BAP หลังคาเดียวกัน

ตอนที่ 7 : บทที่ 7

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 53
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    12 มี.ค. 58





 
บทที่ 7
 
 





 
 
 
 
 
 
 
"เฮ้ออออออออออ"
 
 
"เสร็จซักที เหนื่อย จะบ้าตาย"
 
 
"ห้องรกเป็นบ้าเลยอ่ะพี่  ขยะอย่างเยอะด้วย"
 
 
 
 
 
 
 
จงออบยกมือขึ้นปาดเหงื่อที่ซึมออกมาตามขมับ หลังจากรบรากับขยะภายในห้องที่พวกเค้าสองพี่น้องต้อง


เป็นคนเก็บกวาดเอง



 
 
ไม่รู้ว่าโชคดีหรือโชคร้ายกันแน่ ที่ได้ตกร่องป่องชิ้นอยู่ที่แห่งนี้ นอกจากจะต้องมาเก็บกวาดจัดห้องเองแล้ว


ไม่รู้ว่าจะต่อสู้กับบรรยากาศน่าอึดอัดที่เจ้าของบ้านเป็นคนสร้างขึ้นมายังไง
 

จงออบเหมือนจะมองไม่เห็นอนาคต หนทางข้างหน้าแสนมืดมน 
 
 
 
 


 
 
  ร่างกายอ่อนล้านอนแผ่หราอยู่บนเตียงขนาดพอดีกับสองคนนอนเบียดกันได้


 มือเล็กถูกยกขึ้นมาอังแสงที่ลอดเข้ามายังหน้าต่างที่ถูกเปิดไว้เพื่อระบายอากาศข้างในห้องให้ออกไปบ้าง

 
เพราะดูเหมือนว่าเจ้าของเดิมจะไม่เคยแตะต้องมันเลย ห้องมืดมิดเต็มไปด้วยฝุ่นและขยะ  


ไม่รู้ว่าทนอยู่เข้าไปได้ยังไง สงสัยจะใช้นอนอย่างเดียว
 
 




 
 ดวงตาตี่เล็กกรอกขึ้นไปมองผู้เป็นพี่ ที่กำลังยืนจัดโต๊ะอ่านหนังสือที่เคอะไปด้วยฝุ่น


มองดูแล้วไม่เคยได้ใช้งานเลย มือนุ่มบรรจงเช็ดถูอย่างถนุถนอมก่อนจะวางตุ๊กตาน่ารักลงไป


ใต้โคมไฟดวงเล็ก 
รอยยิ้มพอใจจุดขึ้นที่ริมฝีปากอิ่มน้อยๆ จนคนมองต้องยิ้มตาม 
 
 
 
 



 
 
  จงออบรู้ดีว่ายองแจถูกใจที่นี้  และภายใต้ความพึงพอใจ เค้ารู้ดีว่าพี่ชายของเค้าคิดอะไรอยู่


ทุกอย่างจะต้องเอื้อประโยชน์ต่อพวกเค้าไม่มากก็น้อย อย่างแรกๆ ที่นี้ไปมาสะดวก


ใกล้โรงเรียนที่เค้าเรียนอยู่ 
และอยู่ไม่ไกลจากมหาลัยที่พี่เค้าเรียน  


และที่นี้มีอะไรดึงดูดให้อยากเข้าใกล้ และน่าสนใจ แต่การอยู่ร่วมกันกับคนอื่น


พวกเค้าก็ต้องเรียนรู้ที่จะปรับตัวเช่นกัน เพื่อการอยู่รอด










 
 
 
 
"พี่..ไม่เหนื่อยรึไงครับ"


 
 
 
"หือ.."
 



 
"มาพักก่อนเถอะครับ ผมง่วงอ่าาา"
 



 
"ง่วงก็นอนไปก่อนเลย พี่ขอทำอะไรให้มันเข้าที่ก่อน พักไปเลย เดี๋ยวพี่ปลุกเอง"




 
 
ยองแจพูดเสียงอ่อน พร้อมกับยิ้มละมุนส่งให้น้อง  คนบนเตียงพยักหน้าเบาๆ


ก่อนดวงตาที่อ่อนล้าจะปิดลง ดำดิ่งลงสู่ห้วงแห่งความฝัน แม้เพียงน้อยนิดแต่เค้าก็อยากจะปิดตาลง
 

และซึมซับบรรยากาศใหม่ๆ รอบกาย 
 
 







 
 
 ยองแจยกยิ้มอ่อนโยนอีกครั้งเมื่อเห็นน้องสุดรักดำดิ่งลงสู่ห้วงนิทรา เพราะความเหนื่อยล้า


จริงๆเค้าก็เหนื่อยไม่ต่างกัน แต่การจะแสดงออกว่าอ่อนแอต่อหน้าคนเป็นน้อง


ไม่ใช่สิ่งที่เค้าพึงกระทำได้ 
ความเข้มแข็งของเค้ามีไว้เพื่อจงออบเสมอ  


เพราะพวกเค้ามีกันแค่สองคน การอ่อนแอและท้อแท้ไม่เคยมีในระบบประมวลผลของเค้า
 
 
 



 
 
  ยองแจทิ้งตัวนั่งบนที่นอนนุ่มในที่สุด นิ้วมือไม่ยาวนักเกี่ยเส้นผมสีอ่อนที่พันกันอยู่บนหน้าผาก


ของน้องออกเล็กน้อย  เม็ดเหงื่อที่ยังไม่หมดไปจากใบหน้าขาวถูกมือนิ่มปาดออกเบาๆ 

 
 
ก่อนจะล้มตัวลงนอนข้างคนเป็นน้อง ขยับตัวเข้าไปชิดจนหัวชนกัน ยกมือขึ้นประสานบนอก


และปิดตาลงเงียบ ๆ
 
 


ท้ายที่สุดแล้วเค้าก็ควรจะพักผ่อนบ้างเหมือนกัน..
 











 
 
................................
 
