันไปหรือเปล่า? วิคเตอร์แห่งคีวานรุสพ-พูดแบบนี้กับข้า”


“ เจ้าพาข้าไปได้ใช่มั้ย!? ที่สุดขอบฟ้า! ข้ามพ้นน้ำทะเล!! นรกหรือสวรรค์ก็ได้!! ข้าจะไปกับเจ้าทุกที่”


วิคเตอร์ยื่นหน้าเข้าไปใกล้ ขยำคอเสื้อของยูริแน่น และประกบปากจูบคนที่อุ้มเขาอยู่ ยูริหยุดเดินแต่กระชับอ้อมกอดของตนแน่น ดวงตาเบิกกว้างก่อนจะค่อยๆจูบตอบ มันเป็นจูบที่พันกันมั่ว ไม่ได้บอกว่าเป็นจูบที่ดีที่สุด แต่วิคเตอร์กลับโหยหามันมานานราวกับคนขาดน้ำกลางทะเลทรายเจอโอเอซิส สองมือโอบรอบคอของยูริแน่น เมื่อผละออกอย่างเสียดาย ยูริก็พูดขึ้น หน้าแดงจัด


“ ข้าจะพาเจ้าออกไปจากที่นี่ให้ได้”


วิคเตอร์ยิ้มและกอดอีกฝ่ายอีกครั้ง น้ำตาที่ไม่ไหลมานานค่อยๆร่วงจรดแก้มของยูริ มองขึ้นไปบนปราสาทเป็นครั้งสุดท้าย แต่ก็ต้องหน้าถอดสี


“ ยูริ! ปล่อยข้าลงเร็ว! พวกทหารกำลังมา” วิคเตอร์ดิ้นจนยูริจำต้องปล่อยเขาออก ทั้งคู่มองขึ้นไปบนขั้นบันได ทหารหลายสิบนายถืออาวุธและตะโกนให้ยูริหยุด และมอบตัววิคเตอร์คืน หนึ่งในนั้นมียูริผมทองอยู่ด้วย


ยูริจับแขนเขาดังหมับ วิคเตอร์หันลงไปสบตา “ เราเพิ่งสัญญากันไม่ใช่รึ? ข้าไม่ปล่อยเจ้าเด็ดขาด”


“ ยูริ!”


วิคเตอร์ถูกดึงตัวให้วิ่งลงบันได หนีจากทหารที่ตามมาข้างบน


ไม่เคยวิ่งเร็วขนาดนี้มาก่อนเลย ลมเย็นตีหน้าเสียจนมองผ่านความมืดไม่ได้


“ วิ่งเร็วอีก!!” ยูริซึ่งอยู่ข้างหน้าสั่ง วิคเตอร์มองแผ่นหลังของยูริที่กระเพื่อมขึ้นลง ตรงสะโพกมีมีดสั้นเก็บไว้อยู่ในซองหนัง


เมื่อครู่นี้เขาเกือบจะตัดใจง่ายๆอีกแล้ว เพราะไม่เคยพยายามไขว่คว้าอะไรจริงจัง ทำให้เกือบจะยอมแพ้ ถ้ายูริไม่ฉุดเขามาและยอมปล่อยเขาไปง่ายๆ เขาอาจจะพลาดโอกาสนี้ก็ได้

ต้องไม่มองกลับไป ต้องไม่หันหลังกลับ ถึงจะได้ยินเสียงของยูริไล่หลังว่าให้หยุดก็ตาม ตอนนี้ถ้าเขาหยุดล่ะก็ ยูริที่อยู่ข้างหน้าจะต้องได้รับโทษหนักแน่ฐานลักพาตัวเขา ถึงจะอธิบายว่าเป็นเขาเองที่ขอร้องยูริก็คงไม่มีใครฟัง ไม่เคยมีใครฟังเขาอยู่แล้ว



ต้องตัดทางหนีของตัวเอง ต้องบอกตัวเองว่าไม่มีที่ให้กลับไปแล้ว



วิคเตอร์กระชากมีดสั้นของยูริออกมา มือที่ไม่เคยจับมีดเลยเผลอเกือบทำมันหล่น แต่ก็กำมันไว้ได้

“ องค์ชาย!!” เสียงของยูริดังจากข้างหลัง ซึ่งมันใกล้มากขึ้นทุกที อาจจะอยู่ห่างกันไม่ถึงสิบขั้นบันได



