(produce101) กรุณาระบุอาชีพที่ต้องการ - sf holin ♡

ตอนที่ 38 : SEA YOU SOON 03 - end

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 782
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 69 ครั้ง
    1 มิ.ย. 61

SEA YOU SOON

KANG DONGHO X LAI KUANLIN


(คณิน)


สุดท้ายก็เหมือนเดิม…..


อึดอัด กระอักกระอวน ไม่ว่าจะหันหน้าหนีก็แล้ว ไม่มองหน้าก็แล้วความรู้สึกกลืนไม่เข้าคายไม่ออกมันก็ยังคงลอยวนเวียนอยู่รอบกาย รู้แบบนี้ไม่น่าเชื่อพี่หม่าวเลย


“มีอะไรให้ผมช่วยมั้ย?”


ผมเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบระหว่างเรา ตอนนี้เป็นเวลาเกือบสิบโมงเช้าที่มีแค่ผมและพี่โด้ที่ตื่นขึ้นมาเก็บกวาดถ้วยจานและทำความสะอาดสถานที่ เมื่อคืนต่างคนต่างก็ภาพตัดไปโดยเฉพาะหม่าวที่สลบเหมือนตาย จนป่านนี้แล้วยังไม่รู้สึกตัวเลย และพี่ๆ ที่เหลือเองก็คงเพลียเห็นพี่มะตื่นขึ้นมาตอนเช้าแล้วบ่นปวดหัวผมเลยบอกให้นอนพักก่อนแล้วเป็นคนอาสาออกมาเก็บของเอง แต่ไม่คิดว่าจะเจอใครอีกคน และเป็นคนเดียวที่เมื่อคืนไม่แตะเครื่องดื่มอะไรเลยนอกจากน้ำอัดลม


“ห้ะ อะ อ่อ ก็นี่แหละ มีอะไรก็เก็บไปแหละ”


“อืม” ผมขานรับพยักหน้าเบาๆ รับรู้ ท่าทางเลิ่กลั่กที่แสดงออกอย่างชัดเจนของอีกฝ่ายทำผมรู้สึกไม่ดีนิดหน่อยแฮะ ไม่ใช่ว่าไม่อยากสนิทหรอกนะ แต่คงไม่มีใครเคยบอกว่าพี่โด้น่ะเป็นพวกแสดงออกทางสีหน้าชัดเจนไปหน่อย เวลาอึดอัดหรือรู้สึกอะไรจะแสดงออกมาอย่างชัดเจน


หลายครั้งที่เขาพยายามชวนคุย หรือชวนไปทำอะไรเพื่อเป็นการทำลายช่องหว่างระหว่างความสัมพันธ์ของเรา แต่มันดูพยายามและฝืนมากเกินกว่าที่ผมจะตอบรับมันได้ แต่การเดินเล่นริมชายหาดวันนั้นก็เดินไปเกร็งไปจนปวดหลังไปหมด


แต่ผมก็ชอบนะ ชอบที่พี่โด้เป็นพี่โด้ ชอบเวลาเขายิ้ม หัวเราะ หรือมีความสุขกับหลายๆ สิ่ง แม้มันจะไม่ได้เกิดมาจากตัวผมเองก็ตาม


หม่าวบอกว่าให้ผมลองเข้าไปคุยก่อนดูบ้าง เผื่อมันจะดีขึ้น แต่ก่อนจะถึงขั้นเข้าไปคุยคือต้องรวบรวมความกล้าทั้งหมดของตัวเองก่อน หาโอกาสแล้วแต่ก็ยังไม่กล้าซักที ร้อนถึงพี่มะที่ทักขึ้นมาว่าทำไมสีหน้าดูเครียดเหมือนคนมีปัญหาที่ต้องคิด เลยตัดสินใจเล่าให้พี่มะฟังทั้งหมด... รวมถึงความรู้สึกของผมที่มีต่อพี่โด้ด้วย


โง่ๆ แบบนั้นต่อให้นินไปแก้ผ้าต่อหน้ามัน ไอ้โด้ก็ไม่รู้ตัวหรอก


นั่นคือสิ่งที่พี่มะพูดออกมาหลังจากผมเล่าเรื่องราวที่อัดอั้นอยู่ในใจออกไป เล่าตั้งแต่วันแรกที่รู้จัก ตั้งแต่กลุ่มเพื่อนๆ มารับหม่าวไปเที่ยวด้วยกัน ครั้งนั้นผมยังอยู่ ม.3 อยู่เลย ตอนแรกกะจะงอแงขอไปด้วยแต่ด้วยยังเด็กมากแม่เลยไม่อนุญาตให้ตามไป แต่พอถึงเวลาที่ผมสามารถติดสอยห้อยตามหม่าวออกมาได้แล้ว ผมก็ไม่พลาดที่จะคว้าโอกาสนั้นไว้


แต่โอกาสที่ได้ทำไมดูไม่ใช่ความทรงจำที่ดีระหว่างผมกับคนที่ชอบเลยล่ะ... นั่งตึงใส่กันตั้งแต่ก้าวขาขึ้นรถ ถามคำตอบคำ โอเค ยอมรับก็ได้ว่าส่วนหนึ่งมันเป็นเพราะผมกลัวไปเอง ทั้งเขินทั้งกลัวทั้งกังวลไปหมด เลยตีหน้านิ่งใส่ แต่ส่วนใหญ่ก็เป็นเพราะพี่โด้นั่นแหละที่แสดงสีหน้าออกมาชัดเจนขนาดนั้นว่าอึดอัด


ส่วนเรื่องเมื่อคืนนี้ก็ไมได้เมาขนาดจำไม่ได้ว่าพูดเรื่องอะไรไปบ้าง แค่มันลางๆ... แต่ไม่ได้ทำตัวไม่ดีออกไปเลยนะ ทำไมตอนเช้าพี่โด้ถึงดูมีท่าทีที่แย่กว่าเดิมด้วยซ้ำ ไหนจะการรักษาระยะห่างนั่นอีก พอจะเดินมาช่วยเก็บเศษกุ้งศพปูอีกคนก็เขยิบตัวเดินหนีไปอีกทาง


เราทั้งสองคนต่างฝ่ายต่างไม่พูดอะไรกัน ก้มหน้าก้มตาทำความสะอาดในส่วนที่ทำได้ไปก่อนและพี่โด้เองก็รักษาระยะห่างเก่งดีนะ ตั้งแต่มายังใกล้กันไม่ถึงสองเมตรเลย งั้นก็ปล่อยให้มันเป็นแบบนี้แหละ ความสัมพันธ์ที่อึดอัดทั้งๆที่พึ่งได้รู้จักกันจริงๆ เป็นวิถีลูซเซอร์ แพ้ตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่ม


หรือเมื่อคืนเขาเผลอพูดอะไรออกไป....


