คัดลอกลิงก์เเล้ว

ยอดวิวรวม

137

ยอดวิวเดือนนี้

1

ยอดวิวรวม


137

ความคิดเห็น


0

คนติดตาม


0
จำนวนโหวต : ยังไม่มีคนโหวต
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  15 ธ.ค. 61 / 20:34 น.
ดอกไม้ไฟระหว่างผมและเธอ | Dek-D

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้
         ผมมักฝันเห็นความทรงจําแปลกๆอยู่เสมอไม่รู็ว่ามันคืออะไร แล้วคําสัญญาในตอนนั้นระหว่างผมและเธอคืออะไร คําสัญญาเหรอ??? มีไหมนะ

เนื้อเรื่อง อัปเดต 15 ธ.ค. 61 / 20:34


ครั้งแรกของคำสัญญาคุณยังคงจำมันได้หรือป่าว?

            สัญญานั้นจำเป็นต้องรักษาใช่ไหม?

            ในวันที่ 1 มกราคม ปีพุทธศักราช 2553

            จังอุดรธานี ณ หนองประจักษ์

ในวันขึ้นปีใหม่ซึ่งไร้เมฆหมดบดบังมีเพียงแสงจันทร์และดวงดาวที่ส่องประกายอยู่ทั่วฟ้า ปกติแล้วภายในเวลา 21นาฬิกาของทุกๆวันซึ่งเป็นวันธรรมดามักจะมีคนเหลืออยู่น้อยเกินคำบรรยาย เกินกว่าที่ตัวผมนั้นจะอธิบายได้ ไม่สิ ถ้าเป็นคำบรรยายก็คงมีถ้าให้เปรียบก็เหมือนกับพื้นที่โล่งๆที่เหมือนกับพื้นที่ของเราเอง

ทว่าวันนี้ทุกอย่างกลับเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ แตกต่างจากทุกๆวันที่ผ่านมาจากพื้นที่โล่งๆที่ไม่ค่อยมีคน แต่ในเวลานี้กลับเต็มไปด้วยผู้คนจำนวนมากพลุกพล่านเบียดเสียดกันอย่างแน่นขนัด จนบางครั้งก็อาจทำให้เด็กบางคนหลงทางกลับพ่อแม่ หรือกว่าจะรู้สึกตัวเราก็ร้องไห้ไปเสียแล้วเมื่อพบว่าคนรอบตัวเราหายไป

            “พอนึกถึงแล้วก็แอบหัวเราะอยู่เหมือนกันแหะ ตัวผมในตอนนั้น-

            ก็เชื่อว่าใครหลายๆคนก็เคยหลงทางกันมาก่อน รวมถึงผมก็เคยหลงทางมาแล้วหลายครั้งเช่นกันไม่ว่าจะเป็นตอนไปห้างสรรพสินค้าในตอนอายุ5ขวบ หรือตอนเดินเล่นในสวนสนุกช่วงอายุราว3ขวบ หรือตอนเดินตลาดกับพ่อแม่แล้วหลงทางในอายุราว6ขวบ พอนึกถึงแล้วก็ไม่สามารถอดขำกับความทรงจำบ้าบอแบบนี้ได้เลย

            ใครหลายๆคนคงคิดว่าการหลงทางคือความโชคร้าย ถึงอย่างนั้นสำหรับผมมันเหมือนกับการเรียนรู้สิ่งต่างๆด้วยตัวเอง ตัวผมนั้นอาจเป็นคนที่แปลกหรือแตกต่าง แต่ทว่ากลับมีเพียงแค่ความทรงจำเดียวที่ผมไม่สามารถนึกขึ้นได้ มันเหมือนกับความทรงจำที่กำลังเลือนลางจนเกือบที่จะหายไปอย่างไรอย่างนั้น และช่วงเวลานั้นคือวันเวลาของวันที่ 31 ธันวาคมเป็นวันที่ผมเกิดพลัดหลงจากพ่อแม่มันคือช่วงเวลาที่พบกับเด็กผู้หญิงคนนึงในระหว่างหลงทางบริเวณใกล้ริมแม่น้ำ ตรงหน้าของสายตามีเป็ดสีเหลืองสามตัวกำลอยล่องอยู่อย่างเงียบๆ มีเธอคนหนึ่งกำลังเดินเข้ามาหาผมอย่างไม่รู้ทิศทางบริเวณใต้ตาเต็มไปด้วยคาบน้ำตาจนเหมือนกับเด็กขี้แง สภาพของเธอดูไม่ต่างกับเด็กทั่วไปจนชวนรู้สึกสงสาร      

ผมจึงเอ่ยถามออกไป “เธอเป็นอะไรไปเหรอ? ร้องไห้ทำไม”

            “นะ หนู หนู หลงทางมาค่ะ” เธอพูดด้วยเสียงสะอื้นเบาๆพร้อมกับขยี้ตาไปพลางๆ

            “นั่นไง คิดไว้แล้วเชียว ฮ่าๆๆ” ผมแอบขำขึ้นมาระหว่างการสนทนาประกอบกับใบหน้าที่แย้มยิ้มเล็กน้อย

            ….

