พันธะเสน่หามาเฟีย

ตอนที่ 7 : บทที่ 4 เริ่มสงสัย (50%)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3,794
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 116 ครั้ง
    25 ส.ค. 61




นงนุชก้าวลงมาจากรถแท็กซี่เมื่อนำนางมาถึงจุดหมายปลายทาง ก่อนจะก้าวเข้าไปในบ้านซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของลูกสาวและหลานชาย ในมือถือถุงใส่เสื้อผ้า ของเล่น และของกินของใช้หลายอย่างติดมือมาด้วย

        “คุณยายมา” เตชินท์ที่เห็นนงนุชเป็นคนแรกรีบวิ่งมาหาคุณยายผู้ใจดี ก่อนจะพนมมือไหว้ โดยมีเตมีย์วิ่งตามมาติดๆ ทำเช่นเดียวกับแฝดผู้พี่

        “สวัสดีฮะคุณยาย”

        “สวัสดีครับเสือกับสิงห์ วันนี้ยายมีของมาฝากเยอะเลยนะลูก” พูดจบก็ยื่นถุงที่เป็นของฝากหลายชายส่งให้สองแฝด “แม่ล่ะลูก อยู่บ้านไหม”

        “อยู่ฮะ อาบน้ำอยู่ฮะ” เจ้าเสือตอบ ก่อนทั้งสามจะพากันเดินเข้าไปในบ้าน ประจวบเหมาะกับดวงดาราที่เดินลงมาจากชั้นบนพอดี

        “แม่” ดวงดาราโผกอดมารดาด้วยความรักและคิดถึง สองแม่ลูกกอดกันกลม

        “แม่นึกว่าแกจะไปทำงานซะอีก” คนเป็นแม่ทักหลังจากคลายอ้อนกอด

        “วันนี้หยุดค่ะแม่ เป็นวันหยุดของเมญ่าค่ะ”

        “แม่หายไปนาน กว่าจะหลบพ่อแกออกมาได้ แล้วนี่เป็นไงกันบ้าง สบายดีไหม ขัดสนเรื่องเงินหรือเปล่า แม่แอบเอามาให้ได้หมื่นสอง รับไว้ซะ” นงนุชหยิบเงินที่เตรียมไว้ใส่มือบุตรสาว ทว่าดวงดารากลับใส่เงินจำนวนนั้นคืนให้มารดา

        “ลิซมีค่ะแม่ แม่เก็บไว้ใช้เถอะค่ะ”

ดวงดาราเข้าในมารดาดี รู้ว่าเงินที่นงนุชเอามาให้คือเงินส่วนตัวที่เก็บหอมรอมริบไว้ พอมาหาตนก็จะนำมาให้ นับตั้งแต่หล่อนออกจากบ้านคืนนั้น เงินในบัญชีของนงนุชก็ถูกปิดบัญชี บัตรเครดิตถูกยกเลิก นงนุชจะได้รับเงินเดือนในแต่ละเดือนเพียงแค่สามหมื่นบาท แถมยังเปลี่ยนรหัสตู้เซฟที่ใส่แก้วแหวนเงินทองที่นงนุชใส่ไว้ในตู้เซฟ กันไม่ให้นงนุชนำไปขายเพื่อเอาเงินไปให้ดวงดารา แต่บิดายังส่งค่าเลี้ยงดูให้พ่อตาแม่ยายเช่นเดิม หากนงนุชต้องการสิ่งของหรืออะไรเพิ่มเติม ชลิตจะเป็นคนพาไปซื้อ เงินจำนวนนี้ดวงดาราจึงไม่กล้ารับ และไม่รับมานานสองปีแล้ว

“ไม่รับอีกแล้ว กี่ครั้งแล้วเนี่ย เอาเงินไปซื้อของให้ตัวเอง ให้หลานสิ แม่ให้รับไปเถอะ” นงนุชคะยั้นคะยอบุตรสาว

