Unspecific Singularity มหาวิบัติสังหาร

ตอนที่ 2 : บทที่ 1 กายภาพ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 188
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    28 พ.ค. 56

                แต่แล้วผมก็ตื่นขึ้น นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ผมเคยฝันอะไรแปลกประหลาดขนาดนี้ ภาพเหล่านั้นยังคงถูกตรึงอยู่ในศีรษะของผม ซึ่งรวมถึงคำพูดที่แผ่วเบาที่เอ่ยขึ้นก่อนที่ผมจะตื่นมาสู่โลกความจริง “รับรู้” คำที่แสนธรรมดานี้มาเกี่ยวข้องอะไรกับเหตุการณ์ในความฝันผมก็ไม่สามารถหาคำตอบได้

                ราวกับว่าเพิ่งผ่านสมรภูมิสงคราม อาการปวดศีรษะรุนแรงและมือที่สั่นเทาประดังเข้ามาทันทีที่ร่างของผมผละออกจากเตียง ผมไม่สามารถเพียงยกมือตนเองสูงขึ้นจากเตียงได้นานนัก ไม่ช้าแขนของผมก็ตกลงที่เดิมเสมือนไร้ซึ่งกล้ามเนื้อ

                ผ่านไปมากกว่าครึ่งชั่วโมงเรี่ยวแรงจึงค่อยๆกลับมา ถึงจะไม่ได้ทำให้ยกของหนักๆได้แต่ก็พอพยุงตัวเองเดินไปยังห้องน้ำเพราะว่าผมได้สายมากแล้ว

                ผมยังไม่สามารถทำความเข้าใจกับเหตุผลที่ว่าฝันแปลกๆนั้นมันเกิดขึ้นได้อย่างไร ภาพยนตร์สยองขวัญ ภาพเหตุฆาตกรรม ไม่เคยผ่านมาในสายตาผมแม้แต่เพียงครั้งเดียว การที่มีวัฏจักรกินเงินเดือน ส่งผลให้มุมมองต่อโลกภายนอกของผมนั้นมีแค่น้อยนิด เครื่องโทรทัศน์ที่บ้านของผมถูกเปิดไม่เกินเดือนละ 15 ครั้งเท่านั้น ชีวิตของผมได้เพียงหวังการเลื่อนตำแหน่ง มันไม่มีคำว่าความใฝ่ฝันหรืออนาคตอีกต่อไป ทำให้ผมจึงทำงาน OT หามรุ่งหามค่ำ ยามกลับถึงบ้านสิ่งเดียวที่ผมยังจำภาพได้คือปลอกหมอนสีขาวบนเตียง

                โดยปราศจากการเตือนใดๆ เสียงประตูปิดเสียงดังสนั่นปรากฏออกมาจากห้องใกล้ๆ ตามปกติสุขแล้วคอนโดนี้จะแทบไม่มีเสียงอึกทึกจากห้องต่างๆ ด้วยเหตุผลที่เป็นคอนโดใจกลางเมืองจึงมีเฉพาะผู้ที่ต้องการความสะดวกในการเดินทางเท่านั้นที่มาอาศัยอยู่ ซึ่งถ้าว่าตามสถิติส่วนใหญ่จะพักอาศัยเพียงคนเดียว

                ผมผละความสนใจจากเสียงประตูนั้นและรีบใส่ชุดสูททำงานให้เสร็จ เวลาของอาหารเช้านั้นไม่มีเหลือแล้วในตารางเวลา ทันทีที่ผมจัดแต่งทรงผมให้เข้ารูปเสร็จจึงรีบคว้าเครื่องแบล็กเบอร์รี่ นาฬิกาข้อมือและกุญแจห้องออกไปด้านนอก

