[MarkBam] HOST FAMILY #ฟิคโฮสต์แฟม

ตอนที่ 31 : กฎของโฮสต์ข้อที่ 25 :: เป็นโฮสต์ต้องไม่กลัวการจากลา (100%)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 824
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    22 มิ.ย. 59

                                                            
     





 


กฎของโฮสต์ข้อที่ 25

เป็นโฮสต์ต้องไม่กลัวการจากลา

 

 

 

            มาร์คเสร็จแล้วยังลูก ใบหน้าหล่อของคนตัวสูงหันไปมองผู้หญิงร่างท้วมหน้าตาใจดีที่ชะโงกหน้ามาจากหลังบานประตู น้ำเสียงโอบอ้อมถามไถ่เจ้าของห้องตัวสูงอย่างเขาซึ่งกำลังยืนมองตัวเองอยู่หน้ากระจก

 

            เสร็จแล้วครับแม่ สำเนียงภาษาไทยแปร่งๆแต่ดีกว่าช่วงแรกที่อยู่ไทยตอบกลับ ก่อนที่มือหนาจะปิดฝาขวดแฮนด์ครีมวางไว้บนโต๊ะหลังจากเพิ่งใช้งานเสร็จ คิ้วเลิกสูงตอนแรกคลายออกจากกัน มาร์คยิ้มจนตาเป็นประกายส่งให้คุณแม่โฮสต์ของตัวเอง

 

โอเค งั้นไปกันเถอะลูกเดี๋ยวไม่ทันงาน คุณแม่ของพี่น้องภูวกุลพยักหน้าเชิญชวนแล้วผละหายไปทันที มาร์คหันมาเช็คตัวเองกับกระจกใสอีกครั้งเพื่อให้แน่ใจว่าวันนี้ตัวเองดูดีที่สุด มือหนาจัดเสื้อเชิ้ตขาวซึ่งรับกับสีผมดำขลับให้เข้าที่ คลี่ยิ้มบางๆให้คนคุ้นหน้าในกระจกเล็กน้อยก่อนจะเดินออกจากห้องนอนของตัวเองไปขึ้นรถที่กำลังจะมุ่งหน้าไปหาคนสำคัญของบ้านภูวกุลในคืนนี้ ...

 

โดยไม่ลืมที่จะคว้าช่อดอกคัตเตอร์สีม่วงช่อเล็กน่ารักติดมือไปด้วยเช่นกัน

 

 

 

 

ในที่สุดงานเทศกาลนักเรียนและละครเวทีประจำปีก็ดำเนินมาถึงแล้วครับ!

งานประจำปีซึ่งแน่นอนว่าถูกจัดขึ้นทุกปีแบบนี้เป็นงานที่นักเรียนทุกคนเฝ้ารอกันอย่างใจจดใจจ่อเลยครับ เพราะนอกจากจะเป็นวันที่ไม่ต้องเรียนแล้ว ตลอดทั้งวันยังมีกิจกรรมแสดงความสามารถจากนักเรียนหลายๆชมรมให้ดูชมและร่วมสนุกอีกด้วย งานนี้ถูกแบ่งออกเป็นสองภาคด้วยกันนั่นก็คือภาคกลางวันและภาคกลางคืน กิจกรรมอัดแน่นตลอดวันชนิดที่เลือกทำเลือกดูกันไม่ถูกเลยทีเดียว

 

งานภาคกลางวันนั้นเป็นการจัดซุ้มแสดง ของ จากทุกชมรมและเป็นวันที่จะให้น้อง ม.1 และน้อง ม.4 เลือกชมรมกันครับ ความสนุกของงานภาคกลางวันนั้นอยู่ตรงที่พี่ๆจากแต่ละชมรมจะงัดของออกมาแข่งกันเพื่อดึงน้องๆมาเข้าชมรม นั่นจึงทำให้เราได้เห็นอะไรแปลกๆหลายอย่างที่ไม่เคยเห็น และไม่คิดว่าจะได้เห็น ยกตัวอย่างก็เช่นวันนี้ไอ้มิ้นมันลงทุนขึ้นไปเต้นเพลง ‘Cheer up’ ของสาวๆ Twice หน้าซุ้มชมรมนิเทศศาสตร์ตามคำท้าของไอ้ยูคซึ่งรับหน้าที่เป็นพิธีกรใหญ่ของงานเช่นเคย ผมไม่ได้เห็นกับตาเพราะต้องเก็บตัวในห้องซ้อม แต่คำบอกเล่าจากเพื่อนในไลน์ห้องก็ทำให้ผมหัวเราะเป็นบ้าเป็นหลังจนอองดาวอดขำตามไม่ได้

 

นอกจากนั้นก็ยังมีกิจกรรมจากอีกหลายๆชมรม เช่น ทำขนมกับชมรมคหกรรม ฝึกสมองกับชมรมหมากรุก ดูโชว์อลังการจากวงโยธวาทิต ชมรมภาษา ทั้งญี่ปุ่น จีน ฝรั่งเศสก็มา แล้วก็ยังมีการแข่งโรบอทกับชมรมหุ่นยนต์ แต่ที่ได้รับความสนใจมากที่สุดในภาคเช้านั้นก็คือ การเดินแบบชุดสวยๆจากชมรมแฟชั่น ซึ่งน้องของผม ยัยบี้ ได้ร่วมเดินแบบในงานนี้ด้วยครับ มันคุยโวมาเป็นเดือนแล้วแต่ถึงยังงั้นผมก็อดไปดูอยู่ดี โดนเจ้พิมสั่งเก็บตัวในห้องกับนักแสดงกระดิกไปไหนไม่ได้เลยน่ะสิ โซแซดมากๆ TT

 

หลังจากจบงานภาคกลางวันโรงเรียนจะปล่อยให้นักเรียนกลับบ้านเร็วกว่าปกติครับ เพื่อไปเตรียมตัวมาเที่ยวงานภาคกลางคืนซึ่งจะเริ่มหลังพระอาทิตย์ตกดินนั่นเอง ตอนกลางคืนโรงเรียนจะถูกเนรมิตไปด้วยไฟประดับประดาสวยงาม และจะมีร้านค้าของนักเรียนที่ลงทะเบียนขายของวางตั้งเรียงรายในส่วนที่เป็นตลาดนัดนักเรียน ส่วนสิ่งที่เป็นไฮไลท์ซึ่งทุกคนเฝ้ารอกันอย่าง ละครเวทีประจำปี จะถูกจัดขึ้นตอนประมาณหนึ่งทุ่ม แม้ว่านักเรียนทุกคนจะไม่สามารถเข้าชมได้หมดเพราะจำนวนบัตรและที่นั่งไม่เพียงพอ แต่หลายๆคนก็จะมารอชมคอนเสิร์ตปิดท้ายจากวงดนตรีของโรงเรียน ซึ่งก็ล้วนมาจากเด็กจากชมรมนิเทศศาสตร์ทั้งนั้น

 

ดังนั้นจึงเป็นที่รู้กันในหมูนักเรียนว่างานโรงเรียนภาคกลางคืนนั้น แท้จริงแล้วเป็นงานของชมรมนิเทศ ไม่ใช่งานของโรงเรียน และสภานักเรียนก็จะไม่มาวุ่นวายการจัดงานในส่วนนี้ แต่จะยกหน้าที่ให้ขึ้นตรงกับทางชมรมโดยตรง มีเพียงแค่การประสานงานกับคุณครูเท่านั้นที่ประธานชมรมจะต้องให้สภานักเรียนเข้าช่วยเหลือ

 

เพราะแบบนี้ช่วงนี้พี่โจควอนกับพี่นิชคุณจึงหัวหมุนกันเป็นพิเศษ เพราะต้องวิ่งทำงานกันอย่างหนักหน่วงนั่นเอง

 

 

 

 

 

            “เห้อ ตื่นเต้นอ่ะ ผมละความสนใจจากโทรศัพท์มือถือหันมองคนข้างๆ ละอองดาวกำลังถูมือไปมาเหมือนคนหนาวทั้งๆที่เสื้อผ้าที่เธอใส่อยู่ตอนนี้มีแต่คำว่าไหมพรมและแขนยาว อีกแค่หนึ่งชั่วโมงละครเวทีก็จะเริ่มแล้วล่ะครับ ดังนั้นผมและนักแสดงที่ถูกจับแต่งตัวเสร็จตั้งแต่หกโมงเย็นจึงถูกลากมาเก็บตัวอยู่หลังเวทีแล้ว

 

ตอนนี้ด้านนอกผู้ชมเริ่มมารอเวลาประตูเปิดกันแล้ว วัน เวลา สถานที่ และทุกอย่างที่ถูกกำหนดไว้ตามโปสเตอร์โปรโมทของทางชมรมถูกเนรมิตขึ้นตามแบบที่ประชุมงานกันมาหลายเดือนไม่มีผิดเพี้ยน ‘Performance Day by M.A.D’ ชื่องานบนป้ายใหญ่หน้าทางเข้าเชิญชวนให้นักเรียนรวมถึงผู้ปกครองและศิษย์เก่าที่มาชมละครเวทีเข้าไปถ่ายรูปคู่กับป้ายเพื่อเช็คอินลงโซเชี่ยลกันอย่างสนุกสนาน

 

ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกถ้าเฟสบุ๊คหรืออินสตราแกรมของนักเรียนโรงเรียนเจวายพีวิทยาคืนนี้จะเต็มไปด้วยแฮชแท็ค #JYPMADDAY เต็มทามไลน์

 