“ลิซมีค่ะแม่ แม่เก็บไว้ใช้เถอะค่ะ” ดวงดาราปฏิเสธด้วยรอยยิ้ม “ตอนนี้ลิซไม่ได้เดือดร้อนอะไร เงินเก็บก็มีค่ะ มีเอกกับพี่แฟรงค์คอยช่วยด้วย ลิซไม่เดือดร้อนจริงๆ ค่ะแม่ แม่เก็บไว้ใช้เถอะค่ะ”

“แม่ก็ไม่ได้ใช้อะไร ข้าวของที่มีอยู่ก็เหลือใช้ อาหารการกินก็ไม่เคยขาด ถึงพ่อแกจะไม่ให้แม่ใช้เงินอิ่มเหมือนก่อน แต่ก็พาแม่ไปซื้อของบ้าง เอาเป็นว่าถ้าลิซจะใช้เงินบอกแม่นะ” นงนุชไม่เซ้าซี้ต่อ มองหน้าบุตรสาวนิ่ง ขณะที่มองความรู้สึกผิดก็วิ่งเข้ามาในจิตใจ “แม่ขอโทษนะลิซ ที่ลิซลำบากทุกวันนี้เพราะแม่เอง ถ้าแม่เข้มแข็งกว่านี้ ลิซกับลูกคงไม่ตกระกำลำบาก”

นงนุชพูดไปน้ำตาปริ่มไป และนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่นงนุชโทษตัวเอง คำพูดนี้ดวงดาราได้ยินทุกครั้งที่มารดามาหาตน

“ไม่ใช่ความผิดของแม่ มันเป็นความผิดพลาดของลิซเองค่ะ ถ้าวันนั้นลิซสำเหนียกตัวเองสักหน่อยว่ากินเหล้าไม่เป็น เรื่องนี้คงไม่เกิดขึ้น แต่เมื่อมันเกิดขึ้นแล้ว ลิซก็ยอมรับมันค่ะ” ดวงดาราบอกคนเป็นแม่ “เรื่องมันผ่านมานานแล้วค่ะแม่ นานเกินกว่าจะมาหาคนผิดคนถูก ลิซมองอนาคตของลูกค่ะ ลิซจะเลี้ยงสองแสบให้ดีที่สุดค่ะแม่”

นงนุชมองเห็นความเข้มแข็งในตัวบุตรสาว นงนุชถูกเลี้ยงดูดังไข่ในหิน งานหนักไม่เคยทำ งานเบาก็ไม่เคยแตะ ใช้ชีวิตอย่างสุขสบายบนกองเงินกองทอง มีเงินใช้ไม่ขาดมือ อยากได้อะไรก็ได้ ชีวิตไม่ต่างกับเจ้าหญิง แล้วอยู่ๆ ก็ถูกระเห็จออกจากความสะดวกสบาย ใช้ชีวิตลำบาก ต้องทำงานหาเลี้ยงลูกฝาแฝด บ้านที่อยู่ก็เล็กกว่าบ้านที่จากมาหลายเท่า ไม่มีคนรับใช้ เครื่องใช้ไม้สอยในบ้านก็น้อยนิด รถยนต์ก็ไม่มีให้ขับ ต้องนั่งรถประจำทางเบียดเสียดกับคนอีกมากมาย ทว่าดวงดาราก็ปรับชีวิตได้อย่างเหลือเชื่อ อดทนและอดกลั้นได้เก่งมาก เก่งกว่าตนเสียอีก

ย้อนกลับไปเมื่อห้าปีก่อน นับจากวันที่ดวงดาราถูกชลิตไล่ออกจากบ้าน นางพยายามติดต่อบุตรสาว ทว่าก็ติดต่อไม่ได้ อีกทั้งยังถูกชลิตยึดมือถือ และเปลี่ยนโทรศัพท์บ้านเป็นแบบใส่รหัส หากโทรออกจะต้องมีรหัสผ่าน แต่ถ้ามีสายเข้าก็จะเป็นไปตามปกติ ช่วงเจ็ดเดือนแรกนางจึงไม่ได้ข่าวของดวงดารา