            “อะ โทษทีๆ ฉันก็หัวเราะเธอไปแบบนั้นแหละ ความจริงผมก็หลงทางมาเหมือนกัน”

            “หลงทาง” เสียงของเธอยังคงสะอื้นเบาๆ

            “อืม ใช่แล้วล่ะ หลงทางไงล่ะ”     

เธอเลยเกิดความสงสัย และเอียงคอเล็กน้อยพร้อมกับถามต่อว่า “งั้นเรา- ก็เหมือนกันเหรอ”

            “เหมือนกันเหรอ- ก็คงประมาณนั้น” หลังจากนั้นเขาก็เริ่มเบี่ยงสายตามองดูบริเวณนาฬิกาข้อมือขวา “อะ” ผมอุทานออกมาอย่างตกใจ “ใกล้ได้เวลาแล้วสินะ” เอ่ยขึ้นอย่างมีนัยน์ 

            “กะ เกิดอะไรขึ้นเหรอ?” เธอเดินเข้ามาหาผมพร้อมกับเริ่มลดมือที่ขยี้ตาลง เหมือนว่าเธอจะเริ่มหยุดร้องไห้แล้ว

            “ดอกไม้ไฟ”

ดอกไม้ไฟ เคยมีคนสงสัยไหมว่าจะแบนหรือจะกลม แต่ถึงจะเป็นรูปร่างอย่างไรดอกไม้ไฟก็คือดอกไม้ไฟ นั่นคือสิ่งที่ผมคิดในตอนนั้น

             “มันทำไมเหรอ?”

            “ดอกไม้ไฟ มันสวยดีนะ เธอว่าไหม?” ผมพูดพลางยิ้มไปให้กับเธออย่างสดใส แล้วหัวเราะเบาๆ “นั่นไงล่ะ ดอกไม้ไฟ” แหงนหน้าขึ้นพร้อมกับชี้นิ้วไปยังบริเวณที่ดอกไม้ไฟกำลังลอยขึ้น

            ฟิ้ววว!!! ตู้มมม!!! เสียงของดอกไม้ไฟดังขึ้นเมื่อเริ่มจุดขึ้นท้องฟ้า และเสียงดังอีกครั้งเมื่อดินปืนแตกออกเป็นสีสันสวยงามที่เรียกว่าดอกไม้ไฟ เฉดสีของมันเหมือนกับดอกไม้ที่เต็มไปด้วยความสุข ความทุกข์ และความรู้สึกต่างๆที่อัดแน่นลงไปแล้วล่วงลงมาลับฟ้าจนหายไปในที่สุด-

            ความทรงจำ

            “ที่สักวันก็ต้องหายไป”

            ….

            ฟิ้ววว!!! อีกครั้งของดอกไม้ไฟที่จุดขึ้นสู่ท้องฟ้า ครั้งแล้วครั้งเล่าที่ดอกไม้ไฟจุดขึ้นมาเหมือนกับการที่เราได้มองอะไรใหม่ๆในมุมมองใหม่ๆ เช่นเดียวกับหนังเรื่องหนึ่งที่พอมองจากด้านไหนแล้วจะเป็นรูปร่างอย่างไร

            ดินปืนของดอกไม้ไฟที่ประทุออกมาอย่างต่อเนื่อง เสียงที่ยังคงดังอยู่จนไม่ได้ยินเสียงของกันและกัน ทั้งอย่างนั้นในลูกที่57ของดอกไม้ไฟผมกับได้ยินเสียงของเธอ

            “ดอกไม้ไฟ ฉันชอบมันนะ” เธอพูดขึ้นด้วยความแผ่วเบา

            ” ผมที่ยืนแหงนหน้าดูมองไม้ไฟอยู่ตรงหน้าก็ได้เพียงแค่ยิ้มที่มุมปากเล็กน้อย แล้วหันหน้ามาหาเธอในช่วงเวลาของดอกไม้ไฟลูกต่อไป   

            ฟิ้ววว!!! ตู้มมม!!! เฉดสีหลายๆสีเริ่มกระจายตัวออกซึ่งมาพร้อมกับสีของแสงจันทร์ที่ตกกระทบลงบนแสงของดอกไม้ไฟ ในเวลานั้น

            คำสัญญาระหว่างพวกเราก็ได้เกิดขึ้นมา

            คำสัญญาต้องรักษาใช่ไหม?        

            คำสัญญาคุณยังคงจำมันได้อยู่หรือป่าว?  