“พี่โด้ครับ” ในเมื่อสงสัยก็เลือกที่จะไม่ปล่อยผ่านไปง่ายๆ


หม่าวเคยสอนไว้ว่าอะไรที่มันค้างคาก็เอาไม้สอยลงมามันจะได้หล่น


“เมื่อคืนผมไปกวนอะไรพี่หรือเปล่าครับ?”


“ห้ะ ทำไมถึงถามแบบนั้นล่ะ ไม่ได้กวนนี่ ก็ปกติดี” เป็นคำตอบปกติที่ถ้าขึ้นเสียงสูงอีกนิดคงเป็นไฮโน้ตสวยๆ ได้เลย ผมทำหน้าเหนื่อยใจก่อนละวางถุงดำในมือลงกับพื้น ทรุดตัวลงนั่งกับเก้าอี้ต่ำด้วยท่าทางไร้เรี่ยวแรง โคตรเหนื่อยที่ต้องมาเค้นคำตอบเลยรู้ป่ะ


“อย่าโกหกผมเลยพี่ บอกมาเหอะ จะได้ขอโทษถูก”


พี่โด้หัวเราะเหอะๆ ส่งยิ้มแห้งๆ มาให้ก่อนจะค่อยๆ เดินไปนั่งเก้าอี้ไม้ที่พวกเราใช้นั่งกันเมื่อคืน และแน่นอนว่ามันอยู่ห่างจากตรงที่ผมนั่งเกือบสี่เมตรกว่าๆ


“ทำไมถึงคิดแบบนั้นอะ ไม่ได้มีอะไรซักหน่อย” ยังคงยืนยันคำตอบเดิมอยู่


“ก็ท่าทางพี่มันห่างเหินมากกว่าปกติอีก มันอึดอัดมากเลยรู้ป่ะ อยากกลับบ้านแล้วมันไม่สนุกแล้วอะ” รู้ได้เลยว่าตอนนี้หน้าตัวเองงอแงมากแค่ไหนปากคนจะบึนขึ้นเกือบติดจมูก สายตาคงแสดงออกอย่างชัดเจนว่าอยากกลับบ้านมากแค่ไหน


ถ้าเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นกับใครก็อยากกลับบ้านทั้งนั้นแหละ ต้องมาติดอยู่กับคนที่ทำตัวอึดอัดใส่กันเสมอ แล้วคนๆ นั้นดันเป็นคนที่เราชอบอีก ทั้งเฟลทั้งรู้สึกอกหัก ทำอะไรก็ไม่ดี ต่อให้หม่าวมากล่อมนอนหรือพวกพี่มะชวนเล่นน้ำก็ไม่มีอารมณ์สนุกแล้ว โคตรแย่


“เห้ยน้อง ไม่เอางี้ดิ” อยู่ดีๆ พี่มันก็ทิ้งของในมือไว้บนโต๊ะแล้วพุ่งเข้ามานั่งย่องๆ ตรงหน้าผม ผมที่เงยหน้าขึ้นมามองโดยไม่ทันตั้งแต่ก็เผลอสบตาเข้ากับพี่โด้อย่างจัง นี่คงเป้นครั้งแรกของวันที่เราอยู่ใกล้กันมากขนาดนี้... ห่างแค่ไม้บรรทัดเดียว


อยู่ดีๆ เสียงประหลาดก็ดังขึ้นแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย มันคล้ายเสียงฝีเท้าคนเดินแต่ก็เหมือนจังหวะรัวกลองสักพักก็เปลี่ยนเป็นจังหวะการเลี้ยงบาสแบบเร็วๆ แต่ได้มองลึกลงไปข้างในดวงตาสีน้ำตาลอ่อนนั่น เสียงประหลาดก็กลับมาหน่วงและดังเป็นการเคาะจังหวะช้าๆ แทน


ถ้าฟังไม่ผิดเสียงนั่นคงดังออกมาจากหน้าอกข้างซ้ายของผมเอง... หัวใจที่กำลังเต้นรัวสลับหน่วงช้าผสมปนเปกันไปหมด ราวกับว่าตัวผมเองไม่ได้เป็นคนกำหนดมัน แต่เจ้าของสายตาคมตรงหน้าต่างหากที่เป็นเจ้าของและมีอิทธิพลควบคุมมันได้แค่คนเดียว


“ไม่คิดงั้นดิ เรามาเที่ยวกันเราก็ต้องสนุก” ริมฝีปากอิ่มขยับพูดถึงประเด็นที่ผมเผลอหลุดปากออกไป “เราก็เป็นแบบนี้อะคณิน ทำหน้าแบบนี้อีกแล้ว... ใครจะไปกล้าคุยด้วย”


“หน้าแบบไหน” ความสงสัยที่มีมากกว่าความเขินอาย ผมเอ่ยปากถามออกไปทันที


พี่โด้ถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะขยับตัวเพื่อล้วงเอาโทรศัพท์มือถือออกมาจากกระเป๋ากางเกง สแกนนิ้วปลด็อคแล้วถือมันไว้ตรงหน้า ผมได้ยินเสียงชัตเตอร์ดังสองสามครั้ง ก่อนที่อีกคนจะหันหน้าจอมาให้ผมดู


“ดูดิว่าตัวเองหน้านิ่งแค่ไหน เหมือนโกรธอะไรพี่งั้นแหละ” ผมมองรูปในโทรศัพท์ก็ผมเด็กคนหนึ่งที่หน้านิ่งไร้ความรู้สึก ริมฝีปากเหยียดตรงเหมือนไม่มีกล้ามเนื้อใบหน้าไม่สามารถยิ้มหรือแสดงความรู้สึกอะไรออกไปเลย ทั้งๆ ที่ผมคิดว่าตัวเองกำลังทำหน้าตางอแงขึ้นสุดแล้วนะ ทำไมมันยังนิ่งอยู่แบบนี้ล่ะ


ผมเงยหน้าขึ้นมองพี่โด้ด้วยความงุนงง ซึ่งอีกฝ่ายก็กำลังมองผมอยู่พอดี


“พรุ่งนี้เราต้องกลับแล้วนะ เราจะรู้จักกันแค่นี้จริงๆ เหรอ?” พี่โด้เอ่ยปากถาม ผมเม้มปากเข้าหากันนิ่งอย่างใช้ความคิด คำถามนั่นหมายถึงอะไรกัน...


