พันธะเสน่หามาเฟีย

ตอนที่ 13 : บทที่ 7 สานสัมพันธ์พ่อลูก (100%)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 5,889
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 163 ครั้ง
    29 ก.ย. 61

พันธะเสน่หามาเฟีย
อัญญาณี
www.mebmarket.com
เพราะเตกิล่าสองแก้วในคืนนั้นทำให้ชีวิตเรียบง่ายของดวงดาราเปลี่ยนไปหล่อนมีลูกแฝด โดยไม่รู้ว่า ใครคือพ่อของลูก“ก็ฉันอยากกอดเธอด้วยถามไปด้วยนี่” เขาไม่ปล่อย “แล้วก็อยากจูบเธอด้วย” ดวงดาราตกใจ อ้าปากค้าง ดวงตาขยายกว้าง ไม่คิดว่าเขาจะเอ่ยประโยคนี้ออกมา หล่อนถึงกับทำอะไรไม่ถูก ได้แต่ยืนนิ่งให้เขากอด “ไม่...” เป็นเพียงคำเดียวที่ดวงดาราเอ่ยออกมา เนื่องจากเสียงทุกเสียงถูกปิดลงด้วยริมฝีปากบางสีชมพูของเขา อารามตกใจปากจิ้มลิ้มที่ยังคงอ้าค้าง เปิดโอกาสให้เอเดนสอดลิ้นเข้าไปพันรัดลิ้นนุ่มที่อยู่ในอาการตระหนก เอเดนสำรวจช่องปากหอมหวาน พิสูจน์ด้วยตัวเองว่า ทั้งกลิ่นและรสชาติภายในโพรงปากหวานจะใช้คนเดียวกับสาวปริศนาคนนั้นหรือไม่ เหมือนกันเลย...ปากหอมหวาน กลิ่นน้ำหอมก็เย้ายวนชวนลุ่มหลง นั่นคือคำตอบที่เอเดนได้รับ เขาบดจูบ แรกลัดลิ้นเล็กที่ดูแล้วไม่เป็นประสา ราวกับไม่เคยถูกจูบมาก่อน เนื้อตัวก็สั่นหนัก หัวใจดวงดาราไม่ต้องพูดถึง เต้นโครมครามหาจังหวะไม่ได้ ตื่นเต้นไปหมดจนมือชื้นเหงื่อ สมองของหล่อนว่างเปล่าเสมือนถูกถึงออกจากหัว ไร้ความคิดความอ่านใดๆ ทั้งสิ้น แล้วอยู่ๆ ความดำมืดก็เข้ามาแทนที่ “เฮ้ย!” เอเดนตกใจ เมื่อร่างแน่งน้อยอ่อนแรง ขาทั้งสองข้างอ่อนเปลี้ย ใบหน้าแหงนหงาย ดวงดาราเป็นลม...



นงนุชมาถึงโรงพยาบาลที่ชลิตเข้าพักรักษาตัวในช่วงบ่าย พอมาถึงก็รู้ว่า นายแพทย์ให้ชลิตอยู่พักรักษาตัวสองถึงสามวัน โรคหลอดเลือดหัวใจตีบคือโรคที่ชลิตเป็น ซึ่งโรคนี้มีหลายปัจจัยที่เป็นบ่อให้เกิดโรค หนึ่งในหลายอย่างคือความเครียด ก่อนหน้าที่อาการดังกล่าวจะแสดงออก เขาเกิดความเครียด เป็นความเครียดเรื้อรังเป็นเวลานานหลายปี พอหวนนึกถึงอาการจึงเกิดขึ้น แนวทางการรักษาของนายแพทย์คือ การให้ยาบรรเทาอาการ ควบคุมอาหาร ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และกำจัดความเครียด