 













 
 
"จุนฮง  ทำแบบนั้นมันก็เละหมดพอดี "
 


 
"ให้ทำยังไงอ่ะ ผมไม่รู้นี้นาาาาา"
 

 
 
"พี่ให้นายซอยบางๆ ไม่ให้ให้สับละเอียดแบบนั้นนะ"
 


 
 
ใบหน้าอ่อนวัยมุ่ยลงอย่างเห็นได้ชัด หลังจากได้ยินคำติติงจากพี่ชายเจ้าของบ้านเช่า


ที่เค้าเช่าอาศัยอยู่มาเกือบปี 



 
มีดในมือไม่ได้มีประโยชน์อะไรเมื่ออยู่ในมือเค้า แครอทที่โดนสับจนไม่เหลือแม้แต่วิญญาน


ช่างน่าสงสาร ให้ทำยังไงก็ไม่ชิน ทำไม่เป็น สงสัยต้องไปเรียน เริ่มตั้งแต่หั่นผักให้เป็นชิ้นเป็นอันก่อนเป็น


อันดับแรก
 






 
 
วันนี้เป็นเวรที่เค้าต้องมาเป็นลูกมือในการทำอาหาร มันยากหน่อยก็ตรงที่อีกคนเป็นพวกละเอียดอ่อน


และเจ้าระเบียบแบบเว่อๆ



 
อะไรไม่ถูกใจพี่แกก็พร้อมจะเหวี่ยงตลอดเวลา และผลกระทบมันก็ต้องตกเป็นของเค้า



เค้าอาจจะต้องถูกลงโทษให้ไปล้างห้องน้ำเป็นเดือนๆ เนื่องจากทำให้แครอทป่นปี้แบบนี้ก็เป็นได้
 
 
แค่คิดก็ได้กลิ่นน้ำยาเป็ดลอยมาเลย บรึ้ยยยยยยยยยย









 
 
 มือใหญ่วางมีดลงข้างๆ วิญญานแครอทที่นอนกองกันเป็นศพอย่างเซ็งๆ
 
 
 
 
 
 
 
 
"พี่ยงกุกอ่าาาา  ผมทำไม่เป็นอ่ะ"



 
 
 
"ทำไม่เป็น..."
 


 
 
 
"อื้ออออ ทำไม่เป็น"  



ใบหน้าอ่อนวัย แสดงท่าทางงอแง ริมฝีปากล่างถูกดันออกมาเล็กน้อย เพื่อขอความเห็นใจ


คนไม่รู้ย่อมไม่ผิดใช่ไหมล่ะ
 





 
 
"นายอยู่ที่นี้มานานแค่ไหนแล้ว .."  



มือเรียวคนซุปในหม้ออย่างใจเย็น ไม่แม้แต่จะชายตากลับมามองเด็กโข่งตัวโย่งที่ยืนเกาหัวอยู่ข้างหลัง
 

 
จุนฮงกำลังครุ่นคิดถึงคำถาม ใช่ เค้าอยู่ที่นี้มานานแล้ว 
 
 
 








 
 
 
" 7 เดือนครับ"
 






 
 
 
 
"7 เดือนกับการหั่นผัก อืม..."  



ยงกุกชิมซุปที่ตั้งใจทำมันขึ้นมาอย่างจดจ่อกับรสชาติ ก่อนจะเผยรอยยิ้มพอใจออกมา  


มือเรียวโปรยผักสำหรับโรยหน้าลงไปเล็กน้อยและปิดแก๊สด้วยมืออีกข้างทันที


 
 
เช็ดมือกับผ้ากันเปื้อนลายน่ารักที่คล้องอยู่ที่คอเล็กน้อย ก่อนจะหันไปเผชิญหน้ากับเด็กไม่รู้จักโต


เท้าแขนกับเคาเตอร์บราด้วยท่าทางสบายๆ
 





 
 
 
เค้าต้องจัดการกับอาหารสำหรับผู้ชายตัวโตๆตั้ง 8 คน การมีลูกมือจึงเป็นการจำเป็นอย่างยิ่ง

สมาชิกเพิ่มขึ้น อาหารก็ต้องเพิ่มมากขึ้นด้วยเป็นธรรมดา
 



 
 
สงสัยเค้าต้องเพิ่มลูกมือจากหนึ่งเป็นสองแล้วล่ะ   การมีมือมีเท้าเพิ่มมากขึ้นบ้างครั้งมันก็ไม่ได้มีประโยชน์


อย่างที่คิด  ซ้ำยังเพิ่มภาระให้กับสมองและปากมากขึ้นไปอีก




 
 
จุนฮงไม่มีทีท่าว่าจะเข้าถึงการทำอาหารได้เลย แม้แต่การหั่นผักยังยากที่จะเข้าใจ


บอกให้ซอยบางๆก็สับซะละเอียด บอกให้หั่นเต๋าก็ซอยละเอียดมาอีก 
 




 
 
การมีลูกมือแบบนี้ก็ต้องปาดเหงื่อยไปหลายหยดก่อนจะออกมาเป็นเมนูแต่ละอย่าง


ไม่ค่อยมีใครดีต่างกันซักเท่าไหร่  
 
 
 





 
 
ยงกุกถอนหายใจอย่างปลงๆ  การจะขัดเกราคนๆนึงมันยากขนาดนี้เลยเหรอ 








 
 
"ตักซุปใส่ถ้วย แล้วเอาไปวางบนโต๊ะอาหารนะ"
 





 
"ทำได้ใช่ไหม.."
 