(ปล. MAD มาจากชื่อชมรมนิเทศครับ ย่อมาจาก M – Music & MC / A – Acting / D – Dancing แปลตรงๆคำนี้จะแปลว่าวิกลจริต แต่รุ่นพี่ผู้ก่อตั้งให้คำบัญญัติหมายถึง บ้าคลั่ง นั่นก็คือทุกคนในชมรมทำตามความรักและความชอบกันอย่างบ้าคลั่ง ทำให้สุดในทุกๆด้านนั่นเอง แต่จริงๆผมคิดว่าความหมายตรงๆก็เข้ากับพวกผมดีนะครับ คนในชมรมนี้มีใครสติเต็มบ้างตอบ 55555555)

 

            ใจเย็นๆนะ หายใจเข้าออกลึกๆ ผมล็อกโทรศัพท์วางไว้แล้วหันเก้าอี้เข้าหาตัวของเพื่อนสนิท เมื่อมองเห็นสีหน้าของนางเอกของผมตื่นเต้นจนปิดไม่มิด

 

            แบมไม่ตื่นเต้นเลยเหรอ ละอองดาวมองมาที่ผม แววตาใสสั่นระริกไม่ต่างจากตัวบาง

 

            ตื่นเต้นดิ มาๆๆ เรามาหายใจเข้าลึกๆกันเถอะ เสียงของผมเอ่ยชวนพร้อมกับเลื่อนเก้าอี้ไปใกล้เธอมากขึ้น เพื่อยกมือสองข้างประกบกับฝ่ามือน้อยที่ยกขึ้นรออยู่ก่อนแล้ว นี่เป็นวิธีให้กำลังใจกันของเราสองคนครับ เวลาที่ใครสักคนตื่นเต้นหรือต้องการกำลังใจ เราจะถ่ายทอดมันให้แก่กันและกันด้วยวิธีนี้ตั้งแต่เด็กแล้วล่ะ

 

            พวกเราเก่งที่สุด สู้ๆ!” อองดาวกัดปากกลั้นยิ้มกับวิธีเด็กน้อยของพวกเรา เอาจริงๆผมก็แอบเขินแหละ

 

            นักแสดง! ไปบล็อกกิ้งรอบสุดท้ายด้วยค่ะผมกับอองดาวลดมือลงจากกันตอนที่เสียงของพี่สตาฟร้องบอกเสียงดัง หันมองพี่สตาฟที่เดินเข้ามาบอกแล้วก็เดินหายออกไปราวสายลมพัด พวกเรานักแสดงจึงลุกขึ้นเดินตามออกไปที่เวทีใหญ่เพื่อทำการรันละครเวทีเป็นรอบสุดท้าย

 

หอประชุมวันนี้ถูกตกแต่งสวยงามชนิดที่ผมกับอองดาวและนักแสดงเผลอร้องว้าวออกมาพร้อมกันตั้งแต่ตอนขึ้นมาซ้อมใหญ่รอบแรกแล้วล่ะครับ ฉากบนเวทีและเครื่องเสียงถูกเตรียมพร้อม โดยมีเจ้พิมที่วันนี้วิ่งวุ่นทั้งวันสั่งเช็คแล้วเช็คอีก ผู้กำกับละครเวทีประจำปีดูจริงจังกว่าทุกครั้ง ยิ่งใกล้เวลางานเริ่มเจ้พิมยิ่งสั่งเช็คความพร้อมทุกด้านจนนาทีสุดท้ายก่อนประตูจะเปิดต้อนรับผู้ชม

 

เอ้านักแสดง! บล็อกกิ้งรอบสุดท้ายไม่ต้องพูดบท ให้เวลาแค่ยี่สิบนาที เร็วๆๆ งานจะเริ่มแล้ว พวกผมเดินขึ้นมาบนเวทีโดยมีเจ้พิมตะโกนสั่งงานผ่านโทรโข่งจากข้างล่าง ละอองดาวแอบเดินเข้ามากระซิบกับผม จริงจังเหมือนไม่ใช่เจ้พิมแล้วก็แอบหัวเราะกันอยู่สองคนซึ่งแน่นอนว่าเจ้พิมไม่รู้เรื่อง

 

บล็อกกิ้งบนเวทีเพื่อให้แน่ใจว่าเราจะไม่ผิดคิวเสร็จสิ้นลงโดยใช้เวลาไม่ถึงยี่สิบนาที เจ้พิมบอกให้พวกผมกลับเข้ามาอยู่หลังเวทีเพื่อเตรียมตัวครั้งสุดท้าย สภาพของทุกคนตอนนี้เหมือนกันโดยไม่ต้องสงสัยครับ ไม่มีใครนั่งติดเก้าอี้แล้ว แต่ละคนดูจะตื่นเต้นไม่ต่างกัน โดยเฉพาะผมกับละอองดาวซึ่งรับบทหนักที่สุดในครั้งนี้

 

Line ~

เสียงแจ้งเตือนไลน์สุดน่ารักดังขึ้นเรียกความสนใจของผมจากมือชุ่มเหงื่อตรงหน้า ผมรีบหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูแล้วก็เห็นว่าข้อความเป็นร้อยจากที่ไม่ได้เปิดอ่านทั้งวันกำลังแจ้งเตือน ข้อความเกือบเจ็ดสิบข้อความมาจากพวกเพื่อน 5/1 ซึ่งกำลังคุยกันในไลน์ห้องรายงานกันว่าตอนนี้พวกมันมาถึงแล้ว ผมจัดการเซลฟี่ตัวเองส่งเข้าไปหนึ่งรูปทำเอาพวกมันกรี๊ดกร๊าดกันใหญ่ ไอ้หัวหน้าห้องมันเลยส่งรูปกลับมา เป็นรูปมันกับพวกเพื่อนๆที่ถ่ายรูปประหนึ่งตัวเองเป็นเดอะเฟส มีข้อความแนบใต้รูปว่า รออยู่นะคะผัว อยากดูล๊าววว ซึ่งแน่นอนว่าคนพิมพ์คงไม่พ้นเจ้ดีดี๊คนเดิม เรียกรอยยิ้มขำจากผมได้เป็นอย่างดี

 

ผมสลับหน้าต่างแชทเปิดเข้าไลน์กลุ่มอีกอัน กลุ่มของผมกับเพื่อนสนิทอันได้แก่ผม ไอ้ยูค ไอ้ปลื้ม ไอ้มิ้น อองดาว แล้วก็ไอ้เตนล์ ปลื้มส่งรูปเข้ามาในกลุ่มเป็นรูปมันกับไอ้ยูค ไอ้เตนล์ แล้วก็ไอ้มิ้น ติดไฟแดง เกือบถึงแล้วนะสัส ผมเลยเรียกละอองดาวมาถ่ายรูปส่งเข้ากลุ่มไปพร้อมกับข้อความตอบกลับ ตื่นเต้นชิพหาย รออยู่นะสัส เรียกยิ้มเล็กๆจากอองดาวที่กำลังอ่านไลน์ได้เป็นอย่างดี

 

ปิดหน้าต่างแชทเพื่อเข้ากลุ่มสุดท้าย ‘Bhuwakul Fam’ กลุ่มครอบครัวที่น่ารักของผม หม่าม๊าพิมพ์เข้ามาบอกในกลุ่มว่าหม่าม๊า พี่เบียร์ พี่แบงค์ ยัยบี้แล้วก็พี่มาร์คมาถึงแล้วกำลังรอประตูเปิด แล้วม๊าก็ถ่ายรูปบรรยากาศด้านนอกส่งมาให้ผมดูอีกด้วยครับ แต่ยิ่งเห็นผมก็ยิ่งตื่นเต้น เพราะคนที่รออยู่ข้างหน้านั้นเยอะกว่าที่ผมคาดไว้มาก ผมส่งรูปให้ละอองดาวดูเพื่อนผมก็ถึงกับร้องฮื้อออกมาไม่รู้ตัวเลยทีเดียว

 

ทุกคน ดูสิใครมา ผมละสายตาจากหน้าจอเมื่อเสียงของเจ้พิมดังขึ้นมาในห้อง ร่างเพรียวเดินเข้ามาพร้อมกับร่างเล็กของรุ่นพี่คนหนึ่งซึ่งพวกผมรู้จักกันดี พี่เพนนีรุ่นพี่ซึ่งเป็นคนเขียนบทละครเวทีครั้งนี้ยิ้มหวานให้พวกผมแล้ววางถุงใส่ขนมลงบนโต๊ะกลางห้อง

 

พี่เพนนีสวัสดีครับ / สวัสดีค่า พวกผมยกมือไหว้รุ่นพี่ตัวเล็กอย่างพร้อมเพียง พี่เพนนีเคยแวะมาดูพวกผมซ้อมสองสามครั้งแล้วล่ะครับ แต่เพราะเรียนมหาลัยแล้วเลยไม่ค่อยได้แวะมาบ่อยๆในช่วงหลังๆ แต่วันนี้พี่เพนนีบอกกับพวกผมไว้ว่ายังไงก็ต้องมาดูให้ได้

 

สวัสดีจ้าเด็กๆ พี่เอาขนมมาให้นะ เป็นไงบ้างตื่นเต้นกันใช่มั้ย เสียงหวานถามพร้อมรอยยิ้ม พวกผมได้แต่พะยักหน้าหงึกหงักแทนคำตอบ

 

เดี๋ยวพี่เพนนีมีอะไรจะคุยกับเรานะ เอาเลยค่ะพี่เพนนี เจ้พิมหันมาร้องบอกพวกผมแล้วหันไปบอกรุ่นพี่ พี่เพนนียิ้มรับน้อยๆก่อนจะลากสายตามามองพวกผมซึ่งกำลังนั่งฟังเรียบร้อย

 