การมาหาชลิตที่โรงพยาบาลของนุงนุชวันนี้ นางไม่ได้มาคนเดียว นางพาหลายชายฝาดแฝดมาด้วย และยังไม่ได้บอกเรื่องนี้ให้ดวงดารารู้ นางต้องการคุยกับสามีในเรื่องที่ไม่เคยเปิดอกพูด จะพูดได้ว่า นงนุชไม่กล้าพูดกับสามีก็ว่าได้ ทว่านงนุชคิดว่า มันถึงเวลาที่ชลิตต้องรับฟังเสียงของคนในครอบครัวบ้าง

เสียงพูดคุยดังเข้ามาในหูของคนกำลังหลับรางกับปลุกให้ชลิตตื่นจากการนอนหลับใหล เขาลืมตาตื่นเชื่องช้า นอนมองเพดานห้องที่ดูยังไงก็ไม่เหมือนเพดานในห้องนอน ความทรงจำล่าสุดที่จำได้คือ เขาเจ็บเค้นหน้าอก ไม่นานก็หมดสติ เวลานี้เขาคงอยู่โรงพยาบาล เสียงพูดคุยดังเข้ามาในหูอีกครั้ง ชลิตหันไปมองต้นเสียงที่นั่งอยู่บนโซฟารับแขก เจ้าของเสียงกำลังนั่งดูบางอย่างในหนังสือและคุยกัน

ชลิตจำเด็กฝาแฝดที่นั่งอยู่บนโซฟาได้ดีว่าคือใคร ทั้งคู่คือลูกชายฝาแฝดของดวงดารา เท่ากับว่าเป็นหลายชายของตน หลานชายที่เขาไม่คิดใส่ใจ ไม่ดูดำดูดี ขณะที่ชลิตกำลังมองดูสองแฝด เตชินท์ได้เงยหน้าขึ้นมองคนป่วย เด็กชายยิ้มให้ชลิตก่อนลุกขึ้นเดินไปเกาะขอบเตียงคนไข้

“คุณตาตื่นแล้วเหรอฮะ คุณตาเป็นไงบ้างฮะ ปวดหัวไหมฮะ”

เตชินท์ถามคำถามเหมือนกับที่ดวงดาราเคยถามตน ตอนตื่นนอนยามไม่สบาย เตมีย์เมื่อเห็นว่าชลิตตื่น เด็กชายจึงวิ่งมายืนข้างเตียงอีกข้าง ปีนขึ้นไปบนเก้าอี้ เอามือไปอังหน้าผากของชลิต

“คุณตาตัวไม่ร้อน คุณตาหายแล้วฮะ” ชลิตยิ้มกับความน่ารักและความฉลาดของสองแฝด หลงลืมไปว่า ใครคือแม่ของทั้งคู่

“มากับใครครับ” ชลิตถามหลาน

“มากับคุณยายฮะ คุณยายไปซื้อของกินให้ผมกับสิงห์ฮะ”

เตชินท์พูดจบประโยค ประตูห้องพักของชลิตก็เปิดออก นงนุชเดินเข้ามาในห้องพร้อมของกิน นางยิ้มให้หลานชาย วางของกินลงบนโต๊ะ หยิบกล่องอาหารออกมาจากถุง วางช้อนให้สองแฝดทานอาหาร เมื่อสองฝาแฝดลงมือทานอาหาร นางก้าวเดินมาหาสามี

“คุณเป็นยังไงบ้าง ปวดหัวหรือเจ็บหน้าอกไหม” นงนุชถาม

“ไม่แล้ว” ชลิตตอบ หันมามองหลานชาย

“ฉันมีเรื่องจะคุยกับคุณ” ชลิตเบนสายตาหันมามองภรรยา

“ว่ามาสิ” เป็นครั้งแรกที่ชลิตเปิดทางให้ภรรยาได้พูด เพราะตลอดทั้งชีวิต นางไม่เคยได้รับสิทธิ์นั้น

