[MARKBAM] ร้อยรักสลับภพ #ฟิคลาวดวงเดือน

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 35,494 Views

  • 1,074 Comments

  • 2,213 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    376

    Overall
    35,494

ตอนที่ 18 : ร้อยรักสลับภพ 14 (100%)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3423
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 60 ครั้ง
    29 ก.ค. 60






ร้อยรักสลับภพ 14

-------------------------------


 อยู่ในวังต้องทำงานวัง และหมั่นระวังวาจา









กรุงเทพมหานคร

 

            กันต์พิมุกต์ ภูวกุล คือรายชื่อคนไข้คนล่าสุดที่ออกจากโรงพยาบาลในเช้าวันนี้ กระเป๋าสัมภาระมากมายอย่างคนอยู่โรงพยาบาลมานานถูกขนขึ้นรถโดยสาวใช้ที่ตามคุณรสามาจากบ้านใหญ่ คุณมุกต์ได้แต่มองภาพเหล่านั้นเงียบๆ ไม่คิดอยากพูดอะไรให้มากความเหมือนที่ทำมาตลอดหลายสัปดาห์นี้ ได้แต่ทำตามสิ่งที่คนอื่นบอกเท่านั้น

 

            เวนดี้กับตาฮุนบอกว่าจะตามมาบ้านเย็นนี้นะลูกเสียงของคุณรสาเอ่ยถึงสองคนที่นับว่าเป็นบุคคลที่เธอเห็นหน้ามากที่สุดตั้งแต่ลืมตาขึ้นมาในฐานะของแบมแบม หญิงสาวตัวเล็กกับชายหนุ่มมักจะคอยแวะเวียนมาหาเธอเสมอไม่ได้ขาด คนที่ชื่อเวนดี้นั้นหน้าตาน่ารัก เธอมักจะคอยแอบมองใบหน้านั้นขยับปากพูดเรื่องนู้นเรื่องนี้ซึ่งล้วนเป็นเรื่องที่เธอไม่เข้าใจให้ฟังเสมอ ส่วนคนที่ชื่อว่าเซฮุนเป็นผู้ชายตัวสูงที่ชอบหอบของกินมากมายมาให้ด้วยเหตุผลที่ว่า จำได้ว่ามึงชอบกินทั้งๆที่เธอเองก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองไปชอบกินตอนไหน แต่แบมแบมคงจะชอบกิน เธอจึงยอมกินพวกมันจนหมดเพื่อไม่ให้เสียน้ำใจอีกฝ่าย

 

            เพราะเธอก็เชื่อว่า คุณมุกต์ในภพนั้นก็คงจะเจอเรื่องทำนองนี้ไม่ต่างกันนัก

 

            ขึ้นรถเถอะลูก อย่ามัวแต่ยืนตากแดดเลยเสียงนุ่มๆเอ่ยไล่หลัง คุณมุกต์หันไปมองใบหน้าของผู้มีฐานะเป็นแม่ เธอจึงจำยอมต้องก้าวเท้าขึ้นรถคันโตที่มีไอเย็นๆตรงหน้า คุณรสาตามมานั่งข้างกัน

 

            โลกใบนี้แสนแปลกยิ่งนัก ราวกับว่าไม่ใช่สยามที่เธอเคยรู้จัก ประเทศไทย แม้แต่ชื่อก็ยังฟังดูแปลก ผู้คนก็แปลก กิริยา คำพูดคำจา หรือแม้กระทั่งวิถีชีวิตก็ผิดแปลกไปหมด เธอจำได้ว่าตัวเองต้องใช้ความพยายามอย่างมากที่จะทำความเข้าใจกับกล่องสี่เหลี่ยมแบนๆที่มีคนอยู่ในนั้น แม้ว่าคุณรสาจะพยายามบอกเธอว่านั่นคือ โทรทัศน์แล้วก็พยายามอธิบายให้เธอฟังว่ามันเกิดมาจากอะไร แต่ก็เท่านั้น สุดท้ายเธอก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีว่าคนตัวใหญ่ๆเข้าไปอยู่ในนั้นได้อย่างไร

 

            รถตู้สีดำคันโตค่อยๆเคลื่อนตัวออกจากโรงพยาบาล และนั่นยิ่งทำให้คนที่เอาแต่มองออกไปนอกหน้าต่างเบิกตากว้างมากขึ้นไปอีก ตึกสูงระฟ้าใหญ่โตเกินกำลังของมนุษย์สร้างผุดขึ้นเรียงรายตามสองข้างทาง ยวดยานพาหนะรูปร่างแปลกๆวิ่งสวนกันขวักไขว่ ผู้คนที่สัญจรผ่านไปมา ทั้งที่เดินบ้างหรือใช้การคมนาคมบ้างทำให้ดวงตากลมยิ่งพินิจอย่างสนใจ ผู้คนมากมายไม่ว่าจะเป็นชายหรือหญิงล้วนแต่งตัวประหลาด อากัปกิริยาการเดินก็เร่งรีบเดินจ้ำๆเหมือนอยากจะไปจากตรงนี้ให้พ้น หน้าตาไร้รอยยิ้มใดๆ ไม่มีแม้แต่การทักทายปราศรัยกัน แย่ยิ่งกว่านั้นบางคนเอาแต่เดินก้มหน้าไม่มองทาง สองมือกดอะไรบางอย่างที่เธอก็ไม่รู้จักจนน่ากลัวว่าจะล้มเข้าในสักวัน เธอได้แต่ภาวนาขอให้พวกเค้าเหล่านั้นไม่เจ็บตัว

 

            คุณมุกต์ค่อยๆเบือนใบหน้าออกมาจากภาพเหล่านั้น ยิ่งดูเธอก็รู้สึกยิ่งเวียนหัว รถแปลกๆที่นั่งอยู่ตอนนี้วิ่งเร็วยิ่งนัก ผู้คนด้านนอกนั่นก็เช่นเดียวกัน ทำไมถึงใช้ชีวิตกันเร็วไปหมดแบบนั้น

 

            หวังว่าเธอจะเข้าใจอะไรได้มากขึ้นในเร็ววันนี้ด้วยเถอะ...

 

------------------------------------------

 

 

            ยินดีต้อนรับกลับบ้านนะคะคุณหนู

 

รอยยิ้มกว้างถูกส่งให้หญิงชราตรงหน้าเป็นการขอบคุณในน้ำใจ ก่อนที่ดวงตากลมโตนั้นจะกวาดสายตามองไปทั่วทั้งบริเวณให้ถนัดตาอีกครั้ง

 

            เธอเริ่มรู้สึกคุ้นเคยกับความแปลกประหลาดของโลกใบนี้แล้วก็จริง แต่บ้านหลังใหญ่ราวกับวังของเจ้านายสักองค์ตรงหน้านี้ก็ทำให้เธอรู้สึกทึ่งอยู่ดี ตั้งแต่รถสีดำคันใหญ่เคลื่อนเข้ามาในตัวบ้าน จนกระทั่งมองเห็นผู้คนมารอต้อนรับอยู่หน้าประตูโค้งสูง ถึงตอนที่คุณรสากระซิบบอกว่าถึงบ้านแล้ว จนกระทั่งเธอได้ลงมายืนอยู่บนพื้นดิน ต้องขอยอมรับว่ายังรู้สึกทึ่งไม่หาย

 

            คนพวกนี้เป็นใครกันแน่ เป็นแค่คนธรรดมาเหมือนที่บอกจริงๆหรือ

 

            ป้าวาดช่วยดูแลเรื่องของใช้ด้วยนะ ให้คนเอาไปเก็บให้ที

 

            ไม่ต้องห่วงค่ะ คุณหญิงกับคุณหนูขึ้นไปพักผ่อนข้างบนก่อนดีกว่า ห้องหับอะไรป้าก็จัดการทำความสะอาดหมดแล้ว แล้วเดี๋ยวอีกสักครู่จะให้คนขึ้นไปเชิญลงมาทานข้าวนะคะหญิงชราคนเดิมตอบอย่างนอบน้อม เธอจำได้ดี หญิงชราคนนี้เป็นคนเดียวกับคนที่ตามคุณรสามาโรงพยาบาลสองสามครั้ง คุณรสาเรียกเธอว่าป้าวาด บอกว่าเป็นคนเก่าคนแก่ของบ้าน ทำหน้าที่ดูแลบ้านและเลี้ยงแบมแบมมาตั้งแต่ยังเด็ก หรือที่เรียกว่าเป็นแม่บ้านอะไรทำนองนั้น

 

            “ไปเถอะแบมแบม แม่จะพาขึ้นไปดูห้องคำว่า แบมแบมทำให้เธอต้องละความสนใจจากทุกสิ่ง ค่อยๆก้าวเท้าเดินตามคุณรสาเข้าไป และเมื่อเดินเข้ามาในตัวบ้านแล้วก็ยิ่งทำให้ความสนใจของเธอทวีขึ้นเป็นลำดับ ภายในบ้านโอ่อ่าหรูหรา ทั่วทุกที่เย็นฉ่ำไปด้วยไอเย็นประหลาด เพดานขาวยกสูงจนน่าสงสัยว่าเวลาทำความสะอาดทำกันอย่างไร บนเพดานนั้นห้อยโคมไฟที่ทำจากแก้วหลายชิ้นเปล่งแสงระยิบระยับ กรอบรูปกรอบใหญ่น้อยถูกแขวนไปทั่วบ้าน ข้าวของเครื่องใช้ก็ล้วนแปลกตา ผ้าม่านสีแดงกำมะหยี่ที่ค่อยๆเลื่อนไปรวบอีกฝั่งนั่นก็ทำให้เธอตกใจ นั่นเพราะว่าหญิงสาวคนหนึ่งกำลังใช้วัตถุสี่เหลี่ยมชิ้นเล็กๆชี้ไปที่มัน แล้วผ้าม่านผืนหนักนั้นก็ค่อยๆจัดการรวบตัวเองโดยไม่ต้องแม้แต่จะใช้แรงงานจากใครเลย