วันนี้ก็วันจริงแล้วเนอะ ซ้อมกันมานานพี่ภูมิใจในพวกน้องๆมาก ถึงพี่จะไม่ค่อยได้มาดูแต่เท่าที่ได้คุยกับพิม พี่สัมผัสได้เลยว่าน้องๆทุกคนตั้งใจกับงานครั้งนี้มากแค่ไหน ขอบคุณที่รักตัวละครของพี่ทุกตัว ขอบคุณที่ตั้งใจทำให้พวกเค้าได้มีชีวิตกันจริงๆและเป็นชีวิตที่สมบูรณ์แบบ พี่เชื่อว่าพวกน้องๆจะทำมันออกมาได้ดีแน่ๆ สู้ๆนะลูก พี่เป็นกำลังใจให้ จบคำพูดซึ่งทำให้พวกผมได้กำลังใจเพิ่มขึ้นมาเป็นเท่าตัว พี่เพนนียิ้มจนตาหยีเมื่อเสียงปรบมือดังก้องห้องพัก ผมเผลอยิ้มตอนที่เจ้พิมหันไปกอดรุ่นพี่ของชมรมขอกำลังใจ แล้วพี่เพนนีก็ขอตัวออกไปเพื่อเตรียมตัวเป็นผู้ชม

 

เมื่อพี่เพนนีออกไปไม่นาน เจ้พิมก็เรียกสตาฟทุกคนเข้ามาในห้องเพราะใกล้เวลาแสดงเต็มที ตอนนี้ในหอประชุมเก้าอี้ทุกตัวถูกจับจองจนเต็มแล้ว พวกผมนักแสดงรวมถึงพี่ๆทีมงานนับยี่สิบชีวิตเข้ามายืนล้อมกันเป็นวงกลมจับมือกันตามคำบอกของหัวหน้างานซึ่งกำลังยืนอยู่กลางวงตอนนี้ ทั้งห้องเงียบกันโดยไม่ได้นัดหมายเพื่อตั้งใจฟังสิ่งที่ผู้กำกับกำลังจะพูด

 

เอาล่ะทุกคน ...

 

“……”

 

อีกไม่ถึงสิบนาที สิ่งที่เรารอคอยและทุ่มเทกันมาหลายเดือนกำลังจะเกิดขึ้นแล้ว ก่อนอื่นพี่ขอบคุณทุกคนมากๆที่เสียสละกันมาจนถึงวันนี้ ขอบคุณนักแสดงทุกคนที่ขยันและอดทนแม้จะถูกพี่ดุบ่อยๆแต่น้องๆก็ไม่เคยโกรธ ...พี่พิมหันมาทางผมละอองดาวและนักแสดง ผมยิ้มบางๆพรางพยักหน้าน้อยๆตอบรับ พี่พิมมองผมด้วยรอยยิ้ม ยิ้มที่เข้าใจกันดีถึงสิ่งที่เรากำลังรู้สึก และสายตาที่อธิบายได้ทุกอย่างถึงสิ่งที่เราฝ่าฟันด้วยกันมา

 

แล้วก็ขอบคุณสตาฟทุกคนที่ทุ่มเทแรงกายแรงใจให้กับงานครั้งนี้ ถ้าไม่ได้พวกแกช่วยงานก็คงไม่ออกมาสำเร็จแบบนี้แน่ๆ ดังนั้นงานในวันนี้คือสิ่งที่มาจากความร่วมมือของพวกแกของทุกคนนะ ขอบคุณที่ไม่ทิ้งกันแม้จะทะเลาะกันหนักแค่ไหนก็ตาม ขอบคุณที่สุดท้ายเราก็เข้าใจกัน ขอบคุณนะ เจ้พิมหันกลับไปหาพี่สตาฟทุกคนซึ่งยืนอมยิ้มแต่ตาแดงกันหมดแล้ว ผมแอบซึ้งตามเพราะได้เห็นมาตลอดหลายเดือนว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้าง บางครั้งหนทางก็ไม่ได้ง่ายเหมือนใจคิดนะครับ เจ้พิมระบายให้ผมฟังบ่อยๆถึงหลายปัญหาที่เกิดขึ้น แม้จะยากแค่ไหนแต่สุดท้ายแล้วทุกอย่างก็ผ่านมาจนถึงวันนี้ มาถึงด้วยความเข้าใจและสปิริตของพี่ๆทุกคนซึ่งไม่เคยทิ้งกันไปไหนแม้จะต้องเจอกับวันที่เลวร้ายที่สุดก็ตาม มิตรภาพคืออะไร ผมก็เพิ่งได้เห็นชัดในวันนี้นี่แหละครับ

 

เอาล่ะถึงเวลาแล้ว เรามาทำให้เต็มที่และดีที่สุดกันนะ จับมือ!” ทุกคนรวมตัวเข้ามาจับมือกันแน่น ก่อนที่พี่พิมจะเป็นคนกล่าวปลุกใจ

 

เพื่อพวกเรา! เพื่อชมรม! เพื่อโรงเรียน! สู้เว้ยยย!”

 

สู้เว้ยยย !! เฮ้ !!” เสียงร้องดังก้องไปทั้งห้องเรียกขวัญกำลังใจตามมาด้วยเสียงหัวเราะและรอยยิ้ม ก่อนที่ทุกคนจะแยกย้ายไปแสตนบายตามหน้าที่ของตัวเอง เจ้พิมหันมาหาพวกผมและนักแสดงอีกครั้งในฐานะของผู้กำกับที่จะได้ทำหน้าที่นี้ครั้งสุดท้าย

 

อีกไม่กี่นาทีข้างหน้านี้พวกแกจะไม่ใช่ตัวเองแล้วนะ แต่พวกแกคือคนที่ใช้ชื่อเค้ามาตลอดหลายเดือนนี้ ทำให้ดีที่สุด ทำให้เหมือนตอนซ้อม พี่รักพวกแกทุกคน สู้ๆ แล้วเจ้พิมก็กอดพวกผมเรียงคนก่อนจะจากไปทำหน้าที่ พี่สตาฟอีกคนที่ทำหน้าที่รันคิวคุยกับเพื่อนก่อนจะหันมาหาพวกผม

 

แสตนบายข้างเวทีได้เลยจ้ะ เพียงเท่านั้นทั้งตัวของผมก็สั่น ความรู้สึกตื่นเต้นจุกอยู่ที่อกจนพูดไม่ออก แอร์ในห้องดูเหมือนจะร้อนไปเสียอย่างนั้น

 

Line ~

เสียงแจ้งเตือนดังขึ้นมาอีกครั้ง ตอนแรกผมนึกจะกดปิดไปแล้วเพราะทุกคนออกไปจากห้องหมดเหลือแค่ผมคนเดียวที่เดินรั้งท้าย แต่พอได้เห็นว่าเป็นใครที่ส่งมาผมก็รีบกดเปิดอ่านทันที

 

มันเป็นข้อความที่ไม่มีรูปภาพหรือประโยคยาวๆ มีเพียงแค่ถ้อยคำสั้นๆแสนธรรมดาแต่รู้สึกอุ่นวาบไปทั้งใจ

 

แบมคนเก่ง สู้ๆนะ

 

Mark

 

 

 

 

 

เสียงซาวด์คุ้นหูตลอดหลายเดือนดังขึ้นท่ามกลางความมืด พวกผมรีบเข้าประจำที่ตามบล็อกกิ้งบนเวทีที่ตอนนี้ถูกบังด้วยม่านกำมะหยีสีแดง อีกไม่กี่วินาทีข้างหน้านี้ ความรู้สึกที่เคยจินตนาการมาตลอดว่าจะตื่นเต้นแค่ไหนผมกำลังจะได้สัมผัสแล้วครับ ใบหน้าซึ่งถูกแต่งแต้มอย่างดีของผมหันไปมองเพื่อนสนิทที่ผ่านอะไรมากมายมาด้วยกัน รอยยิ้มของละอองดาวส่งกลับมาแล้วแสงไฟก็สาดส่องพวกเรา ...

 

....เชิญทุกท่านรับชมละครเวทีที่จะทำให้หัวใจของทุกคนอบอุ่นและซาบซึ้งใน Last Sakura …’

 

ภาพแรกหลังม่านเปิดคือความมืดมิดอันกว้างใหญ่ ผมมองไม่เห็นอะไรเลยนอกจากภาพในหัวที่ชัดเจนขึ้นมาในความคิด อยู่ดีๆภาพความทรงจำมากมายก็หลั่งไหลเข้ามา ปลุกหัวใจของผมให้เต้นดังขึ้นเป็นเท่าตัว

 

เพราะนี่ไม่ใช่แค่ละครเวทีธรรมดา

หากแต่มันคือละครเวทีอำลาความทรงจำของผม

ความทรงจำแสนงดงามกับทุกคนรอบกาย กับเรื่องราวดีๆ กับรอยยิ้ม กับเสียงหัวเราะ กับทุกๆอย่างที่ผ่านเข้ามาในชีวิต ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมไม่รู้ว่าจะได้พบอีกครั้งเมื่อไหร่นับต่อจากนี้ไป ...

 

จวบจนวินาทีที่ผมได้มายืนอยู่ตรงนี้ มีอะไรเกิดขึ้นมากมายเลยจริงๆ ...

