รักร้อนเพลิงพยาบาท (ภาคจบของซีรีย์ รักร้อน)

ตอนที่ 9 : เสือจ้องเหยื่อ (50%)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,199
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 6 ครั้ง
    6 ก.ย. 60


กรรณิการ์นั่งทำรายงานอยู่บนโต๊ะทำงานในห้องโถงภายในห้อง ส่วนศุภวรรณนั่งอ่านนิตยสารอยู่บนโซฟากลางห้องโดยไม่คิดจะไปช่วยกรรณิการ์ทำรายงาน  แต่จะว่าไปถึงช่วยก็คงไม่ได้ช่วยอะไรมาก นอกจากนั่งดู เธอจึงปล่อยให้กรรณิการ์ทำงานตามลำพัง

“โรส แกจะเอาอะไรไหม ฉันจะไปเซเว่นข้างคอนโด” ศุภวรรณดึงหูฟังออกจากหูของกรรณิการ์ที่นั่งทำงานไปด้วยฟังเพลงไปด้วย

“เอาน้ำส้มกล่องนึง” กรรณิการ์ตอบ

“อืมได้ ฉันไปก่อนนะ” ศุภวรรณเดินออกจากห้องพักทันทีที่พูดจบ กรรณิการ์นำหูฟังมาใส่หูตามเดิม แล้วนั่งทำงานต่อ

ศุภวรรณมาหยุดยืนรอลิฟต์ชั่วครู่ ประตูลิฟต์ตัวที่หนึ่งเปิดออก เธอเดินก้าวเข้าไปในตัวลิฟต์ ขณะเดียวกันลิฟต์ตัวที่สองก็มาหยุดอยู่ที่ชั้นเดียวกัน พอประตูลิฟต์เปิดออก รัฐรวิศก้าวเดินออกมาด้วยใบหน้าที่ไม่ค่อยสบอารมณ์นัก เป็นเพราะเขาลืมเฟลชไดร์ที่บรรจุข้อมูลสำคัญไว้ในห้องนอน เขาจึงต้องกลับมาเอาเพื่อนำไปให้รัฐรวินทร์

รัฐรวิศเปิดประตูห้องโดยใช้คีย์การ์ด พอเขาก้าวเข้ามาภายในห้องก็เห็นสตรีใส่ชุดนักศึกษานั่งอยู่ตรงโต๊ะทำงาน เธอหันหลังให้เขา ในความคิดของรัฐรวิศ เธอคนนั้นจะเป็นใครอื่นไม่ได้นอกจาก ศุภวรรณ นักศึกษาสาวที่เขาเพิ่งรับเลี้ยงดู ความที่เข้าใจเช่นนั้น เขาก้าวเท้าไปหยุดยืนด้านหลัง จับบ่าเธอไว้แล้วโน้มหน้าหอมแก้มหญิงสาวที่เข้าใจว่าเป็นศุภวรรณ

คนถูกหอมแก้มไม่ได้ตกใจอะไรมากนัก เพราะคิดว่า คนที่หอมแก้มตนคือศุภวรรณ ที่มักจะชอบเย้าเธออย่างนี้บ่อยครั้ง ทว่าสีหน้าของกรรณิการ์เปลี่ยนไป เธอตกใจ เบิกตากว้างเมื่อหันมามองหน้าเจ้าของจมูกที่กดลงบนแก้มตนเมื่อครู่ เธอน่าเฉลียวใจสักนิดว่า ศุภวรรณเพิ่งเดินออกจากห้องไม่กี่นาที จะกลับมาจากซื้อของเร็วปานนั้น ไม่เพียงแค่กรรณิการ์ที่ตกใจ รัฐรวิศก็ตกใจเช่นกันที่รู้ว่า คนที่ตนหอมแก้มไม่ใช่ศุภวรรณ

“คุณเป็นใคร” กรรณิการ์ถอดหูฟังออกจากหู เอ่ยถามผู้ชายรูปร่างสูงใหญ่ หน้าตาหล่อเบื้องหน้าด้วยความตื่นตระหนก ถอยร่นหนีเขาหลายก้าว ใบหน้าร้อนวูบวาบ นำมือมาจับแก้มข้างที่ถูกหอม