คำสัญญากับใครคนหนึ่งที่ไม่รู้จัก- และชื่อของเธอก็คือ

ตึง!!! เสียงของหัวกระแทกของกับโต๊ะอย่างฉับพลันจนกว่าจะรู้สึกตัวก็สายเกินไปกับคำเอ่ยว่า “เจ็บ”

ผมได้แค่เพียงสงสัยว่าตัวเองนั้นหลับไปตอนไหน? แล้วตอนนี้วิชาอะไร? หรือกี่โมงแล้ว เป็นความรู้สึกของคนๆหนึ่งเมื่อพึ่งตื่นขึ้นมา

“วิชา กี่โมงแล้ว?” ผมหันหน้าถามเพื่อนชายข้างๆด้วยความสะลึมสะลือที่บรรยายไม่ถูก

“วิชาคณิตศาสตร์ เวลา10นาฬิกาน่ะ”

“งั้นหรอกเหรอ? ยังไม่จบคาบสินะ” พอมองออกไปก็เห็นคุณครูสาวกำลังยืนกอดอกแน่นพร้อมขยับปากเหมือนกำลังจะสะกดคำว่า “นาย-บ้า-เหรอ-หะ” อย่างไรอย่างนั้น

“แหะๆ” แต่ก็ได้แค่ส่งยิ้มให้อาจารย์ละฟุบลงบนโต๊ะเรียนเช่นเคย

ครูสาวได้เพียงแค่ถอนลมหายใจออกมอ่อนๆแล้วเอ่ยขึ้นมาเบาๆ “เป็นอย่างนี้อีกแล้วสินะ” เมื่อนึกๆขึ้นแล้วก็พบว่าช่วงเวลาที่นายนี่ไม่นอนในคาบนี้แทบจะไม่มีเลย เธอเดินเข้ามาใกล้พร้อมกับรังสีอัมมาหิตแผ่ขยายออกมารอบตัวน่ากลัวเกินคำบรรยาย ณ เวลานั้นครูก็ได้ฟาดหนังสือลงบนหัวเขาอย่างรุนแรง แปะ! เสียงของหนังสือที่กระทบกับหัวศีรษะจนต้องตื่นขึ้นมาอย่างสะลึมสะลือ “อะ ว่าไงครับอาจารย์”

            “อาจารย์โสดสินะครับ” บาสพูดขึ้นมาด้วยความงัวเงีย

            “พ พูดอะไรของเธอกันนะ!!!” แปะ! หนังสือเล่มนั้นก็ฟาดลงที่หัวของบาสจนสลบลงไปจนทำให้เขากลับมานอนฟุบอีกเช่นเคย ภายในห้องเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะครึกครื้นมากมายไม่นานเสียงออดก็ดังขึ้นพร้อมกับเสียงหัวหน้าชั้นบอกทำความเคารพ

            และแล้ววันเวลาที่ผ่านมาเรื่อยๆในวิชาคณิตศาสตร์ก็ไม่มีชั่วโมงไหนเลยที่ผมไม่ได้นอนในชั่วโมงนี้ จนบางครั้งมันอาจเป็นเหมือนกับส่วนหนึ่งของชีวิตแล้วก็ย่อมได้

            วันเวลาซึ่งผ่านไป เวลา ที่กระโดดก้าวข้ามมาอย่างรวดเร็ว

            ในวันเวลาที่ผ่านมา อดีตก็เหมือนกับบทเรียน

                                        อดีตก็เหมือนกับประสบการณ์

                                        อดีตก็เหมือนความรู้นอกตำรา

            ถึงอย่างนั้นเคยมีบ้างครั้งใช่ไหม ที่อยากลืมเรื่องบางเรื่องในอดีต มันทั้งเจ็บปวดหรือแสนสุข ทุกๆช่วงเวลาที่ผ่านมาต่างล้วนแล้วมันคือความทรงจำอันมีค่าสำหรับผม

            เวลาหลังเลิกเรียน ที่บ้านของผม

            ภายในห้องนอน

            เมื่อไลน์แสดงผลขึ้นมาซึ่งมาพร้อมกับเสียงของข้อความที่กำลังเด้งรัวๆอย่างกระหน่ำหวั่นไหว จนคิดว่า “พวกนี้คุยเรื่องอะไรกันบ้างฟ้ะเนี่ย” คิดแล้วก็หนักใจ อีกด้านหนึ่งก็มีความสุขที่เห็นไม่เงียบ แต่ถึงอย่างนั้น

            ติ้ง! ติ้ง! ติ้ง! ติ้ง! เสียงข้อความที่ไม่มีทีท่าว่าจะหยุดที่ไม่กี่วินาทีต่อมาก็ทำให้โทรศัพท์ผมค้างทันตาเห็น

            “เห้ยๆ เอาจริงดิ ไม่ตลกนะเฟ้ย” ผมพูดออกมาอย่างหงุดหงิด

            พอเวลาผ่านไปกว่า5นาที เสียงข้อความต่างๆจึงเงียบลงไปส่วนมากเป็นข้อความกลุ่ม และส่วนน้อยคือข้อความส่วนตัว

            เมื่อนั้นผมถอนหายใจออกมาเบาๆด้วยความไม่สบอารมณ์ประกอบท่าทางใช้มือลูบหัวหัวตัวเองเบาๆ แล้วยิ้มออกมาหน่อยๆ “ชั่งมันเถอะ”

            นิ้วของผมเลื่อนไปสัมผัสกล่องข้อความของผู้หญิงคนหนึ่ง ซึ่งเธอขึ้นชื่อว่า “Blue Moon” มีความหมายว่าพระจันทร์สีน้ำเงิน สักพักหน้าต่างข้อความก็แสดงผลขึ้นมาอย่างช้าๆและข้อความล่าสุดก็ปรากฏขึ้นมา