 

 

 

 

‘Last Sakura’ ละครเวทีแสนอบอุ่นด้วยเนื้อเรื่องและองค์ประกอบดำเนินไปตามที่ซ้อม ทุกอย่างผ่านไปด้วยดีรวมถึงอินเนอร์ของผมและนักแสดงที่ดูเหมือนจะมากขึ้นกว่าตอนซ้อมมากนัก และถึงจะมองไม่เห็นแต่ผมรับรู้ได้ถึงกระแสตอบรับของคนดูที่ต่างพากันน้ำตาซึม เพราะเสียงสูดน้ำมูกดังมาเป็นระยะๆ ยอมรับเลยครับว่าแม้แต่ผมกับละอองดาวที่ซ้อมกันมาหลายรอบ ร้องไห้กันมาหลายยก วันนี้ยังแอบอินเป็นพิเศษเพราะเราเล่นใหญ่กันมากจริงๆ

 

 

 

  "เราหวังว่าเธอจะยังชอบเพลงนี้อยู่นะ ... บทสุดท้ายของเรื่องดังออกมาจากปากของผม แล้วแสงไฟก็ค่อยๆดับลงพร้อมกับเสียงปรบมือที่ผมไม่เคยได้ยินดังขนาดนี้มาก่อนในชีวิต ผมสูดน้ำมูกแล้วใช้หลังมือเช็ดน้ำตาตัวเองลวกๆ บทตอนสุดท้ายมันเศร้าจนผมเผลออินต้องวิ่งเข้าหลังเวทีไปกอดเจ้พิม ทีมงานและนักแสดงทุกคนต่างพากันเฮเมื่อร่างของผมปรากฏเข้ามาในห้อง เพราะมันหมายความว่าสิ่งที่พวกเราทุ่มเทด้วยกันมาสำเร็จลงแล้ว

 

เสียงปรบมือดังขึ้นอีกครั้งตอนที่ม่านเปิดขึ้นอีกรอบ นักแสดงทุกคนออกมาโค้งขอบคุณผู้ชมที่ล้วนแต่พากันน้ำตาซึมหูแดงหน้าแดงกันไปหมด บางคนปรบมือให้ทั้งๆที่ก็ยังร้องไห้อยู่ และเสียงปรบมือดังขึ้นกว่าเดิมเมื่อถึงคราวที่ผมและละอองดาวตัวเอกของเรื่องก้าวออกมาโค้งให้คนดูเคียงข้างกัน ผมหันไปยิ้มให้กับละอองดาว แล้วหันไปผายมือให้กับคนสำคัญของละครเวทีในปีนี้ เจ้พิม

 

ผู้กำกับละครเวทีซึ่งควบตำแหน่งดาวโรงเรียนก้าวออกมาพร้อมเสียงปรบมืออันกึกก้อง แล้วพวกเราทุกคนก็โค้งให้ผู้ชมอีกรอบ เสียงปรบมือยังดังอยู่รอบกาย แต่ตอนนี้ผมหูอื้อไปหมดแล้วครับ ภาพตรงหน้าตอนนี้มันทำให้ผมมีความสุขแผ่ซ่านไปทั่วทั้งหัวใจ กับความสำเร็จที่ได้รับตอนนี้ มันไม่ใช่ความสำเร็จที่แสดงออกมาได้ดี แต่มันคือความสำเร็จที่ผมทำให้คนสำคัญของผมยิ้มออกมาด้วยความรู้สึกเดียวกันสำเร็จแล้วนั่นเอง

 

ความรู้สึกอะไรนั่นเหรอ ...

ความรู้สึกดีๆสุดท้ายก่อนที่จะจากกันไงครับ ...

 

.... ขอบพระคุณผู้ชมทุกท่านที่ให้เกียรติเสียสละเวลาส่วนตัวมารับชมละครเวทีเล็กๆของเราในวันนี้มากเลยนะคะ ... เสียงของเจ้พิมดังขึ้นตอนที่เสียงปรบมือค่อยๆเบาลงไป

 

... ละครเวทีในครั้งนี้คือละครเวทีที่พวกเราตั้งใจทำออกมาอย่างดีที่สุดค่ะ และการเสียสละของทีมงานและน้องๆนักแสดงทุกคนในครั้งนี้ พิมต้องขอขอบคุณอีกครั้งจากใจจริง .... เสียงปรบมือของผู้ชมดังขึ้นมาอีกรอบแล้วเงียบลงเพื่อฟังสิ่งที่ผู้กำกับจะพูด

 

.... Last Sakura เป็นเรื่องราวของการจากลา จากที่ท่านผู้ชมทุกท่านได้รับชมกันไปแล้ว ถึงแม้จะไม่ใช่ละครเวทีที่จบอย่างสมหวัง แต่การที่พวกเราเลือกบทละครนี้ขึ้นมา เพราะมันคือการจากลาที่อบอุ่นและสวยงามที่สุดค่ะ ... ผมตั้งใจฟังสิ่งที่คนข้างๆพูดพรางพยักหน้าตาม และทุกคนในที่นี้ก็ดูเหมือนจะเป็นแบบนั้นเช่นกัน เพราะทั้งห้องเงียบกริบไม่มีแม้แต่เสียงถอนหายใจ

 

... การจากลาเป็นสิ่งที่น่ากลัว แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นสิ่งที่งดงาม พวกเราเลือกบทละครนี้ขึ้นมาทำเพื่อใช้เป็นสื่อสุดท้ายและความรักสุดท้ายก่อนที่พิมและทีมงานหลายๆคนจะเรียนจบและจากสถานที่ที่รักแห่งนี้ไปค่ะ และนี่จึงเป็น ... เสียงของพี่พิมสะดุดติดสั่นเล็กน้อยแต่ก็ฝืนยิ้มเพราะคนดูข้างล่างเริ่มส่งเสียงให้กำลังใจ

 

... และนี่ก็คือของขวัญชิ้นสุดท้ายจากพิมและทีมงานม.6 ของชมรมนิเทศโรงเรียนเจวายพีวิทยาค่ะ อยากให้เป็นการจากลาที่สวยงาม พิมหวังว่าละครเวทีเรื่องนี้จะเป็นความทรงจำดีๆของทุกคนตลอดไปนะคะ พวกเรา Last Sakura ขอขอบคุณทุกคนอีกครั้ง ขอบคุณมากค่ะ!” พี่พิมจับมือผมกับละอองดาวคนละข้างแล้วทุกคนก็โค้งให้นักแสดงเป็นครั้งสุดท้าย และในตอนที่ผมเงยหน้าขึ้นมาพร้อมกับแสงไฟค่อยๆเปิดขึ้นนั้น นั่นเป็นความรู้สึกที่โหวงจนผมอธิบายไม่ถูกเลยทีเดียวล่ะครับ จบแล้ว มันจบแล้ว ...

 

ช่วงเวลาแห่งการสร้างความทรงจำจบลงแล้ว

และการจากลาก็ใกล้จะมาถึงแล้ว

 

เสียงปรบมือดังเป็นรอบสุดท้าย และต่อไปคือช่วงที่จะให้ทุกคนถ่ายรูปกับนักแสดง แสงแฟลชรัวใส่ผมและทีมงานทุกคนจากรอบด้าน คุณครูหลายท่านที่มาดูด้วยในคืนนี้ก็เดินเข้ามาจับมือพวกผมด้านหน้าเวที และครูบางท่านก็เดินเข้ามากอดพวกผมถึงบนเวทีกันเลยทีเดียว เสียงจอแจเงียบลงครู่หนึ่งเพราะร่างโปร่งของผู้ชายสองคนกับอีกหนึ่งผู้หญิงเดินผ่าวงเข้ามา

 

เจ้พิมมมมมมมม ยินดีด้วยนะเจ้ งานออกมาดีมากกก ไอ้ยูคถือช่อดอกไม้เดินเคียงข้างกับไอ้มิ้นเข้ามาเกาะขอบเวทีแล้วตะโกนเรียกเจ้พิมซึ่งกำลังติดถ่ายรูปกับคุณครูอยู่มาหา ช่อดอกไม้สีขาวน่ารักถูกยื่นให้ร่างเพรียวซึ่งวิ่งมาหาด้วยรอยยิ้ม เจ้พิมย่อตัวรับช่อดอกไม้ขึ้นมากอดแล้วยิ้มกว้างแววตาเป็นประกาย

 

ขอบคุณนะยูคคคมิ้นน โอ๊ยยยยยสวยอ่า มาๆๆๆถ่ายรูปกันๆ เจ้พิมนั่งยองๆบนเวทีเพื่อให้อยู่ในระดับเดียวกับรุ่นน้อง แสงแฟลชรัวใส่ เจ้พิมตบบ่าน้องชายน้องสาวเล็กๆแล้วกล่าวขอบคุณอีกทีก่อนจะหันไปฉีกยิ้มให้กล้องหลายตัว

 

เลนส์กล้องหันเหความสนใจจากดาวโรงเรียนคนสวยเมื่อร่างโปร่งซึ่งวันนี้ดูดีกว่าทุกวันก้าวถือช่อดอกไม้มายื่นให้นางเอกคนสวยของงานในวันนี้ ละอองดาวหน้าแดงและดูมีความสุขจนปิดไม่มิด ผมวัดเอาจากรอยยิ้มกว้างที่วาดขึ้นบนใบหน้าของเธอ ละอองดาวมีท่าทีเงอะงะเล็กน้อยผมเลยดุนหลังเธอให้เดินไปรับช่อดอกไม้ไวๆก่อนที่คนให้จะเสียความมั่นใจไปเสียก่อน

 

ฮิ้ววววววววว เสียงโห่แซวดังขึ้นมาเบาๆเมื่อหญิงสาวน่ารักเดินมาย่อตัวลงนั่งแล้วเอื้อมมือไปรับช่อดอกไม้กับคนที่ใช้ฐานะเพื่อนสนิทได้อีกแค่ไม่นาน ผมอมยิ้มน้อยๆเมื่อมองดูภาพตรงหน้า ตอนนี้ใครๆก็รู้ครับว่าสองคนนี้คุยกันอยู่

 

ยินดีด้วยนะอองดาว

 

ขอบคุณนะ ... เตนล์

 