พอย่างเข้าเดือนที่แปดด้วยโชคก็อาจเป็นได้ วันนั้นนงนุชพาบิดาไปพบแพทย์ตามนัดที่โรงพยาบาลศิริราช นางได้พบกับดวงดาราที่ไปฝากท้องที่นั่นพอดี ถือว่าเป็นครั้งแรกในรอบแปดเดือนที่สองแม่ลูกได้เจอกัน คำถามถามสารทุกข์สุกดิบจึงตามมาหลายคำถาม นงนุชคิดแผนที่จะติดต่อลูกสาวได้คือ นางซื้อโทรศัพท์มือถือราคาถูกและซิมการ์ดไว้ติดต่อกับดวงดาราเพียงคนเดียว นับตั้งแต่นั้นสองแม่ลูกก็ติดต่อกันเรื่อยมาจนถึงทุกวันนี้ โดยที่ชลิตไม่ล่วงรู้ นางหลบๆ ชลิตออกมา อ้างว่าไปหาบิดามารดาบ้าง ไปหาหมอบ้าง ไปหาเพื่อนบ้าง เพราะถ้ารู้ วันนี้นางคงไม่ได้มาที่นี่ ไม่ได้เห็นหน้าลูกและหลานชายหน้าตาหล่อบาดใจตั้งแต่เด็ก

“ลิซเข้มแข็งกว่าที่แม่คิดนะลูก เป็นแม่ซะเองที่ไม่มีความเข้มแข็งเอาเสียเลย ยืนด้วยขาของตัวเองยังไม่ได้ ต้องพึ่งพ่อแกจนถึงทุกวันนี้”

“แม่อย่าเอาลิซไปเปรียบเทียบสิคะ มันไม่เหมือนกัน แค่แม่กล้ามาหาลิซ ลิซก็ถือว่าแม่เก่งมากแล้วค่ะ” ดวงดาราพูดให้มารดาสบายใจ “แล้วพ่อเป็นไงคะแม่ สบายดีไหมคะ”

“ก็เรื่อยๆ ป่วยบ้าง สบายดีบ้างตามประสาคนมีอายุ” นงนุชบอกตามตรง “พ่อแกจะขายกิจการรถยนต์นำเข้าเพราะไม่ไหว งานมันเยอะ มันล้นมือ อย่างที่รู้กันว่า พ่อแกชอบบริหารคนเดียว คิดคนเดียว ญาติพี่น้องก็ได้แต่รับคำสั่งอย่างเดียว ไม่มีสิทธิ์คิดหรือค้าน คล้อยตามอย่างเดียว เมื่อมีกิจการเยอะ แถมไม่แบ่งปันให้ใครบริหาร พ่อแกจะไหวได้ไง อายุก็เยอะขึ้นทุกวัน ก็เลิกบอกขายบริษัทรถยนต์นำเข้า”

“ทำไมพ่อไม่ให้อาเมฆดูแลล่ะค่ะ อาเมฆดูแลบริษัทรถยนต์นำเข้ามาตั้งแต่ปีแรก น่าจะบริหารได้นะคะแม่” ดวงดาราเอ่ยขึ้น

“แกก็รู้นิสัยพ่อแก เขาไม่ยกให้ใครง่ายๆ หรอกแม้ว่าจะเป็นญาติกันก็ตาม ถ้าคิดจะยกให้ ยกให้ตั้งนานแล้ว ไม่ปล่อยเลยผ่านมาสิบกว่าปีแบบนี้หรอก”

นงนุชพูดอีกก็ถูกอีก นิสัยของบิดาเอาแต่ใจ เผด็จการ เอาความคิดตัวเองเป็นใหญ่ ไม่ฟังเหตุและผลของใครทั้งสิ้น นอกจากตัวเอง ด้วยนิสัยนี้เองที่ทำให้ชลิตตัดขาดความเป็นพ่อลูกกับตน

