
ผลลัพธ์แห่งการฝึก TM นี้ก็ถูกพิสูจน์ออกมาทางวิทยาศาสตร์และผลงานวิจัยมากมายในแง่ผลที่ได้ต่อ สภาวะร่างกายและจิตใจของผู้ที่เข้ารับการฝึก TM ไล่เลียง มาตั้งแต่เรื่อง ปัญหาในระบบการหายใจต่างๆ ได้รับการเยียวยา ระบบการทำงานของปอด การลดระดับคอเลสเตอรอลในเส้นเลือด การชะลอความแก่ เรื่องของความดันในโลหิตลดลง โรคหัวใจ และแน่นอนผลทางจิตใจ มีความสุขสงบ ลดความฟุ้งซ่านของจิต มีสมาธิดีขึ้น หลับง่าย คลายเครียด หลังจากกระแส TM โด่งดังเป็นพลุแตก ผู้คนหลั่งไหลทุ่มเงินไม่อั้น เพื่อให้ได้มันตระมาภาวนาฝึกสมาธิ สุดท้ายก็มีผู้ออกมาเปิดโปง เผยความลับว่า "มันตระ" หรือมนตราที่เคยถูกบอกว่าเป็นความลับและเฉพาะตัวบุคคลนั้น แท้ที่จริงก็ได้มันตระเดียวกัน นั่นก็มันตระแห่ง "โอม" (AUM) นั่นเอง คนไทยเราก็คุ้นเคยกับเสียงแห่งโอมมาตั้งแต่เป็นเด็กๆ ยามเมื่อเราหกล้ม หัวโน เข่าถลอก คนเฒ่าคนแก่ ก็จะทำปากขมุบขมิบท่องมนต์ที่เราก็ฟังไม่ออกแต่จะลงท้ายด้วยคำว่า "โอม...เพี้ยง" ทุกครั้งไป แล้วเราก็กลับไปวิ่งเล่นใหม่ได้อีกราวกับว่าอาการเจ็บเหล่านั้นหายไปเป็น ปลิดทิ้ง จนเติบโตขึ้นมา ในโลกสมัยใหม่ มีชีวิตสำเร็จรูปที่เพียบพร้อมไปด้วยเทคโนโลยีและความก้าวหน้าทางวิทยา ศาสตร์ เรื่อง "โอม...เพี้ยง" รวมถึงเรื่องราวโบร่ำโบราณ อีกมากมายก็ดูคล้ายว่าจะเป็นเรื่องไร้สาระไม่น่าเชื่อถือ และดูจะหมดความหมายคลายความศักดิ์สิทธิ์ไปเสียด้วยซ้ำ กลับไปมองโลกตะวันออกอย่างอินเดีย เสียงแห่ง “โอม” (AUM) ถือได้ว่าเป็น เสียงแห่งจักรวาล เป็นเสียงศักดิ์สิทธิ์ และเป็นเสียงที่เกิดขึ้นมาก่อนสรรพชีวิตใดๆ และการเปล่งเสียงนี้เช่นกันก็จะทำให้เรากลับไปสู่สภาวะแห่งการเข้าถึงพระ เจ้า อันเป็นสภาวะแห่งความบริสุทธิ์ ความดี ความงาม และความจริง ในทางฮินดู "โอม" ถือว่าเป็นรากแห่งมันตระ หรือมนตราที่สำคัญ ไม่เพียงแต่ในทางฮินดูเท่านั้น หลายๆ ศาสนาทางตะวันออก จะมีคำว่า "โอม" อยู่ในบทสวดสำคัญๆ อยู่ด้วยทุกครั้งไป ในทางโยคะ "โอม" การเปล่งเสียงแห่ง โอม ซึ่งจะออกเสียงเป็น อะ อู มะ นั้น นอกจากจะเป็นการภาวนาเพื่อนำพาจิตกลับสู่สภาวะแห่งความสงบศานติในพระเจ้า แล้ว ยังเป็นเสียงแห่งการเยียวยาร่างกายและจิตใจอย่างไม่น่าเชื่อ ในภาษาสันสกฤต เสียงนี้เกิดจากเสียง อะ อู และม ซึ่งเวลาออกเสียงจะเป็น อา เสียงนี้จะออกจากช่องท้องเปล่งออกมาทางลำคอออกมาทางปากที่เปิดกว้าง