อื้ม ... วันนี้สวยดีนะ คำพูดเบาๆตามสไตล์ผู้ชายขี้อายหลุดออกมาจากปากของร่างโปร่ง ไอ้เตนล์พูดแล้วหัวเราะเก้อออกมานิดๆ แต่ทุกการกระทำที่ถูกจับตาจากคนรอบข้างก็ทำให้เสียงโห่แซวดังขึ้นมาอีกรอบไม่เว้นแม้กระทั่งผมด้วย

 

เว้อออออออ อย่ามาจีบกันแถวนี้กูเลี่ยนนน เสียงไอ้ปลื้มซึ่งวิ่งมายืนข้างๆไอ้ยูคตอนไหนไม่รู้เอ่ยแซวทำเอารอบข้างหัวเราะฮากันเป็นแถว แต่คนโดนแซวสองคนนี่หน้าแดงไปเรียบร้อยแล้ว

 

แบม ... เสียงเรียกชื่อผมดังขึ้นมาตอนที่แสงแฟลชหันเหไปถ่ายรูปคู่ของไอ้เตนล์และละอองดาว ผมหันมามอง แล้วก็ต้องเลิกคิ้วสูงสงสัยเมื่อคนที่เรียกชื่อผมคือคนที่อยู่ในเชิ้ตขาวดูดีรับกับใบหน้าหล่อเหลาและรอยยิ้มอบอุ่นกำลังยืนอยู่ไม่ไกล

 

พร้อมกับช่อดอกไม้

 

พี่มาร์ค ... เสียงเรียกชื่อพี่มาร์คดังขึ้นเรียกความสนใจของทุกคนให้หันมามองทันที ผมยืนนิ่งอยู่กับที่และเป็นพี่มาร์คที่ค่อยๆเดินถือช่อดอกไม้เข้ามาให้ผมตรงกลางวงล้อมของเพื่อนและคนอื่นๆซึ่งดูจะให้ความสนใจกันมากเป็นพิเศษ

 

ฮั่นแน่!” เสียงแซวดังขึ้นอีกรอบแต่คราวนี้เป็นเสียงของกลุ่มเพื่อนของผมเอง ไอ้ยูคไอ้มิ้นไอ้ปลื้มไอ้เตนล์และอองดาวจับกลุ่มพร้อมมองมาที่ผมกับพี่มาร์ค ส่วนคนอื่นๆที่ยืนอยู่ใกล้ๆผมก็พร้อมใจกันขยับออกไปข้างหลัง กลายเป็นมีแค่ผมและพี่มาร์คเท่านั้นที่ยืนอยู่ตรงหน้ากันตอนนี้

 

ยินดีด้วยนะ ... พี่มาร์คยืนช่อดอกไม้ให้ผม ท่ามกลางความเงียบผมค่อยๆยื่นมือน้อยๆออกไปรับมาอุ้มไว้ กัดริมฝีปากแล้วเงยหน้ามองพี่มาร์คไร้คำพูดใดๆ

 

ขอบคุณมากนะ พี่มาร์คพูดแล้วยิ้มน้อยๆ

 

ขอบคุณอะไร

 

ความทรงจำดีๆก่อนกลับบ้านไง ไม่ต้องอธิบายอะไรมาก ผมพยักหน้าพร้อมคลี่ยิ้มแต่สองมือน้อยโอบกอดช่อดอกไม้ให้แนบชิดอกมากยิ่งขึ้นอย่างเผลอตัว ภายในใจโหวงอย่างไม่เคยเป็น

 

นี่แหละครับคือสิ่งที่ผมตั้งใจจะบอก

ละครเวทีแห่งการจากลาของผม

 

ผมทำงานกับเจ้พิมเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่รุ่นพี่ซึ่งรู้จักกันมา 6 ปีจะเรียนจบในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้ และไม่รู้ว่าจะได้มีช่วงเวลาแบบนี้ด้วยกันอีกเมื่อไหร่

 

ผมเล่นละครเวทีให้ตัวเองเป็นงานสุดท้ายของชีวิตนักเรียน ก่อนที่จะขึ้นม.6 ในเทอมหน้าและลาออกจากชมรมเพื่อเตรียมตัวสอบเข้ามหาวิทยาลัย เพื่อตั้งใจอ่านหนังสือตามคำขอร้องของหม่าม๊า

 

และ ...

 

นี่คือละครเวทีครั้งแรกและครั้งสุดท้ายที่ผมจะแสดงให้พี่มาร์คซึ่งยืดเวลารอวันนี้ได้ดู

ก่อนที่เด็กแลกเปลี่ยนของผมจะต้องกลับแอลเอในอาทิตย์หน้า

และไม่รู้ว่าอีกกี่ปี กว่าที่เราสองคนจะได้กลับมาเจอกันอีกครั้ง ...

 

เวลาแห่งการจากลา

ถึงไม่อยากให้มันมาถึง

แต่ก็ต้องยอมรับว่าโลกหมุนไปทุกวัน

และจะหมุนให้เราสองคนค่อยๆห่างกันไปเช่นกัน ...

 

ขอบคุณที่อยู่ไทยจนถึงวันนี้นะพี่มาร์ค ทุกอย่างจบจริงๆแล้วนะ ได้เวลากลับบ้านแล้วล่ะครับ

 

-------- 50 % --------

 

 

 

 

            “Cheers!!” เสียงชนแก้วพร้อมเสียงหัวเราะสดใสดังไปทั่วสนามหญ้าหลังบ้านภูวกุล งานเลี้ยงเล็กๆที่จัดขึ้นเพื่ออำลาพี่มาร์คเกิดขึ้นหลังจากละครเวทีจบลงสองวันครับ ตอนนี้บริเวณสวนถูกตกแต่งไปด้วยไฟประดับประดามากมายที่ผมและเบบี้ลงทุนช่วยกันปีนขึ้นปีนลงจัด อาหารมากมายบนโต๊ะเป็นฝีมือของหม่าม๊าและพี่เบียร์ ส่วนเพลงและความบันเทิงในงานพี่แบงค์เป็นคนจัดการให้ทุกอย่างเพื่อเลี้ยงส่งน้องชายหน้าหล่อของตัวเองอย่างดีที่สุด

 

            พวกมึงอ่ะ .... อะไรวะเดี๋ยวชนๆอยู่นั่น กูกระดกจนท้องจะแตกตายอยู่แล้วเนี่ย ไอ้ปลื้มชูแก้วโค้กซึ่งกินเท่าไหร่ก็ดูจะไม่มีทางลดลงไปสักนิด เนื่องจากถูกมือหนาของไอ้ยูครินให้ตลอดเวลา ผมยืนจิ้มหมูสามชั้นที่หม่าม๊าย่างให้เข้าปากมองดูทุกคนในงานด้วยรอยยิ้มทั้งๆที่ปากก็ยังเคี้ยวตุ่ยๆ เนื่องจากงานเลี้ยงในวันนี้เป็นงานสำคัญทำให้คนสำคัญและคนสนิทของพี่มาร์คทุกคนมารวมตัวกันมากมายเลยครับ เริ่มที่ข้างๆผมคือไอ้เตนล์ซึ่งเดี๋ยวนี้ได้รับอนุญาตจากมาร์คต้วนให้มายืนข้างผมได้แล้ว ผมเพิ่งมารู้เมื่อไม่นานมานี้นี่แหละว่าพี่มาร์คเคยหวงผมกับเตนล์ แต่คราวนี้ที่ยอมให้ผมกับเตนล์อยู่ใกล้กันได้มากขึ้นอาจเป็นเพราะผู้หญิงบางคนที่ยืนอยู่ข้างๆไอ้เตนล์ก็ได้ ก็ละอองดาวไงครับ

 

            อย่าพูดมากกกก เอ้าชนนน ไอ้ยูคยกแก้วตัวเองชนกับแก้วของไอ้ปลื้มแล้วจัดการรินโค้กใส่แก้วของเพื่อนรักหักเหลี่ยมโหดอีกที ไอ้ปลื้มร้องเสียงหลงเพราะฟองลมที่ล้นแก้วออกมาทำเสื้อผ้าตัวเก่งของมันเกือบเลอะ

 

            โหยยยยยย ไอ้หมี! มึงนี่ก็รินอะไรไม่ดูตาม้าตาเรือเลยนะ!” ปากเหวใส่คนข้างๆซึ่งทำหน้าตาไม่สะทกสะท้านแต่ไอ้ยูคมันดันหันไปแย่งหมูสามชั้นย่างเนยในจานไอ้มิ้นขึ้นมากินหน้าตาเฉย

 

            คุณแฟน! จานตัวเองก็มีทำไมไม่กินวะ! ไอ้มิ้นกับไอ้ยูคยังไง๊ยังไงก็ยังคงญาติดีกันไม่ได้อยู่ดี ถ้ายังจำได้ว่าไอ้สองคนนี้มันพนันอะไรกันไว้ ผมจะขอบอกเลยนะครับว่าตอนนี้มันก็ยังไม่เลิกเล่นกันเพราะไม่มีใครยอมใครสักที ก็ได้แต่คอยดูมันสองคนต่อไปว่าสุดท้ายแล้วจะลงเอยแบบไหน แต่ถ้าให้ผมเดาคงไม่พ้นแพ้ใจตัวเอง ฮิ้ววววววววว

 

            เสียงโวยวายของมันสองคนดังเป็นปกติแต่คนอื่นไม่สนใจเพราะมันเป็นเรื่องปกติไปแล้ว หม่าม๊าคีบหมูสามชั้นมาใส่จานผมให้เพิ่มขึ้นจนดูไม่น่าจะกินคนเดียวไหว ผมจึงเงยหน้าหันไปถามม๊าที่ยืนอยู่ข้างๆด้วยความสงสัย

 

            ม๊า มันเยอะไปมั้ยอ่ะ

 

            ม๊าย่างให้มาร์ค ของเราอ่ะกำลังย่างอยู่นี่ ม๊าชี้นิ้วลงบนกระทะไฟฟ้าที่มีหมูชิ้นใหม่เพิ่งลง ยัยน้องสาวตัวดีที่นั่งอยู่ข้างๆม๊าจึงหัวเราะคิกคักเสียจนผมต้องมองแรงแล้วร้องถาม

 

            อะไร! หัวเราะอะไร!”