 
 
 
 
 
เด็กน้อยพยักหน้าหงึก รับคำอย่างว่าง่าย บางทีพี่ยงกุกก็ใจดีเหมือนกันนะ อิอิ 
 





 
จุนฮงค่อยๆตักซุปเทลงไปในชามลวดลายสดใสอย่างระวัง เพราะถ้าพลาดนั้นอาจ


หมายถึงต้องบอกลามือขาวๆเนียนนุ่มของตัวเองไปเลย
 
 
 
 
 
 
 
ยงกุกหันกลับมาจัดการกับแครอทต่อด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม  หลังจากที่พักเบรคดื่มน้ำปาดเหงื่อมาแล้วก็ต้องมา


ลุยต่อ ถ้าเค้าไม่ทำก็ไม่รู้ใครจะเป็นคนทำ 



 
นี้เป็นหน้าที่ที่เค้้าต้องรับผิดชอบ และมันก็โอเค เค้าสามารถจัดการกับมันได้ไม่ยากเท่าไหร่


อย่างน้อยๆถ้าเค้าเป็นคนจัดการ ภาระค่าใช้จ่ายก็จะคงทีไม่บานเบอะเหมือนสมัยก่อน



 
 
 
 
ขายาวๆของจุนฮงกำลังจะเดินออกไปพร้อมกับถาดที่วางซุปและอาหารอย่างอื่นไว้ด้วยกัน


ใบหน้าขาวฉีกยิ้มให้กับพี่ชายที่กำลังขมักขเม้นให้กับการหั่นผักอย่างเอาเป็นเอาตาย


 
ใกล้เวลาอาหารเย็นแล้ว เพราะคนบางคนต้องออกไปทำงาน การทานอาหารด้วยกันอย่างพร้อมหน้าเป็นกฏ


ข้อหนึ่งของที่นี้
 
 
 


 
การจะอยู่อย่างสงบสุขก็ต้องพกกฏของบ้านไว้อ่าน และท่องจำให้ขึ้นใจ แหกกฏเมื่อไหร่


เตรียมตัวโดนแหกอกไว้ได้เลย ทุกคนทีนี้พึงระลึกไว้เสมอ






 
แต่กฎก็ต้องมีการยกเว้นอยู่ดีนั้นแหละ ...บางครั้งก็ไม่แฟร์
 
 
 
 
 
 
 
 


 
 
"จุนฮง...."
 



 
 
"ครับพี่ ^^"
 




 
 
"อย่าลืมไปดูแลต้นไม้ที่สวนหลังบ้านให้พี่อาทิตย์นึงนะครับ"
 



 
 
"ห๊ะ!!"
 





 
 
^____^





 
 
 
= ='



 
 
 
 
เหอะ  ใครบอกว่าพี่ยงกุกใจดี เออ ผมเองแหละ ขอถอนคำพูดเลยครับ จะบ้าตาย


นี้ต้องไปดูแลรดน้ำพรวนดินต้นไม้หลังบ้านอาทิตย์นึงงั้นเหรอ 



 
 
OMG!!!!!!!!  ทำไมต้องเป็นแบบนี้ด้วยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย
 



 
อยากตาย แง่งงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงง



 
 
ผมแค่หั่นผักไม่ได้เองนะ โหดร้ายเกินไปแล้ว!!!
 
 
 


 
 
 
ยงกุกยกยิ้มพอใจให้กับอาการหัวเสียของเด็กไม่รู้จักโต หลังจากได้ยินสิ่งที่เค้าพูดก็เดินลงส้นออกไปเลย 


 
คงแอบด่าเค้าในใจไปอีกหลายวัน แน่ๆ แต่ใครจะสนกันล่ะ





 
 
 
บางครั้งมันก็เป็นความสุขเล็กๆของผมก็เป็นได้ ที่ชอบเห็นเด็กๆต้องทำท่าทางกระฟัดกระเฟียดแบบนั้น
 
 
แต่สุดท้ายแล้วพวกเค้าจะรู้เองนะว่าทำทุกอย่างเพื่อพวกเค้าทั้งนั้น 
 
 
 
 
 
 
 
 
ยงกุกล้างมืออย่างสะอาด หลังจากเทผัดผักลงบนจานใบใหญ่เสร็จเรียบร้อย


มือเรียวถอดผ้ากันเปี้ยนลายน่ารักออกและแขวนมันเก็บไว้ที่เดิม ตรวจเช็คความเรียบร้อย


ของ
สถานที่เล็กน้อย แน่ใจว่าเรียบร้อยดี ปิดแก๊สเรียบร้อย


เค้ายังไม่อยากให้บ้านสุดแสนรักของเค้าต้องโดนบึ้มเพราะการประมาทเลินเล่อของตัวเองเป็นแน่
 
 
 
 
 
 
 
พลิกข้อมือดูเวลา เรือนหน้าปัดสวยหรู เข้มสั้นชี้ที่เลย 7 เป็นเวลาทุ่มหนึ่งแล้ว


ได้เวลาตั้งโต๊ะกินข้าวพร้อมหน้าพร้อมตากัน
 



 
กฏของที่นี้ คือการกินข้าวพร้อมกันเสมอ เวลา 1 ทุ่ม กว่าๆ ทุกคนต้องมาพร้อมกันที่โต๊ะ ประจำที่


เพื่อรับประทานอาหารเย็นกันอย่างพร้อมหน้า 


 
 
ต่อให้คุณจะไปอยู่ที่ไหนมาทั้งวัน แต่เวลานี้คุณต้องกลับมาถ้ายังอาศัยหลับนอนที่นี้อยู่...
 
 
 
 
 
 มือเรียววางถาดอาหารที่ถือมาลงบนโต๊ะกินข้าว ขนาดใหญ่ จัดการวางทุกอย่างให้เข้าที่


วันนี้เป็นวันต้อนรับสมาชิกใหม่ ดังนั้นสิ่งที่ต้องทำก็คือ..
 
 




 
 
"จุนฮง.."
 
 
 



 
 
ดูเหมือนว่าเด็กน้อยจะไม่ค่อยสบอารมณ์กับน้ำเสียงของคนอายุมากกว่าที่ยืนอยู่ไม่ห่างกันเท่าไหร่


มือขาวกำลังตักข้าวใส่จาน สำหรับ  6 คน  วางเรียงประจำตำแหน่งการนั่ง


 
 
ทำแบบนี้เสมอ เพราะมันเป็นสิ่งที่พึงกระทำต่อสมาชิกทุกคน ไม่ใช่เพราะว่าเค้าเด็กกว่าใครๆ


ถึงต้องทำ แต่เพราะวันนี้มันเป็นเวรของเค้าที่ต้องทำยังไงล่ะ
 



 
เรื่องอายุมีไว้แค่ให้เคารพไม่ใช่โยนงานทุกอย่างให้กับใคร เพียงเพราะอายุน้อยกว่า  

ยงกุกเป็นใหญ่ที่สุดในบ้าน และก็รักความยุติธรรมเป็นอย่างยิ่ง
 



 
จะไม่มีการเอาเปรียบคดโกงใดๆ เกิดขึ้นภายใต้หลังคามุงกระเบื้องแห่งนี้แน่นอน....