                ดอกกุญแจเข้าเสียบได้อย่างพอเหมาะกับกลอนประตู มันดูราบรื่นแตกต่างกับชีวิตของผมโดยสิ้นเชิง ในแต่ละวันหัวหน้าแผนกตามจ้องมองทุกฝีก้าว การสะดุดล้มเพียงครั้งเดียว เขาจะเข้ามารุมยำคุณในทันที นั่นหมายถึงจำนวนเงินเดือนซึ่งจะถูกหักอย่างไม่น้อยเมื่อมันถูกโอนมายังบัญชีของผม

                เป็นปกติที่ตึกนี้แทบจะเงียบสงัดในเวลากลางวัน แทบทุกคนที่ต้องออกไปทำงานที่บริษัทตน ในชั้นที่ผมอยู่ซึ่งสูงพอควรทำให้เสียงความแออัดจากด้านล่างส่งขึ้นมาไม่ถึงเลยแม้น้อยนิด บรรยากาศโดยรอบตัวจึงเงียบสนิท

                ลิฟท์ได้อยู่ถัดไปอีกไม่เกิน 10 ก้าว ผมยังคงเดินต่อไป สายตาของผมเหลือบไปเห็นบางสิ่งที่ผิดปกติมากยิ่งขึ้น เช่นกับคนที่เมาสุรา ทางเดินที่อยู่ไกลออกไปเริ่มมืดลงก่อนที่จะค่อยๆกลายเป็นภาพเบลอ ถัดจากตัวลิฟท์ไป 3 เมตรได้ค่อยๆเบลอขึ้นเรื่อยๆ ราวกับเป็นรางบอกเหตุ...ความตายของผม

                ไม่นานนักมันก็เป็นไปตามคำทำนาย จากภายหน้าของผมที่เริ่มขุ่นมัว ตอนนี้มันเริ่มเป็นไปทางเดียวกับความฝัน การสั่นสะเทือนและการทับซ้อนของภาพมันกลับมาอีกครั้ง แต่ผมก็ยังคงพยายามเดินต่อไปให้ถึงลิฟท์ก่อนที่มันอาจจะแย่ลงมากกว่านี้

                ในตอนนี้ผนังซ้ายและขวารอบๆผมกลายสภาพเป็นภาพเบลอที่สั่นอย่างบ้าคลั่ง สิ่งเดียวตอนนี้คือการเดินให้ชิดใจกลางมากที่สุด หลีกเลี่ยงการสัมผัสพวกมัน

                10 เมตรคือระยะในขณะนี้นับจากปลายเท้าของผมไป ณ ประตูลิฟท์ และ 10 วินาทีคือเวลานับจากนั้นที่บางสิ่งเริ่มกำเริบอาการมากขึ้น ที่ทางเดินถัดจากลิฟท์ไปไม่ไกลนัก ราวกับถูกค้อนที่ไม่มีตัวตนทุบทำลาย ชั้นผนังไม้อัดที่ถูกบุไว้เป็นกำแพงกั้นระหว่างทางเดินกับห้องเริ่มหักแตกออกมาจากด้านในห้องอย่างรวดเร็วและรุนแรง มันเริ่มแตกไปเป็นแนวเข้ามาจากสุดทางเดินฝั่งตรงข้ามและใกล้มา พร้อมกับการบิดเบี้ยวของรูปแบบโรงแรมที่เพดานด้านบนเริ่มโค้งลงมาราวกับเป็นผืนผ้าฝ้าย เสียงแผ่นโลหะที่ถูกติดตั้งด้านในเพดานเริ่มส่งเสียงโอดครวญ

                อาจจะเป็นเพราะจิตใจที่กำลังเล่นตลกกับตัวมันเองหรือเสียงจากโลหะที่กำลงเสียดสีกันก็อาจทราบได้ แต่สิ่งที่แสดงออกมาจากที่โสตหูของผมได้ยินมันคือเสียงจากการกรีดร้องที่ดังกังวานที่แม้ไม่ทราบถึงแห่งที่มาของมันแต่ก็รับรู้ได้ถึงความเจ็บปวดที่เธอผู้นั้นได้รับ ราวกับว่าอารมณ์ของเธอนั้นสามารถส่งถ่ายให้ผู้อื่นที่สัมผัสได้เหมือนกับการแตะนิ้วเข้ากับกาน้ำเดือด การยกมือขึ้นกำบังใบแก้วหูของผมนั้นแทบไร้ประโยชน์ใดๆ นอกจากเสียงที่ไม่ดังลดลงเลยนั้น ความรู้สึกเจ็บปวดก็ประดังเข้ามาจนกลายเป็นตัวผมที่กำลังทรมาน