 

            แปลก โลกนี้ยังมีเรื่องแปลกประหลาดอีกมากให้เธอเรียนรู้

 

            ถึงแล้ว นี่ห้องแบมนะลูกคุณรสาหยุดลงที่หน้าประตูห้องหนึ่ง ก่อนจะจูงมือเธอเปิดประตูเข้าไป ภายในห้องสว่างไสวด้วยแสงแดดสีทองที่สาดส่องผ่านหน้าต่างสูงเข้ามา คุณรสาปล่อยมือเธอลง สองขาจึงค่อยๆพาตัวเองเดินไปยังหน้าต่าง ข้างนอกนั้นคือสวนกว้าง ต้นไม้ต้นใหญ่ยืนต้นเป็นสง่า ใบไม้สั่นไหวไปมาตามแรงลมที่พัดมาเอื่อยๆ คุณมุกต์หมุนตัวกลับมา ค่อยๆเดินไล่มองกรอบรูปน้อยใหญ่ทั้งบนผนังบ้าง บนโต๊ะบ้าง ทุกรูปล้วนเป็นรูปครอบครัวและรูปของเจ้าของห้องๆนี้

 

            แบมแบมเป็นคนที่ยิ้มแล้วน่ามองยิ่งนัก

 

            แม้ว่าเธอและแบมแบมจะมีหน้าตาและทุกอย่างเหมือนกันไปหมด แต่เธอกลับคิดว่ามันไม่ใช่เสียทุกอย่าง รอยยิ้มของแบมแบมที่วาดขึ้นบนใบหน้าเป็นรอยยิ้มแห่งความมีชีวิตชีวา ราวกับว่าทุกครั้งที่แบมแบมยิ้มดวงตากลมโตนั้นก็จะยิ้มไปด้วยเสมอ ซึ่งต่างกับเธอมากนัก ความมีชีวิตชีวาของเธอกับแบมแบมแทบเทียบกันไม่ได้เลย

 

            แบมแบม

 

            “......”

 

            “พักผ่อนไปก่อนนะ แล้วแม่จะมาตามลงไปกินข้าวพร้อมกัน ห้องแม่อยู่ตรงข้ามเยื้องไปทางซ้ายมือ ถ้ามีอะไรก็เดินไปเรียกแม่นะ แม่ขอไปอาบน้ำก่อนเธอพยักหน้ายิ้มบางๆให้คุณรสา มองส่งจนร่างสง่านั้นหายลับไปจากห้อง

 

            คุณมุกต์พาตัวเองเดินมานั่งลงบนเตียงกว้างกลางห้องเบาๆ มือขาวลูบไล้รอยปักบนผ้าห่มราวกับจะทำความรู้จักกับมัน สำหรับเธอแล้วการเดินทางข้ามผ่านเวลามาที่แห่งนี้ไม่ใช่ครั้งแรก แต่ถึงจะเป็นครั้งที่สองแล้วเธอก็ต้องปรับตัวใหม่อยู่ดี ครั้งแรกกับครั้งนี้ช่วงเวลาต่างกันเป็นสิบปี ตอนนั้นเธอยังเป็นเด็ก และโชคดีของเด็กคือการทำอะไรก็มักจะมีความช่วยเหลือจากผู้ใหญ่เสมอ แต่กลับกันในครั้งนี้ทั้งเธอและแบมแบมต่างเติบโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว เธอจะต้องรับผิดชอบชีวิตของตัวเองและชีวิตของแบมแบม

 

            และเธอมั่นใจมากว่าในภพนั้น แบมแบมก็คงจะกำลังรับผิดชอบชีวิตของเค้าและเธออยู่เช่นกัน

 

            ใบหน้าน่ารักหันไปมองกรอบรูปบนโต๊ะข้างเตียง รูปของพ่อแม่ลูกกำลังยิ้มให้เธอ ครอบครัวนี้เป็นครอบครัวเล็กๆถ้าเทียบกับครอบครัวของเธอ แต่เธอสามารถสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นที่มีมากจนล้นปริ่มออกมาจากรูป มือขาวเอื้อมไปหยิบรูปนั้นมาพินิจดูให้มากกว่าเดิม และนั่นทำให้เธอพบกล่องใบหนึ่งซ่อนอยู่หลังกรอบรูปนั้น

 

            ความสนใจสั่งให้เธอหยิบมันขึ้นมาดูทันที กล่องกำมะหยี่สี่เหลี่ยมเล็กๆขนาดไม่ใหญ่มากนัก แม้รู้ดีว่ามันเป็นการไม่สมควรที่จะเปิดออกดู แต่ความรู้สึกบางอย่างสั่งให้เธอทำตัวเสียมารยาท

 

            ขอดูหน่อยนะคุณมุกต์พึมพำขออนุญาตเจ้าของเบาๆ ก่อนจะเปิดกล่องออกดู และเมื่อสิ่งที่อยู่ข้างในปรากฏขึ้นในสายตา ก็ทำให้คุณมุกต์ถึงกับนิ่งไป

 

            มันมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร

 

            มือขาววางลงบนวัตถุแวววาวนั้นเบาๆ ไม่ต้องถามให้มากมายว่าใช่หรือไม่ เพราะแค่เห็นแวบแรกเธอก็จำมันได้แล้ว เธอจำมันได้ดี นาฬิกาพกเรือนนี้

 

            นาฬิกาพกที่ใครคนหนึ่งเคยให้ไว้กับเธอตอนเด็กๆ เพียงแต่ว่าเด็กคนที่รับมาตอนนั้นไม่ใช่เธอ

 

            ใครบางคนให้แบมแบมไม่ได้ให้เธอ ตอนนั้นคนที่อยู่ในร่างของเธอคือแบมแบม ดังนั้นนาฬิกาพกเรือนนี้เป็นของแบมแบมเสมอมา แต่คำถามคือเหตุใดนาฬิกาพกเรือนนี้ถึงมาอยู่ที่นี่ได้

 

            ใบหน้าน่ารักพินิจดูของตรงหน้า เข็มนาฬิกาสงบนิ่งไร้การเคลื่อนไหว มันตายแล้ว

 

            เสียงถอนหายใจดังออกมาอย่างไม่ปิดบัง ถูกแล้ว นาฬิกาเรือนนี้ตายมาเป็นเวลานับร้อยๆปีแล้ว แต่เธอจะทำอะไรได้ นอกจากรอเวลาที่มันจะกลับมาเดินเองอีกครั้ง...

 


--------------------------------------------- 




สยาม


          ชีวิตของแบมแบมในวังหลวงผ่านไปกี่วันแล้วตัวของเขาเองก็ไม่ได้นับ เพราะแต่ละวันนั้นดูจะผ่านไปอย่างรวดเร็วเสียเหลือเกิน น่าแปลกที่ในครั้งแรกก่อนเข้าวังเขาคิดเสมอว่าวันเวลาต่อไปข้างหน้าจะต้องเดินไปอย่างเชื่องช้าไร้ความหมายใดๆ หากแต่ว่าความจริงนั้นช่างแตกต่าง หนึ่งวันในพระตำหนักของเสด็จมีเรื่องราวมากมายให้ต้องเรียนรู้ นับตั้งแต่ตื่นลืมตาจวบจนหลับตาลงเขาเองแทบจะไม่มีเวลาโหยหาบ้านหรือคิดถึงสิ่งใด เรื่องราวใหม่ๆมีเข้ามาได้ไม่เว้นวันและไม่รู้จบ แบมแบมไม่รู้เลยว่าตัวเองจะสามารถจัดการเรื่องต่างๆให้พอเหมาะกับเวลาในหนึ่งวันได้หรือไม่

 

            พระบรมมหาราชวังเป็นศูนย์กลางความเจริญของทุกสรรพสิ่งในประเทศแห่งนี้ ทุกอย่างมีระเบียบแบบแผน มีขนบธรรมเนียมประเพณีและดูเหมือนว่าจะมีชีวิตเป็นของตัวเอง ต่างจากชีวิตนอกรั้วกำแพงสูงโดยสิ้นเชิง ชีวิตของแบมแบมที่เคยผ่านวิถีแบบชาวบ้านมาแล้วนั้นเลยถือว่าต้องพับทุกอย่างที่เคยได้รู้ได้เห็นเก็บไว้ในหีบให้หมด ทำราวกับว่าไม่เคยได้รู้อะไรมาก่อน เพื่อที่จะได้ตั้งใจเรียนรู้ทุกอย่างเหมือนคนนับหนึ่งใหม่ทั้งหมด ความเป็นชาววังนั้นเรียกว่าแทรกซึมอยู่ในทุกบริบทของชีวิตในวัง เห็นได้ชัดที่สุดคือชีวิตประจำวันอันเป็นของธรรมดาที่สุดของมนุษย์ ทุกรายละเอียดเต็มไปด้วยความประณีตบรรจง นับตั้งแต่เรื่องเล็กๆน้อยๆอย่างการแต่งเนื้อแต่งตัว เรื่องอาหารการกิน การทำความสะอาดขัดถูเสื้อผ้าและที่อยู่อาศัย การอาบน้ำทำธุระส่วนตัว ไปจนกระทั่งเรื่องใหญ่ๆอย่างศิลปะวิทยาการงานฝีมือทั้งหลายด้วย

 