นอกเสียจากเจ้าตัวจะเห็นชอบด้วยอ่ะนะ..
 
 
 


 
 
 
 
"อะไรครับ.."
 



 
 
"ใช้น้ำเสียงแบบนี้กับพี่ ไม่พอใจอะไรรึเปล่า"
 
 
 
 
 
 
เหมือนรู้ทัน รู้อยู่แล้วไม่เห็นต้องมาถามเลย  รู้หรอกว่ารู้ว่าไม่พอใจ แค่หั่นผักป่วยๆนั้นไม่ได้ดังใจ


ต้องลงโทษกันให้ไปตากตำทำไร่ทำสวนอยู่ที่หลังบ้าน เป็นอาทิตย์เลย ใจร้ายที่สุด..
 
 
 
 
 
 
 
"เปล่านี้ครับ ใครจะไปกล้าไม่พอใจพี่กันล่ะ"
 
 
 



 
 
"งั้นก็ดี.."  


น้ำเสียบเรียบเฉย เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นทำให้เด็กหนุ่มต้องหันควับกลับไปมองด้วยแววตาแข็งกร้าว  


 
แต่สิ่งที่เห็น มีเพียงรอยยิ้มหวานละมุนที่อีกคนปั้นแต่งมันได้อย่างสมบูรณ์แบบ


ไม่มีใครจะสามารถชนะรอยยิ้มหวานเชื่อมนี้ได้ 

 
เค้าก็เป็นหนึ่งในนั้น  ไม่มีใครปฏิเสธ รอยยิ้มของคนๆนี้ได้ ..ไม่มีเลย
 
 
 
 

 
 
 
 
  จุนฮงจำต้องหลบสายตาอย่างพ่ายแพ้ ได้แต่ก้มหน้ามองจานในมือ
 
 
 
 
 
 
 
 
"พี่จะให้ผมทำอะไร..."


 
 
"วันนี้จะมีสมาชิกใหม่มาอยู่กับเราเพิ่ม อีก 2 คน "
 
 



 
"เห้....?"
 




 
 
แววตา ฉงนฉายชัดบนใบหน้าอ่อนวัย ที่มองตรงมาอย่างต้องการคำตอบ
 
 




 
"เพิ่งจะมาอยู่วันนี้...ตอนนายไม่อยู่"
 



 
 
"แต่..เราไม่มีห้องว่างไม่ใช่เหรอครับ จะไปอยู่ที่ไหน"  



จุนฮงปิดความสงสัยไว้ไม่อยู่   ในเมื่อมันไม่มีที่ว่างให้ใครอยู่ได้อีกแล้ว แม้แต่มดแมลงตัวเล็กๆก็

ไม่ได้รับสิทธิในการอยู่อาศัย
ในบ้านหลังนี้ ไม่นับห้องของพี่ใหญ่จอมขี้เกียจสองคนนั้นนะ

อันนั้นนะไม่แน่ อาจจะมีงู ตัวเบิ้มนอนเป็นเพื่อนอยู่ทุกๆคืนก็เป็นได้
 



 
แต่เดือนก่อน เค้าจำได้ว่าได้รับคำสั่งให้ทำป้ายประกาศห้องว่าง ไปแปะไว้ที่กำแพงหน้าบ้าน

และเค้าเป็นคนแปะมันเองกับมือ ตอนทำก็ งง ๆ แต่ไม่ได้สนใจ แค่โดนสั่งให้ทำก็ทำแค่นั้นเอง




 
 
ถ้ามีคนมาอยู่เพิ่มก็หมายความว่าต้องมีใครซักคน โดนเฉดหัวออกจากห้องตัวเองแน่ๆ  


นั้นไม่ใช่เค้าแน่นอน...
 
 

 
 
 
"มีสิ ... ทำไมจะไม่มี"
 



 
 
"ไม่จริงน่าาาา..."



 
 
 
"ไปห้องเก็บของ และเอาเก้าอี้มาอีกสองตัว และตักข้าวเพิ่มอีกสองที่นะครับ"  
 


 
 
ร่ายประโยคยาว และก้มหน้าก้มตาจัดการกับงานตรงหน้าต่ออย่างไม่สนใจคนอายุน้อยกว่า

ที่เหมือนจะยังมึนๆ กับคำสั่งอยู่เล็กน้อย
 
 



ไม่ตอบคำถามและยัดเหยียดงานตลอด
 


 
จุนฮงบุ้ยปากเล็กน้อย และสุดท้ายก็ยอมเดินเกาหัวออกไปจากอีกคน เพราะการไม่ได้รับการสนใจแล้ว..
 
 

 
 
 
ยงกุกยังคงวุ่นวายอยู่บนโต๊ะอาหารขนาด 8 ที่นั่ง  เสียงเท้ากระทบพื้นใกล้เข้ามาเรื่อยๆ 


 
 
แดฮยอนยืนยิ้มหวานอยู่ข้างหลังแล้ว เมื่อหันกลับไปมอง รอยยิ้มหวานจุดขึ้นอีกครั้ง

และแน่นอนว่ามนุษย์หน้าแมวก็ตอบรับด้วยแววตาหวานๆเช่นกัน



 
 
"มาพอดีเลย ... พี่วานอะไรหน่อยได้ไหม"


 
 
 
"ได้สิครับ ..ทำไมจะไม่ได้"
 


 
 
"แดฮยอน  ช่วยไปตามยองแจ กับ จงออบ มาทานข้าวให้หน่อยนะ"



 
 
"พี่หาที่นอนให้สองคนนั้นได้แล้วเหรอครับ"


 
 
"แน่นอนว่าได้.."
 