“แล้วเธอเป็นใคร มาอยู่ในห้องของฉันได้ยังไง”

รัฐรวิศมองหน้าสตรีหน้าตาน่ารัก ปากนิดจมูกหน่อย พวงแก้มระเรื่อด้วยเลือดฝาด ดวงตายาวรี คิ้วโก่งธรรมชาติ เครื่องเคราบนใบหน้าเธอถูกจัดวางอย่างลงตัว ไม่ต้องแต่งเติมเสริมแต่งเช่นสตรีที่ผ่านเข้ามาในชีวิตเขา

“คุณเป็นเจ้าของห้องนี้หรือคะ” เขาพูดเพียงแค่นี้ เอก็พอเข้าใจว่าอะไรคืออะไร

“ก็ใช่น่ะสิ ถ้าฉันไม่ใช่เจ้าของห้องนี้แล้วจะเข้ามาในห้องนี้ได้ยังไง ว่าแต่เธอคือใคร มาอยู่ในห้องของฉันได้ยังไง” เขายืนกอดอกถามสาวหน้าตาน่ารัก ที่ยอมรับว่าถูกใจตั้งแต่แรกเห็น โดยเฉพาะแก้มหอมๆ ของเธอ มันกระตุ้นสารบางอย่างในกายให้คลุ้มคลั่ง 

“ฉันเป็นเพื่อนหวาน เราเรียนอยู่คณะเดียวกัน ฉันมาทำรายงานให้หวานค่ะ”

เธอตอบ ไม่ยอมสบตาเขา เพราะเพียงแวบแรกที่ได้ประสานสายตากับชายแปลกหน้า กรรณิการ์ร้อนวาบไปทั้งตัว มือชื้นไปหมด

รัฐรวินทร์ชะงักเล็กน้อยกับการแนะนำตัวของเธอ เป็นเพื่อนกับหวาน ด้วยคำพูดนี้เองที่ทำให้เขาคิดว่า สาวตรงหน้ามีอาชีพพิเศษเดียวกับศุภวรรณ สายตาเจ้ากรรมก็ดันเห็นร่องรอยสีแดงอ่อนตรงลำคอ เขาก็ยิ่งเข้าใจเช่นนั้น ความเสียดายเกิดขึ้นในใจเขาไม่รู้ตัว ขณะเดียวกันเขาก็พอใจเพราะเธอสามารถซื้อได้ด้วยเงิน

“อ๋อเหรอ” เขาทำเสียงรับรู้ “ฉันขอโทษเรื่องเมื่อกี้ด้วยนะ ฉันนึกว่าเธอคือหวานก็เลยหอมแก้ม”

ไม่บ่อยนักที่จะได้ยินคำว่า ขอโทษ ออกจากปากรัฐรวิศ ยิ่งเป็นคนอื่นที่เขาไม่รู้จักยิ่งยากเข้าไปใหญ่ เขามักหวงคำนี้ไว้สำหรับครอบครัว ญาติพี่น้องและเพื่อนพ้องที่สนิทสนมกันเท่านั้น

“ไม่เป็นไรค่ะ” เธอตอบเสียงเบา “ฉันขอตัวกลับก่อนนะคะ วานบอกหวานด้วยว่า ฉันจะเอารายงานไปให้พรุ่งนี้”

กรรณิการ์รนไปหมด เธอรีบรวบรายงานบนโต๊ะมารวมกัน เก็บปากกา ดินสอและอุปกรณ์อีกหลายชิ้นใส่กระเป๋า ก่อนจะปิดโน้ตบุ๊กของศุภวรรณเป็นลำดับสุดท้าย แล้วด้วยความรีบร้อนไม่ทันได้มองหน้ามองหลัง เธอจึงไม่รู้ว่า เวลานี้รัฐรวิศเดินมายืนอยู่ด้านหลังเธอ และกำลังใช้ลำแขนโอบกอดร่างนุ่มนิ่มไว้ แต่เสียงเปิดประตูห้องทำให้รัฐรวิศรีบก้าวเท้าถอยห่างร่างกรรณิการ์ มายืนพิงขอบโต๊ะแทน