 

            “ม๊ารักพี่มาร์คมากกว่าพี่แบมอีกอ่ะ งี้แหละลูกเขยคนโปรดไง เนอะม๊าเนอะ 555555555555 ถูกยัยน้องสาวตัวชงล้อเลียนเสียจนไปไม่ถูก หน้าแดงเพราะทั้งเขินทั้งโมโห ผมเลยหันมองหาของแล้วหยิบแตงกวาที่ตกแถวๆนั้นขว้างใส่ยัยน้องตัวดีแต่เดี๋ยวนี้มันอัพเลเวลหลบผมเก่งขึ้น ส่วนหม่าม๊าก็ไม่ได้พูดอะไรนอกจากยิ้มกับหัวเราะ นี่ชอบใจหรืออะไรครับม๊า

 

            อ้าวมาพอดีเลย ไม่ได้สนใจว่าลูกสาวลูกชายตัวเองจะตีกันแค่ไหน แต่พอม๊าเงยหน้าจากเตาไฟฟ้าก็อุทานอย่างยินดีเพราะเห็นพี่มาร์คกับพรรคพวกเด็กแลกเปลี่ยน แจบอม แจ็คสัน จินยองเดินเข้ามาหลังจากพากันไปห้องน้ำเมื่อครู่ พี่มาร์คเดินเข้ามายืนข้างๆผม หมูในจานที่ม๊าเพิ่งประทานมาให้เมื่อกี้จึงถูกมือผมหยิบยื่นไปให้

 

            อะพี่มาร์ค ม๊าย่างไว้ให้ พี่มาร์ครับจานมาแล้วยิ้ม ผมจึงก้มหน้าลงไปจัดการกับของกินในจานของตัวเองต่อโดยไม่ได้สังเกตุเลยว่าข้อมือน้อยของตัวเองถูกคว้าไปโดยมือหนาของคนข้างๆ

 

            พับแขนเสื้อก่อนกินสิแบม เดี๋ยวก็เปื้อนหรอก พี่มาร์ควางจานที่ถือลงแล้วจัดการพับแขนเสื้อเชิ้ตที่ทำท่าว่าจะเปื้อนให้ผมทั้งสองข้าง ส่วนผมก็ก้มหน้าก้มตากินเคี้ยวสามชั้นจนแก้มตุ่ยไม่สนใจ

 

            โอ๊ยยยยย คนเรามีแฟนทำไมต้องเป็นง่อยกันไปหมดน้า เสียงพูดลอยๆจากไอ้เพื่อนข้างบ้านตัวดีดังขึ้นมา ผมจึงเงยหน้าขึ้นมามอง ตอนแรกก็ไม่รู้หรอกครับว่ามันพูดถึงใคร แต่พอได้เห็นสายตาของเพื่อนๆที่พากันหัวเราะ ผมก็เพิ่งรู้ตัว อ่อ ... ผมเหรอ

 

            อะไรใครแฟนใครไอ้ปลื้ม ตะเกียบคีบหมูถูกชี้หน้าเพื่อนรัก

 

            ไม่รู้ กูพูดลอยๆ

 

            เออแล้วไป รอบตัวหัวเราะสนุกสนานเพราะหน้าแดงๆของผม สนุกกันมากสินะคุณเพื่อนเวลาแกล้งผมได้เนี่ย! ฮึย! แล้วคุณชายข้างๆนี่ก็ไม่ได้รู้ตัวอะไรเลยว่าเค้านินทราอยู่เนี่ย ยืนกินหมูไม่สนใจฟ้าดินเลย (ได้ข่าวตัวเองก็เป็น)

 

            เอาล่ะๆ กูว่าได้เวลาแล้วว่ะ อยู่ๆเสียงจากไอ้ยูคก็ดังขึ้นมากลางวงเสียอย่างนั้น ทำให้ทุกคนต่างพากันลากสายตาไปมองที่มันซึ่งเดินดุ่มๆเข้ามายืนข้างพี่มาร์คซึ่งกำลังยืนถือจานหน้าตาเหรอหรา แล้วมันก็พยักหน้าเป็นสัญญาณให้กับทุกคน

 

            อะไรของมึง แต่ผมกับพี่มาร์คคงเป็นบุคคลที่ไม่รู้อะไรเลยนอกจากอยู่ๆก็ถูกจับตัวไว้ด้วยสองมือใหญ่ของไอ้เตนล์ และไอ้ปลื้มจับพี่มาร์คไว้ ไม่ทันตั้งตัวเพราะมัวแต่ยืนกินสามชั้นกันทั้งคู่

 

            อะไร! ทำอะไรของพวกมึงงงงง!” ผมดิ้นขลุกขลักอย่างรำคาญ คนจะกินทำไมต้องมาขัดดดด

 

            “ม๊า วันนี้ปลื้มขออนุญาตนะครับ ไอ้ปลื้มหันไปโค้งหัวให้ม๊าน้อยๆ แล้วม๊าก็พยักให้สัญญาณว่าตามสบายเลยโดยที่ไม่ถามผมสักกกกกคำ

 

            ถามผมก่อนมั้ยล้า T[]T

 

            เออๆ เอาเลยๆ และตามด้วยเสียงเห็นด้วยจากหลายๆคนดังขึ้นมา เพียงเท่านั้นไอ้มิ้นและละอองดาวก็เอาผ้าสีดำมาผูกตาผมกับพี่มาร์คไว้จนรอบตัวมืดสนิท ...

 

 

 

 

 

 

            เห้ย! พวกมึงเล่นอะไรกันเนี่ย! ปล่อยกู!” พอดวงตาถูกผ้าสีดำบดบังการมอง รอบตัวของผมก็เงียบไปเลยครับ ผมรู้แค่ว่ามีมือใหญ่ของใครสักคนลากผมไปสักที่แต่ไม่รู้ว่าที่ไหน มือใหญ่นั้นในที่สุดก็ปล่อยลงแล้วตามด้วยเสียงปิดประตูไล่หลัง ผมเปิดผ้าออกก็ไม่ทันเสียแล้วที่จะรู้ว่าคนๆนั้นคือใคร

 

            แต่ผมไม่สนใจ เพราะตอนนี้สิ่งที่น่าสนใจคือรอบตัวของผมต่างหาก ที่ๆถูกพามาก็คือ บ้านของผมนี่แหละครับ แต่ทว่าตอนนี้ทั้งบ้านมืดสนิทชนิดที่ผมหันไปกดเปิดไฟก็ยังไม่ติดเลย มันเล่นอะไรของพวกมันวะเนี่ย! แล้วเอาผมมาทิ้งไว้ในบ้านมืดๆคนเดียวเนี่ยนะ! อย่าให้พ่อออกไปได้นะ!

 

            หันไปเปิดประตูก็พบว่าเปิดไม่ออกอาจเป็นเพราะถูกล็อคจากด้านนอก ผมพยายามกระชากประตูหลายๆทีด้วยอารมณ์ที่เริ่มพุ่งสูงขึ้น

 

            เปิด!! พวกมึงเปิดเดี๋ยวนี้! กูไม่เล่นแล้วววว ผมพยายามกระชากประตูแต่ก็ไม่สำเร็จและน่ากลัวว่ามือจะพังเสียก่อน สีหน้าเริ่มไม่สู้ดีจากความกลัวเพราะรอบตัวเงียบและมืดไร้เสียงใดๆทั้งสิ้น หืออออ ผมกลัวความมืด

 

            เปิดดดดด ... บอกให้เปิดไง! เห้ย!!” เสียงอุทานพร้อมกับผมที่สะดุ้งโหยงเพราะอยู่ดีๆก็มีมือใหญ่คว้าหมับจับมือผม หันหน้าไปมองด้วยสีหน้าตื่นตระหนกผมก็ค่อยๆคลายคิ้วขมวดลงเพราะอุ่นใจที่ได้เห็นว่าใครคือเจ้าของมือหนาที่จับมือผมไว้

 

            พี่มาร์ค

 

            มันเปิดไม่ได้หรอก พี่มาร์คส่ายหน้าให้น้อยๆในความมืด ผมมองหน้าคนตัวสูงกว่าเลิกลัก

 

            มันเล่นอะไรของมันเนี่ย!”

 

            “ไม่รู้สิ แต่พวกนั้นให้อันนี้มา แล้วพี่มาร์คก็ชูรีโมทสีดำขึ้นมาตรงหน้า พอผมเพ่งมองก็ถึงได้รู้ว่ามันเป็น ...