“คุณก็อายุมากแล้ว โรคที่เป็นอยู่ก็มาจากความเครียด ความดื้อรั้นเอาแต่ใจของคุณเอง ถ้าคุณเลือกที่จะให้อภัยลูก เลือกที่จะทิ้งความโกรธความไม่พอใจ คุณคงไม่เป็นแบบนี้” นงนุชพูดจี้ใจชลิต “เรื่องที่ฉันจะพูด ไม่ได้ต่อว่าคุณเรื่องที่ผ่านมาเพราะมันไม่มีประโยชน์ที่จะพูดถึงมัน เรื่องที่ฉันจะพูดกับคุณก็คือ ฉันไม่อยากให้คุณเข้าใจลิซผิดๆ ลูกของเราเป็นเด็กดี เป็นเด็กน่ารักเหมือนที่เราอยากให้เป็น ความผิดพลาดของลูกที่ท้องไม่มีพ่อ ไม่ใช่เพราะลูกส่ำส่อนมั่วผู้ชาย แต่เป็นเพราะน้ำเมาทำให้ลูกไม่มีสติ เพื่อนพาเข้าไปพักผิดห้อง ผิดเตียง เรื่องอย่างว่าจึงเกิดขึ้นกับลูก พอลูกกลับมาเมืองไทยถึงรู้ว่าตัวเองท้อง”

ชลิตนิ่งเงียบกับความจริงที่ได้รู้ ตอนนั้นเขายอมรับว่าตัวเองโกรธมาก ไม่พอใจอย่างรุนแรง ไม่ฟังไม่รับรู้ใดๆ ทั้งสิ้น ไล่ดวงดาราออกจากบ้านด้วยความรู้สึกทุกสิ่งอย่างที่ถาโถม เมื่อเวลาผ่านไป ใจเขาเย็นลง แต่ก็ไม่คิดจะออกตามหาลูก ด้วยทิฐิชลิตจึงปล่อยเวลาให้ล่วงเลยมาถึงปัจจุบัน

“ทุกคนในโลกย่อมทำเรื่องผิดพลาดกันได้ ลิซก็เหมือนกัน ความผิดพลาดคืนนั้นเป็นบทเรียนสอนใจลิซ แต่ลิซก็ไม่คิดเอาลูกออก ลิซยอมรับความผิดพลาดของตัวเอง คุณเป็นพ่อ คุณก็น่าจะยอมรับความผิดพลาดของลูกนะ อย่าปล่อยให้ความทิฐิ ดื้อรั้น เอาแต่ใจทำร้ายลูกเลย ฉันอยากเห็นลูกกับหลานมีความสุข ไม่อยากให้ตกระกำลำบาก ถ้าคุณไม่เปิดใจยอมรับความจริงหรือให้อภัยลิซ ก็สุดแต่ใจคุณ ฉันคงบังคับคุณไม่ได้ แต่ขอให้รู้ไว้ว่า ถ้าคุณไม่เลิกนิสัยที่เป็นอยู่ คุณจะไม่เหลือใครเลย แม้แต่พี่น้องและตัวฉันเอง”

นงนุชพูดในเรื่องที่ตนอยากพูดมานาน หลายครั้งที่อยากเตือน อยากบอกให้สามีแต่ใจไม่กล้า นางกลัวอำนา กลัวความเผด็จการ เอาแต่ใจของสามี กดนางให้อยู่ในอาณัติมาตั้งแต่อยู่กินกันมา ทว่าวันนี้ถึงเวลาที่นางจะต้องพูด ต้องเตือนให้เขารู้ แล้วไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไร นางพร้อมยอมรับ

ชลิตนิ่งกับคำพูดของภรรยา นงนุชไม่เคยมีปากมีเสียง หรือจะพูดยืดยาวเช่นนี้ เขาว่าอย่างไรนงนุชก็จะว่าตามนั้น ไม่ว่าจะเห็นด้วยหรือไม่ก็ตาม ชลิตเปรียบเสมือนช้างเท้าหน้าอย่างแท้จริง เขามีอำนาจสั่งเป็นสั่งตายภรรยาและพี่น้องให้เดินตามเส้นทางที่ตนขีดเดิน