“แล้วจะขายให้ใครคะแม่”

“ได้ยินมาว่า คนที่สนใจมีสองรายนะ แต่ไม่รู้ว่าใครได้” นงนุชตอบ “เกือบลืมไปเลย น้าพรทำน้ำหอมมาให้ คราวนี้ทำให้หกขวดเลยนะ ลิซจะได้ใช้นานๆ”

นงนุชก้มตัวลงหยิบถุงใส่ขวดน้ำหอมพิเศษ ฝีมือการทำของวาสินี น้องสาวที่ทำน้ำหอมขายมาให้ดวงดาราที่ยิ้มกว้าง ดีใจที่ได้น้ำหอมกลิ่นโปรด

น้ำหอมกลิ่นนี้วาสินีมีเพียงคนเดียวที่ได้ใช้คือ ดวงดารา ความที่วาสินีทำน้ำหอมขายและวันนั้นดวงดารามาหาตนที่บ้าน เห็นขวดน้ำอบไทยวางอยู่ ด้วยความซนและอยากรู้อยากลอง ดวงดาราได้หยดน้ำอบไทยลงไปในหัวน้ำหอมที่วาสินีผสมไว้ พอเขย่าขวดให้ผสมกันดวงดาราก็นำมาฉีดพรมตามตัว เกิดกลิ่นหอมผสมผสานระหว่างกลิ่นกุหลาบกับกลิ่นน้ำอบไทย เป็นกลิ่นหอมที่ติดทนนาน หล่อนจึงบอกให้วาสินีทำน้ำหอมกลิ่นนี้ให้ ซึ่งวาสินีก็ลองผิดลองถูกจนได้กลิ่นหอมอบอวล ชวนลุ่มหลง น้ำหมอกลิ่นนี้พอนำไปวางขายกลับไม่ได้รับความนิยม วาสินีจึงให้ดวงดาราใช้ และส่งให้หลานรักใช้ระหว่างที่เรียนต่างประเทศ จะเว้นช่วงก็ตอนดวงดาราถูกไล่ออกจากบ้าน มาได้ใช้อีกทีตอนสองแสบอายุสองขวบ เว้นไปอีกเนื่องจาวาสีนีป่วย เพิ่งฟื้นจากอาการป่วยมาทำอาชีพที่ตัวเองรักเมื่อเดือนก่อน

“ถ้าน้านีทำกลิ่นนี้ขายก็ดีนะคะ ห๊อมหอม หอมแบบไทยๆ ด้วยลิซชอบ”

“ใครจะซื้อ มีแต่คนชอบกลิ่นโมเดิร์นทั้งนั้น มีแต่แกนี่แหละที่ชอบกลิ่นไทยๆ”

“ตอนที่ลิซเรียนอยู่ปารีส เพื่อนๆ ลิซชอบนะแม่ กลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์ดี”

“แกใช้คนเดียวน่ะดีแล้ว ใครๆ ก็จำกลิ่นได้ เพราะในโลกนี้มีแกใช้น้ำหอมกลิ่นนี้คนเดียว”

“จริงด้วย” ดวงดารายิ้มให้มารดา “วันนี้แม่อยู่กินข้าวเย็นด้วยกันนะ ลิซจะทำแกงส้มปลาช่อนที่แม่ชอบให้กิน พอดีเอกได้ปลาสลิดมาหลายตัว รับรองอร่อยเหาะ”

“แค่แกพูด น้ำลายแม่ไหลเลย”

“งั้นแม่เล่นกับสองแสบก่อนนะ ลิซไปตลาดแปปนึง เครื่องแกงขาด”

นงนุชพยักหน้ารับรู้ เดินไปเล่นกับหลานชายที่นั่งเล่นของเล่นที่ตนซื้อมาให้ ดวงดาราเดินไปหยิบกระเป๋าสะพายก่อนเดินออกจากบ้าน ไปซื้อกับข้าวมาทำให้มารดากับลูกสองแฝดและชายหนุ่มอีกสองคนรับประทาน