        “คุณวิศมาเมื่อไหร่คะ” ศุภวรรณตกใจเล็กน้อยที่เห็นเขาอยู่ในห้อง

        “ฉันลืมเฟลชไดร์เลยแวะมาเอา”

        “หวานขอโทษนะคะที่พาโรสมาที่ห้องโดยไม่ได้ขออนุญาตคุณวิชก่อน หวานจ้างโรสทำรายงานน่ะคะ ก็เลยให้มาทำที่นี่จะได้มีสมาธิ” ศุภวรรณบอกเจ้าของห้องที่พยักหน้ารับรู้

        “หวาน โรสกลับก่อนนะ พรุ่งนี้จะเอารายงานไปให้ที่มหาลัยนะ”

กรรณิการ์สะพายกระเป๋า ไม่มองหน้าเจ้าของห้องที่ปรายตามองเธออยู่ รีบก้าวเดินออกจากห้องทันที ศุภวรรณไม่ได้ท้วงเพื่อน เพราะเธอเองก็เกรงใจรัฐรวิศ และกลัวว่าเขาจะไม่พอใจที่ตนพาเพื่อนมาโดยไม่บอกเขาก่อน

        “หวานขอโทษนะคะที่พาโรสมาที่นี่โดยไม่ได้บอกคุณก่อน” ศุภวรรณขอโทษเขาอีกครั้ง

        “ไม่เป็นไร เธอพาเพื่อนมาทำรายงาน ไม่ได้มายกเค้าห้องฉัน ฉันจะว่าเธอได้ยังไง” เขาไม่ติดใจเรื่องนี้ แต่ติดใจอีกเรื่องต่างหาก “เพื่อนเธอชื่อโรสเหรอ”

        “ใช่ค่ะ” ศุภวรรณตอบ และดูเหมือนเธอจะรู้ความหมายแอบแฝง ที่มองปราดเดียวก็เห็นชัด “คุณสนใจโรสหรือคะ”

        “ถ้าใช่แล้วเธอจะทำไม”

        “ก็ไม่ทำไมหรอกค่ะ แต่จะบอกคุณว่า ถึงแม้โรสจะเป็นเพื่อนหวาน แต่โรสไม่ใช่ไก่ที่คุณจะซื้อไปเชือดบนเตียงนะคะ”

รัฐรวิศทำหน้าแปลกใจกับคำพูดของศุภวรรณ ซึ่งเขาไม่อยากเชื่อว่า ตนจะซื้อกรรณิการ์มาบำเรอบนเตียงไม่ได้

        “พูดแบบนี้กั๊กเพื่อนเธอรึเปล่า”

        “ไม่ได้พูดกั๊กค่ะ แต่เป็นเรื่องจริง จะว่าไปถ้าหากคุณวิศพอใจใครหรืออยากซื้อใคร หวานก็คงขัดหรือห้ามไม่ได้ เพราะหวานเองก็ถูกเช่าซื้อมาเหมือนกัน ถึงแม้ว่าโรสจะคบหวานเป็นเพื่อน แต่ก็ไม่ใช่เสมอไปว่า เพื่อนของหวานจะขายตัวทุกคน”

        “แต่ฉันเห็นรอยแดงบนคอของโรสนะ มันเลยทำให้ฉันคิดว่า เธอโกหก” เขายังไม่เชื่อเต็มร้อย

        “รอยนั้นมาจากฝีมือพี่ชายโรสค่ะ โรสถูกพี่ชายทำร้าย แล้วมันก็ไม่ใช่ครั้งแรกด้วย หนักกว่านี้ยังโดนมาแล้วค่ะ” ศุภวรรณพูดให้เขาเข้าใจมากขึ้น คราวนี้สีหน้าของรัฐรวิศเปลี่ยนไป มีความตกใจเข้าแทรก