            พี่ๆ พี่เคยชอบใครสักคนไหม

            หนูรู้สึกเจ็บปวด หนูรู้สึก เจ็บที่น่าอกยังไงไม่รู้

            ข้อความล่าสุดเมื่อหลายชั่วโมงก่อน

            บาสพิมพ์ตอบบูมกลับไปพร้อมกับพูดขึ้นมาขณะพิมพ์ข้อความ         

“เอิ่มมมม เป็นอะไรของเธอไป ยัย-บ๊อง”

            ข้อความที่แสนสุดประหลาดนั้นทำให้อดคิดไม่ได้ว่าคนอย่างเธอนั้นจะมีเรื่องโรแมนติกแบบนั้นกับเขาด้วย เธอชื่อบูม อยู่ประเทศนอร์เวย์ อายุราวๆ15ปี ปกติเป็นคนขี้แอ๊บอ่ะนะ แอ๊บเก่งด้วยยยย ส่วนข้อดีของเธอก็เหมือนกับเป็นกบในกะลากระมัง เธอเป็นคนใสๆทำตัวแข็งแกร่งแต่ภายในกับเปราะบางยิ่งเสียกว่ากระดาษA4เสียอีก

            ตัวเธอที่เคยเป็นแบบนั้นมาก่อนทำให้อดสงสัยไม่ได้ว่าทำไมถึงได้ถามเรื่องแบบนั้นขึ้นมา หรือเธอกินยาอะไรผิดไปหรือป่าว

            “สมองเพี้ยนเหรอ?”

            บางครั้งก็ไม่เข้าใจในตัวของเธอ บางครั้งก็ทำตัวยุ่งยากวุ่นวายไม่เคยเข้าใจอะไรในสิ่งที่คนอื่นอธิบาย

            สักพักหนึ่งเธอก็ตอบกลับมาภายในเวลาไม่ถึงนาที

            พี่บาสเคยรู้สึกแบบนี้กับใครไหม

            “รู้สึกเหรอ?... อืมมม ก็คงต้องเคยรู้อะไรอย่างนั้นบ้างแหละนะ”

            หืมม--- เรื่องนี้สอนให้รู้ว่าคนบ้าๆอย่างพี่เองก็มีเรื่องแบบนี้กับใครเขาด้วยสินะเนี่ย

            รู้สึกตงิดๆอยากตบหน้ายัยนี่ให้ปลิวไปเลยแหะ อย่างน้อยตัวฉันเองก็เป็นผู้ชายที่มีไอ้นั่นคนนึงน่ะเฟ้ย ถอนหายใจออกมาอย่างหน่ายใจ  แล้วพิมพ์ตอบกลับ “เรื่องของฉันจะยังไงก็ช่างเถอะ ว่าแต่วันนี้มีเรื่องอะไรเกิดขึ้น?”

            จะช่างได้ไงกันเล่า

            “เอานา รีบเล่าๆมาซะจะได้จบๆไป”

            ค่ะๆ ชิๆ จู่ๆหนูก็รู้สึกถึงอะไรบางอย่างในตัวหนูขึ้นมา มันคือหัวใจที่สั่นระรัวราวกับจะระเบิดออกมาอย่างไรอย่างนั้น

            “เอิ่มมม ไปดูซีรี่หรือหนังอะไรมาหรือป่าว ครับ”

            เอ๋--- พี่รู้ได้ไงง่ะ ฮ่าๆๆก็ดูอยู่หรอกนะ เรื่องคืนวันของดอกไม้ไฟ

            “เอ๋--- เรื่องนั้นมันเป็นเรื่องที่เรียกน้ำตาได้ดีๆนี่เอง แล้วทำไมล่ะ อยากไปดูดอกไม้ไฟกับคนรักเหรอ”

            ชิ //มองแรง รู้ไปหมดซะทุกเรื่องเลยนะคะ

            พอคิดๆดูแล้วก็เริ่มใกล้เข้ามาแล้วสินะ เทศการงานดอกไม้ไฟจะเริ่มต้นขึ้นสถานที่แห่งความทรงจำของผมและเธอที่ไม่มีวันอยากจะลืมมัน แต่ในตอนนี้ตัวของผมนั้นกับลืมสีหน้าและหน้าตาของเธอไปเสียแล้ว กระทั่งชุดที่ใส่ในตอนนั้นก็ยังไม่สามารถจำได้เลย สิ่งที่จำได้มีเพียงแค่บรรยากาศของงานรอบตัวเท่านั้น

            และแล้วก็ถึงวันแห่งดอกไม้ไฟซึ่งเรียกอีกอย่างว่างานปีใหม่ซึ่งทุกๆจะจุดดอกไม้ไฟจำนวนกว่า100ลูกขึ้นสู่บนท้องฟ้า พร้อมกับเพลิดเพลินของกินตามซุ้มขายของต่างๆประกอบกับสนามเด็กเล่นซึ่งประดับของตกแต่งไว้มากมาย เป็นสถานที่ที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มของเด็กๆจำนวนหลายสิบคน แต่ในปัจจุบันนี้กับเหลือเพียงเด็กไม่ถึง5คนเท่านั้นที่มาเล่นสนามเด็กเล่น