“ผมไม่เข้าใจเท่าไหร่” ตอบตามความจริง


“ทำไมไม่แทนตัวว่าน้องแบบเมื่อคืนล่ะ เรียกพี่ว่าดีโด้ไง”


ทันทีที่ได้ยินก็รู้สึกถึงความร้อนของทั้งโลกใบนี้มากองกันอยู่ที่แก้มทั้งสองข้าง นี่ไม่ใช่โครงการแก้มลิงฉบับกักเก็บแสงอาทิตย์หรอกนะ ทำไมมันถึงร้องแบบนี้ได้ หน้าจะระเบิดอยู่แล้ว เมื่อคืนจำได้ว่างอแงใส่อีกฝ่ายไปแต่จำไม่ได้ว่าแทนตัวเองด้วยสรรพนามที่น่ารักน่าหยิกขนาดนั้น ถ้าไม่ใช่ครอบครัวแล้วก็มีแต่หม่าวนี่แหละที่ผมใช้แทนตัวเองว่าคณิน


“ผะ ผมเหรอ คะ ณิน คณินเหรอ?” ผมเอ่ยถามแบบไร้สติออกไปอย่างตะกุกตะกัก ไม่รู้จะเริ่มที่ตรงไหน อยากจะบิดเอวตัวเองที่เผลอทำตัวแบบนั้นออกไป มันน่าอายออก เด็กผู้ชายตัวสูงเท่าไฟฟ้าเรียกแทนตัวด้วยชื่อเล่นแถมยังงอแงอีก


“ใช่ คณินนั่นแหละ พี่ว่าน่ารักดีออกนะ” พี่โด้พูดพร้อมกับยกยิ้มบางส่งมาให้ มือใหญ่เอื้อมมาสัมผัสกลุ่มเส้นผมนุ่มนิ่มพร้อมกับลูบเบาๆ อย่างอ่อนโยน แต่อย่างไรก็ตามตอนนี้ขอโคฟเวอร์เป็นหินก่อนได้มั้ย... เขินจัง


“ไหนพี่บอกว่าเมื่อคืนผมไม่ได้กวนอะไรไง”


“กวนดิ กวนมากเลย”


“.........”


“มากวนใจพี่เนี่ย”

.

.

.

.



(ดีโด้)


“มึง ไหนๆก็คืนสุดท้ายแล้ว เราไม่คิดจะหาอะไรเล่นกันหน่อยเหรอ?”


ไอ้มะม่วงที่อยู่ดีๆ ก็ดีดตัวลุกขึ้นยืนพร้อมกับเท้าเอวมองเพื่อนทุกคนเหมือนกุมารทองที่พึ่งนึกขึ้นได้ว่าพรุ่งนี้จะต้องกลับแล้ว พี่ลอยหัวเราะออกมาเบาๆ กับท่าทางประหลาดของมัน แต่เชื่อสิ ที่หัวเราะไปน่ะเอ็นดูทั้งนั้น ก็ไอ้มะมันน้องสุดที่รักนี่ทำอะไรที่ลอยก็เออออห่อหมกตามมันไปทุกเรื่อง ส่วนน้องอย่างผมก็ถูกเลี้ยงด้วยลำแข้งและฉ้นจีน


“มึงจะหาเรื่องอะไรเล่นนักหนาวะมะ กูเหนื่อย” ไอ้เจ้อพูดแต่ตากับมือยังคงระวิงอยู่กับหน้าจอมือถือ แหมกำลังตีป้อมเลยนะ เสียไปเท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้กับเกมนี้ ตัวก็ขายแพงสกินก็ขายโคตรแพงแล้วยังให้เหรียญจำกัดแต่ละวันอีก กะจะไม่ให้สายฟรีลืมตาอ้าปากเลย ขอบคุณครับ


ผมแอบเห็นด้วยกันเจ้อที่เราไม่ต้องหาอะไรแปลกๆ เล่นกันทุกวันก็ได้ เหมือนวัตถุประสงค์ของไอ้มะกับผมจะสวนทางกัน ฝ่ายนั้นมาเพื่อเที่ยวแต่ผมมาเพื่อพักผ่อน คลายสมองจากเรื่องเรียนเรื่องรัก...


ไม่ดิ ทำไมรู้สึกว่าหนีไม่พ้นเลย เรื่องรักน่ะ ตั้งแต่เมื่อคืนที่เจ้าเด็กนั่นเมาแอ๋แล้วมาทำตัวน่ารักใส่ จิตใจของผมก็เริ่มรู้สึกแปลกๆ มันประหม่ามากกว่าเดิมแต่ไม่ใช่ความรู้สึกเดิม ตอนแรกอาจจะแค่กลัวน้องมันไม่คุยด้วย แต่ตอนนี้เหมือนกับว่าแค่ผมเข้าใกล้มัน ทุกอย่างมันชัดเจนขึ้นมากกว่าแต่ก่อน ไม่ว่าจะเป็นหน้าขาวๆ ปากเล็กจิ้มลิ้มนั่น กลิ่นหอมอ่อนๆ ประจำตัวที่วันแรกก็นั่งใกล้กันจะตายแต่ไม่ได้กลิ่น ต่างจากวันนี้ที่แค่ลมพัดมาผมก็รับรู้ถึงมันแล้ว แปลกนะ แต่มันรู้สึกเหมือนโดนกวนใจตลอดเวลาเลยแฮะ


