ที่ยอดบนต้นไม้ มีใบเขียวชอุ่มเหลืองอ่อน
พลิกพลิ้ว ไหว ไปตามแรงลม
ไล่ลำต้นต่ำลงมามีสะเก็ดเปลือกไม้แข็งขรุขะ
คือ ความจริงว่า
ของอ่อนอยู่ ข้างบน ของแข็งอยู่ข้างล่าง
ดุจเดียวกัน คนที่อ่อนน้อมถ่อมตนไม่ถือตัว
แม้ อยู่ในที่ต่ำแต่ใจก็สูง
คนที่มีทิฐิมานะแข็งกระด้าง แม้อยู่ในที่สูงแต่ใจก็ต่ำ
การแสดงอาการอันอ่อน น้อมค้อมเคราพ
ไม่มีอะไรสูญเสียหรอก นอกจากทิฐิมานะ
และทิฐิมานะก็ ไม่เคยให้อะไร นอกจากความด้านกระด้าง
ถ้าไม่บรรเทาถอนมันจะฝังติดตัว แน่นขวางกั้นทุกอย่าง
แสงสว่างทางพระนิพพาน ก็อย่าหวังเลย
คนถือดีดื้อรั้นดันทุรังด้วยทิฐิ
จะ รองรับอะไรได้ มีแต่จะล้นทะลักออกมา
มานัตถัทธสูตร
มี พราหมณ์คนหนึ่งชื่อ มานัตถัทธะ พำนักอยู่ในกรุงสาวัตถี
ไม่ยอมไหว้มารดา บิดา อาจารย์ และพี่ชายเลย
สมัย นั้น พระผู้มีพระภาคเจ้ามีบริษัทหมู่ใหญ่แวดล้อม ทรงแสดงธรรมอยู่
มานัต ถัทธพราหมณ์คิดว่า
"พระ สมณโคดมนี้ มีบริษัทหมู่ใหญ่แวดล้อม ทรงแสดงธรรมอยู่
ทางที่ดีเราควร เข้าไปหาพระสมณโคดม
ถ้าพระสมณโคมทักทายเรา เราก็จะทักทายท่าน
ถ้า ท่านไม่ทักทายเรา เราก็จะไม่ทักทายท่านเหมือนกัน"
มานัตถัทธ พราหมณ์เข้าไปหาพระผู้มีพระภาคเจ้า
ถึงที่ประทับ ยืนนิ่งอยู่ ณ ที่ควร
พระ ผู้มีพระภาคเจ้าไม่ทรงทักทาย
เขาคิดว่า "พระสมณโคดมนี้ไม่รู้อะไร" หมุนตัวจะกลับ
พระผู้มีพระภาค เจ้าทรงทราบความคิดของเขา
จึงตรัสกับเขาด้วยพระคาถาว่า
พราหมณ์ในโลกนี้ ใครที่ยังมีมานะไม่ดีเลย
บุคคล มาด้วยประโยชน์ใด พึงเพิ่มพูนประโยชน์นั้นไว้เถิด
มานัตถัทธ พราหมณ์คิดว่า
"พระสมณโคดมนี้ทรงทราบจิตของ เรา"
จึงน้อมศีรษะลงแนบแทบพระยุคลบาทพระผู้มีพระภาคเจ้า ณ ที่นั้นเอง
จุมพิตพระยุคลบาทพระผู้มีพระภาคเจ้า และนวดด้วยมือ ประกาศชื่อว่า
"ท่านพระ โคดมผู้เจริญ ข้าพระองค์ชื่อมานัตถัทธะ
ท่านพระโคดมผู้เจริญ ข้าพระองค์ชื่อมานัตถัทธะ"
หมู่บริษัทที่อยู่ในที่นั้นต่างก็ ฉงนสนเทห์ว่า
"น่า อัศจรรย์จริง ไม่เคยปรากฏมาก่อน
มานัตถัทธพราหมณ์นี้ไม่ยอมไหว้มารดา บิดา อาจารย์และพี่ชาย
แต่พระสมณโคมทรงทำคนเช่นนี้ให้นอบน้อมได้อย่างดี ยิ่ง"
ขณะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสกับมานัตถัทธพราหมณ์ว่า
"พอเถิด พราหมณ์ เชิญท่านลุกขึ้นนั่งบนที่นั่งเถิด
เพราะท่านมีจิตเลื่อมใสในเราแล้ว"
มานัต ถัทธพราหมณ์ลุกขึ้นนั่งบนที่นั่งแล้ว
กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วย คาถาว่า
"บุคคลไม่ควร ทำมานะในใคร
ควรมีความเคราพในใคร พึงยำเกรงในใคร
บูชาใครด้วยดีแล้ว จึงจะเป็นการดี"
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบด้วยพระคาถาเช่น กันว่า
"บุคคลไม่ควรทำ มานะในมารดาบิดา
พี่ชาย และในอาจารย์เป็นที่ ๔