        “ถูกพี่ชายทำร้ายเหรอ ยังไง”

        “คราวนี้ถูกบีบคอค่ะ พี่ชายโรสมาขอเงินโรส แต่โรสไม่มีให้ ก็เลยเป็นอย่างที่เห็น”

        “โดนบ่อยเหรอ” เขาถามต่อ

        “ก็บ่อยค่ะ”

        “เย็นนี้เจอกันนะ ฉันต้องรีบเอาเฟลชไดร์ไปให้พี่วินก่อน”

เขาก้มดูนาฬิกาข้อมือแล้วเงยหน้าบอกศุภวรรณ ก่อนจะรีบนำไปเอาสิ่งของที่ลืมในห้องนอน จากนั้นก็เดินออกไปจากห้องทันที การกลับมาเอาของสำคัญครั้งนี้ รัฐรวิศไม่ใช่ได้เพียงของที่ต้องการ เขาได้พบสาวถูกใจที่เปรียบเสมือนสมันสาว รอเสือเอาแต่ใจเช่นเขาตะครุบกิน แต่จะด้วยวิธีไหน อีกไม่นานคงได้รู้กัน

<><><><><><> 

        กลุ่มชายฉกรรจ์ห้าคนยืนอยู่หน้าประตูรั้วบ้าน แล้วยังมีเพื่อนบ้านละแวกใกล้เคียงอีกหลายคนยืนรวมอยู่ด้วย เกวลินที่เพิ่งกลับจากทำงานรีบสาวเท้าเร็วขึ้น เพื่อจะให้ถึงบ้านเร็วๆ เพราะอยากรู้ว่า เกิดเรื่องอะไรในบ้าน แล้วพอเดินเข้าไปใกล้ เธอก็ได้ยินเสียงชายคนหนึ่งกระโชกใส่บิดามารดา

        “เกิดอะไรขึ้นคะ” เกวลินถาม ขณะเดินเข้ามาหาบิดามารดา

        “ก็แม่เธอไปค้ำประกันเงินกู้ไว้ ตอนนี้ลูกหนี้คนนั้นหนีไปแล้ว แม่เธอเป็นคนค้ำประกันก็ต้องรับผิดชอบ” หมาย ลูกน้องเจ๊นอมตอบ เกวลินหันมามองมารดาที่ทำหน้าเศร้า พยักหน้าหงึกๆ ราวกับย้ำบอกว่า เป็นเรื่องจริง

        “เท่าไหร่” เกวลินถามถึงจำนวนเงินกู้ที่ชะลอต้องรับผิดขอบ

        “ต้นหนึ่งแสน ดอกอีกสองหมื่น ยังมีค่าล่าช้าอีกสามหมื่นรวมเป็นหนึ่งแสนห้าหมื่นบาท” เกวลินตกใจ ดวงตาเบิกกว้างกับจำนวนเงินที่ได้ยิน

        “หา! แสนห้า”

        “ใช่แสนห้า” หมายย้ำ “แล้วอย่ามาคิดหัวหมอว่า เจ๊นอมคิดดอกเบี้ยเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด เพราะตอนไปเอาก็ทำข้อตกลงกันไว้แล้ว อีกอย่างมีหลักฐานการกู้ด้วย แต่ถ้ายังดื้อด้านเล่นแง่ไม่ยอมจ่าย แล้วคิดไปแจ้งตำรวจล่ะก็ ได้เจอกฎหมู่แน่”

        คนละแวกนี้รู้กิตติศัพท์เจ๊นอมกับลูกน้องดีว่า ร้ายกาจมากแค่ไหน ยามดีก็ดีใจหาย ยามร้ายใครเบี้ยวหนี้มีอันต้องเจ็บตัวทุกราย น้อยมากก็แล้วแต่จำนวนหนี้ ชะลอตอนนี้ถือว่าติดหนี้เจ๊นอมหลักแสน หากไม่จ่ายคงได้หามไปนอนโรงพยาบาลแน่นอน