ผมลอบมองคณินที่นั่งตาแป๋วมองไอ้มะพูดเรื่องเรื่อยเปื่อยพยายามชักนำคนอื่นเข้ารีตตามตัวเอง จงนับถือศาสนามะม่วงซะ น้องอมยิ้มบ้างหัวเราะบ้างสลับกันไป ไม่ว่าคนอื่นจะทำอะไรที่มันไมตลกหรือมุขเห่ยแค่ไหน น้องมันก็จะคอยหัวเราะและปรบมือชงให้เสมอ เอาจริงๆ นิสัยแบบนี้โคตรน่ารักเลย ตัวมันอาจจะยังไม่รู้ตัวก็ได้ และผมก็ชอบมอง


“เอาไง เล่นกับพวกกูป่าวโด้”


“ห้ะ อะไรนะ?” ผมสะดุ้งเมื่อถูกเพื่อนเรียกพร้อมปลายเท้าที่ยื่นมาสะกิดขาเบาๆ ไอ้มะทำหน้าเหนื่อยใจก่อนจะผลักหัวผมอย่างแรงด้วยความโมโห


“เหม่ออีกแล้ว เมียก็ไม่มีสาวก็ไม่คุยจะเหม่อหาใครวะโด้ บ่อยนะวันนี้อะ” ไอ้มะใส่อารมณ์มาเต็มที่ก่อนจะมองตามจุดที่ผมเคยมอง “มองน้องทำไมนักหนา น้องน่ารักมากเหรอ?”


“เห้ย อะไร บะบ้าแล้ว” ผมปฏิเสธแบบที่ไม่เนียนมากๆ มือไม้ปัดไปมาเป็นพัลวัลแทบจะม้วนเป็นก้อนเดียวกันอยู่แล้ว ก้มหน้าพยายามหลบตาไม่ให้เพื่อนจับได้ว่าแอบมองน้องอยู่จริงๆ


“แหน่ะ มองน้องกูไอ้โด้ มึงคิดไรป่าว?” ไอ้หม่าวก็เอากับเขาอีกคน ได้ทีรีบหาช่องแซวใหญ่เลย มันเยิบตัวไปนั่งบังน้องแล้วกอดคณินไว้แน่น ส่วนคนน้องที่หน้าเหรอหรายอมให้พี่กอดแถมยังส่งสายตาซื่อๆ มาที่ผมอีก  


โคตร น่า  รัก  เลย  เว้ย  !


“ไม่ต้องมามองกูแบบนั้น ไม่มีอะไรเว้ย พักสายตาเฉยๆ” ผมแก้ตัว


“มาพักที่ตีนกูมาโด้” และแล้วทัศนียภาพทุกอย่างก็ถูกบดบังด้วยฝ่าเท้าขาวๆ ที่เหมือนจะขาวกว่าหน้าของพี่ลอย ตามมาด้วยเสียงหัวเราะของเพื่อนทั้งหมด ไม่เว้นน้องคณิน แกล้งกูเข้าไป เอาให้สาแก่ใจออเจ้า


ผมเอนตัวหลบทันทีพร้อมกับยกเท้าขึ้นมาปัดเท้าที่ลอยออกจากหน้า “ไอ้พี่ลอย มึงชักจะเหิมเกริมเกินไปแล้วนะ”


“กูก็หยอกเล่นน่ะต้าวหมีอ้วงๆ” มือขาวยื่นมาข้างหน้าผมพร้อมสั่นกุ๊งกิ๊งเหมือนหยอกเด็ก “แล้วนี่พักสายตาทำไมต้องไปพักที่น้องนินอะ ขาวมากป่าว ชอบขาวๆไม่ใช่เหรอ”


“ยัง ยังไม่จบอีก กูก็มองไอ้หม่าวเหมือนกันมั้ยวะพี่”


“ไม่ มึงไม่ได้มองกูเลยโด้ ตอนแรกกูก็นึกว่ามึงมองกูเหมือนกัน แต่สังเกตดีๆแล้วไม่ใช่ว่ะ มองน้องกูไอ้หมี ทำไมที่หน้าน้องกูมีคำว่าน่ารักติดอยู่เหรอ”


“เออ น่ารัก”


ทุกคนเงียบ แม้แต่ทีวีที่เปิดไว้ยังพักโฆษณา ผมตอบออกไปอย่างเหลืออด


“ไม่ต้องมาเค้นให้พูดได้มั้ยวะคำว่าน่ารักเนี่ย เดี๋ยวน้องมันได้ใจ แล้วเด็กผู้ชายที่ไหนอยากให้ถูกชมว่าน่ารักวะ” ผมตอบออกไป พร้อมกับดึงหมอนอิงมากอดเอาไว้เป็นหมีอ้วน ไอ้เจ้อที่เงยหน้าจากเกมมือถือซี๊ดปากเบาๆ พร้อมกับพูดว่าต่อ


“มึงนี่บทจะตรงก็ตรงเหมือนอัลติยอร์น ส่วนบทจะโง่ก็โง่เหมือนแครี่ที่วิ่งนำแทงค์”


อย่ามาใช้ภาษาเกมกันกู กูไม่เข้าใจไอ้เจ้อ!


“แล้วยังไงต่ออะ... ลุ้นนะเนี่ย” พี่ลอยเสริมขึ้นมาพร้อมเด้งตัวลุกนั่ง หน้าตาดูตื่นเต้นกับเหตุการณ์ตรงหน้ามากๆ ดูไปดูมาก็เหมือนน้องโนอาหมาของพี่มันอยู่นะ หน้าโง่เหมือนกันแต่น่ารัก


“ขอจีบเลยโด้ ง่ายๆ ตรงๆ แมนๆภูเก็ต”


“บ้านกูอยู่ชลไอ้หม่าว” ผมแก้ข้อมูลที่ผิดพลาด ส่งสายตาดุๆ ไปให้มัน ก่อนจะเลื่อนไปมองคนตัวขาวที่นั่งเม้มปากอยู่ข้างหลังที่มัน คณินนั่งนิ่งสีหน้ายังคงอึ้งๆ อยู่ น้องยกมือขึ้นมากำหน้าอกข้างซ้ายเบาๆ ก่อนจะกดลงไปย้ำๆ ลูบไปลูบมาเหมือนกำลังเจ็บปวด


น้องเคยเป็นแบบนี้แล้วตั้งแต่ตอนผมปลุกให้ลงจากรถวันแรก หรือน้องมันจะมีโรคประจำตัววะ