            ที่เห็นได้ชัดที่สุดคือการแต่งกายของชาววัง เรื่องนี้ก็ถือว่าเป็นเรื่องใหม่ที่แบมแบมได้เรียนรู้มาจากคุณม่านดาว เมื่อครั้งอยู่ที่บ้านนั้นเขาเคยนึกอยากหยิบจับใส่อะไรก็ได้ตามที่เห็นว่าสะดวก แต่เมื่อมาอยู่ในวังสถานที่ซึ่งเต็มไปด้วยขนบธรรมเนียมแล้วนั้น แม้แต่การแต่งตัวก็ยังต่างออกไปมาก ทุกคนในวังแห่งนี้จะแต่งตัวไปในทางเดียวกันนั่นคือการแต่งกายตามสีที่กำหนดไว้ เป็นสิ่งที่ทุกคนถือปฏิบัติกันมาช้านาน มีอยู่คืนหนึ่งตอนที่เข้ามาอยู่ในวังใหม่ๆ คุณม่านดาวถึงกับต้องเรียกหาเขาให้มาเรียนเรื่องนี้เป็นการส่วนตัว ตั้งวงจัดวางผ้าให้ดูอย่างเป็นจริงเป็นจัง

 

            “วันอาทิตย์นุ่งสีลิ้นจี่แล้วก็ห่มโศก ส่วนวันจันทร์นุ่งเหลืองไพลห่มบานเย็น หรือไม่อย่างนั้นจะห่มเป็นน้ำเงินอ่อนก็ได้ หรือจะนุ่งน้ำเงินนกพิราบห่มเป็นจำปาแดงก็ได้คุณม่านดาวหยิบผ้าจากในหีบออกมาวางกองให้ดูเป็นกลุ่มๆ

 

            “อะไรคือสีโศกคะ แล้วสีน้ำเงินนกพิราบล่ะคือสีอะไร

 

            “สีโศกก็คือสีใบโศกไงยะ ส่วนน้ำเงินนกพิราบก็คือสีนี้คุณม่านดาวหยิบผ้านุ่งสีเทาอมฟ้าผืนหนึ่งขึ้นมาวางทับไว้กับผ้าห่มสีจำปาแดง แล้วก็อธิบายต่อไป

 

            ส่วนวันอังคารนุ่งสีโศกห่มม่วงเม็ดมะปราง หรือจะสลับเป็นนุ่งม่วงเม็ดมะปรางหรือสีปูนแล้วก็ห่มสีโศกก็ได้ พอวันพุธก็นุ่งสีเหล็กไม่ก็สีถั่วเขียว แล้วก็ห่มแพรสีจำปา วันพฤหัสนุ่งเขียวใบไม้ห่มแดงเลือดนก หรือจะนุ่งแสดห่มเขียวอ่อนก็ได้คุณม่านดาวพูดไปก็หยิบผ้าออกมาวางกองให้ดูเป็นคู่ๆไป จนรู้ตัวอีกทีก็เต็มไปหมด

 

            แล้วถ้าวันไหนที่เราแต่งได้หลายแบบ ปกติแล้วคนที่นี่เค้าจะแต่งแบบไหนพี่ม่าน

 

            “ปกติก็จะแต่งตามที่สะดวกในวันนั้นๆ แต่ส่วนมากจะนิยมนุ่งสีเข้มแล้วห่มสีอ่อน อย่างเช่นวันอังคารที่สามารถแต่งสลับสีกันได้เราก็จะนิยมนุ่งโศกห่มม่วงเม็ดมะปราง จำเอาไว้

 

            “เห็นทีมุกต์จะจำไม่หมดแน่ เยอะเหลือเกิน

 

            “ก็ค่อยจดค่อยจำไป อยู่นานวันเข้าเดี๋ยวก็จำได้เอง

 

            “มุกต์ไม่เห็นจะเข้าใจเลย ทำไมต้องแต่งสีตามวัน

 

            “เค้าเรียกว่าสวัสดิรักษา เป็นมงคลกับตัวเราเองแบมแบมได้แต่กระพริบตาปริบอย่างไม่เข้าใจ

 

            “แล้ววันที่เหลือล่ะคะ

 

            “วันศุกร์เราก็จะนุ่งน้ำเงินแก่ห่มเหลืองอ่อน แต่น้ำเงินนี้จะต่างกับวันจันทร์เพราะเราจะนุ่งน้ำเงินเข้มขึ้นมาหน่อย เป็นสีน้ำเงินหางกะรอกคุณม่านดาวหยิบผ้าที่มีชื่อเรียกสีแปลกๆขึ้นมาให้ดูมากมาย ตัวเขาเองก็แทบจะจดจำไม่ไหว สีน้ำเงินก็ยังไม่ใช่น้ำเงินเดียวกัน โอเคเรื่องนี้เขาพอเข้าใจได้ว่าสีย่อมมีโทนสีที่แตกต่างเหมือนอย่างสีลิปสติกของยัยเวนดี้ผู้มีสโลแกนประจำตัวว่าผู้หญิงไม่ได้มีลิปสติกแค่แท่งเดียว คือมีทั้งลิปสติกสีแดง สีแดงกุหลาบ สีแดงเบอร์กันดี สีแดงเรดเวลเวด มากมายสุดจะแดงเขาก็ยังพอเข้าใจบ้าง แต่ผ้านุ่งผ้าแพรห่มตรงหน้าตอนนี้นี่สิที่ทำเอาเขาตาลายมึนไปหมด สีน้ำเงินหางกะรอกเอย สีไพลเอย สีม่วงเม็ดมะปรางเอย สีโศกเอย แบมแบมอยากจะกุมขมับ ดูเหมือนว่าความรู้ด้านสถาปนิกที่ร่ำเรียนมาหลายปีจะไม่ได้ช่วยให้เขาเข้าใจสีแปลกๆพวกนี้เลยสักนิด

 

            ส่วนวันสุดท้ายวันเสาร์ให้นุ่งม่วงเม็ดมะปรางแล้วห่มเขียวอ่อนหรือไม่ก็ห่มโศก แต่ถ้าจะห่มโศกก็ต้องเป็นโศกเข้มหน่อยนะ มิใช่ห่มโศกอ่อนอย่างอาทิตย์ แล้วโศกนี่ก็ต้องนุ่งกับผ้าลายพื้นม่วง

 

            “พอๆๆ พอก่อนพี่ม่านดาว มุกต์มึนไปหมดแล้วคุณม่านดาวถึงกับหลุดขำขึ้นมาทันทีที่เห็นอาการของน้องสาวของตัวเองทำท่าจะเป็นลมลงไปกองกับพื้นขนาดนั้น คนตัวเล็กยกมือนวดขมับพิงหมอนอิง

 

            แค่นี้เอง มึนอะไรกัน

 

            “พี่อยู่ในวังมาตั้งหลายปีชินแล้วก็พูดได้สิ แต่มุกต์นี่เพิ่งเข้าวังมาไม่กี่วันเองนะจะไปจำหมดได้ยังไงกัน แค่วันแรกก็จำไม่ได้แล้วแบมแบมบ่นงุ้งงิ้งกับคนเป็นพี่ที่ได้แต่ยิ้มขัน

 

            “ถ้าอย่างนั้นก็ยิ่งแล้วใหญ่เลย พี่ยิ่งต้องทำให้เราชินกับที่นี่ให้เร็ว ไหนๆแล้วคืนนี้ก็นั่งท่องสีพวกนี้ให้หมดเลยแล้วกันนะ แล้วพรุ่งนี้จะให้คุณป้ามาทดสอบ

 

            “พี่ม่าน! ไม่เอา

 

            “เอาเถอะ รีบจำไว้น่ะดีแล้ว พี่ขี้เกียจมาแต่งตัวให้เราอีก ไม่ใช่เด็กน้อยแล้วนะยะ!”

 

            “ก็ไหนพี่บอกว่าให้ค่อยๆจำไปไง ไหงมาเปลี่ยนให้มุกต์จำแบบนี้ แค่คืนเดียวจะไปจำได้หมดยังไง

 

            “ก็เอาเวลามาต่อล้อต่อเถียงนี้ไปนั่งจำสิยะ นั่งต่อลองอยู่อย่างนี้ไม่ได้อะไรขึ้นมาหรอกนะบอกเลย ไปไป๊เด็กน้อย พี่จะไปอาบน้ำแล้วคุณม่านดาวพูดทิ้งท้ายไว้แค่นั้นแล้วก็ลุกหนีออกจากห้องอย่างรวดเร็วไม่ทันให้แบมแบมได้ขอร้องอะไรอีกต่อไป ทิ้งคนตัวเล็กให้นั่งหน้างอเป็นบ้าเป็นหลังอยู่กับกองผ้าคนเดียว

 

            นอกจากเรื่องการจำสีผ้านุ่งผ้าห่มแล้วก็ยังมีเรื่องการแต่งตัวของชาววังอีกที่แบมแบมให้ความสนใจ ชาววังนั้นเป็นประเภทที่ชอบประกวดประชันกันเรื่องเครื่องหอมเป็นที่สุด ดูได้จากคนใกล้ตัวอย่างเช่นคุณม่านดาวหรือแม้กระทั่งคุณแตงอ่อน ทั้งคู่จะพิถีพิถันเป็นพิเศษกับเรื่องความงาม เริ่มตั้งแต่การขัดสีฉวีวรรณด้วยสมุนไพรนานาชนิดตอนอาบน้ำ พออาบเสร็จทั้งคู่ก็จะมานั่งพักอยู่หน้ากระจกจนตัวแห้ง แล้วจากนั้นก็จะปะพรมน้ำอบน้ำร่ำที่มารู้เอาทีหลังว่าคุณม่านดาวเป็นคนปรุงเอง จากนั้นก็จะใช้พัดพัดให้แห้งแล้วลงแป้งตาม การแต่งผมนั้นก็ยังไร้ที่ติ ไรผมนั้นจะถูกสอยออกไม่ให้เหลือสักเส้น ในแต่ละวันผมจะถูกหวีเก็บจนเรียบ มันเงาด้วยน้ำมันผมที่หอมไม่แพ้กับกลิ่นตัว เมื่อชาววังย่างกรายไปที่ไหนแล้วกลิ่นนั้นก็จะหอมกำจรไปทั่ว แม้ว่าตัวจะไม่อยู่แล้วกลิ่นนั้นก็ยังคงหอมติดกระดานอยู่ดี