            ตัวผมเองก็เคยคิดมาตลอดว่าเด็กไทยสมัยนี้ได้เปลี่ยนไปแล้วสินะ เมื่อทุกๆคนเริ่มหันมาสนใจในด้านของเครื่องมือสื่อสารอย่างโทรศัพท์มากขึ้นก็พลอยทำให้การติดต่อด้วย “จดหมาย” ล้าหลังลงไป และสนามเด็กเล่นที่เคยเต็มไปด้วยรอยยิ้มจนพลอยให้อมยิ้มไปด้วยนั้นตอนนี้กลับไม่เหลืออีกแล้ว สิ่งที่เหลือมีเพียงแค่ไฟประดับแต่งเท่านั้น

            เสียงเซ็งแซ่ตลอดทางเดินที่ผ่านมาทุกคนๆพูดคุยกันผ่านหน้าจอมือถือ ผ่านหูฟัง และผ่านเสียงที่ได้ยินโดยไม่มองหน้ากัน ภาพสะท้อนสังคมเหล่านั้นทำให้รู้สึกหนักใจกับสังคมปัจจุบันนี้เป็นอย่างมาก ผู้คนมักจะให้ความสำคัญกับสิ่งของมากกว่าคนรอบข้างและนี่คือความจริงของคนในยุคนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

            แต่ถึงอย่างนั้น ก็มีเพียงบ้างสิ่งเท่านั้นที่ยังคงเดิมไม่เปลี่ยนแปลงนั่นคือซุ้มงานตลอดทางเดินต่างคนต่างยิ้มให้ลูกค้าอย่างหมดใจพร้อมกับเช็ดเหงื่อด้วยแขนเสื้ออย่างเหนื่อยหน่าย แต่พวกเขาก็ยิ้มสู้กับงานเหล่านั้นจนบ้างครั้งก็มีอีกความรู้สึกที่คิดว่า “ยังมีสิ่งเดิมๆคงเหลืออยู่สินะ”

            “ลูกๆจะเอาอะไรไหมจ้ะ”

            “ไม่เป็นไรครับแม่” น้องชายของผมตอบขึ้นมา

            “งั้นเหรอจ้ะ งั้นเราก็ไปเตรียมปูเสื่อดูดอกไม้ไฟทางด้านนู้นดีกว่ากว่าเนาะ”

            “เอางั้นก็ได้ครับ แล้วว่าแต่พี่ล่ะ”   

            ดอกไม้ไฟ? ทำไมถึงรู้สึกแปลกๆบริเวณหน้าอกกันนะ

            “พี่ พี่ นี่พี่ เป็นอะไรไปน่ะ” น้องชายพยายามเรียกหลายรอบรอบจนรู้สึกแปลกๆเลยจ้องตาเขม้นใส่

            “อะ เอ่อ อ่อๆดอกไม้ไฟสินะ ไม่ล่ะพี่ขอผ่าน กะว่าจะไปดูอะไรสักหน่อยน่ะ”

            หลังจากนั้นผมก็ปลีกตัวออกมาจากแม่ปละน้องชาย เดินจากบริเวณใกล้สนามเด็กเล่นของสวนสาธารณะมาถึงหน้าเป็นสีเหลือสามตัว ไม่สิ ตอนนี้รวมคือห้าตัว

            “เหมือนเมื่อก่อนจะเคยมีอยู่3ตัวแหะ”

            แสงไฟระยิบระยับสอดส่องประกายตลอดทางเดินรอบๆตัวของโคมไฟตามแนวทางเรียบมีแสงสีของไฟดวงเล็กๆหลายสีพันล้อมรอบทั้งม้านั่ง หรือต้นไม้ก็เต็มไปด้วยของประดับไฟหลากสีต่างๆนานา จนกระทั่งแสงของแสงจันทร์และแสงของดวงดาวตกกระทบลงสู่ผืนน้ำ เป็ดสีเหลือเริ่มขยับที่ละนิดผิวน้ำเริ่มสั่นไหว และสายลมก็เริ่มพัดผ่านชวนให้คิดถึงบรรยากาศเก่าๆที่ไม่รู้ว่ามันคืออะไร ภายในความทรงจำที่นึกภาพไม่ออก กับเป็ดเหลือ3ตัวในตอนนั้นที่ไม่รู้ว่าฝันไปหรือป่าว

            ตลอดทางเดินของเส้นทางนี้แทบไม่มีคนเดินผ่านเลยเหมือนส่วนมากจะอยู่ทางอีกฝากหนึ่งของสะพานไปเสียแล้ว แต่บรรยากาศที่ชวนรู้สึกเคลิ้มไปตามอารมณ์แบบนี้ก็มีไม่บ่อยนัก ผมเลือกนั่งบริเวณม้านั่งตัวหนึ่งซึ่งมองเห็นเป็ดเหลือบริเวณตรงหน้าได้อย่างชัดเจน สายตาข้างหน้าจับจ้องอยู่ที่ครอบครัวหนึ่งกำลังถ่ายรูปอย่างสนุกสนานจนเหมือนครอบครัวสุขสันต์อย่างไรอย่างนั้น และอีกส่วนหนึ่งที่กำลังมุ่งหน้าสู่อีกฝากหนึ่งของหนองประจักษ์