 

            รีโมทสเตอริโอ ? เพื่อ ?” และพี่มาร์คก็ทำแค่ส่ายหน้าไม่รู้

 

            ลองกดดู ผมแย่งรีโมทมาถือไว้แล้วจ่อไปทางเครื่องเล่นที่ตั้งอยู่ในห้องนั่งเล่น ไม่นานเสียงก็ดังออกมา

 

            [ฮัลโหลลลลลลลลลเพื่อนรัก พอได้ยินเสียงนี้แล้วให้เดินไปทางที่จะออกไปประตูหลังบ้านนะ ถ้าไม่ทำตามมึงก็จะออกจากบ้านไม่ได้นะเพื่อน เพราะฉะนั้นจงเชื่อฟังกูแล้วเดินไปตามที่บอกซะนะ! โชคดีนะเว้ยยยยยย 555555]

 

            เล่นเชี่ยไรของมึงเนี่ย!” เสียงไอ้ยูคจบลงตามด้วยเสียงบ่นของผม แต่สุดท้ายผมก็ยอมทำตามที่มันบอก ก่อนแรกคือไปทางเดินสู่ประตูหลังบ้านใช่มั้ย เห้อ มันให้ทำอะไรก็ต้องทำตามก่อนล่ะครับนาทีนี้ อยากรีบออกจากบ้านไวๆแล้ว ถึงจะเป็นบ้านตัวเอง แต่มืดๆเงียบๆแบบนี้ก็น่ากลัวไม่ใช่เล่น

 

            ไปเถอะพี่มาร์ค เดินตามแบมมา ผมคว้ามือพี่มาร์คแล้วลากให้เดินตาม คุณชายเดินตามผมมาเงียบๆ แต่ก่อนที่จะได้เดินเลี้ยวเข้าสู่เขตทางเดินไปหลังบ้าน เสียงเพลงอะไรบางอย่างก็ดังขึ้น ...


 

‘…นาทีสุดท้ายของการพบกันใกล้เข้ามา
ไม่ช้าเราคงต้องแยกกันไกล
เหลือช่วงดีๆ ให้ซึมซับอีกไม่เท่าไร
ความสุขผ่านไปรวดเร็วเหลือเกิน…’

 


            อะไรน่ะ เพลงคุ้นหูที่ผมเคยฟังดังขึ้นมาตามลำโพงเล็กๆในบ้าน ผมกับพี่มาร์คหันมองรอบกายด้วยความงุนงงแล้วพี่มาร์คก็ยกมือสะกิดให้ผมดูอะไรบางอย่างที่อยู่ตรงหน้าเราตอนนี้เมื่อเราเดินเลี้ยวเข้ามา

 

            รูปถ่ายมากมายถูกแปะไว้กับลูกโป่งบ้าง ติดไว้กับฝาผนังบ้าง สวยงามเพราะแสงไฟสีส้มสาดส่องกระทบกับริบบิ้นสีขาวระยิบระยับ ผมหันหน้ามองพี่มาร์คก่อนที่เราสองคนจะค่อยๆเดินเข้าไปดู

 

            และเห็นชัดเต็มตาแล้วว่ามันคือรูปถ่ายมากมายที่ล้วนแต่เป็นรูปของพวกเรา ...

 

            ผมจับรูปที่ห้อยอยู่กับริบบิ้นใกล้ตัวขึ้นมาดูรูปแรก และแน่นอนว่ามันเรียกรอยยิ้มจากผมได้ไม่ยาก

 

          รูปวันแรกที่นักเรียนแลกเปลี่ยนขึ้นเวทีแนะนำตัวหน้าเสาธง

 

            และตามมาด้วยอีกหลายๆรูป ...

 

          รูปตอนที่ผม พี่มาร์ค ไอ้ยูค ไอ้มิ้นกินข้าวด้วยกันที่โรงอาหารวันแรก

 

          รูปพี่มาร์ค แจ็คสัน จินยอง และแจบอมในห้องเรียนของตึกอีพี กำลังยิ้มแฉ่งกับหนังสือเรียนภาษาไทย

 

            ผมกับพี่มาร์คจับรูปถ่ายแต่ละใบขึ้นมาดู และน่าแปลกที่ความทรงจำเก่าๆซึ่งบางอันผมก็แอบลืมไปแล้วฉายชัดขึ้นมาในความทรงจำอีกครั้ง รอยยิ้มค่อยๆปรากฎขึ้นที่มุมปาก ไม่ต่างจากคนตัวสูงข้างๆที่เริ่มยิ้มออกมายามจับจ้องไปที่รูปถ่ายแต่ละใบ

  

            เสียงเพลงที่คลออยู่เบาๆยิ่งทำให้ใจของผมรู้สึกเพิ่มมากขึ้น หันมองรูปถ่ายใบต่อไปพร้อมกับความทรงจำหลั่งไหลกลับเข้ามา ...

 

            รูปผม พี่มาร์ค ไอ้เตนล์และไอ้ยูคในห้องซ้อมดนตรี วันแรกที่ผมกับไอ้เตนล์รู้จักกัน

 

          รูปตอนที่ผมกับพี่มาร์คขึ้นร้องเพลงในงานประเมินนักเรียน เพลง I Just wanna ...

 

          รูปตอนที่ผม พี่มาร์ค และเพื่อนห้อง 5/1 เรียนวิชาการงานอาชีพด้วยกัน ซึ่งเป็นวิชาเดียวที่เราได้เรียนด้วยกันกับเด็กแลกเปลี่ยน 

  

รูปงานวันเกิดครบ 18 ปีของผมที่เพื่อนๆมาจัดงานเลี้ยงให้ที่นี่

 

รูปตอนที่ผม พี่มาร์ค กับพี่เบียร์พี่แบงค์ยัยบี้เอามาลัยมาไหว้ม๊าเนื่องในวันเกิด

 

          รูปตอนที่ผมกับพี่มาร์คกำลังนั่งระบายสีแสตนช่วยเพื่อนๆ เนื้อตัวเลอะเทอะไม่ต่างกัน

 

          รูปตอนที่ผมขี่หลังพี่มาร์คเตะฟุตบอล ตอนที่ผมเท้าบวมเดินไม่ได้ ...

 

          รูปตอนที่พี่มาร์ค แจ็คสัน จินยองและแจบอมไปเที่ยวอยุธยา แล้วผมก็ถูกปล่อยให้อยู่คนเดียว

 

          รูปตอนที่พวกเราไปเที่ยวเขาดิน วันที่ผมวิ่งไล่จับกับใครบางคน ...

 

          รูปตอนติวหนังสือกันที่บ้านของไอ้ยูค

 

          รูปวันกีฬาสี มีผมกับพี่มาร์คยืนถ่ายรูปข้างๆกัน

 

          รูปตอนที่พี่มาร์คแข่งบาส มองเห็นผมยืนทำหน้าเครียดข้างสนาม

 

          รูปตอนที่ผมกับละอองดาวแสดงละครเวที และพวกเราทุกคนได้ถ่ายรูปด้วยกัน

 

            และรูปอื่นๆอีกมากมายที่ล้วนแล้วแต่เป็นความทรงจำดีๆตลอดเวลาเกือบ 1 ปีที่ผ่านมา

 

 

...เพิ่งบอกรักกันวันนั้นจากกันแล้วหรือวันนี้
อยากยืดเวลาออกไปแต่ก็คงไม่มีทาง
ก่อนจะไม่ได้พูดแล้วแลกคำนี้กันอีกครั้ง
โบกมือลาแล้วกระซิบคำว่ารักกันค่อยๆ…’

 


            เสียงเพลงยังคงดังรอบกาย แต่ตอนนี้ผมกลับไม่ได้ยินอะไรแล้ว แม้แต่จะมองรูปภาพให้ชัดยังทำได้ยาก น้ำตาเม็ดใสคลออยู่จนกลบมิด ผมยิ้มแต่ทว่าสวนทางกับน้ำตาที่ค่อยๆไหลลงมา ยามที่หัวใจกำลังนึกถึงว่าต่อจากนี้ภาพพวกนี้กำลังจะกลายเป็นความทรงจำแล้ว

 

            ความทรงจำที่ครั้งหนึ่งเคยมีพี่มาร์คอยู่ด้วยกันตรงนี้

 

            พอคิดแค่นี้น้ำตาผมก็ไหลลงมาราวกับเขื่อนแตกเลยล่ะครับ

 

            ฮึก ... เผลอสะอื้นออกมาทั้งๆที่ตั้งใจแล้วว่าจะไม่ร้องไห้ให้พี่มาร์คเห็น แต่ไม่ทันแล้วล่ะครับเพราะอ้อมแขนแสนคุ้นเคยดึงผมเข้าไปกอดเสียแล้ว ก็เพราะแบบนี้ไงผมถึงรู้สึกหดหู่ทุกครั้งที่คิดว่า แล้วต่อไปใครจะกอดแบม ถ้าพี่มาร์คไม่อยู่แล้ว ...


               พี่มาร์คมาทำให้ผมกลายเป็นเด็กขี้แงเวลาเศร้าก็จะนึกถึงแต่พี่มาร์ค ทำให้ผมเป็นเด็กเคยตัวเวลามีอะไรก็คอยแต่จะเรียกหาพี่มาร์ค เด็กน้อยของมาร์คต้วนกลายเป็นเด็กแบบนี้เพราะพี่นะ แต่พี่ก็จะมาทิ้งแบมไปซะงั้น ใจร้ายที่สุดเลย :(

 

            บอกกี่ครั้งแล้วว่าอย่าร้องไห้ ...” แต่ผมรู้ว่าตอนนี้พี่มาร์คก็คงอยากร้องไห้ไม่ต่างกันหรอก

 

            ขอโทษ ... ฮึก ... แบมคิดถึง ฮึก ..พี่ มาร์ค ผมสะอื้นอย่างหมดแรงจากที่พยายามกลั้นมาทั้งเดือน แต่คืนนี้ขอเถอะครับ ไม่ไหวแล้ว เวลามันน้อยลงไปทุกทีจนผมใจหายและไม่อยากจะนึกถึงวันที่ใกล้จะถึงเลย


               อีกแค่ไม่กี่วันเรื่องราวทุกอย่างก็กำลังจะกลายเป็นความทรงจำไปจริงๆแล้ว และอีกแค่ไม่กี่วันพี่มาร์คก็จะไม่อยู่กอดแบมแบบนี้อีกแล้ว ...