 

            “พวกผ้าห่มผ้านุ่งนี่พอซักแล้วก็ต้องเอามารีดให้เรียบร้อย แต่ว่ายังเอาไปใช้ไม่ได้เพราะจะต้องเอาไปอบร่ำเสียก่อน จะร่ำควันเทียนก็ได้ ร่ำดอกไม้สดก็ได้ หรือจะร่ำด้วยน้ำปรุงก็ได้ ผ้าจะหอมนาน

 

คุณเนียนอธิบายวิธีนี้ให้เขาฟังเมื่อตอนที่ช่วยคุณแตงอ่อนทำความสะอาดผ้าของเสด็จ นี่ก็คงเป็นอีกหนึ่งกรรมวิธีความหอมของชาววังทั้งหลายด้วยเช่นกัน การร่ำผ้าคือการทำให้ผ้าหอมติดนาน โดยคุณเนียนจะนำผ้าที่เพิ่งทำความสะอาดเสร็จมาใส่ไว้ในโถหรือหีบทึบที่ปิดสนิทแล้วทำการร่ำด้วยวิธีต่างๆ เช่นควันเทียน ดอกไม้สด หรือน้ำอบน้ำปรุงจนกลิ่นกำชาบเข้าเนื้อผ้า จากนั้นก็จะนำไปอัดจีบเป็นสไบให้สวยงามพร้อมใช้ แล้วจึงนำไปเก็บไว้ในหีบที่มีดอกไม้สดเป็นการรักษากลิ่นนั่นเอง

 

เครื่องหอมที่ใช้ร่ำผ้าก็จะเป็นพวกพืชหอม หรือไม่ก็ดอกไม้ต่างๆ พวกประยงค์ ชมนาด การะเกด จันทร์กะพ้อ พุทธชาด มะลิลา กฤษณา สารภี โอ้ยเยอะ ไว้ค่อยๆดูป้าต่อไปก็จะรู้เอง

 

นึกแล้วก็ขำ คนที่นี่ชอบป้อนข้อมูลให้เขาคราวละเยอะๆ แล้วสุดท้ายก็มักจะพูดแบบเดียวกันว่าให้เขาค่อยจำไปเอง เป็นเหมือนกันทั้งคุณป้าและพี่ม่านดาว แต่มีคนหนึ่งที่แตกต่างเพราะชอบอธิบายอะไรต่างๆให้เขาฟังได้ไม่รู้จบ และคนๆนั้นก็คือคุณแตงอ่อน เพื่อนคนใหม่ของแบมแบมนั่นเอง

 

เหมือนเช่นในบ่ายวันนี้ บนพระตำหนักของเสด็จ

 

มุกต์ เจ้าก็อยู่วังมาอาทิตย์กว่าได้แล้ว มีอะไรยังสงสัยอยู่ไหม ข้าอนุญาตให้เจ้าถามข้าได้นะแบมแบมวางมือจากดอกบัวในมือทันที

 

หม่อมฉันมิบังอาจมังคะ

 

ดูสิ เจ้าก็มัวแต่เกรงข้าอยู่อย่างนี้ จะไปสอนอะไรถูกได้อย่างไรเสด็จตรัสอย่างที่บอกเป็นประจำ แสดงให้เห็นถึงความเมตตาที่มอบให้เขายิ่งนัก นับตั้งแต่แบมแบมถวายตัวเป็นข้าหลวงในวันนั้น เสด็จก็มักจะให้เขาหมั่นขึ้นเฝ้าอยู่บ่อยๆ เว้นห่างจากเวลาเรียนงานชาววังทั่วไปกับคุณเนียนแล้ว แบมแบมจึงมักจะขึ้นมาอยู่บนตำหนักพร้อมกับคุณม่านดาวหรือไม่ก็คุณแตงอ่อนเสมอ

 

มีเรื่องอีกมากมายที่หม่อมฉันต้องเรียนรู้ แต่โชคดีที่มีคุณป้าเนียนกับพี่ทั้งสองคอยสอนมังคะปากอิ่มทูลตอบพลางเหลือบสายตาไปมองคุณแตงอ่อนที่กำลังนั่งร้อยมาลัยอยู่ไม่ไกล คุณแตงอ่อนยิ้มให้ก่อนจะขยิบตาส่งสัญญาณอะไรบางอย่าง แบมแบมตีความสัญญาณนั้นทันใด จึงรีบทูลตอบต่อไป

 

แล้วก็เพราะพระเมตตาของเสด็จ หม่อมฉันจึงมีแต่เรื่องสนุกให้ทำมังคะทูลตอบอย่างกระฉับกระเฉงแล้วก็แอบเหลือบไปมองคนที่นั่งยิ้ม คุณแตงอ่อนนั่นแหละที่สอนเขาว่าเวลาขึ้นเฝ้าเสด็จให้มีความมั่นใจเข้าไว้ เพราะเสด็จท่านโปรดคนช่างพูดช่างเจรจา แต่ก็ต้องเป็นคนที่พูดเป็น พูดได้เฉลียวฉลาดน่าฟัง ซึ่งทั้งหมดนี้คุณแตงอ่อนเป็นคนสอนเขาเองกับมือ

 

ปากหวานจริงนะเจ้านี่เสด็จทรงพระสรวล ก่อนจะตรัสถามต่อไปว่า แล้วมีเรื่องอะไรบ้างที่เจ้าเห็นว่าสนุก

 

การขัดผ้ามังคะ

 

หืม การขัดผ้าน่ะหรือเสด็จตรัสถามอย่างสนใจ

 

มังคะแบมแบมจึงทูลตอบด้วยใบหน้าซื่อๆ เรียกเสียงหัวเราะเบาๆจากข้าหลวงที่เฝ้าอยู่บนนั้นได้ยิ่งนัก ส่วนตัวเขาเองก็ไม่เห็นว่ามันจะน่าขันตรงไหน ก็เขาสนใจการขัดผ้าของคนสมัยนี้จริงๆนี่นา

 

การขัดผ้าถือเป็นงานหนัก ขัดทีก็ต้องใช้คนทำหลายคนไม่เห็นจะน่าสนุกตรงไหน ไหนเจ้าลองว่ามาสิว่าอะไรที่สนุก

 

หม่อมฉันชอบเวลาที่ได้โยกหินโมราขัดผ้ามังคะ เวลาได้ใช้แรงมากๆจนเหงื่อออกจะทำให้รู้สึกดี แล้วเวลาที่ได้ขัดผ้าไปเรื่อยๆจนเห็นเงา หม่อมฉันจะรู้สึกดีใจมากคราวนี้ไม่เพียงแค่บรรดาข้าหลวงที่พากันยิ้มขัน แม้แต่เสด็จเองก็ยังพระสรวลไปด้วย

 

เจ้านี่เป็นคนแปลกจริงนะ คนอื่นเขามีแต่จะคอยห่วงว่าจะเหนื่อยหรือไม่ เหงื่อไหลจนไม่น่าดูหรือเปล่า แต่เจ้านี่กลับบอกว่าชอบงานหนักงานที่เหงื่อออก แปลกคนดีจริงแบมแบมก็พลอยลอบขันตัวเองขึ้นมาบ้างเมื่อนึกไปถึงภาพที่ตัวเองขอเป็นคนโยกหินโมราขัดผ้าด้วยตัวเองจนตัวจะลอยไปตามหิน

 

ปกติอยู่บ้านไม่ได้ทำงานอย่างนี้ พอได้ทำเองก็ถึงได้รู้มังคะแบมแบมทูลตอบด้วยรอยยิ้มจนดวงตาเป็นประกาย ตอนอยู่ในภพนั้นเขาเป็นคุณหนูที่มีแต่คนคอยดูแล หรือแม้แต่แยกมาอยู่ที่คอนโดเองตัวคนเดียวแล้วก็ยังมีแม่บ้านมาดูแลเรื่องนี้ให้ พอได้มาอยู่ภพนี้ที่บ้านของเจ้าคุณก็ยังมีบ่าวล้อมหน้าล้อมหลังไม่ได้ขาด ครั้นได้เข้ามาอยู่ในวังแล้วนี่แหละแบมแบมถึงได้รู้ว่าการทำงานนั้นมันหนักเพียงใด แต่ก็นับว่าเป็นเรื่องแปลกใหม่ สนุกดี

 

ก็ดีแล้วที่ได้ฝึกไว้ ต่อไปภายหน้าออกเรือนไปจะได้ทำเป็นมาถึงตรงนี้อยู่ๆเสด็จก็เงียบไปราวกับว่าพูดอะไรผิด แต่ออกเรือนไปเค้าคงไม่เอาเจ้าไปขัดผ้าหรอกกระมัง

 

ถ้าหม่อมฉันไม่ได้เรื่อง ก็คงอาจจะได้ทำมังคะ

 

เจ้านี่ก็เอาแต่พูดเล่นไป เดี๋ยวนี้กล้าพูดมากขึ้นแล้วเหรอ หรือว่าปกติเป็นคนพูดมากอยู่แล้ว

 