<><><><><><><><><> 

ชลิตนำพาร่างกายวัยหกสิบเจ็ดปีมายังห้องทำงานของตน หลังจากเสร็จสิ้นการประชุมใหญ่ประจำปีของบริษัท สีหน้าเขาค่อนข้างบึ้งตึงเนื่องจากผลกำไรโดยรวมของบริษัทไตรมาสแรกของปีน้อยกว่าคาดการณ์ไว้ยี่สิบเปอร์เซ็นต์ หากปล่อยทิ้งไว้อย่างนี้กำไรไตรมาสที่สองคงน้อยกว่าไตรมาสแรกแน่นอน เขาจึงโวยใส่ผู้จัดการแต่ละแผนกที่ทำงานไม่เต็มที่ ทำให้บริษัทไม่ได้กำไรตามเป้า ตบท้ายการประชุม ชลิตขู่ทุกคนว่า หากผลประกอบการในไตรมาสที่สองไม่ตรงตามเป้า โบนัสที่ทุกคนจะได้รับก็จะลดลง หรือบางทีก็จะไม่ได้เลย

“ท่านประธานค่ะ คุณนภดลมารอพบค่ะ” เลขาหน้าห้องบอกเจ้านายที่เดินหน้าบอกบุญไม่รับกลับมายังห้องทำงาน

“นภดลไหน”

“คุณนภดล ลูกชายของเจ้าสัวเดชาค่ะ เขามาเจรจาซื้อบริษัทเคทีซีไงคะท่าน”

“อ๋อ ขอบใจนะ”

พูดจบ ชลิตก็ก้าวเท้าเข้าไปในห้องทำงานที่พบว่า มีแขกสองคนนั่งรออยู่ คนหนึ่งคือนภดล แต่อีกคนเป็นชาวต่างชาติที่เขาไม่รู้จัก

“สวัสดีครับคุณอา” นภดล ลูกชายเจ้าสัวเดชา ผู้กว้างขวางในย่านฝั่งธนฯ และเป็นเจ้าของกิจการบันเทิงหลายแห่งตามสถานที่สำคัญในกรุงเทพมหานคร รวมถึงเป็นเจ้าของเต้นท์รถมือสองที่ใหญ่เป็นอันดับสองของประเทศ “ผมมาแทนคุณพ่อครับ”

ชลิตพยักหน้ารับรู้ ก่อนมองไปยังหนุ่มหล่อชาวต่างชาติ นภดลมองตามสายตาชลิต แล้วเหมือนจะรู้ว่า ชลิตคงสงสัยว่าคือใคร เขาจึงแนะนำตัวให้ทั้งสองรู้จักกัน

“คุณอาครับ เพื่อนผมเองครับชื่อเอเดนครับ เอเดนมาทำธุรกิจที่เมืองไทยครับ”

“สวัสดีครับ ยินดีที่ได้รู้จักครับ” เอเดนทักทายเป็นภาษาสากล ยื่นมือไปตรงหน้าชลิต ชลิตยื่นมือมาจับมือใหญ่ ทักทายกลับเป็นภาษาเดียวกัน

“ยินดีที่ได้รู้จักเช่นกันครับ” ชลิตรู้สึกถูกชะตากับหนุ่มหน้าหล่อนัยน์ตาสีน้ำทะเล ซึ่งไม่บ่อยนักที่เขาจะรู้สึกเช่นนี้กับคนแปลกหน้า “ไม่ทราบว่าคุณมาทำธุรกิจอะไรที่นี่ครับ”

“ผมร่วมลงทุนกับคุณศรุตเทคโอเวอร์โรงแรมครับ โรงแรมในกรุงเทพและที่ภูเก็ตครับ แล้วก็กำลังร่วมลงทุนสร้างเรือสำราญครับ”