            เมื่อนั้นก็ได้แต่ถอนหายใจออกมาเบาๆ “นี่เราคิดถูกหรือคิดผิดกันเนี่ย ที่แยกตัวออกมาจากครอบครัว”

            เวลาเลยผ่านไปจนถึงช่วง1นาทีสุดท้ายก่อนเริ่มจุดดอกไม้ไฟ จากบริเวณนี้คือบริเวณที่เห็นดอกไม้ไฟชัดเจนที่สุดและงดงามที่สุดเพราะคนที่ไม่เยอะเกินไปประกอบกับแสงของดอกไม้ไฟที่ตกกระทบลงสู่ผิวน้ำจนสะท้อนให้เห็นภาพซ้อนอีกภาพหนึ่ง หรือก็คือเงาของมันนั่นเอง

            “อะ อีก5วินาที” ผมลุกขึ้นออกจากที่นั่งแล้วไปยืนเกาะแถวรั้วอะลูมิเนียม

            ฟิ้วววว!!! ตูมมม!!! เสียงของดอกไม้ไฟที่จุดขึ้นมาและเสียงของดอกไม้ไฟที่ลูกดินปืนกระจายตัวออกมาอย่างน่าอัศจรรย์ ในลูกต่อๆไปของต่อๆไปแสงและสีของดอกไม้ไฟก็ยังคงดังและคงภาพแบบนี้ตลอดงานจนกว่าจะถึงลูกสุดท้าย ในระหว่างที่ผมกำลังยืนชื่นชมดอกไม้ไฟบริเวณหน้าแม่น้ำอยู่นั้นจู่ๆก็มีเสียงของผู้หญิงคนหนึ่งแทรกขึ้น

            “พี่ พี่”

            เสียงของดอกไม้ไฟดังกลบเกลื่อนเสียงของเธอไปจนหมด จนทำให้รู้สึกไม่สบอารมณ์เธอจึงต้องเดินเข้ามาใกล้กว่านี้แล้วจิ้มที่ลำตัวของผม “นี่ๆ ช่วยตอบหน่อยเซ่ อย่าปล่อยให้น้องสาวที่สุดแสนจะน่ารักคนนี้ไม่สบอารมณ์เลย เดี๋ยวก็ฆ่าให้ตายซะหรอก”

            เอ๋?

            ….” จ้องมองเธอสักพักฉากพื้นหลังคือดอกไม้ไฟที่กำลังจุดอย่างต่อเนื่อง

            “โธ่วววว ดูให้ดีๆสิคะ หนูไงๆ หน้าสวยๆอย่างนี้มีคนเดียวใช่ไหมล่ะ”

            “เอ่อ ถึงจะพูดอย่างนั้นก็มีแต่ป้าข้างบ้านฉันเท่านั้นแหละนะ”

            “เอิ่มมมม จริงดิ” เธอทำหน้าหงอยตายเหมือนไม่เชื่ออย่างไรอย่างนั้น สักพักก็ถอนลมหายใจออกมาพร้อมส่ายหน้าไปมาเบาๆ “ก็หนูไง บูมน่ะ บูม รู้จักไหม โด่วววว”

            “รู้อยู่ตั้งแต่นัดแรกแล้วล่ะนา ว่าแต่ว่าเธอมาทำอะไรที่นี่กัน วันนี้เธอน่าจะเป็นวันที่เธอกลับนอเวย์ไม่ใช่หรือไง หืมมม หรือว่าเธอโดดเที่ยวบินมาน่ะ”

            “จะบ้าหรือไง ที่หนูมานั่นก็เพราะว่า” เสียงและสายตาของของเธอเริ่มดูลดต่ำลงราวกับว่าเจอเรื่องอะไรแย่ๆมาอย่างไรอย่างนั้น

            “คำสัญญาในตอนนั้นพี่ยังจำมันได้อยู่หรือป่าว?” เธอเดินเข้าข้างๆผมพร้อมกับมองขึ้นไปบนท้องฟ้า ส่วนผมก็แหงนมองขึ้นท้องฟ้าตามเธอเช่นกัน

            เธอชี้นิ้วขึ้นท้องฟ้า “สัญญากับดอกไม้ไฟนั่น”

            “ในวันที่31 ธันวาคม ปีพุธศักราช2553 ซึ่งนั่นคือวันแห่งคำสัญญา”

            สัญญา? เรื่องแบบนั้นทำไมเราถึงจำมันไม่ได้เลย  “ฉันจำไม่ได้ว่าเคยสัญญาอะไรกับใครไว้เลยนะ ก็เมื่อหลายปีก่อนหน้านั้น ในปีนั้น-