ปกติก็ไม่ค่อยพูดมังคะ เพราะพูดไม่ค่อยรู้เรื่อง เค้าเลยไม่ให้หม่อมฉันพูดคราวนี้เสด็จถึงกับหลุดพระสรวลอย่างจริงจัง รวมถึงทุกคนไม่เว้นแม้กระทั่งคุณแตงอ่อน เขาจึงได้แต่ยิ้มงงๆ ไม่เข้าใจว่าตัวเองพูดอะไรตลกตรงไหน ก็ตอนอยู่ที่บ้านเขาชอบหลุดคำพูดของคนในอีกยุคหนึ่งซึ่งทุกคนที่นี่เห็นว่าแปลก ลงท้ายจึงไม่ค่อยพูดกับใคร ทูลตอบไปแบบนี้ตามความจริง

 

เจ้ากับพี่สาวเจ้านี่ก็เหมือนกันเลยนะ พูดไปเรื่อย

 

อ้าว ไหงมาลงที่หม่อมฉันได้ล่ะมังคะคุณม่านดาวที่นั่งฟังมานานพูดขึ้น

 

ไม่รู้ละ น้องใครก็รับผิดชอบกันไปเสด็จรับสั่งแค่นั้นแล้วก็ค่อยๆลุกจากพระแท่น เอาล่ะข้าจะไปนอกพักเสียหน่อย พวกเจ้าลงไปได้บรรดาข้าหลวงทุกคนวางงานในมือลง แล้วหมอบกราบจนกระทั่งเสด็จเดินเข้าห้องบรรทมไป  

 

ไปเถอะแม่มุกต์จู่ๆคุณแตงอ่อนก็จู่เข้ามาแล้วจับข้อมือพยายามลากให้ตามไปไม่ได้ตั้งตัว

 

เดี๋ยว ไปไหนพี่แตง

 

จะพาไปเที่ยว ไปไหมพอได้ยินคำว่าเที่ยว สีหน้าและแววตาของแบมแบมก็เป็นประกายขึ้นมาทันที ใบหน้าน่ารักยิ้มจนปากเกือบถึงหู

 

ไปสิ

 

--------------------------------------




เพราะคำว่าเที่ยวคำเดียวของคุณแตงอ่อน ฉุดรั้งตัวเขาให้ออกมาจากตำหนักได้อย่างง่ายดาย นับตั้งแต่เข้าวังมาแบมแบมมีโอกาสออกไปนอกตำหนักไม่บ่อยนัก นอกจากเวลาที่ต้องการทำธุระส่วนตัวอย่างการเข้าห้องน้ำ ก็จะเป็นเวลาที่ต้องออกไปรับเครื่องเสวยจากห้องเครื่องกับคุณม่านดาว หรือไม่ก็อาจจะเป็นตอนที่ตามคุณเนียนไปช่วยยกหีบใส่พระภูษาของเสด็จ แต่ทั้งนี้ก็ล้วนเป็นไปตามหน้าที่เท่านั้น ไม่ใช่การออกมาเที่ยวเล่นตามใจตนเหมือนกับครั้งนี้

 

คุณแตงอ่อนลากเขามาที่ แถวเต๊งตึกแถวสองชั้นที่ตั้งเรียงรายอยู่สองฝั่งตรงทางผ่านเข้าไปยังที่ประทับชั้นใน แบมแบมมีโอกาสเห็นแค่วันที่เข้าวังมาวันแรกเท่านั้น ห้องแถวสองชั้นที่นี่ถูกแบ่งออกเป็นห้องๆ ชั้นล่างเป็นปูนส่วนชั้นบนเป็นไม้ มุงด้วยหลังคาดินเผา และที่นี่ก็แตกต่างจากตำหนักของเสด็จโดยสิ้นเชิง เสียงพูดคุยจอแจดังไปทั่วอย่างไม่ต้องระมัดระวังตัวหรือสำรวม ผู้คนเดินสวนกันขวักไขว่ เด็กๆผู้หญิงวิ่งเล่นหัวเราะเสียงดัง เป็นเหมือนวิถีชีวิตของคนทั่วไปในเมืองที่มีแต่ประชากรผู้หญิง

 

คนที่นี่นะ เวลาอยากได้อะไรก็ต้องไปที่แถวเต๊งกับหน้าประตูดินทั้งนั้นคุณแตงอ่อนพูดขึ้นระหว่างพาเขาเดินดูของที่วางตั้งขายหน้าห้องแถวราวกับตลาดนัดย่อมๆ ของทั่วไปที่วางขายก็จะมีตั้งแต่อาหารของกินเล่น ของใช้เล็กๆจิปาฐะ เช่นหวีญี่ปุ่น น้ำอบ ดินสอพอง ไปจนถึงผ้านุ่งต่างๆ

 

คุณแตงอ่อนเดินมาหยุดลงหน้าร้านหนึ่งก่อนจะหยิบผ้าที่วางอยู่หลายพับขึ้นมาดูอย่างพินิจ แบมแบมลอบสังเกตกิริยาและสายตาก็พอจะรู้ได้ว่าคุณแตงอ่อนเป็นคนละเอียดพอดู ลูบผ้าดูได้ไม่เท่าไหร่มือขาวก็วางลงตามเดิม ก่อนจะหมุนตัวออกจากร้านชวนเขาเดินต่อไป

 

รู้ไหมแม่มุกต์ว่าของเดี๋ยวนี้แพงกว่าเมื่อก่อนมาก แต่ฝีมือก็เลวลงมากเหมือนกัน เดี๋ยวนี้คนเขาคิดแต่จะทำมาค้าขาย คิดแต่ว่าจะทำอย่างไรถึงจะได้กำไรมาก ก็เลยลงท้ายว่าทำลวกๆ ไม่ต้องใช้ของดีมากเพราะเดี๋ยวมันจะไม่คุ้ม เดี๋ยวนี้ฉันจะหยิบจับใช้สอยอะไรก็ต้องมาเลือกมาดูเองแบบนี้ เอาที่เห็นว่าดีจริงถึงจะซื้อ ไม่เหมือนเมื่อก่อนที่ฝากคนอื่นมาเอาให้ได้

 

มันก็เป็นเรื่องปกติไม่ใช่เหรอพี่แตงอ่อน ถ้าขายแล้วไม่ได้กำไรจะขายไปทำไมล่ะ

 

มันก็จริง แต่แม่อย่าลืมสิว่านี่ขนาดเป็นคนในวังทำขายแท้ๆยังขนาดนี้ แล้วถ้าเป็นของพวกตาสีตาสาข้างนอกฉันไม่ยิ่งหัวใจวายตายเลยเหรอ

 

พี่แตงอ่อนเป็นพวกรักความเพอร์เฟ็คเหรอเนี่ย มุกต์ก็เพิ่งรู้

 

หืม อะไรนะ เพ้อเฟ้ค? มันคืออะไรคุณแตงอ่อนขมวดคิ้วอย่างงุนงง

 

อ๋อ เปล่าค่ะ มุกต์หมายถึงพี่แตงอ่อนเป็นคนที่รักความสมบูรณ์แบบอะไรอย่างนั้นเหรอ

 

ก็คงอย่างนั้น ฉันน่ะอยู่กับเสด็จมาตั้งแต่ยังไม่โกนจุก ท่านทรงสอนเสมอว่าเวลาทำอะไรให้ทำเอาดีทำให้ประณีต ตอนเด็กๆถ้าเกิดลองทำอะไรลวกๆขึ้นมาก็จะถูกผู้ใหญ่ท่านดุท่านว่า พอโตมาเดี๋ยวนี้ก็เลยติดนิสัยนั้นมาไม่รู้ตัว พอมาเห็นอะไรที่มันไม่เป็นเหมือนที่เคยทำ มันก็เลยพาลหงุดหงิดไปหมด

 

แบมแบมเดินฟังคุณแตงอ่อนบ่นไปเรื่อยๆ ลองคิดเล่นๆว่าคนอย่างคุณแตงอ่อนถ้าวันหนึ่งต้องออกไปใช่ชีวิตนอกรั้วนอกวังนี้จะเป็นอย่างไร

 

พี่แตงอ่อนอยู่ในวังมานานแล้วเหรอ

 

นานแค่ไหนก็จำไม่ได้เพราะไม่เคยนับ จำได้อย่างเดียวคือความทรงจำในวังมีเยอะกว่าที่บ้าน

 

โหว งั้นก็ต้องนานมากแน่ๆ อาจจะเป็นสิบๆปีแล้วก็ได้นะพี่แตงอ่อน

 

นี่รู้ไหม เวลาอยู่ที่ไหนแล้วมันมีความสุข เวลามันมักจะผ่านไปเร็วเสมอแหละคุณแตงอ่อนยิ้ม

 

แล้วพี่แตงอ่อนไม่คิดถึงบ้านเหรอ

 

คิดถึงสิ แต่ก็ไม่ได้มากมายขนาดนั้น แต่จำได้ว่าตอนเข้าวังมาแรกๆร้องไห้เป็นวรรคเป็นเวร คุณป้าบอกว่าร้องไห้เหมือนจะขาดใจตายจนคุณป้าแทบจะเอาฉันไปส่งคืนเจ้าคุณพ่อคุณแตงอ่อนเล่าแล้วก็หัวเราะออกมา ก่อนจะพูดต่อไป

 

ก็อย่างว่า เด็กๆปกติก็อยากอยู่กับคนเป็นพ่อเป็นแม่ อยากอยู่กับพี่น้อง แต่อยู่ๆก็ถูกส่งเข้ามาอยู่ในวังกับใครก็ไม่รู้ มันเหมือนอยู่คนเดียว แล้วก็ไม่ได้เที่ยวเล่นเหมือนอยู่บ้าน เข้ามาก็ต้องเรียนนู้นนี้เต็มไปหมด ตอนนั้นจำได้ว่าทรมานใจมาก อยากแต่จะกลับบ้าน

 