 
 
"นั้นสิครับ..พี่ทำได้ทุกอย่างอยู่แล้ว"  


น้ำเสียงละมุนเอ่ยชมเชยคนอายุมากกว่าอย่างเอาใจ และมันมักเกิดขึ้นเสมอเมื่อมีบทสนทนาของพวกเค้า
 


 
 
"นี้ ชมพี่ ใช่ไหม.."
 



 
"หึ..ก็ต้องชมสิครับ .."
 


 
 
"พี่จะคิดว่าเป็นคำชมแล้วกัน ..."  


ชั่วครู่แววตาหวานแปรเปลี่ยนไปเล็กน้อย ก่อนจะกลับมาหวานเชื่อมเช่นเดิม




 
 
"สองคนนั้น อยู่ห้องไหนครับ ผมจะไปตามให้"
 


 
"ห้องนัม.."
 



 
  มนุษย์หน้าแมว พยักหน้าเป็นคำตอบว่าเข้าใจ ก่อนปลายเท้าจะเปลี่ยนจุดมุ่งหมาย 
 
 
 
 
 
 
 
รอยยิ้มหายไปจากใบหน้าคมคาย  แววตาที่เคยหวานอยู่เสมอ ถูกแทนที่ด้วยแววตาเรียบเฉยและอ่านยาก...



 
 

 
 
................



 

 
 
ยองแจสะดุ้งตื่นหลังจากได้ยินเสียงเคาะประตูที่ดังอยู่ สอง สาม ครั้ง และเงียบไป


แต่ผลกระทบที่เกิดจากเสียงเคาะประตูสองสามครั้งนั้น สงผลให้ร่างทั้งร่างร่วงหล่นลงมากองอยู่ที่พื้น
 
 
มือนุ่มยันตัวเองลุกขึ้น ก่อนจะโอดโอยเพราะอาการระบมที่บั้นท้าย 
 

 
 
 
มือนุ่มปัดปอยผมหน้าม้าที่ไม่เป็นระเบียบเล็กๆให้เข้าที่  ก่อนจะขานรับไปด้วยเสียงที่ดังพอสมควร

กดสายตาลงต่ำ มองเห็นน้องยังหลับสนิท สงสัยจะเหนื่อยจริงๆ
 


 
ใจจริงไม่อยากจะปลุกน้องด้วยซ้ำ แต่นี้คงเป็นเวลาอาหารเย็นแล้ว เหลือบมองนาฬิกาที่ติดอยู่บนผนัง


บริเวณหัวเตียง ตอนนี้เป็นเวลา 1 ทุ่ม 15 นาที  ยังไงจงออบก็คงหิวเหมือนกัน
 




 
 
ไม่รอช้า มือนิ่มเขย่าไปที่แขนเล็กๆ เบาๆ และเรื่มหนักขึ้น จนตาตี่ๆของจงออบเปิดขึ้นอย่างงัวเงีย
 
 

 
 
 
"ตื่นได้แล้ว ไปกินข้าวกัน.."



 
 
เสียงครางเล็กๆ เล็ดลอดออกจากปากคนเป็นน้องเพราะถูกปลุกขึ้นมาในเวลาที่ยังต้องการการพักผ่อนอย่าง


เต็มเปี่ยมอยู่ 
เห็นแล้วก็เกิดสงสารน้องขึ้นมาตะหงิดๆ ที่ต้องลำบากแบบนี้


อาจจะเป็นเพราะเค้าเป็นพี่ที่ยังดีไม่พอแน่ๆ 




 
 
 
"ลุกเถอะ ...เดี๋ยวพวกพี่เค้าจะรอนานนะ"
 



 
 
"อื้อ ...ครับ "  


มือเล็กขยี้ตาตี่ๆนั้นสองสามครั้ง ก่อนจะบิดขี้เกียจเล็กน้อย และยอมลุกขึ้นยืนข้างๆคนเป็นพี่


ฉีกยิ้มพร้อมใช้งานให้กับคนเป็นพี่



 
ยองแจหัวเราะน้อยๆให้กับสภาพน้อง และขยี้ผมสีอ่อนให้ยุ่งเข้าไปอีก ด้วยความเอ็นดู
 

 
 
"ย๊าาาาาาาาา พี่ยองแจ ทำไมทำงี้อาาา"  

จงออบส่งสายตาค้อนแคะให้กับคนเป็นพี่เล็กๆ เป็นเชิงว่างอนที่ทำผมยุ่งไม่เป็นทรงแบบนี้


มือเล็กลูบหัวตัวเองป้อยๆ




 
 
"น่ารักแล้วน่าาาา ไปเถอะ กินข้าวกัน หิวไม่ใช่เหรอ"



 
 
"หิวมากอ่าาาาาาาาาาาาา"
 


 
 
จงออบเอามือกุมท้องแสดงท่าทางว่าหิวจนท้องไส้ปั่นป่วนไปหมดแล้ว ให้ทนรออีกคงได้ตายแน่ๆ  

มือเล็กจัดการควงแขนคนเป็นพี่ ก่อนจะเอาหัวทุยๆนั้นไปถูไถที่ไหล่อีกคน
 
อย่างเอาอกเอาใจ จนอีกคนต้องยกมือขึ้นลูบหัวอีกครั้ง 
 
 
 
 
 
 
 
มือนิ่มบิดลูกบิดประตูเบาๆให้พอเปิดได้  เมื่อประตูเปิดออก ก็พบกับรอยยิ้มแมวๆ ที่รออยู่แล้ว
 
 
 

 
 
 
 
"มาเปิดประตูได้แล้วเหรอครับ .."

 
 
"ถามอะไรไม่เข้าท่า ถ้าฉันไม่เปิด นายจะเห็นฉันไหม"
 

 
"ก็นึกว่าจะหงอจนไม่กล้ามาเปิดประตูซ่ะอีก.."
 

 
"ว่าใครหงอ!!"   
 