               ถ้าทำได้ผมจะหยุดเวลาไว้แค่ตรงนี้ ผมจะไม่ให้พี่มาร์คไปไหนทั้งนั้น ไม่ให้ไปจากแบมแบม ...



‘…ใครว่าห่างไกลนั้นเลวร้าย
มันแค่ท้าทายว่าเรามั่นคงแค่ไหนเมื่อห่าง
ถ้าฉันไม่แพ้และเธอไม่หวั่นระยะทาง
ระหว่างเราคงไม่ชืดจางไป…’

 


            พี่มาร์คกระชับอ้อมแขนที่ผมฝังหน้าซุกลงไปให้แน่นขึ้น สัมผัสนุ่มจากมือหนาลูบหัวผมแผ่วเบาท่ามกลางเพลงที่ยังคงดังอยู่รอบกาย ผมเงยหน้าขึ้นมองพี่มาร์ค เห็นแค่รอยยิ้มเดิมที่มอบให้ผมตั้งแต่วันแรกที่ได้เจอกันจวบจนวันนี้คนตรงหน้าก็ยังยิ้มอยู่

 

            แต่ต่อไปก็จะไม่ได้เห็นใกล้ๆแบบนี้แล้ว ...

 

            คิดถึงอะไรกัน พี่ไม่ได้ไปแล้วไปเลยนะ สักวันพี่ก็ต้องกลับมา ผมเกลียดคำว่าสักวันจังเลย ผมรู้ว่ามันจะเกิดขึ้น แต่ฟังทีไรก็รู้สึกว่ายาวนานเหลือเกิน

 

            แล้วสักวันน่ะ สักวันไหนล่ะพี่มาร์ค ... หยุดร้องไห้ไปแล้วเหลือแค่น้ำตาคลอจางๆ พี่มาร์คยกมือขึ้นเกลี่ยน้ำตาให้แล้วก็ยิ้ม

 

            สักวันหนึ่งพี่จะกลับมานะ พี่ไม่รู้ว่าอีกนานแค่ไหน แต่พี่จะกลับมา พี่จะกลับมานั่งชิงช้าสวรรค์กับแบมไง สัญญากันไว้แล้ว แล้วผมก็เผลอหลุดยิ้มออกมา เหมือนลบความเศร้าออกไปได้เปราะหนึ่ง

 

            พี่มาร์คยิ้มอีกครั้งเมื่อเห็นผมยิ้มได้ ผมจ้องมองภาพตรงหน้าให้นานที่สุด ให้นานพอที่จะไม่ลืมว่ามันอบอุ่นแค่ไหน ไม่ให้มันเลือนหายไปในช่วงที่เราต้องห่างกัน

 

            ผมชอบรอยยิ้มของพี่มาร์ค ..

 

            ชอบมากๆและคิดว่าจะชอบแบบนี้ไปอีกนาน ..

 

 

‘…เก็บรอยยิ้มฉันไว้ในใจของเธอ โอบกอดทุกนาทีของเรา
ปล่อยให้รักทำงานเบาๆ ในใจฉันและเธอ
ร่ำลาด้วยยิ้มนี้ที่มี เพื่อเริ่มคิดถึงกันเสมอ
เพื่อรอกลับมาพบเจอ พิสูจน์ว่ารักหนึ่งคำ
พอให้จดจำตลอดไป...

 

 

            แล้วความเงียบก็เข้าปกคลุมเราสองคนเมื่อเสียงเพลงจบลง ในใจของผมตอนนี้ตีกันไปหมดแล้วครับ ไม่รู้แล้วว่าควรจะซึ้งหรือจะเศร้าหรือจะเขินหรือจะอะไร ผมยืนก้มหน้าเพื่อจัดการกับอารมณ์และน้ำตาให้หมดไปก่อนจะฝืนเงยหน้าขึ้นมายิ้มให้พี่มาร์คอีกครั้ง

 

            อืม .. แบมจะรอนะ ผมยิ้ม พี่มาร์คก็ยิ้ม แล้วเราก็จ้องกันค้างด้วยแววตาที่สื่อเรื่องราวมากมาย

 

            มันมากมายจนผมจะร้องไห้ออกมาอีกรอบ ผมจึงตัดสินใจหลบตาแล้วชวนพี่มาร์คออกไปจากที่นี่

 

            ..... ไปกันเถอะ ผมหันหลังจะเดินตรงไปยังประตูบานสวย ซึ่งอีกไม่กี่ก้าวก็จะได้ออกไปจากที่นี่แล้ว แต่ในตอนนั้นเองจู่ๆมือหนาก็คว้าข้อมือผมไว้แล้วออกแรงกระตุกเบาๆให้ผมหันกลับมาเผชิญหน้ากับใบหน้าที่ทำให้เริ่มคิดถึงแล้วแม้จะยังไม่ได้จากกัน

 

            พี่มาร์คมองผมด้วยแววตานิ่งสงบ

 

            แบม ...

 

            หืม ...

 

            ตกลงเราจะเป็นแค่พี่น้องกันจริงๆเหรอ

 

 

------------ 100% -------------

 

 



PIN PIN TALK

ฮิ้ววววววววว

รอบหน้าจบจริงๆแล้วเด้อออออออ!

อย่างที่บอกไว้ค่ะว่าคนแต่งเองนี่แหละที่ยังไม่อยากให้พี่มาร์คกลับ

เลยไม่ลงให้จบสักที *โดนดาวเทียมของรีดตบ*

แต่ตอนนี้แต่งไปแอบคิดถึงตอน week สุดท้ายของตัวเองไม่ได้เลยค่ะ

ตอนนั้นคือโคตรหดหู่ โคตรอึมครึม โคตรเศร้า TT

เอาเป็นตอนหน้าเจอกันนะคะ ใครว่างเจอกันที่สุวรรณภูมินะ

ไปส่งพี่มาร์คกลับแอลเอกัน! *ปาดน้ำตา*

#ฟิคโฮสต์แฟม

















 

 

 



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

1,023 ความคิดเห็น

  1. #1009 MBKY; (@withmbky) (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 21 สิงหาคม 2559 / 19:30
    กรี๊ดดดดดด ไม่ดิ เป็นมากกว่านั้น อิอิ
    #1009
    0
  2. #977 between9397 (@noonsirapat) (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 22 มิถุนายน 2559 / 13:02
    ร้องมันยันบรรทัดแรกจนบรรทัดสุดท้ายเลยจ้าาาาา แต่พีคสุดก็ประโยคสุดท้ายเลยอะจริงๆ
    #977
    0
  3. วันที่ 22 มิถุนายน 2559 / 11:50
    อ่านแล้วซึ่งมากกับความทรงจำตลอด1ปีที่ผ่านมามีทั้งเรื่องทุกข์และสุข. หน่วงมากกกกก
    #974
    0
  4. #970 Aps~MK (@nattalove) (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 13 มิถุนายน 2559 / 18:13
    งือออออออ จะเป็นแค่พี่น้องหรออ. ไรท์กลับมาาาาาาาา
    #970
    0
  5. #967 Oni (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 3 มิถุนายน 2559 / 23:45
    หวังว่าพี่มาร์คจะทำตามสัญญาที่ให้ไว้นะ รีบกลับมาขอแบมไปเป็นลูกสะใภ้ป๊าและม๊าต้วนให้ไวค่ะ
    #967
    0
  6. #966 BamKodsang (@BamKodsang) (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 3 มิถุนายน 2559 / 06:54
    อ้ากก ประโยคสุดท้ายย
    #966
    0
  7. #965 irish_pp (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 2 มิถุนายน 2559 / 16:42
    จะร้องแล้วเนี่ย แต่ประโยคสุดท้ายทำไมเราเขิน
    #965
    0
  8. #964 NM_KHCH (@NM_KHCH) (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 2 มิถุนายน 2559 / 06:44
    ถามมาได้ ก็ไม่นะซี่
    #964
    0
  9. #956 Oni (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 31 พฤษภาคม 2559 / 19:39
    พี่มาร์คจะกลับแล้วคงจะเศร้ากันมากเลยแล้วเมื่อไหร่จะได้กลับมาเจอกันอีกอ่ะ
    #956
    0
  10. #955 HOMOsepien#987654321 (@luvlygooddie) (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 30 พฤษภาคม 2559 / 17:31
    ฮือออออ ._.
    #955
    0
  11. #954 pwen (@earnnnn_) (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 30 พฤษภาคม 2559 / 16:48
    โอ๊ย เศร้า ไม่อยากให้จากกันเลยง่าา
    #954
    0
  12. #953 biggertmb (@biggertmb) (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 30 พฤษภาคม 2559 / 16:47
    น้ำตาคลอเบ้า ถึงเป็นการจากลาที่สวยงามยังไงมันก็มีความเศร้าเพราะมันเป็นการจากลากันของคนที่รัก รอค่า
    #953
    0
  13. วันที่ 30 พฤษภาคม 2559 / 15:15
    งื้ออออ ไม่อยากให้จากกันเลย
    #952
    0
  14. #951 M49b25 (@Piiqp) (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 30 พฤษภาคม 2559 / 14:19
    ไม่เอาไม่ม่าาา
    #951
    0
  15. วันที่ 30 พฤษภาคม 2559 / 11:59
    อีกกี่ปีจะได้พบกัน
    #950
    0
  16. #949 irish_pp (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 30 พฤษภาคม 2559 / 10:54
    เราก็ไม่อยากให้พ่อมาร์คกลับเลย งื้อออ
    #949
    0
  17. #948 Grgreegreen (@Grgreegreen) (จากตอนที่ 31)
    วันที่ 30 พฤษภาคม 2559 / 06:58
    จะม่ามั้ยย
    #948
    0