        “เงินตั้งเยอะ หาจ่ายวันนี้ไม่ได้หรอก” เกวลินพูด สีหน้าหนักใจ “ขอเวลาสักระยะได้ไหม”

        “เจ๊นอมให้เวลาถึงแค่สิ้นเดือนนี้นะ ถ้าไม่เอามาคืนทั้งต้นทั้งดอกเจ๊นอมจะมายึดบ้านหลังนี้ เพราะแม่เธอเอาบ้านหลังนี้ค้ำประกันเงินกู้”

เกวลินตกใจอีกรอบ เป็นความตกใจที่มากกว่าครั้งแรก บ้านหลังนี้แม้ว่าจะไม่ได้มีราคาหลักล้าน  ไม่ได้สวยงามเหมือนบ้านหลังอื่น แต่เป็นบ้านที่มาจากน้ำพักน้ำแรงของคนในบ้าน ที่ช่วยกันผ่อนมันจนหมด และได้โฉนดที่ดินมาครอบครอง บ้านหลังนี้เป็นที่อยู่อาศัยของครอบครัวตน ถึงแม้จะจน ไม่มีข้าวจะกินในบางมือ แต่ก็ยังมีบ้านไว้หลบแดด หลบฝน ซึ่งเธอไม่ยอมให้มันหลุดไปอยู่ในมือใครแน่นอน

“แม่ จริงหรือแม่” เกวลินถามชะลอที่พยักหน้าแทนคำตอบ เกวลินเข่าแทบทรุด เธออยากรู้นักว่า ใครกันที่มารดาไว้ใจ เชื่อใจมากถึงได้ไปค้ำประกันเงินกู้ให้ หากไม่ไว้ใจกันหนักมากคงไม่เอาบ้านหลังนี้เป็นเดิมพัน แต่สุดท้ายสิ่งที่ได้รับกลับมาคือการทรยศ และแบกหนี้ก้อนใหญ่ไว้บนบ่า ระยะเวลาครึ่งเดือนกว่าจะถึงกำหนดที่เจ๊นอมให้ คงไม่มากพอที่เธอจะหาเงินก้อนนี้ได้แน่

“ขอยืดเวลาไปอีกเดือนนึงไม่ได้เหรอพ่อหนุ่ม” กำธรขอร้อง สีหน้าเขาหนักใจไม่แพ้กัน

“ไม่ได้หรอก ยังไงก็ต้องหามาจ่าย” หมาเยสียงแข็งใส่ “ฉันไม่ได้มีหน้าที่ที่จะลดหย่อนอะไรให้ใคร ฉันทำตามที่เจ๊นอมสั่ง แล้วมันก็จะเป็นตามนั้นด้วย ให้เวลาถึงสิ้นเดือนนี้นะ อย่าลืม”

หมายเดินออกไปจากบ้านทันทีที่พูดจบ ไม่สนใจว่า ครอบครัวลูกหนี้จะหาเงินได้หรือไม่ คล้อยหลังหมาย เกวลินขยับตัวไปนั่งบนเก้าอี้ไม่อย่างคนหมดเรี่ยวแรง น้ำตาไหลไม่รู้ตัว

“แม่ขอโทษนะลูก แม่ไม่รู้ว่ามันจะออกมาในรูปนี้” ชะลอบอกลูกสาวเสียงอ่อน

“แม่ไปค่ำให้ใคร” ลูกสาวคนโตถาม

“ให้น้าพิณ” น้าพิณคือน้องสาวของชะลอ ที่จะมาหาก็ต้องเมื่อเดือดร้อนเรื่องเงิน เกวลินถอนหายใจพรืดยาว เธอรู้แล้วว่าเหตุใดชะลอจึงยอมเอาบ้านหลังนี้ไปค้ำประกัน

“พ่อมารู้ทีหลัง ถ้ารู้ก่อน พ่อไม่ให้แม่ค้ำหรอก ไม่รู้จักเข็ด กี่ครั้งแล้วที่ยืมเงินให้พิณ แต่มันก็ไม่เคยจ่าย มีแต่กูกับหลินที่ตามใช้หนี้ให้มัน มึงไม่สงสารผัวกับลูกบ้างหรือไง”