แบมแบมฟังอย่างนั้นแล้วก็เผลอนึกถึงตัวเองคิดมาไม่ได้ จริงอยู่ที่ในชีวิตของเขาคุ้นเคยกับการจากลามากพอๆกับการพบเจอ คนที่มีพ่อเป็นท่านทูตอย่างเขามีทางเลือกหรือร้องขออะไรได้ไม่มากมายนัก ตั้งแต่เด็กจนโตต้องโยกย้ายถิ่นฐานกันเป็นเรื่องปกติ อีกทั้งยังต้องแยกกันอยู่หลายๆครั้ง ใช้ชีวิตอยู่กับการปรับตัวมาทั้งชีวิต แบมแบมเคยคิดว่าเขามีภูมิต้านทานเรื่องแบบนี้มากพอตัว แต่ก็เหมือนไม่ใช่ทุกครั้งไป ตอนที่เขาตื่นขึ้นมาที่บ้านของท่านเจ้าคุณวันแรก และรับรู้ว่าตัวเองเป็นใครและอยู่ที่ไหน ตอนนั้นแหละที่เขารู้ตัวว่าไม่ใช่คนเข้มแข็งอะไรเลยสักนิด ผู้คนรอบตัวล้วนมีแต่คนแปลกหน้า เขาไม่รู้ว่าจะพึ่งพาใครได้บ้าง เหมือนเป็นคนที่ไม่มีหลักยึดในชีวิต จึงไม่แปลกที่จะเอาแต่ร้องไห้ในช่วงแรกๆ

 

และแน่นอนว่าเขาคิดถึงบ้านมากแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อนเลยในชีวิต ความรู้สึกที่อยากจะกลับแต่บ้านเป็นอย่างไร เขาว่าเขาเข้าใจความรู้สึกคุณแตงอ่อนดีทีเดียว

 

แล้วสุดท้ายพี่แตงอ่อนทำยังไง

 

ทำอะไร หยุดร้องไห้นะหรือ โอ้ยไม่ได้ทำอะไรหรอก พอเริ่มปรับตัวได้มันก็หยุดคิดไปเอง หลังๆมาพอมีเพื่อนมากขึ้นก็สนุกเสียอีก

 

ว่าแต่พี่แตงอ่อนกับพี่ม่านดาวเนี่ย ใครอยู่ในวังก่อนเหรอ

 

ต๊าย! ก็ต้องฉันสิยะ พี่สาวแม่นะมาทีหลังฉันตั้งหลายปี ตอนมาแรกๆเดินตามเป็นลูกกระจอกฉันด้วยซ้ำไปคุณแตงอ่อนยิ้มอย่างภูมิใจ หลังจากนั้นบทสนทนาของเราก็จบลงไปเพราะคุณแตงอ่อนหันไปสนใจของขายเสียแล้ว

 

รอฉันประเดี๋ยวนะแบมแบมพยักหน้ายิ้มๆให้คุณแตงอ่อน ไม่อยากให้รู้สึกว่าตัวเองเป็นภาระอะไร อีกอย่างเขาก็ไม่ได้รีบเร่งหรือมีอะไรต้องไปทำอยู่แล้ว

 

ระหว่างยืนรอคุณแตงอ่อนเลือกผ้าและตกลงต่อรองอะไรบางอย่างอยู่กับแม่ค้านั่นเอง แบมแบมก็ได้ยินเสียงดังโวยวายมากจากหน้าห้องแถวไม่ไกลจากตรงที่ตัวเองยืนอยู่ เสียงนั้นดังพอที่จะทำให้ทั้งเขาและคนทั่วไปหันไปสนใจได้ เป็นเสียงของผู้หญิงสองคนที่กำลังมีปากเสียงกันอย่างรุนแรง ถ้าเขาฟังไม่ผิดน่าจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับเงินๆทองๆ ดูเหมือนว่าผู้หญิงคนหนึ่งพยายามจะป่าวประกาศให้คนที่ยืนฟังหรือคนที่เดินผ่านไปมาได้ยิน ส่วนอีกคนก็ดูเสียหน้าทั้งยังแสดงท่าทีว่าโกรธจัดแต่ไม่ได้ลงมืออะไรนอกจากด่าทอ อีกทั้งยังมีคนสองสามคนที่น่าจะรู้จักกันพยายามเข้าไปไกล่เกลี่ย แต่ก็เหมือนมีบางคนพยายามเข้าข้างเพื่อนของตัวเอง แบมแบมยืนมองภาพนั้นอย่างสนใจ ส่วนคุณแตงอ่อนเพียงหันมามองแวบเดียวแล้วก็หันไปคุยเรื่องผ้าต่ออย่างไม่สนใจ

 

นี่แม่คุณ หลีกหน่อย มายืนเกะกะขวางทางอยู่ได้แต่ในตอนนั้นเองที่มีเสียงๆหนึ่งดังขึ้นด้านหลังเขา แบมแบมจึงหันไปมองเพราะแรงสะกิดนั้นตบไหล่เขาเบาๆ ผู้หญิงสองคนซึ่งเห็นได้ว่าคนที่ตัวใหญ่กว่าเป็นคนคุยกับเขา ส่วนอีกคนที่คนตัวใหญ่กำลังกางร่มให้นั้นยืนจ้องเขาอยู่ด้วยท่าทีที่แบมแบมพูดเลยว่าไม่เป็นมิตรสุดๆ ใบหน้านั้นสวยนิ่ง จมูกและปากรั้นขึ้น การวางตัวก็ดูเหมือคนชอบวางท่าไว้ตัวแปลกๆ

 

เอ้า! ฉันสั่งแล้วไม่ได้ยินหรือ บอกให้หลีกทางหน่อยคนจะเดิน มายืนมองหน้าอยู่ได้ เกะกะจริงคนตัวใหญ่ที่กางร่มให้คุณคนไว้ตัวนั้นพูดขึ้นมาอีกครั้ง เขาจึงหันไปมองทางเดินข้างตัว เขาไม่เข้าใจว่าตัวเองเกะกะยังไง เพราะทางเดินด้านข้างก็มีเยอะแยะ

 

ขอโทษนะคะที่เกะกะ แต่ว่าทางเดินก็มีเหลือตั้งเยอะ ฉันไม่เข้าใจว่าตัวเองเกะกะยังไงแบมแบมสาบานว่าเขาไม่ได้ตั้งใจจะพูดหาเรื่องหรือชวนทะเลาะอะไรทั้งนั้น แต่เพราะเขาไม่เข้าใจจริงๆว่าตัวเองยืนเกะกะยังไง ก็เห็นคนอื่นเดินไปเดินมาได้ตั้งหลายคน

 

นี่หล่อน ไม่เห็นหรือว่าพื้นมันสกปรกแค่ไหนคนที่กางร่มนั่นพูดขึ้นมาอีกครั้ง แบมแบมจึงก้มลงไปมองอีกครั้ง ก็แค่พื้นที่มีน้ำจากการซักผ้าเจิ่งนองแค่นั้นเอง

 

แต่เอาเถอะ แม่เคยสอนเขาว่าการปรับตัวที่ดีควรจะต้องผ่อนหนักผ่อนเบา อย่าถืออารมณ์เป็นสำคัญ อะไรที่ยอมได้และเกิดความเสียหายน้อยที่สุดก็ควรทำ เป็นวิธีทางการทูตอย่างหนึ่ง

 

เชิญค่ะแบมแบมถอนหายใจเล็กๆแล้วหลีกทางให้ คนเรานี่ก็นะ แค่ทางเดินก็ยังมีปัญหาได้ สงสัยจะเป็นพวกลูกคุณหนูเอาแต่ใจ ดูได้จากเครื่องประดับที่ใช้หรือจะเป็นการวางตัวนั่นก็พอจะเดาออกว่าเขาไม่ควรมีเรื่องด้วย เพราะคนแบบนี้ก็ดีแต่จะอยากเอาชนะโดยไม่สนถูกผิด

 

นี่หล่อนแต่ทว่าเรื่องที่คิดว่าจะจบอย่างง่ายๆกลับไม่ใช่อย่างที่คิด เมื่อคนที่เงียบมานานอย่างคุณคนไว้ตัวนั้นพูดขึ้นมา

 

คะ

 

ฉันก็ไม่อยากว่าอะไรมากหรอกนะ แต่ว่าที่ถอนหายใจเมื่อครู่นี้ ฉันไม่ชอบ เธอทำตัวไม่เหมาะสมทันทีที่ฟังจบ แบมแบมก็รู้สึกเลยว่าตัวเองเริ่มขมวดคิ้วเบาๆ

 

ทำไมเหรอคะ ไม่เหมาะสมยังไง ช่วยอธิบายด้วยฉันจะได้รู้คนตรงหน้าเชิดหน้าขึ้นเล็กๆ ดวงตานั้นเหลือบมองเขาหน่อยๆ แบมแบมไม่เคยรู้สึกเลยว่าจะมีใครบนโลกนี้ที่ไว้ตัวได้อย่างคนตรงหน้า

 

นี่เดี๋ยวฉันจะบอกให้เองก็ได้เผื่อเธอยังไม่รู้ ถ้าจะเข้าวังมาใหม่สิคราวนี้คนที่กางร่มให้พูดแทรกขึ้นมา ที่ยืนอยู่ตรงนี้คือคุณหญิงรำไพ หม่อมราชวงศ์รำไพภิรมย์หญิงตัวใหญ่พูดอย่างภาคภูมิใจสังเกตได้จากใบหน้าของหล่อน แต่นอกจากข้อมูลที่ได้รู้ว่าคนตรงหน้าที่เอาแต่ยืนนิ่งเงียบเป็นใคร แบมแบมก็ไม่ได้แสดงอาการอะไรออกไปนอกจาก

 

ค่ะ

 

แค่ค่ะเหรอ

 