 
 
น้ำเสียงยียวน กับรอยยิ้ม เต็มใบหน้า ทำให้ยองแจ รู้สึกหมั่นไส้ ขึ้นมาทันที ไม่ใช่แค่ครั้งนี้

ตั้งแต่ที่สบตากันครั้งแรก ก็เห็นแววไม่เป็นมิตรเอาซะเลย แถมยังชอบพูดจาหวานเลี่ยนกับพี่ชาย
 
หน้าเหมือนอีกต่างหาก เห็นแล้วอยากเอาไม้ฟาดปากให้แตกพูดไม่ได้อีกเลย เหอะ !!!
 


 
 
 
"ไม่หงอ ก็รีบออกมาสิครับ "
 


 
"ฉันไปแน่..."
 
 


 
"ปล่อยให้ผู้ใหญ่รอนะ มันไม่ดีนะครับ"
 
 
 

 
 
"..."
 
 
 
 


 
 
"พี่ครับ ..ใจเย็นๆ  ไปเถอะครับ ผมหิวแล้ว.."  

 จงออบเห็นแววไม่ค่อยดี กลัวว่าพี่ชายสุดที่รักจะเอารองเท้าปาหัวพี่ชายหน้าแมวนั้นตะหงิดๆ  


ขืนปล่อยให้ลับฝีปากกันอยู่มีนองเลือดแน่


 
 
เห็นพี่เค้าท่าทางนุ่มนิ่มน่ารักๆ แบบนี้ก็เถอะ แต่เวลาโมโหก็เอาเรื่องเหมือนกัน 
 
 
 
.............................................
 
 
 
 
 
 
 
 

 
 
 
" ไปแดกข้าวสิว่ะ  ทุ่มกว่าแล้ว"
 
 
 
 

 
 
"ไม่ กูไม่อยาก"
 
 

 
 
 
"มึงอย่ามาป๊อด "
 

 
 
 
"อะไรกูแค่ไม่อยาก เกี่ยวไรกับป๊อดไม่ป๊อดว่ะ"

 
 
 
"อย่ามาตีเนียน กูรู้ว่ามึงรู้ ไอ้สัส"


 
 
"มึงอยากตายใช่ป่ะ"
 


 
 
"มึงแมร่งตุ๊ดว่ะ"
 




 
"ไอ้เหี้ยยยยยยยยยยยยยยยย"
 
 
 
 
 
 
 
 
หมอนใบโตลอยละลิ่วก่อนที่มันจะตกกระทบกับใบหน้าหล่อๆ ก็ถูกปัดทิ้งอย่างไม่เหลือเยื่อใย
 

 
ภายในห้องขนาดไม่ใหญ่นักแต่พอสำหรับสองคนจะอยู่ได้อย่างระรานกันนิดๆหน่อยๆ  


การเพิ่มผู้อยู่อาศัย ต้องแชร์พื้นที่การใช้สรอยกันในบางมุม

 
 
แต่ไม่เป็นปัญหาสำหรับผู้ชายตัวโตๆสองคนที่มีห้องไว้แค่นอนเท่านั้น


หัวถึงหมอนก็สนิทแบบไม่เอาน้ำมาสาดคงตื่นยาก
 
 
 
 

 
 
 
 ยงนัมนอนแน่นิ่งไม่ขยับอยู่บนฟูกนอนที่หอบมาด้วย เพราะถ้าจะให้แชร์เตียงกันคงไม่ไหว

ได้มีการฆาตกรรมเกิดขึ้นแน่นอน
จะให้ไปนอนเบียดกันยังไงไหว แค่คิดก็สยองขนลุกขนพองแล้ว
 
 
 



 
 
 
 
ฮิมชานมองเพื่อนรักที่นอนแน่นิ่งด้วยสายตาเหยียดหยาม หลังจากถูกน้องชายสุดรักสุดหวงเฉดหัวออก


จากห้องอย่างไม่ใยดี
ต้องระเห็ดระเหิน มาเป็นภาระกองโตอยู่ที่ห้องเค้า


และไม่อยากจะคิดว่าต้องอยู่ด้วยกันแบบนี้อีกนานเท่าไหร่ ถึงจะมีการเปลี่ยนแปลง 
 
 
แค่คิดว่าต้องมานอนเหม็นเหงื่อกันสองคน มันไม่เหมือนนอนข้างๆสาวน้อย

เนื้อตัวนุ่มนิ่มหรอกนะ มันคนละฟิลเลยครับ = = 
 



 
ใจนึงก็สงสารมันเหมือนกัน ทำทุกอย่างเพื่อเค้าจนจะตายห่า แต่แม่พระก็ไม่เคยเห็นใจ

ซ้ำยังเหยียดหยามน้ำใจกันแบบป่นปี้ 
 




 
จะให้ทำไงได้ ความรักมันบังคับกันไม่ได้ ... ไม่ใช่เค้าจะไม่ได้รู้สึกดีๆ กับยงกุก

แต่สำหรับเค้ามันก็คงเป็นแค่ความชอบ ปลื้มและสุขใจที่ได้มองมากกว่า





 
มันไม่ใช่ความรัก ...
 



 
 
 
 
 
แต่สำหรับ ไอ้คนที่นอนเป็นผักขึ้นรา อยู่ใต้เท้าเค้าเนี่ย มันไม่ใช่แบบนั้น 
 

จะเป็นจะตายก็เพราะเค้า แต่ไม่เคยคิดจะบอกให้เค้ารู้ อมพะนำไว้คนเดียว เจ็บคนเดียว

แดกเหล้าเมาเป็นหมา เวลาเห็นเค้าหวานกับแฟน 
 
 


 
 
 
 
 
"สัสนัม..."
 


 
"หือ.."
 