“เป็นไรป่าวคณิน ไม่สบายเหรอ?” ผมเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง ทำไมไอ้หม่าวยังเฉยอยู่ได้วะ หน้าน้องแดงหมดแล้ว ถ้าเป็นอะไรขึ้นมาเดี่ยวมันจะไม่ทันการเอานะ


“มะ ไม่เป็นไร” น้องตอบเสียงเบา เลื่อนตัวไปหลบหลังพี่มันมากกว่าเดิมจนตอนนี้ผมมองไม่เห็นหน้าน้องมันแล้ว


“เห้ยได้ไง ก็เห็นอยู่ว่าเจ็บหน้าอกอะ มีโรคประจำตัวป่าวหรือมียากินมั้ย หน้าแดงหมดแล้วเดี่ยวพี่พาไปโรงบาล” ผมพูดเหยียดยาวพร้อมกับไถก้นเข้าไปหาน้องมัน ไอ้หม่าวทำหน้าเหรอหราก่อนจะจับหน้าผมเอาไว้ออกแรงตบเบาๆ ก่อนจะมีเสียงเพื่อนคนอื่นหัวเราะออกมา


“มึงตั้งสตินะโด้ น้องกูไม่ได้เจ็บหน้าอก”


“อ่าว ก็กูเห็นคณินเจ็” ผมกำลังอ้าปากเถียงแต่ก็โดนมันสวนขึ้นมาก่อน


“นินมันกำลังเขิน หัวใจเต้นแรงมาก แรงจนจะทะลุออกมาแล้ว ที่หน้าแดงเพราะเขินมึง เข้าใจมั้ยโด้อย่าโง่” ไอ้หม่าวเขย่าตัวเบาแรงๆ เพื่อเรียกสติ ผมพยายามเรียบเรียงอาการและท่าทางของน้องกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้แล้วก็ต้องร้องอ๋อ


“แล้วน้องมันเขินกูทำไมวะ?”


“อ่าว ก็น้องมันชะ” ไอ้หม่าวที่กำลังจะตอบกลับด้วยท่าทางที่มีอารมณ์ขั้นแปดโดนคณินเอามือปิดปากแล้วลากออกห่างจากตัวผม ตัวก็แค่นั้นอะ เอาแรงมาจากไหนเยอะแยะ


“เห้ยๆ ใจเย็นๆนิน เดี่ยวพี่ก็ตายหรอก” ไอ้เจ้อช่วยดึงแขนน้งออกจากปากและคอไอ้หม่าวด้วยความเป็นห่วงเพื่อน ไอ้หม่าวที่ขาดอากาศหายใจไปชั่วขณะโขลกไอจนหน้าแดงเมื่อถูกปล่อยเป็นอิสระ ผิวขาวๆ ของหม่าวขึ้นสีแดงไปหมดจนผมเองก็อดจะหัวเราะไม่ได้ เพื่อนมีทุกข์เราควรเป็นห่วงแต่ครั้งนี้ขอขำก่อนค่อยห่วงได้ไหม


“นิน มาดึงคอพี่ทำไมเนี่ย” เมื่อตั้งตัวได้ก็รับหันไปบ่นน้องทันที คณินยู่ปากแก้มขาวๆ พอลมเข้าไปนิดๆ อย่างน่ารัก มันน่าดึงนักเชียว


“ก็หม่าวปากไม่ดีอะ” เสียงนุ่มๆ ของน้องเอ่ยออกมาเบาๆ ฝ่ามือขาวยื่นไปตบแก้มซีกขวาของพี่ด้วยแรงที่ไม่เบานัก แรงพอจะทำให้เพื่อนผมหน้าหันได้เลยครับ และเพื่อนคนอื่นก็ดันร่วมวงหัวเราะเวลาที่หม่าวโดนน้องแกล้งซะงั้นรวมถึงผมด้วยนะ


“แล้วเมื่อกี้หม่าวจะบอกว่าไรนะ พี่อยากรู้อะ” พี่ลอยขยี้ขึ้นมาอีกครั้ง ไม่ยอมปล่อยไปง่ายๆ


“ก็จะบอกว่า โอ้ยนิน เจ้อจับตัวน้องกูไว้ดิ้” ไม่ทันจะได้พูดออกมาก็โดนคนน้องราวีอีกครั้ง แต่คราวนี่ไอ้หม่าวดันมีพวกเป็นไอ้เจ้อและมะม่วงที่วิ่งกรูเข้ามาลากตัวคณินออกห่าง พร้อมกับล็อกแขนล็อกขาเอาไว้แน่ ไม่ให้น้องมาขัดขวางการเผยความลับของหม่าวได้


พี่ลอยก็เอาแต่เชียร์ให้พูดราวกับว่ากำลังดูบอลโลกอยู่อย่างนั้นแหละ ปากก็ตะโกนมือก็ปรบแปะๆ หน้าตาตื่นเต้นกว่าตอนลุ้นเกรดอีก


“ก็นินมันชอบมึงไงโด้ จบนะ”


โอเค....


“ล้อกูเล่นเหรอ?” ผมถามออกไปทั้งที่ตอนนี้รู้สึกเหมือนจะลอยได้ยังไงก็ไม่รู้ อาการวูบวาบในอกข้างซ้ายนี่มันไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน แถมความรู้สึกสุขแบบแปลกๆ ที่พุ่งเข้ามากลางใจนี่อีก เหลือบไปมองคณินที่ตอนนี้ทำหน้าเหมือนกำลังจะร้องไห้ซะให้ได้ ใบหน้าใสๆ นั่นขึ้นสีแดงจัดเหมือนลูกมะเขือเทศ ดวงตากลมโตมีน้ำใสๆ หล่อลื่นจนเกิดประกายระยิบระยับไปหมด ผมเคยบอกไปหรือยังว่าตาของน้องเหมือนเก็บดาวไว้ในนั้นจริงๆ นะ และมันน่ามองกว่าท้องฟ้าตอนกลางคืนเสียอีก


ถ้าเป็นวันแรกผมคงไม่คิดแบบนี้... แต่ก็บอกไม่ได้เหมือนกันว่าเริ่มรู้สึกแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ อาจจะเป็นตอนที่ปลุกน้องบนรถ ตอนที่ไปเดินชายหาดด้วยกัน หรือจะตอนที่ทำน้ำจิ้ม...