ผู้หญิงตัวใหญ่ที่ทำหน้าที่พูดแทนคุณหญิงชักสีหน้า ดูเหมือนเธอจะเป็นเดือดเป็นร้อนมากกว่าอีก

 

ค่ะแบมแบมตอบกลับซื่อๆ แล้วยังไงต่อเหรอคะ

 

หล่อนควรจะทำความเคารพคุณหญิงนะ หล่อนเป็นแค่คนธรรมดา แต่ท่านเป็นถึงราชนิกูลคราวนี้คิ้วที่ขมวดอยู่ค่อยๆคลายออก อยู่ๆแบมแบมก็รู้สึกตัวว่าอยากหัวเราะขึ้นมา คนตรงหน้าทั้งสองคนนี้แบมแบมใช้เวลายืนคุยกันแม้เพียงแปบเดียว เขาก็สแกนนิสัยใจคอออกหมดเสียแล้ว

 

เอ๋ แต่เท่าที่ฉันรู้มาหม่อมราชวงศ์เป็นสามัญชนไม่ใช่เหรอคะ สามัญชนก็คือคนธรรมดา ฉันก็เป็นสามัญชน คุณก็เป็นสามัญชน เราสามคนเป็นแค่คนธรรมดา ไม่ต้องเคารพกันให้มากมายก็ได้ค่ะพูดจบแบมแบมก็ยิ้มให้บางๆ ต้องขอบคุณแม่ที่เคี่ยวเข็ญให้เขาศึกษาเรื่องนี้ไว้ใช้เวลาออกงานสังคมตั้งแต่เด็กๆ

 

นี่หล่อน!” ผู้หญิงตัวใหญ่ชักสีหน้าใหญ่โต

 

อีกอย่างฉันก็ไม่ได้รู้จักพวกคุณ คนไม่รู้จักกันไม่จำเป็นต้องทักทายกันก็ได้ค่ะ เห็นคุณกำลังจะรีบไปไหนไม่ใช่เหรอคะ ฉันว่ารีบไปดีกว่า

 

หล่อนกล้าดียังไงมาไล่คุณหญิง ไม่มีคนอบรมสั่งสอนหรือกิริยามารยาทถึงได้แย่ถึงเพียงนี้แบมแบมไม่ตอบโต้อะไรแล้วนอกจากยืนยิ้มให้อย่างใจเย็น เขาจะปล่อยให้คนตรงหน้าพูดไป แม่สอนว่าคนพูดน้อยกว่าย่อมได้เปรียบกว่า

 

หยุดเถอะม่อม ฉันต้องรีบไป พี่ชายใหญ่รอนานแล้วคุณหญิงรำไพที่แบมแบมแอบเปลี่ยนชื่อในใจให้ว่าคุณหญิงลำไยพูดขึ้นห้วนๆ ดูก็รู้ว่าคงจะเริ่มอารมณ์เสียอยู่ไม่น้อย เจ้าตัวไม่สนใจจะมองหน้าเขา ก้าวฉับๆออกไปไม่รอแม้กระทั่งร่มจนหญิงที่ชื่อม่อมวิ่งตามไปไม่ทัน แต่ก่อนไปก็ยังหันมาส่งสายตาคาดโทษไว้ให้เขาอีก

 

แบมแบมมองตามแผ่นหลังของคนทั้งคู่ไป ได้แต่ส่ายหน้าอย่างเหนื่อยใจ คนแบบนี้ไม่ว่าจะยุคไหนสมัยไหนก็ยังมีให้เห็นอยู่สินะ

 

 

ระหว่างทางกลับตำหนัก แบมแบมไม่เห็นความสำคัญของการเก็บเรื่องราวที่เพิ่งเจอไว้เป็นความลับต่อคุณแตงอ่อน บทสนทนาบนทางเดินขากลับจึงถูกหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาเป็นประเด็น เขาเล่าให้คุณแตงอ่อนฟังถึงรายละเอียดต่างๆอย่างเห็นเป็นเรื่องตลก

 

นึกว่าใครที่แท้ก็คุณหญิงรำไพคนเดิมนี่เอง แม่มุกต์เล่ามานิดเดียวฉันก็รู้แล้วว่าใครคุณแตงอ่อนยกมือขึ้นทำท่าตบลม เดาไว้ไม่ผิดเชียว วังนี้จะมีใครเป็นแบบนี้เยอะแยะล่ะ

 

พี่แตงอ่อนรู้จักคุณหญิงใช่มั้ย

 

โอ้ย ใครๆเขาก็รู้จักกันไปทั่วนั่นล่ะ แม่คุณน่ะออกจะใหญ่โตคับวังขนาดนั้น

 

จริงเหรอพี่แตงอ่อน

 

ฉันล้อแม่เล่น คุณหญิงเธอก็อย่างนี้แหละอย่าไปถือสาเลย

 

มุกต์ไม่ถือสาหรอก แค่อยากรู้ว่าเธอทำแบบนี้เป็นประจำเลยเหรอ

 

ก็ไม่บ่อยนะ เธอไม่ค่อยคุยกับคนอื่นด้วยซ้ำไป รู้ไหมเพราะอะไร เพราะเธอถือตัวว่าตัวเองเป็นถึงหม่อมราชวงศ์ไงนั่นปะไร เป็นราชนิกูลพ่อเป็นหม่อมเจ้า เกิดในวังอยู่ในวัง พระญาติหลายพระองค์ก็เป็นเจ้านายอยู่ในวัง เธอก็ถือว่าตัวเองเป็นคนในราชสกุลไม่ใช่คนธรรมดาอย่างเราๆ ขนาดถวายตัวเข้ามาในวังยังได้ไปอยู่ตำหนักเจ้าจอมท่านเลย หนำซ้ำท่านพ่อยังให้บ่าวไพร่เข้ามาอยู่ดูแลในวังตั้งหลายคน คนที่แม่มุกต์เจอนั่นก็คนสนิทเธอ อีกอย่างคุณหญิงเธอก็อยู่แต่ในตำหนักนั่นแหละ งานหนักก็ปล่อยให้พวกบ่าวไพร่มันทำกันไป คนอย่างเธอก็ทำแต่งานสวยงามให้สมกับเป็นคุณหญิง สมาคมก็แต่กับคนระดับเดียวกัน อย่างฉันอย่างแม่มุกต์นี่ไม่มีทางซะล่ะที่เธอจะลดตัวลงมาคุยด้วย คุณแตงอ่อนเดินไปเล่าให้ฟังไปอย่างเป็นเรื่องขบขัน

 

ดูท่าน่าจะเอาแต่ใจพอตัวเลยนะเนี่ย

 

ก็พอตัว ถึงไม่ค่อยมีใครอยากไปยุ่งด้วย แต่ฉันตกใจแม่มุกต์เนี่ยแหละ เห็นจะเป็นคนแรกเลยที่กล้าต่อกรกับคุณหญิงเธอ

 

ก็มุกต์ไม่ชอบนี่พี่แตงอ่อน จะมาทำเหมือนว่าตัวเองใหญ่โตไม่เห็นหัวคนอื่นแบบนี้มันไม่ถูก

 

ก็ดีแล้วที่ไม่ยอม คุณหญิงเธอจะได้มีคนเตือนเสียบ้าง แต่แม่มุกต์จำไว้นะ เราอยู่กันเองอย่างนี้จะทะเลาะหรือจะเล่าเรื่องใครให้กันฟังก็ได้ แต่ถ้าอยู่ในตำหนักละก็ห้ามเลยนะ

 

ทำไมคะ คุณป้าไม่ชอบเหรอ

 

ก็ไม่ใช่หรอก แต่ไม่ควรให้เสด็จท่านได้ยินเรื่องแบบนี้ เรื่องของข้าหลวงไม่ควรไปถึงพระเนตรพระกรรณของเจ้านาย อีกอย่างเวลาเราอยู่ต่อหน้าท่านก็ควรเก็บอารมณ์ให้นิ่ง ไม่ใช่ว่ารู้สึกอะไรก็ทูลให้ท่านทราบหมด เข้าใจไหมแบมแบมฟังแล้วก็พยักหน้าอย่างเข้าใจ

 

อีกอย่างเวลาเราออกไปข้างนอกตำหนักก็ควรวางตัวให้ดี อย่าเที่ยวไปมีเรื่องกับใคร เพราะเขาจะนินทาไปถึงเสด็จได้ว่าอบรมข้าหลวงไม่ดี อย่างเช่นวันนี้ก็ดีไปที่แม่มุกต์ไม่ได้ทำอะไรไปมากกว่านั้น

 

อย่างที่แบมแบมเคยบอก คุณแตงอ่อนเป็นพวกที่ชอบอธิบาย ต่างกับคุณม่านดาวที่เป็นพวกชอบเล่ามากกว่า หลังจากคุณแตงอ่อนอธิบายเรื่องการวางตัวหรือความรู้สึกนึกคิดของคนในวังให้ฟัง แบมแบมก็รู้สึกว่าตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของตำหนักเสด็จขึ้นมามากกว่าเดิม เกิดความรู้สึกที่ว่าตัวเองเป็นข้าหลวงของเสด็จที่จะต้องวางตัวให้ดีเพื่อปกป้องพระเกียรติของเสด็จท่านเท่ากับตัวเองเลยทีเดียว

 

 

--------------- 100% --------------

 

 

 

            รู้วันละนิดจิตแจ่มใส

 