 ณ เวลานี้ ผมไม่รู้อีกต่อไปว่าสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นแท้จริงนี้เกิดจากพายุหมุนขนาดยักษ์ภายในจิตของผมเองหรือไม่ หรือผมกลายเป็นสิ่งที่เรียกว่า ผู้ป่วยโรคประสาท แต่สำหรับผมในเวลานี้ การที่หลุดออกจากภาวะที่วิทยาศาสตร์ไม่สามารถอธิบายได้ในขณะนี้ถือว่าเป็นสิ่งอันดับแรกที่ผมต้องทำ

                อีกเพียงไม่กี่ก้าวผมก็จะถึงสวิทซ์เปิดปิดของลิฟท์ที่ผมใช้เป็นประตูหนีจากนรกจิตประสาทตรงหน้า แต่มันไม่ต้องการให้เป็นเช่นนั้น เสียงโหยหวนจากความฝันที่ชัดเจนนั้นกลับมาอีกครั้ง ดูคล้ายกับจุดกำเนิดความวิปริตของมันจะอยู่ ณ สุดทางเดินใกล้กับประตูทางหนีไฟ ซึ่งห่างจากลิฟท์ ณ ตำแหน่งของผมเป็นระยะครึ่งหนึ่งของตึก แม้จะมีส่วนหนึ่งที่ผมคิดว่าทุกสิ่งมาจากความคิดฟุ้งซ่านของตัวผมเอง แต่ผมก็ไม่รอให้เสียงนั้นเข้ามาหาจนถึงตัว เสียงเฟืองเริ่มขบกันเบาๆเป็นเสียงบ่งบอกถึงการเริ่มทำงานของลิฟท์ที่ค่อยๆเลื่อนขึ้นมาอย่างช้าๆ ในวันปกติผมไม่เคยสังเกตความเร็วของลิฟท์เหล่านี้ จึงไม่อาจรู้ได้ว่ามันช้าลงไปหรือช้าแบบนี้ตั้งแต่เริ่มต้น ดูจากตัวเลขดิจิตัลด้านบนประตูเลื่อนโลหะของลิฟท์แสดงให้เห็นถึงว่าอีกเพียง 4 ชั้น ลิฟท์ก็จะเปิดออก

                จากความกลัวจับจิตที่ผมกำลังเป็นอยู่ อาจส่งผลถึงกาลเวลาที่เริ่มช้าลง แต่ดูเหมือนเสียงโหยหวนนั้นกลับไม่ได้ช้าลงตาม ความดังของมันที่เพิ่มขึ้นอย่างเรื่อยๆทำให้ผมรู้แล้วว่ามันเข้ามาใกล้ผมเพียงใด ซึ่งจากความเข้าใจแรกว่ามันคือเสียงโหยหวนทุ้มๆต่ำๆสลับไปมา แต่แท้จริงกลับคือกลุ่มเสียงที่มีโทนเสียงแตกต่างกัน ร้องประสานเสียงกันโดยมีช่วงคล้ายหยุดหายใจไปบางช่วง มันทำให้ผมแทบจะลืมเสียงกรีดร้องไปเสียสนิทแม้มันกำลังแผดเสียงก้องกังวาลอย่างไม่มีการหยุดสูดอากาศ หากดูในขณะนี้ก็จะพบได้ว่าเสียงกรีดร้องนั้นไม่ได้มีจุดกำเนิดเดียวกับเสียงโหยหวนเหล่านั้น แต่กลับเป็นเสียงเสมือนเสียงสะท้อนในถ้ำมากกว่า