กำธรมีน้ำโห เขาไม่ชอบหน้าน้องสะใภ้สักเท่าไหร่ พิณมาบ้านเขาก็จะหลบหน้าไปบ้านเพื่อนบ้าน พอพิณกลับเขาจึงกลับเข้าบ้าน

“ก็มันร้อนเงินนี่นา อีกอย่างมันบอกฉันเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าจะหามาใช้คืน” ชะลอพูดโดยไม่มองหน้าสามี สำนึกผิดในการตัดสินใจของตัวเอง

“พ่อจ๋า เรื่องมันผ่านมาแล้วอย่าไปว่าแม่เลย เรามาหาทางแก้ไขกันดีกว่า”

“ถามตัวต้นเหตุสิว่า จะทำยังไง หนี้สินที่มีอยู่ก็ยังเคลียร์ไม่หมด นี่หามาเพิ่มซะก้อนใหญ่เลย เจ๊นอมให้เวลาถึงแค่สิ้นเดือนนี้จะหาที่ไหนมาให้เขา ข้าว่านะ หาโลงมาใส่ศพเอ็งยังจะง่ายกว่า” กำธรยังเดือดไม่หาย และคงเดือดไปอีกนาน

“หลินจะพยายามหานะพ่อ หรือไม่ก็ต้องเข้าไปคุยกับเจ๊นอม ให้แกผ่อนผันให้อีกสักหน่อย” เกวลินมองไม่เห็นทางที่จะหาเงินก้อนให้เจ๊นอม นอกเสียจากประนีประนอมหนี้ “เดี๋ยวหลินไปหาเจ๊นอมตอนนี้เลย จะได้คุยกับเจ๊นอมให้รู้เรื่อง หลินจะได้รู้ว่า ต้องทำยังไงต่อ”

กำธรกับชะลอมองตามร่างบุตรสาวคนโตที่เดินออกไปจากบ้านด้วยความรู้สึกผิดและสงสาร หนี้สิน รวมถึงค่าใช้จ่ายภายในบ้าน ส่วนใหญ่เกวลินเป็นคนออก เงินเดือนออกมาก็มาเคลียร์หนี้สินและจ่ายค่านั่นค่านี่ มีเหลือใช้ไม่ถึงสองพันบาท แล้วด้วยค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายมากกว่ารายรับ เกวลินจึงหาของมาขายทางออนไลน์ มีรายได้อีกช่องทางหนึ่ง ทว่าก็ยังไม่พอรายจ่ายอยู่ดี

ส่วนรายได้ของกำธรก็ไม่ได้มากมายอะไร เขาได้รับเงินเดือนๆ ละเก้าพันบาท หักค่าประกันสังคม ค่าเงินเบิกล่วงหน้าก็เหลือประมาณห้าพันบาท รายได้ของชลันก็มาให้ครอบครัวเพียงนิด เพราะต้องเก็บเอาไว้ใช้จ่ายเรื่องเรียน และค่าผ่อนมอเตอร์ไซร์

และตอนนี้เกวลินก็มีภาระหนี้สินเพิ่มมาอีกหนึ่งแสนแปดหมื่นบาท เป็นจำนวนเงินหนี้ที่มากที่สุดก็ว่าได้ หนทางหาเงินก็ไม่มี หยิบยืมใครก็คงไม่มีใครให้ ทั้งสองทั้งกลุ้มและเห็นใจ บวกกับสงสารเกวลิน แต่ก็ไม่รู้ว่าจะช่วยเหลือได้จากทางใด

กำธรอยากจะซัดตัวต้นเหตุสักโครม ที่ทำให้เขาและลูกสาวเดือดร้อน คิดไปคิดมาทำไปก็ไม่ได้ประโยชน์อะไร เขาจึงเลี่ยงการปะทะด้วยการเดินหนี ส่วนชะลอได้แต่นั่งร้องไห้เงียบๆ คนเดียว 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 6 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

4 ความคิดเห็น