1.      เรื่อง ผ้านุ่งห่มสีประจำวัน

อย่างที่เห็นหันไปในตอนที่คุณม่านดาวสอนหนูแบมแบมเรื่องการแต่งตัวนะคะว่าชาววังเนี่ยเค้ามี “Uniform” เป็นของตัวเอง คือทุกคนที่อยู่ในวังจะต้องยึดเอาแบบแผนธรรมเนียมนี้เหมือนกัน นั่นก็คือการแต่งตัวตามหลัก สวัสดิรักษาธรรมเนียมนี้เกิดขึ้นเมื่อตอนต้นกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่หนึ่งค่ะ หลักจากที่ไทยเราเสียกรุงให้กับพม่าในช่วงกรุงธนบุรี และเรามาสถาปนาแต่งตั้งราชวงศ์ใหม่ คนโบราณเชื่อว่าเพราะคนไทยเราไม่มีสวัสดิรักษา บ้านเมืองจึงล่มสลาย เมื่อครั้งก่อตั้งกรุงใหม่ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (รัชกาลที่ 1) จึงทรงให้สร้างแบบแผนธรรมเนียมการใช้ชีวิตต่างๆในวังขึ้นใหม่ตามหลักของโหราศาสตร์ รวมถึงเรื่องการแต่งกายนี้ด้วยเช่นกัน ดังนั้นสีที่ชาววังใช้แต่งตัวจึงเป็นสีประจำวันที่โหรบ้านเมืองบอกว่าเป็นมงคลค่ะ แล้วก็ยึดถือปฏิบัติต่อๆกันมานั่นเอง





 

2.      เรื่อง การซัก ขัด อบร่ำผ้า

ขั้นตอนการทำความสะอาดผ้าของชาววังเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยุ่งยากและซับซ้อนหลายขั้นตอนพอตัวค่ะ เอาเป็นว่าขออนุญาตแปะกระทู้เรื่องนี้ ถ้าใครสนใจตามไปอ่านกันได้เลยนะคะ กระทู้ของคุณ Haiku อธิบายไว้ได้ละเอียดและน่าสนใจเลยค่ะ

 

-          http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=haiku&month=02-2013&date=06&group=2&gblog=65

 

 

Writer Talk

หนูแบมนี่ก็มีความไม่ยอมคนของเค้านะเหวยยยยย เห็นน่ารักแบบนี้แต่หนูก็สู้คนนะคุณแม่! ส่วนคุณหญิงลำไยของเรานางเคยโผล่มาแล้วนะคะตอนหนึ่ง แต่โผล่มาแค่ชื่อ ถ้าใครจำได้ก็จะเดาได้ว่าต่อไปนางจะมาในรูปแบบไหน แต่ถ้าจำไม่ได้ก็ไม่เป็นไรค่ะ รอดูต่อไป 555

ปล. เก็บเงินค่าตัวคุณชายใกล้ครบแล้วค่ะซิส! ตอนหน้าเจอกัน รักทุกคนค่ะโดยเฉพาะน้องแบม

#ฟิคลาวดวงเดือน #ร้อยรักสลับภพ




          18/07/2560 2:10 น.

          29/07/2560 7:27 น.

          









ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 60 ครั้ง

35 ความคิดเห็น

  1. #1058 Moko87 (@mokomoko87) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 16 เมษายน 2562 / 22:43
    มีศัตรูซะแล้วมั้งเนี่ย
    #1058
    0
  2. #959 fluffyssita (@fluffyssita) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 9 มีนาคม 2562 / 09:46

    ตัวร้ายแล้วยังไง พ่อผัวแม่ผัวเป็นคนเลือกเราเองแถมสปอลย์ว่าที่ลูกสะใภ้ขนาดนั้น ว่าที่ผัวก็เอ็นดู เช๊อะะะะะ

    #959
    0
  3. #855 คนแมนซังนัมจา~ (@arada_jsm) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 12 กรกฎาคม 2561 / 20:59
    นางร้ายมาแล้ว ครบองค์ประชุมเจ้าค่ะ
    #855
    0
  4. #643 E'nAnG (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 27 พฤษภาคม 2561 / 23:00

    ยัยคุณหญิงรำไพที่เค้าลือกันว่าเป็นคู่หมั้นคู่หมายคุณชายเมธนี่เองดูเป็นคนร้ายๆนะ แบมอย่าไปยอมลูกกกกก

    #643
    0
  5. #620 marang-zangkoong (@marang-zangkoong) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 22 พฤษภาคม 2561 / 01:50
    นังลำไย!!!
    #620
    0
  6. #536 MJBisMiine (@sunlikelay) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2561 / 14:48
    ดีมากแบมลูก มันต้องต่อกรสไตล์ผู้ดีแบบนี้ โอ๊ยยยชอบอะ ชอบตัวละครทุกคนเลย ดูมีสีสันมาก สนุกจริงๆค่ะไรต์
    #536
    0
  7. #497 MBLoveGot7 (@JanejiraSuttan1) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 8 มกราคม 2561 / 02:22
    แบมปบมจะเจอกับมาร์คไหมนะ
    #497
    0
  8. #442 xstcphpp (@iptmzliaen) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 27 ธันวาคม 2560 / 12:30
    ใช่คนที่บอกว่าเป็นคู่หมั่นไหม
    อหหห เรื่องมากมาก
    แต่ดีนะแบมใจเย็น ไม่งั้นหมี่เหลือง
    #442
    0
  9. #420 Iluvmarkbam (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 25 ธันวาคม 2560 / 02:30
    ถ้าคุณหญิงรำไพรู้ว่าแบมแบมคือว่สที่ภรรยาของคุณชายใหญ่นี่จะยังไงนะ
    #420
    0
  10. #291 7for7 (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 28 ตุลาคม 2560 / 10:36
    ไรท์มาต่อเถอะนะคะ อยากอ่านต่อแล้ว
    #291
    0
  11. #290 7for7 (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 28 ตุลาคม 2560 / 10:35
    ไรท์มาต่อเถอะนะคะ อยากอ่านต่อแล้ว
    #290
    0
  12. #289 7for7 (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 28 ตุลาคม 2560 / 10:35
    ไรท์มาต่อเถอะนะคะ อยากอ่านต่อแล้ว
    #289
    0
  13. #223 Nokkyyyy (@Nokkyyyy) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 3 กันยายน 2560 / 11:45
    ไรท์เมือไหร่จะมาต่ออ่าาาาาา
    #223
    0
  14. #222 Rabbit_N (@nadia_nora_nn) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 30 สิงหาคม 2560 / 20:29
    รอค่าาาา
    #222
    0
  15. #219 ThiwapornAtsaen (@ThiwapornAtsaen) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 12 สิงหาคม 2560 / 10:26
    สนุกมากเลยค่ะ อ่านแล้วอบอุ่นหัวใจ ละมุนละไมไปหมด งื้ออออ น่ารักมาก ว่าแต่แม่รำไพนี่ คนที่บอกว่าเป็นคู่หมายคุณชายใช่มั้ยนะ? รอนะคะ
    #219
    0
  16. #218 Looney00 (@Looney00) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 9 สิงหาคม 2560 / 05:44
    สงสารผู้หญิงสมัยก่อน
    #218
    0
  17. #201 nu.noey nim ^^" (@noonoeynim) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 31 กรกฎาคม 2560 / 07:48
    คิดถึงคุณชายแล้วอะ555
    #201
    0
  18. #200 Biw1a (@Biw1a) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 30 กรกฎาคม 2560 / 22:29
    สนุกมากกค่ะไรต์พึ่งมาเจอเรืี่องนี้ติดงอมเเงมเลยค่ะไรต์มาต่อเร็วๆนะค่ะชักคิดถึงคุณชายเเล้วอ่านเรื่องนิได้ประโยชน์เยอะเเยกเลยได้กลิ่นอายความเป็นไทยด้วยค่ะสู่ๆนะค่ะไรต์
    #200
    0
  19. #199 pukimb1a (@imee45) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 30 กรกฎาคม 2560 / 22:13
    คิดถึงคุณชานนะคะ 5555 ไรท์สู่ๆน้าา รอเสมอ ชอบมากเลย
    #199
    0
  20. #197 Saturmay_xci (@Saturmay_xci) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 30 กรกฎาคม 2560 / 18:56
    อย่าบอกว่าเป็นน้องสาวมาร์คนะยัยคุณหญิงลำไยเนี่ย
    #197
    0
  21. #196 Ten (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 30 กรกฎาคม 2560 / 12:42
    สุดยอดมากค่ะหนูแบม(ตบมือ)/รอตอนต่อไปนะคะสู้ๆ
    #196
    0
  22. #195 Makmak'엄마 (@lovekaihyuk) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 30 กรกฎาคม 2560 / 05:32
    มีความต่อปากต่อคำ มีความแซบเบาๆ น่ารักแม่เอาใจช่วยน้องแบมมมมม ตอนหน้ารอคอยชายมาร์คค คิดถึงเหลือเกิน
    #195
    0
  23. #194 sryko1a (@sryko1a) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 29 กรกฎาคม 2560 / 15:32
    คุณลำไยอย่าสร้างงานให้แบมนะคะ แอบหวั่น คิดถึงคุณชายมาร์คจัง ค่าตัวแพงแค่ไหนมาเรี่ยไรจากรีดเดอร์ได้เลย 5555555
    #194
    0
  24. #189 Saturmay_xci (@Saturmay_xci) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 21 กรกฎาคม 2560 / 08:30
    คือมันไม่ใช่เรื่องการข้ามภพชาติเน๊าะ แต่มันคือเรื่องของการข้ามเวลาใช่มะ แต่แอบแปลกใจ ทำไมแบมถึงดูจำไม่ได้ว่าตอนเด็กตัวเองก็เคยข้ามกาลเวลามายุคนี้มาก่อน ในขณะที่คุณมุกต์จำได้ งงตรงนี้
    #189
    0
  25. #188 g-kritsana (@g-kritsana) (จากตอนที่ 18)
    วันที่ 20 กรกฎาคม 2560 / 02:30
    สนุก รอมาต่อนะ ไรท์สู้ๆ
    #188
    0