พึงมีความเคารพในบุคคล เหล่านั้น
พึงยำเกรงในบุคคลเหล่านั้น
บูชาบุคคลเหล่านั้นด้วยดีแล้ว จึงเป็นการดี
บุคคลพึงทำลายมานะ ไม่ควรกระด้าง
พึงนอบน้อมพระ อรหันต์ ผู้เยือกเย็น
ทำกิจเสร็จแล้ว ไม่มีอาสวะ ไม่มีผู้ใดยิ่งกว่า"
ธรรมชาติฝ่ายลบอย่างหนึ่ง
ซึ่ง ติดตามมาตั้งแต่แรกเกิด และเริ่มขยายตัวเติบโต
แสดงผลออกมาทางกิริยาท่า ทางในลักษณะกร่างวางก้าม
ครั้นมันเพิ่มปริมาณมากขึ้น
ก็กลายเป็น ความแข็งกระด้างหยิ่งยโส
ไม่ยอมอ่อนน้อมค้อมเคารพใคร
ใน คราวประชุมปรึกษาหารือกัน มักจะยืนกระต่ายขาเดียว
ยืดตัวนั่งตรงคอแข็ง หน้าเชิด
ไม่ยอมรับฟังความเห็นของคนอื่น
ยิ่งถึงคราวทะเลาะวิวาท ก็ยิ่งยากจะยินยอม
ธรรมชาติฝ่ายลบ นั้นท่านเรียกว่า
ทิฐิมานะ คือ ความเห็นถือตนถือตัว
คนที่มีทิฐิเป็นเจ้าเรือนเต็มไปด้วยมานะกระด้างถือ ตัว
เวลาแสดงความคิด เห็น ก็ไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นของคนอื่น
ประเภทกูถูกอยู่คนเดียว
เชื่อ ว่า หลาย ๆ ท่านคงเอือมระอา ไม่ปรารถนาจะร่วมเสวนาด้วย
เพราะรู้ว่า แม้แสดงความคิดเห็นดีเพียงใด เขาก็ไม่ยอมรับ
ผลร้ายหลายประการนี้ ล้วนเกิดจากเจ้าทิฐิมานะนี้ทั้งสิ้น
ทิฐิ มานะเกิดขึ้นได้อย่างไร
เกิดขึ้นจาก อวิชชา ตัณหา อุปาทาน
ซึ่งทำให้หลง อยาก ยึดมั่นสำคัญผิด
เข้าใจอนัตตาว่า เป็นอัตตา
คือเห็นชีวิตสังขารซึ่งตกอยู่ในสภาพอนัตตาหาตัวตนมิได้
โดย ความเป็นอัตตามีตัวตน
เมื่อเห็นว่ามีอัตตาตัวตน ก็สำคัญว่านี่เรา นี่ของเรา นั่นเขานั่นของเขา
ทิฐิมานะก็ก่อตัวทันที และเปิดทางให้สรรพกิเลสเข้ามาอาศัย
ทิฐิมานะก็ครองเหย้าเนานอนสบาย
การถือตนถือตัว และการยึดถือนานัปการ
จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย หากไม่เห็นว่าเป็นอัตตา*
การ รื้อถอนทิฐิมานะ ให้ได้จริง ๆ
ต้องรื้อถอนที่ต้นตอคือ อัตตาตัวตน
โดย ปรับมุมมองใหม่ว่า
แท้ จริง ชีวิตสังขารตกอยู่ในสภาพอนัตตาหาตัวตนที่เที่ยงแท้ถาวรไม่ได้
ครั้น เห็นเป็นอนัตตา ทิฐิมานะก็จะพังทลาย สร่างคลายจากการยึดถือไปเอง
การรื้อถอนทิฐิมานะละอัตตามิใช่เรื่องง่าย
ละไม่ได้ก็ มาบรรเทาลดลงดีกว่า
บรรเทาทิฐิมานะโดยการลดอัตตาตัวตนลงบ้าง
โดย พิจารณาเห็นโทษดังกล่าวในเบื้องต้น
มันไม่ส่งผลดีหรอก ทั้งแก่ตนและคนอื่นนั่นแหละ.
* ดังกล่าวนี้ตรงข้อความที่ พระราหุล
ได้กราบทูลถามพระผู้มีพระภาค เจ้าว่า
อะไร เป็นเหตุให้คนอหังการ (ตัวกู-ทิฐิ) มมังการ (ของกู-ตัณหา)
พระผู้มีพระภาค เจ้าตรัสตอบว่า
รูป ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน
หยาบ ละเอียด เลว ประณีต ไกล หรือใกล้
เป็นเหตุให้เกิดอหังการ มมังการ
เพราะปุถุชนไม่เห็นตาม ความเป็นจริงว่า
"นั่นมิใช่ของเรา เราไม่เป็นนั่น นั่นมิใช่อัตตาเรา "
ความคิดเห็น