ข้าคิดว่า ใจที่เต้นแรงนี้คือความรัก คือชีวิตที่เจ้ามอบให้ข้า ยูริ


มันไม่เคยเต้นแรงขนาดนี้ ราวกับนี่เป็นครั้งแรกที่ข้ามีชีวิตจริงๆ


นี่คือความรักงั้นรึ? เราเป็นคนรักกันแล้วใช่มั้ย? หรือว่าเราจะแต่งงานกันแล้ว? ข้าได้ยินเสียงระฆังด้วย ใช่เลย ใช่แน่นอน


วิคเตอร์ เฟลส์แมน เจ้าจะรับยูริ นามสกุลอะไรก็ตาม เป็นสามีของเจ้าไหม เจ้าสัญญาว่าจะซื่อสัตย์ต่อเขา ทั้งในยามสุขและยามทุกข์ ในยามไข้และสุขสบาย จะรักเขาชั่วชีวิตของเจ้าหรือไม่


วิคเตอร์ดึงตัวเองให้หยุดวิ่ง ส่งผลให้ยูริที่ดึงเขาอยู่หยุดตาม วิคเตอร์หันไปอย่างรวดเร็ว ตวัดมีดสั้นเป็นวงกว้าง เฉือนเนื้อของทหารที่เดินนำหน้าสุด และผ่านจมูกของยูริไปเฉียดฉิว เส้นผมสีทองขาดปลิวตามลม ทหารคนหน้าล้มลงกลิ้งลงไปตามบันได ผ่านทั้งสองไป ร่างนั้นแน่นิ่งอยู่ตรงบันไดขั้นล่างสุด มัคคาชินบินลงมาเกาะที่ร่างไร้ลมหายใจ


“ ข้ารับ”


วิคเตอร์ถูกรวบพาดบ่าโดยยูริ มีดหล่นลงพื้นดังแกร๊ง คนรักของเขาวิ่งไปที่ขอบรั้วบันไดซึ่งเป็นพื้นปูนและกระโดดสไลด์ลงผ่านหลายสิบขั้น ดูน่าสนุกไม่น้อยเลย วิคเตอร์ผิวปากเรียกมัคคาชินให้บินตามมา ถ้าจะหนี เขาก็อยากพามันไปด้วย ท้ายที่สุด วิคเตอร์เงยหน้ามองกลุ่มทหาร ยูริเด็กน้อยจ้องเขาอย่างตกใจและเปลี่ยนมาเกรี้ยวกราด


“ องค์ชาย!!!”



------------------



กษัตริย์ยาคอฟและควีนลิเลียนั่งกุมขมับบนบัลลังก์หลังจากได้ข่าวว่าบุตรของพวกเขาถูกลักพาตัวไป บรรยากาศมัวหมองตั้งแต่เมื่อคืนเริ่มเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดและโกรธา กษัตริย์กำมือทุบพนักเก้าอี้ตัวเอง

เสียงรองเท้าเหล็กดังขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งไดโอเมเดสก้าวเข้ามาในห้อง และก้มคำนับกษัตริย์


“ ข้าผิดเองที่ปล่อยให้คนนอกจำนวนมากเข้าวัง”


“ เรื่องมันก็ผ่านมาแล้ว ท่านอย่ากล่าวถึงอดีตเลย” ไดโอเมเดสพูดห้วนๆ ส่วนหนึ่งก็เพราะโมโหไม่น้อย ที่บังอาจมีหัวขโมยเข้ามาชิงสมบัติของเขาไปตอนที่เขาไม่อยู่ “ มันเป็นใคร?”


“ ยูริอุส น้องชายของเฮคเตอร์แห่งซีดาร์เฮเกน”


ไดโอเมเดสยักคิ้วเมื่อได้ยินว่าเฮคเตอร์จากซีดาร์เฮเก้นก็มีน้องชายด้วย “ เป็นหนึ่งในตระกูลผู้ท้าชิงตัววิทย่าตอนนั้นใช่ไหมขอรับ?” โง่เหลือเกินที่ตระบัดสัตย์ไปแบบนั้น ถึงคนผิดสัญญาจะไม่ใช่ตัวเฮคเตอร์ซึ่งเป็นผู้ท้าชิงเองก็ตาม


“ มันมาอวยพรวันเกิดให้ข้าและลักพาตัววิทย่าไป ครั้งสุดท้ายที่ทหารเห็นคือ มันขึ้นเรือพวกไวกิ้ง” กษัตริย์กล่าวด้วยน้ำเสียงอิดโรย