 
 
"ใกล้ตายยังว่ะ"  



 ฮิมชานก้มหน้าลงไปถามเพื่อน เหมือนจะเป็นห่วง ไม่มีคำตอบหลุดออกจากปากห้อยๆนั้น

มันแค่หันหน้าไปอีกทางและซบหน้าลงกับแขนที่วางบนหมอนของมัน
 
 


 
 
"หยิ่งนักนะมึง "


  ฮิมชานยังคงมีความสุขกับการแหย่เท้าเข้าไปหาหมา รอให้หมามันกัด  
 
 

 
 
"มึงหุบปากเป็นไหมว่ะ"


 
 
 
"แหนะ มีอารมณ์"


 
 
 
"อารมณ์เชี่ยไร"
 


 
 
"เฮ้ออออออออออ รักเค้าชอบเค้าทำไมไม่บอกเค้าไปว่ะ ปากนะ อมขี้อยู่รึไง"
 



 
 
 
คราวนี้เฮรดโฟนที่เคยวางแน่นิ่งอยู่ข้างๆไอโฟนเครื่องหรู ลอยลิ่วไปประทะใบหน้าหล่อเต็มๆ


เหมือนจับวาง ฮิมชานร้องเสียงหลงทันที ยกมือกุมใบหน้าอย่างเสียไม่ได้

 
บทจะโหดก็โหดไม่เข้าเรื่อง 
 
 
 
 
 
 
 
 
"สัส!!! เรื่องลอบกัดนี้เก่งจริงเลยนะ"
 


 
"มึงนะ เก็บปากไว้แดกข้าวซ่ะ ฟวยยยยยยยยยย"
 
 
 
 
ยงนัมลุกขึ้นปาหมอนในมือทิ้งอย่างอารมณ์เสีย ขายาวเดินปึงปังไปกระชากประตูให้เปิดออกและปิดมันลง


ด้วยเสียงที่ดังสนั่นหวั่นไหว
 





 
 
"แมร่งงงงงงงงงงง ตุ๊ดฉิปหาย อูยยยยยยยยยยยยย"   



 
 
"ถ้าคืนนี้กู เรทติ้งตกนะ มึงคนเดียวเลย ไอ้นัมมมมมมมมมมมมมมมมม"
 
 
....................................................
 
 
 
 
 



 
 
ยองแจรู้สึกว่าบรรยากาศบนโต๊ะอาหารเป็นไปอย่างน่าอึดอัด เท่าที่เคยได้สัมผัสมา

ไม่มีครั้งไหนในชีวิตสำหรับเค้าที่จะรู้สึกดำมืดเช่นนี้ 



 
 
ตอนโดนอาซิ้มมาทวงค่าเช่ายังไม่น่ากลัวขนาดนี้เลย  โต๊ะอาหารขนาดใหญ่

ที่ตอนนี้มีผู้คนจับจองครบทุกเก้าอี้ ไม่มีเศษส่วนเกินอยู่เหมือนถูกฟิคมาแล้วว่าต้องเป็นแบบนี้


 
 
โต๊ะกินข้าวขนาด 8 ที่นั่งพอดิบพอดี มนุษย์หน้าตาดีนั่งกันสลอน รวมถึงพวกเค้าสองคนพี่น้องก็จัดเป็นอีกสองคนที่หน้าตาดีไม่แพ้ใคร  จัดอันดับเอง ไม่ต้องถาม  = = 
 
 
 


 
 
 
บ้านที่มีแต่ผู้ชาย มันก็ไม่ได้จะอยู่ยากอะไร แต่ผู้ชายก็มีหลายประเภท พวกเรื่องเยอะเรื่องแยะ

ก็มีอยู่มากเช่นกัน  พวกเรื่องน้อยแต่ทำตัวเยอะก็มีอยู่ปะปนกันไป


 
ความอึดอัดไม่ได้เกิดจากการที่พวกเค้าเป็นสมาชิกใหม่เพียงอย่างเดียว


 แต่คนที่นั่งกันหน้าสลอนกำลังปล่อยรังสีอำมหิตออกมาต่อสู้กันอย่างไม่ลดละ
 
 
 
 
 
 
โต๊ะไม้ขัดมันเงาวับตรงกลางเต็มไปด้วยสารพันเมนูอาหาร ชวนน้ำลายสออยู่ไม่น้อย


แค่มองดูก็พอเข้าใจได้ว่าคนที่ทำใส่ใจกับอาหารบนโต๊ะมากแค่ไหน


 
อาหารง่ายๆ แต่ครบครันไปด้วยสารอาหารที่ช่วยบำรุงร่างกายและสมองให้ยังคงอยู่


และทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ 
คนละเอียดอ่อนเท่านั้นที่จะเป็นคนปรุงมันขึ้นมา 
 
 
 
 
 
โต๊ะอาหารถูกแยกออกเป็นสองฝั่ง คนแปดคนนั่งหันหน้าเข้าหากัน ฝั่งล่ะ 4 คน อย่างลงตัว

ยังไม่มีการพูดคุยเกิดขึ้น ทุกคนยังคงเงียบและนั่งมองหน้าเค้ากับจงออบกันหน้าสลอน


 
 
เหมือนเป็นของแปลกที่ต้องลองสัมผัสซักครั้ง สายตามันแสดงออกมาอย่างชัดเจน
 
 
 
 
 
 
ยองแจกับจงออบ นั่งตัวรีบเกร็งกันไปตามระเบียบถัดจากยองแจเป็นผู้ชายผิวขาวจัด

ใบหน้าที่เต็มไปด้วยแก้ม  ริมฝีปากล่างค่อนไปทางเยอะ สีเรื่อแลดูสุขภาพดี


 
จมูกโด่งรั้นรับกับดวงตาปรือฉ่ำ เหมือนคนเมาตลอดเวลา ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันเป็นเสน่ห์ที่ดึงดูดให้มองไม่น้อย 

 
แต่เหมือนผู้ชายคนนี้จะไม่ได้สนใจหรือแม้แต่คิดว่าพวกเค้ามีตัวตนเลยด้วยซ้ำ

ตั้งแต่มาถึงและนั่งแมะลงข้างๆพี่ชายหน้าเหมือน ก็เอาแต่ทำตัวงุ้งงิ้ง

คลอเคลียไม่ยอมห่างเหมือนลูกแมวเชื่องๆตัวนึง







 
น่าหมั่นไส้ฉิปหาย เซ็ง  
 
 
 