ในแวดวงธุรกิจ มีใครบ้างไม่รู้จักศรุต ซึ่งเขากับศรุตรู้จักกันในระดับหนึ่ง พบปะกันบ้างตามงานเลี้ยงต่างๆ ออกรอบตีกอล์ฟกันหลายครั้ง เขาเองก็ชื่นชมความเก่งและความสามารถของศรุตไม่น้อย

“ผมต้องขอโทษคุณอาด้วยนะครับที่พาเอเดนมาด้วย แต่ผมมีเหตุผลครับ” นภดลรีบพูด “เอเดนมีความรู้เรื่องรถยนต์จากต่างประเทศครับ บางทีผมก็ขอคำแนะนำจากเอเดนครับ”

“ไม่เป็นไรครับ เรื่องเล็กน้อยครับ ไม่ต้องซีเรียส เรามาเริ่มคุยเรื่องของเรากันเลยดีกว่านะ”

“ตามที่คุณอาเสนอราคาค่าเทคโอเวอร์ คุณพ่อตกลงตามนั้นครับ”

“ถ้าเจ้าสัวตกลงตามนั้น ผมก็ไม่มีปัญหา ทางเจ้าสัวพร้อมทำสัญญาเมื่อไหร่ บอกผมได้เลย”

“ผมขอเวลาจัดเตรียมเรื่องเอกสารสักสามวันนะครับ วันศุกร์ตอนบ่ายโมงคุณอาสะดวกนะครับ”

“ตามนั้นครับ”

“ขอบคุณคุณอามาครับ” นภดลยกมือไหว้ชายสูงวัย “วันศุกร์เจอกันนะครับคุณอา วันนี้ผมคงต้องขอตัวก่อน ต้องไปธุระกับเอเดนครับ”

“เจอกันวันศุกร์นะดล” ชลิตพูดขณะที่สองหนุ่มลุกขึ้นยืน

“ครับคุณอา” นภดลยกมือไหว้ชลิตอีกครั้ง เอเดนเห็นเพื่อนไหว้ เขาก็ยกมือไหว้ตาม แม้ว่าจะดูเก้ๆ กังๆ แต่ก็เรียกรอยยิ้มเอ็นดูให้เกิดขึ้นบนใบหน้าชลิต

“แม็คถามไรหน่อยสิ” แม็คคือชื่อเล่นที่เอเดนและกลุ่มเพื่อนชาวต่างชาติใช้เรียกนภดล เอเดนถามเมื่อเดินพ้นห้องชลิต

“ถามว่า”

“เท่าที่ฉันดู คุณอาคนเมื่อกี้ก็ไม่ได้เดือดร้อนเรื่องเงิน บริษัทก็ใหญ่ จะขายบริษัทนำเข้ารถยนต์ทำไม” ข้อนี้เองที่เอเดนสงสัย

“ไม่มีคนดูแลไง คุณอามีบริษัทในมือห้าถึงหกบริษัท คุณอาดูแลคนเดียว ตอนนี้อายุคุณอาก็มากคงทำไม่ไหวเลยปล่อยขายบริษัทที่ดูจะยุ่งยากที่สุดไงล่ะ” นภดลตอบเพื่อนรัก

“แล้วลูกหลานเขาไม่มีเหรอ พี่น้องอะไรแบบนี้ อย่างนายยังช่วยพ่อทำงาน มีพี่มีน้องอีก ส่วนของฉันคุณลุงกับคุณอาก็ช่วยด้วย เขาไม่มีใครเหรอ” เป็นอีกข้อที่เอเดนสงสัย

“มี แต่ไม่ให้ช่วย”