“ ทหารเล่าว่า วิทย่าฆ่าทหารไปคนหนึ่งด้วย” ควีนลิเลียเล่า


“ วิทย่าเนี่ยนะ”


ดูท่าเชื้อโรคนี้จะฝังลงในผ้าขาวลึกกว่าที่คิด อาจจะซึมไปจนทั่วแล้วก็ได้


“ ฟังข้านะขอรับท่านพ่อ” ไดโอเมเดสกล่าวเสียงหนักแน่น “ ท่านต้องจับกุมตัวเหล่าขุนนางที่มาจากซีดาร์เฮเก้นเอาไว้”


“ ทำแล้ว”


“ ขอรับ อย่าเพิ่งฆ่าพวกเขา เรายังใช้ประโยชน์จากพวกมันได้ แล้วก็เหล่าทหารที่เห็นเหตุการณ์ว่าวิทย่าฆ่าคน ก็กำจัดทิ้งซะด้วยนะขอรับ”


กษัตริย์ยาคอฟหน้าซีดและมองเขา


“ มันจำเป็นขอรับ เราจะให้ใครเห็นว่าวิทย่าลงมือสังหารคนไม่ได้ เขาต้องเป็นผ้าขาวต่อไป ไม่งั้นถ้าประชาชนรู้เข้า วิทย่าจะไม่ได้กลับมาในฐานะองค์ชายแต่เป็นนักโทษประหาร”

“ แต่--”

“ หากท่านลงมือทำไม่ได้ ข้าจะทำเองขอรับ พวกเขาอยู่ที่ไหน”

“ ที่สนามฝึกกระมัง ข้าไม่รู้หรอก ข้าไม่--ไม่อยากฆ่าพวกเขา ยูริก็อยู่ด้วย ถึงตอนนี้จะไม่อยู่แล้วก็เถอะ”


ไดโอเมเดสยักคิ้วอย่างสงสัย


“ ยูริเห็นวิทย่าลงมือสังหาร ทหารรายงานว่าเช่นนั้น แต่เขาเป็นคนเดียวที่กระโดดขึ้นเรือไวกิ้งตามวิทย่าไปได้”


ชายหนุ่มพยักหน้า“ รวมเด็กคนนั้นเข้าไปด้วย”

“ ไดโอเมเดส!! ข้าสั่งห้ามฆ่าคนของเราเด็ดขาด!!” กษัตริย์ยืนขึ้น


“ นี่ก็เพื่อตัวพวกท่านและวิทย่านะขอรับ ท่านไม่อยากได้เขาคืนมารึ?”


“ ข้า..”


“ ถ้าเขาไม่กลับมาที่คีวานรุสภายในสิบวัน จะเกิดอะไรท่านก็รู้” ไดโอเมเดสกล่าวเสียงเย็นเยียบ “ เราทำให้เทพเจ้าพิโรธเสียแล้ว เพื่อแก้ไขให้มันกลับมาเป็นเหมือนเดิม สังหารคนสักกลุ่มหนึ่งจะเป็นไรไป”


กษัตริย์ยาคอฟนั่งลงอย่างจนตรอก ยกมือขึ้นนวดขมับ ไม่พูดอะไรอีก


“ ข้าต้องการสัญญาลายลักษณ์อักษรของท่านขอรับ ท่านพ่อ ข้าประสงค์จะเรียกผู้ท้าชิงทั้งสี่สิบสี่แคว้นกลับมารวมตัวกัน มีคนชิงวิทย่าไปจากข้า และข้าปรารถนาว่าพวกเขาจะรักษาสัจจะที่ให้ไว้”


เมื่อได้สัญญาม้วนหนังกวางแล้ว ไดโอเมเดสก็ขอตัวออกจากวังเพื่อเตรียมทัพ ระหว่างที่เดิน เม็ดฝนกระทบเข้าที่แก้มของตน ไดโอเมเดสปัดมันออก มันเป็นฝนหลงฤดูงั้นรึ? หรือว่า…


ฝนห่าใหญ่ตกหนักจนทัศนวิสัยแคบ ทุกอย่างเลือนลางเป็นเส้นสีขาว ปลาจำนวนมากตกลงมาจากฟ้า ชักดิ้นชักงอบนพื้น เขาวิ่งไปที่ประตูทางเข้าออกของวัง และพบว่าน้ำท่วมเต็มเมือง ไดโอเมเดสเงยหน้ามอง กลุ่มก้อนเมฆสีเทามีสายฟ้าแปลบปลาบ เงาขนาดใหญ่เคลื่อนตัวในหมู่เมฆ สัตว์ประหลาดตัวใหญ่สูงเสียดฟ้ามีรยางค์หลายอัน มันเคลื่อนตัวไปมาอยู่เหนือเมือง ถึงเห็นแค่เงารางๆเขาก็มองออกว่าเป็นตัวอะไร ปีศาจปลาหมึกยักษ์ อสูรแห่งท้องทะเล