คุณจะไม่เหลือใครเลย แม้แต่พี่น้องและตัวฉันเอง

        เช้านี้ชลิตตื่นมา เขาเพิ่งรู้จักคำว่าเหงา เมื่อเห็นที่นอนด้านข้างว่างเปล่า เขาใจหายเมื่อย้อนนึกถึงเหตุการณ์ตอนตะโกนใส่หน้าเมียรักว่าไม่ต้องกลับมาบ้านอีก ตอนนั้นเขากลัวว่า นงนุชจะไม่กลับบ้านจริงๆ แต่ด้วยนิสัยเอาแต่ใจ ทิฐิเขาจึงทำเป็นไม่สนใน คิดว่าอย่างไรเสียนางก็ต้องกลับบ้าน

        ปรากฏว่า คืนนั้นนงนุชไม่กลับบ้าน

        ชลิตเฝ้ารอนงนุชกลับมาทั้งคืน ทว่านางก็ไม่กลับ เขาหลับไปตอนไหนไม่ทราบได้ ตื่นขึ้นมาหวังจะเจอภรรยา แต่เปล่าเลย นางไม่กลับมาหาเขา และนั่นเป็นครั้งแรกที่ชลิตกลัวการไม่มีใคร กลัวว่าแก่ไปตนจะอยู่อย่างไร้ลูกหลานเหลียวมอง ชลิตเคยฝันไว้ว่า บั้นปลายชีวิตจะมีลูกหลานวิ่งเล่นล้อมหน้าล้อมหลัง ได้เห็นรอยยิ้ม ได้ยินเสียงหัวเราะ ได้มองเห็นความสุขของดวงดารากับครอบครัว หากเขาไม่ให้อภัยบุตรสาว ความฝันนั้นคงไม่เกิดขึ้น บางครั้งเงินก็ซื้อความสุขที่ขาดหายไปไม่ได้

        เขาต้องปลงและทำใจยอมรับ...

        “ผมรู้ว่าผิด ผมให้อภัยลูก แล้วคุณล่ะ พร้อมให้อภัยผมไหม” ชลิตเสียงอ่อน ยอมรับทุกอย่างด้วยความเต็มใจ ส่งยิ้มแห้งให้ภรรยาที่ยิ้มตอบกลับมาเต็มใบหน้า

        “คุณไม่ได้เลวร้ายจนฉันให้อภัยไม่ได้ ฉันดีใจค่ะที่คุณยอมรับความผิดพลาดของลิซได้ รวมทั้งความผิดพลาดของคุณด้วย” นงนุชดีใจตามคำพูด นางลุ้นอยู่นานว่าจะพูดให้ชลิตเข้าใจได้หรือไม่ สุดท้ายความหวังของตนก็สำเร็จสวยงาม “แล้วคุณอยากรู้ไหมคะว่า ใครคือพ่อของสองแฝด”

        “คุณรู้เหรอ”

        “รู้สิคะ ถ้าคุณอยากรู้ ฉันจะบอกค่ะ”

คำตอบที่ชลิตได้รับรู้ เรียกความตกใจให้เขาได้มากทีเดียว ดวงตาคนป่วยเบิกกว้าง ไม่คิดไม่ฝันว่า ชื่อพ่อของหลานชายสองแฝดจะเป็นเอเดน ออซซินี่ เดอมาชี

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 163 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

33 ความคิดเห็น

  1. #33 Rattri (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 21 กรกฎาคม 2563 / 07:04
    นางเอกเป็นคนดี ชีวิตจากนี้ควรสบายขึ้น
    มีคำผิด ตัวสะกดหลายแห่ง อ่านรวดเดียวจะเห็น แก้ไม่ยาก
    #33
    0
  2. #31 042104 (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 15 พฤศจิกายน 2561 / 14:34

    ไรท์จ๋า มาอัพต่อเถอะนะ รออยู่

    #31
    0
  3. #29 noimuball (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 1 ตุลาคม 2561 / 10:45
    รอๆคร้าไร์ทชอบๆสนุกๆมากๆ
    #29
    0
  4. #28 Itspream (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 29 กันยายน 2561 / 19:10
    สนุกมากเลยค่ะ มาต่อเร็วๆนะคะ
    #28
    0