“อะ เออ... จริงเหรอคณิน” ผมหันไปถามเจ้าตัวที่นั่งแข็งทื่อเหมือนจิตวิญญาณได้โบยบินออกจากร่างไปแล้ว คณิตหันเสี้ยวหน้ามามองผมก่อนจะสะบัดหนีไปซบกับไหล่มะม่วง พร้อมเสียงอู้อี้ที่ตอบกลับมาเบาๆ


“ผมไม่บอกหรอก”


คำตอบของน้องมันทำให้ผมผิดหวังนิดๆ ถ้าสิ่งที่หม่าวพูดเป็นเรื่องจริงผมควรจะได้ยินมันจากปากน้องเองไม่ใช่เหรอไง ผมถอนหายใจยาวก่อนจะรวบรวมพลังเพื่อพูดบางอย่างออกมาให้น้องรับรู้


“งั้นพี่ก็ต้องอกหักดิ”


คณินหันขวับมามองผม ตาที่โตอยู่แล้วโตขึ้นมากกว่าเดิมอีก มือขาวๆ ถูกยกขึ้นมาป้องปากเอาไว้ก่อนอีกข้างจะตามมาเพื่อยกขึ้นปกปิดใบหน้าหวานที่ขึ้นสีแดงจัดกว่าครั้งก่อน ใบหูก็แดงมากเหมือนกับหน้าเหมือน คณินกลายเป็นลูกมะเขือเทศลูกโตๆ ไปแล้ว


“ดีโด้ผู้นั่งแท็กซี่ไม่เป็น” ไอ้หม่าวพูพร้อมส่ายหน้าเบาๆ


“ทำไมวะ” พี่ลอยที่ยังไม่เข้าในใจคำพูดของน้องถามขึ้น


“มาวินไงพี่” พอมันพูดจบทุกคนก็พร้อมใจควานหาสิ่งของที่ใกล้มือที่สุดแล้วฟาใส่มันอย่างจัง คนถูกประทุษร้ายหลบแทบไม่ทันพร้อมร้องโวยวายออกมาดังลั่น


พอสงครามไร้สาระจบลงทั้งห้องก็ตกอยู่ในความเงียบ และความอึมครึมที่ผมไม่ได้เป็นคนสร้างแต่มันมาจากเด็กตัวขาวที่นั่งกอดเข่าอยู่ข้างฝาผนังนั่นต่างหาก ดูเหมือนเพื่อนๆ คนอื่นจะรู้สึกเหมือนกันคืออยากให้มีใครซักคนทำลายมันซะ และแน่นอนว่าพวกมันอยากให้ผมเป็นคนทำ


“คณิน หันมาคุยกับพี่ก่อน”


“ไม่เอา” น้องตอบมาทันทีแถมยังเขยิบตัวหนีจากมือผมที่หมายจะคว้าแขนตัวเองอีก


“แต่พี่จะเอา”


“เห้ยๆ น้องกูยังเอาไม่ได้ มึงจีบให้ติดก่อน” ไอ้หม่าวพุ่งเข้ามาขวางเอาไว้ ซึ่งเป็นอะไรที่ผิดเวลาและผิดความหมายมาก ผมไม่ได้หมายความว่าเรื่องแบบนั้นซักหน่อย


“ไม่ได้หมายความว่าจะเอาแบบนั้น แค่อยากคุยให้รู้เรื่อง” ผมอธิบายให้เข้าใจ เพื่อนสนิทพยักหน้ารับก่อนจะหลีกทางให้ผมควานเข้าไปหาน้องที่นั่งขดตัวเป็นก้อนกลมๆ อยู่มุมห้อง ท่ามกลางสายตาเอาใจช่วยของพี่ลอย มะม่วงและไอ้เจ้อ ทำไมทุกคนทำตัวเหมือนรู้เรื่องนี้มาก่อนแล้ว รู้ว่าน้องชอบผม


“เอางี้มั้ยมึง ถ้าพวกกูอยู่ด้วยน้องอาจจะอายก็ได้ ให้พวกกูออกไปก่อนมั้ย?” ไอ้เจ้อเสนอความคิดที่ดีออกมา ต่างจากไอ้หม่าวไอ้มะที่นั่งหาวอย่างเดียว ทุกคนพยักหน้าเห็นด้วยรวมทั้งผมด้วย ก่อนที่จะทยอยออกจากบ้านไปทางชายหาด

.

.

.



“หันมาคุยกันได้แล้วมั้งเด็กเอ้ย”


ผมสะกิดไหล่บางเบาๆ แต่น้องก็ยังไม่หันมาหาอยู่ดี ถ้าไม่ยอมหันดีๆ คงต้องเล่นบทจำเลยรักแล้วมั้งคณิน คิดได้ดังนั้นก็คว้าเอาข้อเท้าบางออกแรงดึงแล้วลากให้ใกล้เข้ามา คณิตที่ไม่ทันตั้งตัวหงายไปด้านหลังแต่ดีที่ผมพุ่งเข้าไปรับหัวไว้ทันไม่งั้นจากฉากรักจะกลายเป็นหนังฆาตกรรมแน่ๆ


ฝ่ามือขาวทุบเข้ากลางอกผมอย่างแรงจนเกิดอาการจุก อย่าว่าแหละน้องมันไม่ใช่คนแรกน้อยอะไร น่าจะถีบผมตกทะเลได้เหมือนกัน


“พี่ขอโทษ แต่มาคุยกันก่อนได้มั้ย?” ผมส่งสายตาเว้าวอนไปให้ แต่น้องก็หลบตาผมอยู่เรื่อย จึงจัดการจับใบหน้านุ่มนิ่มล็อกเอาไว้ให้มาสบตากันซะเลย “ว่าไงคณิน ชอบพี่จริงๆ เหรอ?”