            “พี่จำมันไม่ได้ใช่ไหมล่ะ” บูมยิ้มที่มุมปากเล็กน้อยแล้วชายตองมองมาที่ใบหน้าผมเล็กน้อยแล้วมองกลับขึ้นไปตามเดิม

            “ก็ไปไม่แปลกหรอก ที่พี่จะจำมันไม่ได้ก็เรื่องนั้นมันนานแล้วนี่นะ นั่นสินะ ผ่านไปนานมากเลยล่ะ มายุ” คำสุดท้ายของคำพูดที่พูดขึ้นแฝงไปด้วยความนัยน์อย่างแผ่วเบา แต่เพราะเสียงของดอกไม้ไฟจึงทำให้เขาไม่ได้ยินอะไร

            “นี่ สัญญาที่ว่านั้นตกลงแล้วมันคืออะไรกันแน่”

            “ความจริงคำสัญญานั้นเป็นของน้องสาวของหนูต่างห่างล่ะ”

“น้องสาวเหรอ? แล้วเธออยู่ไหนล่ะ”

“เสียไปแล้วล่ะ”

 เธอก้มหน้าต่ำลงและเอ่ยขึ้นด้วยความทุกข์ใจ “น้องสาวของฉันชื่อมายุ เป็นคนสัญชาติญี่ปุ่น ถึงจะเป็นพ่อคนละพ่อแต่ก็แม่เดียวกัน ก่อนที่เธอจะเสียชีวิตลงไปเพราะอุบัติเหตุมายุได้เล่าเรื่องของคำสัญญาในวัยเด็กให้ฉันฟังน่ะ ในตอนนั้นเธอดูมีความสุขมากๆและก็ยิ้มไม่เหมือนทุกที มันทำให้ใจฉันในตอนนั้นรู้สึกว่าน้องได้เปลี่ยนไปแล้วจากเมื่อก่อนที่เธอไม่ค่อยชอบพูดจาอะไร หรือมีอะไรๆก็มักเก็บไว้คนเดียวตลอดเวลา เป็นน้องสาวที่ทั้งดื้อและแสนซนมากเลยล่ะ” บูมแอบขำเล็กน้อยแต่ภายในเสียงหัวเราะเล็กๆนั้นก็ปนไปด้วยความรู้สึกของการสูญเสีย

            “แต่แล้วในวันที่25ธันวาคม ของเมื่อปีก่อนเธอก็เกิดประสบอุบัติเหตุและเสียชีวิตลงเพราะหัวสมองของเธอโดนกระทบกระเทือนอย่างรุนแรง”

            “วันนั้นมันวันคริสมาสต์นี่นา”

            “ใช่แล้วล่ะ เธอบอกว่ากลัวซื้อของขวัญไม่ทันก็เลยต้องรีบไป เหมือนว่าจะเป็นของรุ่นหายากที่หาได้เฉพาะในปีนี้เท่านั้น เธอก็เริ่มรีบพุ่งตรงไปร้านเค้กหน้าสถานีจนสุดท้ายระหว่างขากลับเธอก็เกิดประสบอุบัติเหตุอย่างที่เล่าให้ฟังนั่นแหละ”

            “เดี๋ยวก่อนนะ หน้าสถานีหรือว่าจะเป็นไอ้นั่น” สายตาของผมเบี่ยงไปที่กระเสื้อในชุดกันหนาวของเธอที่กำลังพยายามจะเอาอะไรออกมา

            “พวงกุญแจของหน้ากากเรนเดียร์ยังไงล่ะ ฮ่าๆๆ เป็นอนิเมะที่ยัยนั่นชอบมากที่สุดเลยล่ะ” พอพูดขึ้นมาน้ำตาของบูมก็ยิ่งไหลขึ้นมามากขึ้นพร้อมกับรอยยิ้มที่เหมือนกับฝืนยิ้มทั้งน้ำตาอย่างไรอย่างนั้น

            “มายุ กับหน้ากากเรนเดียร์เหรอ?” ผมก้มหน้าต่ำลงด้วยความหมองและน่าสลดใจ แต่น้ำตาก็ไม่ไหลออกมา

            “สิ่งสุดท้ายที่เธอบอกในจดหมายฉบับสุดท้ายก็คือ FW57

            “หรือก็คือFriework57 ซึ่งหมายถึงดอกไม้ไฟลูกที่57สินะ” ระหว่างนั้นความทรงจำที่หมองหม่นและมืดสนิทก็เริ่มสว่างขึ้นมาทีละนิดและเริ่มเห็นภาพทัศนะวิสัยระหว่างผมกับเธอขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดน้ำตาเม็ดแรกของผมก็ร่วงลงมาสู่ผิวน้ำ “คำสัญญาของดอกไม้ไฟที่57

            “จำมันได้แล้วล่ะ คำสัญญาระหว่างผมและมายุ”

            ฟิ้ววว!!!! ตู้มมม!!!!เมื่อดอกไม้ไฟลูกที่57เปล่งประกายและกระจายแสงสีต่างๆมากมายออกมาความทรงจำของผมก็เริ่มประกอบเข้ากันอย่างสมบูรณ์