“ คราเคน”


ดูสิวิคเตอร์ แค่เจ้าหายไปวันหนึ่งก็เกิดเรื่องได้ขนาดนี้


“ ข้าคิดว่าข้าใจดีกับเจ้าที่สุดแล้วนะ ถ้าเอาเจ้ากลับมาได้เมื่อไหร่” วัตถุขนาดใหญ่พุ่งเข้าใส่เขา ไดโอเมเดสก้มหลบทัน มันเป็นคือเสาหินจากวิหารเทพ คราเคนใช้หนวดของมันเขวี้ยงใส่เขา “ จะตัดขาทิ้งซะเลย”




TBC

-------------


- คีวานรุสเป็นชื่อเก่าสุดของสาธารณรัฐโซเวียต ก่อตั้งโดยชาวสลาฟหรือเคียฟ โดยปัจจุบันพื้นที่ของคีวานรุสอยู่แถบบริเวณยูเครนซึ่งแยกมาจากรัฐเซีย

- ยังเป็นยุคที่ทุกคนเชื่อว่าโลกแบน หากว่ากันตามที่วิคเตอร์พูด

- อาจจะแปลกสักนิดที่เขียนให้ชาวรัสเซีย(สลาฟ)รู้จักและนับถือเทพกรีก แต่ก็...เอาเถอะนะ ฮ่าๆๆ ชาวสลาฟสมัยนั้นก็นับถือศาสนาคริสต์นะครับ พอแถได้ๆ

- ตอนแรกกะเขียนให้เจเจมาแทนดีโอ แต่เนื่องจากตอนจบผมวางให้ดีโอจบไม่สวยเท่าไหร่ และผมก็ไม่อยากทำร้ายเจเจขนาดนั้น จึงให้นายฌ็องคนนี้เป็นเพื่อนกับวิคละกัน

- วิคมีความเจ้าหญิงดิสนีย์ คุยกับสัตว์ เพ้อนิด กวนหน่อย


------------


vvv บทพูดที่ไม่ได้ใช้ vvv

วิคเตอร์- ข้าคิดว่า ใจที่เต้นแรงนี้คือความรัก คือชีวิตที่เจ้ามอบให้ข้า ยูริ มันไม่เคยเต้นแรงขนาดนี้ ราวกับนี่เป็นครั้งแรกที่ข้ามีชีวิตจริงๆ

ยูริ- อ้อ ที่หัวใจท่านเต้นแรงเพราะเราวิ่งกันอยู่น่ะ เวลามนุษย์วิ่งเลือดจะสูบฉีด หัวใจเต้นเร็ว หน้าจะแดงขึ้น ท่านคงไม่ค่อยวิ่งล่ะสิ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 7 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

163 ความคิดเห็น

  1. #159 สาวก เคะสวย (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 13 ธันวาคม 2560 / 00:44
    ฮา..ตรงบทส่งท้าย

    หัวใจเต็นแรง เพราะวิ่งอยู่

    ป๊าดดดด...ยูจัง จะเนียนหวานสักนิดก็ไม่ได้

    สรุปสร่างเมาแล้วใช่มั้ย
    #159
    0
  2. #156 Hoshi san (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 13 พฤษภาคม 2560 / 22:05
    มาต่อไวไวนะคะ รออ่านเลยย
    #156
    0
  3. #155 yong6547 (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 8 พฤษภาคม 2560 / 10:03
    กร้าวมากกกกก ชอบมากกกกรออ่านต่อเลยค่ะ
    #155
    0
  4. #154 Yuki Sapphire (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 7 พฤษภาคม 2560 / 21:35
    รออ่านต่อนะคะ ชอบมากมาย >_<
    #154
    0
  5. #153 +tO Dr3aM,To f Ly+ (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 7 พฤษภาคม 2560 / 03:29
    กรี๊ดที่สุดค่ะ มันมีอะไรมากกว่าห้ามไม่ให้คุณวิคออกจากเมืองสินะ น่าตื่นเต้นมากค่ะ รออ่านเน้อออ
    #153
    0