“อือ... หม่าวก็บอกไปแล้วนี่” เมื่อไม่สามารถหลบตาได้อีก คณินก็เลือกที่จะหลับตาเพื่อหนีสายตาของผมไปเลย เสียงนุ่มตอบรับอย่างแผ่วเบา มันทำให้อีกคนดูน่ารักมากๆ เวลาเขินนี่ก็จะท่าทางแปลกๆ ออกมาให้เห็นตลอด ผมจะจำเอาไว้ละกันว่าท่าเจ็บหัวใจนั่นคือใจเต้นแรงมากไม่ใช่ต้องการแอดมิทโรงพยาบาล


“ลืมตามามองกันก่อนสิ ไม่งั้นพี่จะรู้ได้ไงว่าน้องพูดจริง” ผมใช้มือบี้แก้มนุ่มเล่น “ไม่ลืมตาพี่จะหอมแก้มละนะ”


น้องสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะนิ่งไปแล้วตอบออกมา “พี่ไม่กล้าหรอก คนกาก


คำสบประสาทที่ได้ยินเหมือนเชื้อเพลิงที่ถูกราดใส่กองไฟ เหมือนเขื่อนเก็บน้ำที่ถูกไดนาโมระเบิดใส่ทำให้แตกพังลงมา เหมือนที่ผมกะจะไม่ทำจริงแต่ตอนนี้เร่มอยากทำเข้าแล้วซิ ไม่รู้ว่ากลิ่นหอมๆ ที่ได้กลิ่นนั่นเวลาสูดดมจากผิวกายอีกฝ่ายจริงๆ มันจะหอมมากแค่ไหน


ฟอด ฟอด


ผมกดจมูกลงไปที่แก้มข้างซ้ายสองครั้ง เนื้อแก้มนุ่มๆ ยุบลงไปก่อนจะเด้งขึ้นมาอีกครั้งอย่างน่ามันเขียว อยากจะอ้าปากงับก้อนเนื้อกลมๆนั่นให้หายอยากเหลือเกิน แต่ในสถานีตอนนี้แค่นี้ก็ถือว่ามากเกินไปแล้ว


“ดีโด้!” เสียงหวานแหวใส่ทันทีที่ผมลงมือฉวยโอกาส ผมยิ้มพอใจกับท่าทางหัวเสียของเด็กตรงหน้า ใครหาว่าดีโด้กากเรียกมาเคลียร์กันหน่อยมั้ย บางทีถ้าคุณอยากได้ลูกเสือคุณก็ต้องไปสวนสามพราน แต่ถ้าอยากได้ตุ๊กตาไขลานใน Shopee ก็มีขาย

“อะไรอะ ขอมัดจำเป้นกำลังใจก่อนเดินหน้าจีบไม่ได้เหรอ ถ้าน้องไม่จีบพี่ พี่จะจีบนินแล้วนะ”


ผมพูดด้วยสีหน้าจริงจัง ปล่อยมือจากแก้มกลมๆ มาจับมือนุ่มไว้แทน บีบเบาๆ เน้นสัมผัสส่งไปให้อีกฝ่ายรับรู้ว่าที่พูดไปนั่นไม่ได้จ้อจี้แต่นี่คือเดอะเลิฟแมชชีนที่ไม่ต้องรอใครมาหมุนวงล้อ เพราะพี่ก็พร้อมเดินหน้าต่อเพื่อพัฒนาความสัมพันธ์ของเรา


“อะไรของพี่อะดีโด้...” เสียงหง่อยๆ ของเด็กตรงหน้าทำเอาผมหลุดยิ้มแล้วยีผมอีกฝ่ายด้วยความมันเขี้ยว คณินหดคอหนีพร้อมกับเขยิบตัวออกห่างผมไปอีกแล้ว


“ไม่ต้องเขยิบหนีเลย ถ้าไอ้หม่าวไม่พูดว่าน้องชอบพี่ ชาติหน้าพี่จะรู้มั้ยอะ” ผมพูด น้องเหลือบตาขึ้นมามองเปลือกตากระพริบช้าๆ เหมือนลูกแมวถูกดุ “นินก็น่าจะดูออกว่าพี่เดาใจใครไม่เก่ง แต่ถ้าได้รู้แล้วและถ้าหากใจเราตรงกัน แม้มันจะยังเรียกว่ารักไม่ได้ แต่รู้เร็วเท่าไหร่เราก็ยิ่งมีเวลาอยู่ด้วยกัน พัฒนาความสัมพันธ์ของเราได้ไวขึ้นไม่ใช่เหรอ”


“นินยังเด็กมากเลยนะ นินไม่รู้ว่ามันใช่ความรู้สึกจริงๆ หรือเปล่า บางทีนินอาจจะชอบพี่เพราะพี่เท่ เห็นพี่เป็นไอดอลก็ได้” ปากแดงๆ เฉไฉไปเรื่อย “นินอาจจะอยากสักเหมือนพี่ก็ได้นะ ใครจะรู้”


“ถ้าจะสักก็สักเป็นชื่อพี่ละกัน ถ้าเป็นอย่างอื่นไม่อนุญาต” ผมหยอกเย้าเด็กน้อยเล่น พร้อมกับใช้นิ้วเกลี่ยลงไปที่หน้าแขนข้างขวา จุดเดียวกับรอยสักของผม สัมผัสเบาๆ ที่ผมมอบให้ดูเหมือนมันจะทำให้ใครบางคนกำลัง... สยิว


“ฮือ ไม่เอาหรอก มีสิทธิ์อะไรมาสั่งเล่า!” คณินโวยวาย ใบหน้าน่ารักงองุ้มเป็นม้าหมากฮอส ผมหัวเราะออกมาเบาๆ พร้อมพูดต่อว่า


“นินก็อนุญาตให้พี่มีสิทธิ์สิ ไม่ก็ยอมให้จีบก็ได้รับรองไม่เกินสองเดือนพี่มีสิทธิ์แน่”


“..........”