“ยังไงวะ” เอเดนถามทันที

“คุณอามีลูกสาวคนหนึ่ง แต่ถูกไล่ออกจากบ้านเมื่อหลายปีก่อน คุณพ่อบอกว่าลูกสาวคุณอาท้องไม่มีพ่อ คุณอาโกรธเลยไล่ออกจากบ้าน ส่วนญาติพี่น้องของคุณอาก็มีนะ ตอนนี้ก็ช่วยงานอยู่ แต่แปลกที่คุณอาไม่ยอมให้ญาติพี่น้องบริหารงานเต็มตัว คุณอาดูแลทุกอย่าง บริษัทเคทีซีคุณอาเฉลิมก็ดูแลอยู่นะ ถ้าฉันเป็นคุณอา ฉันจะให้น้องชายดูแล ฉันเลยไม่เข้าใจว่า คุณอาคิดอะไรอยู่ คงอยากได้เงินเป็นก้อนมั้ง ก้อนใหญ่ซะด้วย”

นภดลตอบเท่าที่ตัวเองรู้ เขาไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับชลิตมากนัก เนื่องจากตนไปอยู่อิตาลีตั้งแต่อายุสิบปี ปีหนึ่งจะกลับเมืองไทยสักครั้ง อยู่นานราวหนึ่งถึงสองเดือนก็จะบินกลับไปอิตาลี เพื่อนของบิดาจึงไม่รู้จักมากนัก จะรู้จักคนที่มาเยี่ยมเยียนบ้านเท่านั้น เขาเจอชลิตที่บ้านเพียงครั้งเดียว ตอนนั้นนภดลอายุสิบเจ็ดปี

“แปลกดีเนอะ ส่วนใหญ่ที่ฉันรู้จัก จะให้พี่น้องดูแลกิจการในครอบครัว นอกเสียจากว่าพี่น้องไม่ได้เรื่องจริงๆ ถึงขายให้คนอื่น”

“พี่น้องของคุณอาเก่งๆ ทั้งนั้นนะ แต่ไม่ได้โอกาสจากคุณอา ฉันก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไม คุณพ่อเคยบอกฉันว่า คุณอาคิดว่าตัวเองเป็นคนสร้างทุกอย่างมา จึงไม่ให้ใครง่ายๆ ขายเอาเงินมานอนกอดไว้ดีกว่า อีกอย่างนะ ขนาดลูกสาวยังตัดได้ นับประสาอะไรกับพี่น้อง”

“มันก็จริง ขนาดลูกยังไล่ออกจากบ้าน แล้วพี่น้องจะสนใจเหรอ”

“คุณพ่อบอกว่า ลิซนิสัยดีด้วยนะ หน้าตาสวยเชียวแหละ แต่พอกลับมาจากฝรั่งเศสก็มาเกิดเรื่องท้องไม่มีพ่อ” เอเดนสะดุดหูกับชื่อ ลิซ ยิ่งได้ยินว่า กลับมาจากฝรั่งเศสก็ท้องไม่มีพ่อ เขารู้สึกสะดุดหูยังไงพิกล

“ลูกสาวคุณอาชื่อลิซเหรอ”

“อืมใช่ ชื่อลิซ แต่ฉันไม่เคยเจอนะ”

“แล้วไปทำอะไรที่ฝรั่งเศส เที่ยวเหรอ” เอเดนถามข้อมูลต่อ

“เปล่าไม่ได้ไปเที่ยว ไปเรียนต่อ” นภดลตอบ “นายซักทำไมนักหนาเนี่ย เป็นนายทะเบียนหรือไง”

“ก็แค่ถามดู รู้สึกว่าคุณอาไม่เหมือนใครไง” เอเดนแก้ตัว หยุดสงสัยชั่วคราว คิดในใจว่า อาจเป็นชื่อเล่นซ้ำที่ใครๆ ก็ตั้งชื่อว่า ลิซ ได้

“เออไปเถอะ ต้องไปอีกหลายที่”

ทั้งสองหยุดคำถามคำตอบ ก้าวขึ้นรถยนต์คันโก้ ก่อนที่นภดลจะนำรถออกจากจุดที่จอด มุ่งตรงไปยังจุดหมายต่อไป


ติดตามตอนต่อไปค่ะ

ขอบคุณค่ะ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 116 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

33 ความคิดเห็น