อู เป็นเสียงที่ออกจากกลางปากต่อเนื่องมาจากเสียงอา แต่ปากจะค่อยๆ หุบลง อืม เป็นเสียงที่ต่อจากอูเมื่อปากหุบลง และเสียงจะขึ้นจมูก แต่จะออกเสียงยาวจนสุดลมหายใจ ซึ่งจะเป็นขั้นสุดท้ายที่เสียงจะสะท้อนให้ได้ยินว่า “โอม” ในทางโยคะเสียงทั้งสามนี้ยังเป็นการสะท้อนจุดจักระสำคัญต่างๆ ในร่างกาย ตั้งแต่ เสียงอา และอูสัมผัสได้ถึงการสั่นสะเทือนใน มณีปุระจักระ บริเวณท้อง และ วิชุดาจักระ บริเวณลำคอ และสุดท้ายเสียง อืมมมม รับรู้ได้ถึงการสั่นสะเทือนบริเวณสหัสชราจักระบริเวณส่วนบนของศีรษะ อันเป็นจักระสูงสุดแห่งการตระหนักรู้ และ Self Realization เสียงโอม อันเป็นเสียงแห่งจักรวาลนี้จะหลอมรวมจิตให้กลับเข้ามาเป็นหนึ่งเดียวได้โดย ง่าย และง่ายต่อการที่จะฝึกสมาธิในขั้นสูงๆ ต่อไป ในการฝึกภาวนา หากผู้ฝึกเข้าถึงแก่นแท้แห่งคำ ลงลึกสู่การภาวนา เสียงนี้จะปลุกเราให้ตื่นจากสภาวะแห่งการหลับใหลอันยาวนาน การจมจ่อมอยู่กับความฝันและก้าวสู่สภาวะแห่งการตื่นรู้ ก้าวออกจากโลกแห่งมายาสู่โลกแห่งความเป็นจริง ที่สุดแล้วเสียงแห่งโอมนั้นก็คือ การคืนกลับไปสู่สภาวะที่มีและไม่มี อันเป็นสภาวะที่ว่างแต่ไม่ว่างเปล่า อันเป็นสภาวะแห่งพระเจ้า ซึ่งอยู่เหนือถ้อยคำภาษา รูป นาม สัญลักษณ์ ในคัมภีร์ปตัญชลีโยคะ ในบทหนึ่งที่ว่าด้วย “อิศวรปณิธาน” การ ใคร่ครวญถึงสภาวะแห่งความจริงแท้ และพระเจ้า คำคำนี้ ถูกเขียนแทนไว้ด้วยคำว่า ปราณาวา (Pranava) ซึ่งมีความหมายเดียวกับคำว่าโอม แม้ว่าทุกวันนี้เราเห็นสัญลักษณ์แห่งโอมอยู่ทั่วไปดาษดื่น ไม่ว่าจะในโปสเตอร์ เสื้อยืด จี้ห้อยคอ แหวน แต่สิ่งเหล่านี้หาใช่ เสียงแห่งโอม ดังที่กล่าวถึงไม่ เพราะแท้ที่จริงแล้วเสียงแห่งโอมนั้นมิอาจใช้อักษร ภาพหรือสัญลักษณ์ใดๆ แทนได้ ซึ่งเราอาจจะเห็นคำคำนี้สัญลักษณ์นี้อยู่ทั่วไป แต่เราไม่อาจพบกับสภาวะแห่งโอมได้ เพราะสภาวะแห่งโอม หรือพลังแห่งโอมนั้นจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีการเปล่งเสียงและน้อมนำเข้า สู่การปฏิบัติ ดังความเชื่อในอินเดีย คำสำคัญคำนี้จึงไม่ถูกเขียนลงในกระดาษ แจกจ่าย หรือนำไปอย่างปราศจากการตระหนักรู้ มีเพียงการถ่ายทอดจากปากของคุรุสู่ศิษย์เท่านั้น และที่สุดคำคำนี้จะมีพลัง ก็ต่อเมื่อศิษย์นั้นนำมาบริกรรมซ้ำแล้วซ้ำเล่า และใคร่ครวญถึงความหมายอันลึกซึ้งแห่ง "โอม"
ที่มา นสพ.กรุงเทพธุรกิจ
ความคิดเห็น