“แล้วก็นะ ถึงนินจะยังเด็กยังไม่มั่นใจว่าความรู้สึกที่มีตอนนี้มันใช่เรื่องจริงหรือเปล่า แต่ถ้านินให้โอกาสพี่ พี่จะทำให้มันชัดเจนขึ้นเอง นะ... แต่ขอรีบหน่อยนะครับคนดี”


ผมโน้มตัวลงมากระซิบข้างหูพร้อมแกล้งเป่าลมหายใจอุ่นๆ รดต้นคอน้องเบาๆ คณินย่นคอหนีก่อนจะยกมือขึ้นมาดันหน้าอกผมออกห่าง ท่าทางมีคนกำลังเขิน และเขินมากด้วย


“พี่จะก้าวกระโดดเกินไปแล้วนะ เมื่อเช้ายังทำหน้าตาอึดอัดเวลาอยู่กับนินอยู่เลย”


“ตอนนี้ก็อึดอัดนะ” พูดพร้อมกับใช้มือแตะเข้าที่เอวบาง มองแค่ตาก็รู้ว่าบางแต่พอได้จับจริงๆ แล้ว มันบางกว่าที่ตาเห็นเยอะเลย น้องพยายามดิ้นหนีแต่ก็สู้แรงผมไม่ไหวหรือไม่คิดจะสู้ก็ไม่รู้กันแน่ ทำให้ผมคว้าเอวแล้วสวมกอดเบาๆ จากด้านหลัง เอาคางไปวางไว้ที่ไหล่เล็กพร้อมกับแอบสูดดมกลิ่นหอมอ่อนๆ ประจำกายของอีกคนเข้าเต็มปอด


“อะ อึดอัดอะไรอีกเล่า”


“อึดอัดที่ไม่มีสิทธิ์อะไรเลย อยากรู้จักอยากชอบอยากกอดอยากหอมอยาก.. อะไรมากกว่านี้ ได้มั้ย นะๆๆ คณินครับ ยอมพี่เถอะ” มารยาหญิงหรือจะร้ายเท้าคำเว้าวอนของบุรุษ


“จะมาขออะไรเล่า นินว่าพี่ใช้คำผิดนะ!” น้องดิ้นไปมาแรงขึ้นกว่าเก่าแต่ผมก็สู้ด้วยการล็อกเอวไว้แน่น ตัวน้องปลิวตามแรงดึงของผมสุดท้ายคณินก็มาจมที่ตักของผมเรียบร้อยแล้ว


“เอาจริงๆ ที่พี่ทำอยู่คือฉวยโอกาส”


“ก็รู้นี่” น้องสวนขึ้นมาทันที


“เพราะงั้นให้พี่จีบหนูนะ พี่จะทำให้ทุกอย่างมันถูกต้องและชัดเจนเอง” ผมยืนยันคำเดิม ตื้อไม่ได้ครองโลกแต่ผมต่างหากที่ครองใจน้องเขา


“นะนิน.. นะหนูนะ”


“ฮื่อ อย่าเรียกแบบนั้นดิ นินไม่ใช่ผู้หญิงนะ” น้องเขินจนก้มหน้ามุดกับเข่าตัวเองแล้ว ผมยิ้มบางๆ ให้น้อง ความเอ็นดูของผมที่มีให้มันไม่ได้เพิ่มเป็นวันแต่มันเพิ่มทุกวินาที ไม่ว่าน้องจะทำอะไรมันก็ดุน่ารักไปเสียหมด... เหมือนกำลังจะลอยเลยว่ะ


“แล้วยังไง ตกลงมั้ยให้พี่จีบนะ” ผผมอ้อนวอนอีกครั้ง จะพูดเรื่อยๆ จนกว่าน้องจะตอบตกลง จะแสดงให้โลกเห็นว่าดีไม่ได้กากแถมอร่อยแล้วหวานชื่นใจด้วยเว้ย


คณินหยุดดิ้น นั่งนิ่งๆ จนผมใจหายก่อนจะตอบกลับมาด้วยเสียงตะกุกตะกัก


“ความจริงแล้วคนจะจีบเขาไม่ต้องมานั่งอนุญาตกันนะพี่โด้”


“ขอบคุณครับน้อง งั้นก็เริ่มตั้งแต่วันนี้เลย!


“แต่พี่ต้องปล่อยเอวนินก่อน!” น้องตีมือผมเบาๆ แต่มีหรือโอกาสมาแล้วจะไม่รีบคว้าแล้วเกี่ยวเอาไว้


“ขอกอดก่อนไอ้หม่าวเข้ามาไม่ได้เหรอ?”


“ก็ได้...”

.

.

.

.

“ไอ้เหี้ยโด้ ปล่อยเอวน้องกู!





END




ไม่มีการคุมตีมเรื่อง หรือคุมโดนใดๆ 

มีแค่การคุมความรักของพี่แบคที่มีต่อน้องหลิน

เราจะมาอัพฟิคเพราะอารมณ์ไม่ดีๆๆ ลูกใส่เสื้อแหวกอกโชว์หน่มน๊มง่ะ 

ขอโดเนทไม้เรียวค่ะ อย่าเห้นคังแบคโฮแหวกแล้วหนูจะแหวตาม มันไม่ใช่!



NEXT STORY


บุญผลาพาฮัก


"ทำไมถึงนึกอยากจะมาเป็นปลัดที่นี่ครับ"

"อ๋อ ไม่ได้อยากมาครับ พอดีอกหักเลยทำเรื่องย้ายหนีแฟนเก่ามา"

"อ๋อ... ครับ ฮ่าๆ ตลกดีนะครับ"

"แต่ผมว่า... ผมอาจจะได้แฟนใหม่จากที่นี่ก็ได้นะ"



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 69 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,334 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 11 พฤศจิกายน 2561 / 21:10
    แงอ่านแล้วใจฟูมาก หนูนินน่าร้ากกก
    #1,236
    0
  2. #995 Xingmin (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 2 มิถุนายน 2561 / 21:57
    มาไวเคลมเร็วมากพี่โด้
    #995
    0
  3. #992 bmw0626 (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 2 มิถุนายน 2561 / 15:32
    อื้อหือพี่โด้ รุกเร็วเชียว
    #992
    0
  4. #991 Fruit-Tea (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 2 มิถุนายน 2561 / 07:53
    พอฉลาดพี่มาดป็นแพ็คเกจเลยนะดีโด้!!!!
    #991
    0
  5. #990 maielf13 (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 2 มิถุนายน 2561 / 04:48
    พอพี่แกรู้ตัวแล้วนี่ตำรวจรอเลยนะคะ555555555
    #990
    0
  6. #989 Elllsaaaa (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 2 มิถุนายน 2561 / 00:29
    โอ้โห พอพี่แกรุกขึ้นมาก็แรงใช่ได้นะคะ เขินนนน
    รอเรื่องต่อไปนะคะ ฮี่ คุณปลัดด
    #989
    0
  7. #988 ansine (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 1 มิถุนายน 2561 / 23:41
    พอหายซึนเเล้วเริ่มหื่นเลยนะคะพี่โด้ ระวังพี่หม่าวเอาตาย555555
    #988
    0