 
 
 
ถัดจากคนตัวขาวแก้มยุ้ย ก็เป็นพี่ยงกุก ที่มาพร้อมกับเสื้อยืดคอคว้านสีอ่อนบางเบา ให้ความรู้สึกเซ็กซี่

กระชากสายตาเหลือเกิน ไม่ต้องถามว่าสายตาทุกคู่ต้องไปหยุดอยู่ที่พี่แก 



 
แต่ดูเหมือนว่าพี่ท่านจะอารมณ์บูดไปแล้ว หลังจากต้องรอสมาชิคคนสุดท้าย

ที่คอยคลอเคลียอยู่ไม่ห่างตั้งแต่รู้ตัวเองว่ามาช้า และทำให้คนหน้าตาดีทั้งหลายต้องกลืนน้ำลาย


รออยู่ร่วมครึ่ง ชม. 
อาหารบนโต๊ะ แลดูจะจืดชืดไปเลย พี่ชายหน้าเหมือน แค่กอดอกนิ่งๆ

และชายตามองแมวตัวขาวข้างกายเท่านั้น 
 
 
 



 
มาถึงผู้เล่นฝั่งตรงข้ามบ้าง  ปลายสุดตำแหน่งที่ตรงข้ามกลับจงออบ เป็นเด็กตัวโตเรียกว่าโย่งสุด

ในบ้านนี้ได้เลย ดวงตาเรียวเล็กแลดูใสซื่อ แต่คนจะซื่อเหมือนดวงตาไม่นี้ยังไม่รู้


 
จมูกน้อยนิด แต่ก็ไม่ได้ทำให้ความดูดีบนใบหน้าหายไป ซ้ำยังมีผิวขาวดุจน้ำนม


แขนยาวๆกำลังเท้าคางและมองทุกอย่างอย่างน่าสนใจเสมอ
 




 
 
ถัดเข้ามาอีกหน่อย เป็นมนุษย์หน้าแมว ที่ยองแจ กล้าฟันธงฟันเสาได้ทันที ว่ากวนประสาทเป็นที่สุด

และตำแหน่งการนั่งดันมานั่งตรงข้ามกับเค้าอีก ลางร้ายกำลังคืบคลานเข้ามาหาเค้า

 
อย่างยากที่จะหลีกเลี่ยง รอยยิ้มแมวๆ ไม่เคยห่างหายจากใบหน้าหล่อเหลาของอีกคน

แต่ไม่รู้ทำไม รู้สึกไม่เป็นมิตรกับรอยยิ้มที่ปั้นแต่งนี้เลยซักครั้ง 
 



ความรู้สึกมันบอกว่าอันตรายเสมอ 
 
 




 
 
ข้างๆกายมนุษย์หน้าแมวเป็นพี่ชายหน้าหล่อ ที่ต้องยอมรับว่าพี่แกหล่อมากจริงๆ

หน้าเป๊ะอย่างกลับหลุดออกมาจากนิยายแจ่มใสที่ผู้หญิงชอบอ่านกัน ยังไงยังงั้น


 
แต่ใครๆก็รู้ว่าพระเอกนิยายแจ่มใส มักหลงตัวเองและเอาแต่ใจเสมอ = = น่าสงสารนางเอก

สภาพพี่แกเหมือนโดนต่อยเข้าที่ตาขวา มันเหมือนจะเป็นรอยช้ำๆ


 
เหมือนโดนกระทืบมา (เยอะเกิน = = ) แต่เจ้าตัวไม่ได้ใส่ใจนัก เพราะสายตามัวยุ่งอยู่กับมือถือในมือเสีย

มากกว่าจะเงยหน้ามาวุ่ยวายกับโลกภายนอก
 


 
 
 
มาถึงแขกคนสำคัญ ฟินนาเล่ ที่สุดแห่งความฟิน (ไม่ใช่แระ) พี่ชายหน้าโหด

ที่จับจองที่นั่งฝั่งตรงข้ามกับแฝดน้องผู้น่าหลงไหล รังสีมาคุรุนแรงแทบเผาทุกอย่างบนโต๊ะเงางามนี้

 
ให้มอดไหม้ไปในพริบตา   ตั้งแต่เดินปึงปังออกจากห้องมาก็สร้างบรรยากาศน่าอึดอัดทันทีทันใด

สายตาอาฆาตถูกกราดมองไปทั่วทุกที่ 


 
ก่อนมันจะหยุดลงที่คนคู่หนึ่ง  แววตาโกรธเกี้ยวเปลี่ยนเป็นอ่อนลงแลดูห่ดหู่และสิ้นหวัง

ผมเผ้าที่ฟูฟ่องไม่ได้รับการใส่ใจจากเจ้าของมากนัก 
 


เสื้อผ้าชุดเดิมตั้งแต่ตอนนั้นยังไม่ได้รับการปรับเปลี่ยน เช่นเดียวกันกับคนข้างกาย เดาว่าทั้งคู่คงเข้าไปนอน


หมกตัวอยู่ในห้อง รอเวลาออกมากินข้าวแค่นั้น
 










 
 
ณ เวลา นี้ เหมือนทุกอย่างจะพร้อมแล้ว สำหรับอาหารมื้อแรกสำหรับสองพี่น้อง

เวลาที่รอคอยใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ซุปหวานๆ เมื่อไหร่นะ




 
จะได้เข้ามาเติมเต็มในกระเพาะน้อยๆของเราสองคนซักที T^T



 
>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>




 
หายหน้าไปนานเลย ไม่ได้มาอัพเลย 5555555555 ไม่ค่อยว่างเลยง่ะ เดาๆกันสิบ้านนี้มีใครอยู่บ้างเอ่ย 


 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

19 ความคิดเห็น

  1. #17 YooJae (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 19 กรกฎาคม 2558 / 11:32
    บ้านนี้มี 8. คนเหรอ? ใครอีกคนนึงอ่ะ?
    #17
    0