 

                อีกเพียง 1 ชั้น ประตูลิฟท์ก็จะเปิดออกแต่มันกลับค้างอยู่ที่ชั้นนั้น หากไม่ใช่เพราะมีบางสิ่งกำลังเล่นตลกกับเขา ก็คงมีผู้โดยสารต้องการเข้าไปเช่นเดียวกับเขา แต่สิ่งหนึ่งก็ทำให้ผมหยุดความคิดทุกสิ่ง จากที่กลุ่มเสียงโหยหวนนั้นเริ่มมีเสียงที่แหบแห้งราวกับกล่องเสียงที่มีปัญหาพูดบางสิ่งที่จับใจความได้

                คล้ายกับเป็นการวนคำพูดซ้ำไปมาของคำพูดประโยคเดียว มันเป็นคำพูดที่ไม่สามารถฟังได้ชัดเจนนักแต่คล้ายกับ ร่วมกัน ความแผ่วเบาของมันทำให้คิดถึงเสียงกระซิบก่อนนอนจากแม่สู่ลูก ความหมายของคำนั้นผมไม่อาจจะสามารถตีความมันได้ แต่กลุ่มเสียงโหยหวนนั้นก็เอ่ยมันขึ้นมาราวกับตั้งใจให้ผมฉงนคิดถึงอดีต แต่ก็ไม่มีส่วนใดในความจำที่สะกิดใจผมขึ้นมา

                ลิฟท์ตัวนั้นยังคงค้างเติ่งอยู่ ณ ที่เดิมของมัน หากในเวลาปกติผมคงไม่รู้สึกฉุดคิดถึงสิ่งปกติที่เกิดขึ้นกับลิฟท์อีก 2 ตัวและคิดไปว่ามันกำลังซ่อมบำรุงหรือพักการทำงาน แต่ในตอนนี้มันดูเป็นว่าคล้ายจงใจชะลอเวลาหลบหนีจากสิ่งวิปลาสเหล่านี้ และในขณะเดียวกันเองนั้นเสียงคล้ายแก้วแตกก็ดังขึ้นถี่ติดกัน ยังไม่ทันที่ผมจะทันมองหาต้นเสียงนั้นก็เข้าใจได้ทันทีจากแสงสว่างที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัดว่ามันคือหลอดไฟทางเดินที่แตกลงทั้งหมดในเวลาไล่เลี่ยกัน ทุกสิ่งจะกลายเป็นความมืดสนิทหากไร้ซึ่งหลอดฟลูออเรสเซนต์ที่อยู่เหนือศีรษะผมขึ้นไป ทางเดินสองฝั่งตอนนี้กลายเป็นมืดสนิท มันเป็นสิ่งน่าประหลาดใจที่บังเกิดกลุ่มเมฆก่อตัวอย่างรวดเร็วจนบดบังแสงอาทิตย์ที่พยายามส่องเข้ามาในอาคาร ถึงกระนั้นเสียงโหยหวนนั้นก็ยังคงอยู่และผมก็เริ่มสัมผัสถึงความใกล้ของมันกับตัวของผม

                ทุกสิ่งที่ดูช้าลงยิ่งช้าลงไปอีกจากจิตที่เริ่มก่อความกลัวขึ้นมาในความคิดของผม ที่คล้ายกับไวรัส มันค่อยๆแผ่ซ่านความสยองเกล้านั้นไปทั่วร่างกาย ผมได้เพียงแต่ยืนมองตัวเลขบนหน้าปัดดิจิตอลนั้นให้เพิ่มขึ้นเพียงเลขเดียวเท่านั้น แต่มันไม่ยอมให้ความปรารถนานั้นเป็นจริง

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

20 ความคิดเห็น

  1. #15 ิ[B]anTo (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 2 มีนาคม 2555 / 11:10
    แนวนี่ มันดี คับ ผม ชอบ นะ สู้ๆ นะ
    #15
    0