            “ลืมไปได้ยังไงกันนะ”

            ความทรงจำที่ไม่อยากจะลืม

            ความทรงจำที่ไม่อยากให้หายไป

            ความทรงจำที่อยากเก็บไว้ตลอดชีวิต

            ระหว่างที่แสงสีของดอกไม้ไฟกำลังจางและเลือนหายไป

            “มายุในชุดยูกาตะเธอที่ดูเหมือนเด็กขี้แยคนนั้น เธอที่เป็นเด็กหลงทางในตอนนั้น- อยากเจอเธออีกสักครั้ง มายุ” เสียงของผมลดต่ำลง

            “ถ้าอยากเจอขนาดนั้นหนูก็ไม่ว่าอะไรหรอกนะ” เธอพลางใช้แขนเสื้อซับน้ำตา

            “หืม”

            “มัวแต่หลบซ่อนไปแบบนั้นมันก็ไม่ได้อะไรขึ้นมาหรอกนะ ไม่ต้องเป็นห่วงไปหรอก มายุ”

            “หมายความว่าไง? ตามที่เธอบอกมามายุเองก็น่าจะเสียชีวิตไปแล้วนี่นา” ตาของผมเบิกกว้างขึ้นด้วยความสงสัย

            หลังจากนั้นก็พบว่ามีผู้หญิงคนหนึ่งสวมชุดไปรเวทสีขาวเดินออกมาจากหลังต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง สีหน้าและท่าทางของเธอดูเขินอายจนน่าหงุดหงิด แต่ทำไมพอมองดูดีๆแล้วถึงน่ารักได้ขนาดนั้น ลมอ่อนๆพัดโชยมา พร้อมกับสายตาของเธอจับจ้องมาที่ผมด้วยความกล้าๆกลัวๆอย่างไรอย่างนั้น

            เธอ ไม่สิ มายุเอ่ยขึ้นมาอย่างแผ่วเบา

“ยินดีที่ได้รู้จักนะค่ะ ฉันโซนาดะ มายุ ละสิ่งที่ชอบที่สุดก็คงจะเป็นดอกไม้ไฟล่ะมั้งคะ” พูดเสร็จเธอก็หลบหน้าแล้วพูดขึ้นต่อ

“ดอกไม้ไฟฉันชอบมันที่สุดเลยค่ะ”

            สายตาของผมหยุดนิ่งไปที่ตัวเธอไปชั่วขณะนั้น ณ เวลานั้นราวกับว่าเวลาได้หยุดอยู่กับที่เหมือนความรู้สึกต่างๆกำลังย้อนกลับคืนมาและในตอนนี้อาจเป็นวันที่ผมมีความที่สุดแล้วก็ได้

            ก็จริงที่ชีวิตของเรานั้นเจอความยากลำบากมามากมาย้วนแล้วมีสิ่งที่สำเร็จและไม่สำเร็จบ้าง แต่ว่าทำไมในตอนนี้เหมือนกับตัวเองประสบความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่เลยล่ะ น้ำตาของผมไหลไม่หยุดพร้อมกับความทรงจำต่างๆที่ฉายซ้ำเรื่อยๆจนเห็นภาพทั้งหมด

            ผมเดินเข้าไปและกอดเธอเข้าที่อกพร้อมกับน้ำตาที่ไหลออกมา แล้วเอ่ยขึ้นว่า “ยินดีต้อนรับกลับนะ มายุ”

            ในตอนนั้น สายตาของมายุก็เบิกกว้างขึ้นเช่นเดียวกันพร้อมกับเสียงของหัวใจที่กำลังเต้นระรัว

            “ผมอยากเจอเธอมาตลอด ไม่อยากที่จะลืมไปอีกแล้วช่วงเวลานั้นช่วยอย่าไปหายไปเลยนะ ขอร้องล่ะ!!!

            “กลับมา- แล้วค่ะ” ถึงคำพูดนี้จะเต็มไปด้วยคาบน้ำตาแต่ก็เต็มไปด้วยรอยยิ้มที่แสนสุข และเธอเองก็คงมีความสุขเช่นเดียวกับที่แสดงออกมา

            ความทรงจำที่ไม่อยากให้หายไป

 ถึงดอกไม้ไฟของเรานั้นจะมีความทรงจำในลูกที่57 แต่ต่อไปหรือต่อจากนี้ไปก็คือความทรงจำระหว่างฉันและเธอ ถ้ามีดอกไม้ไฟก็ยังมีผมและเธอ ถ้ามีแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆคาดว่าต้องมีสักวันที่เราต้องได้เจอกันอีก แต่ถึงไม่มีดอกไม้ไฟแล้วก็ตาม คนที่จะจุดดอกไม้ไฟก็คือผมเองนี่แหละ คำสัญญาต่อจากนี้ไป “แล้วเรามาดูดอกไม้ไฟด้วยกันอีกนะ”          

             

ผลงานเรื่องอื่นๆ ของ bascomment10 จากทั้งหมด 4 บทความ

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

0 ความคิดเห็น