รักร้อนเพลิงพยาบาท (ภาคจบของซีรีย์ รักร้อน)

ตอนที่ 15 : แผนขั้นต่อไป (100%)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,152
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    16 ธ.ค. 60


แผนขั้นต่อไป

 

        ณ คฤหาสน์หลังใหญ่ในหมู่บ้านเศรษฐีย่านชานเมืองที่สนนราคาค่าบ้านไม่ต่ำกว่าหลังละสี่สิบล้านบาท คือสถานที่ที่เกวลินกับเพื่อนอีกสองคนคือ มิ่งขวัญกับอรัญญา มารับจ้างมาทำความสะอาดเครื่องประดับ ไม่ว่าจะเป็นชุดเครื่องเพชรที่ประดับด้วยมรกต พลอย ทับทิมหรือบุษราคัม รวมทั้งนาฬิกาและกระเป๋า

        อาชีพเสริมนี้ทั้งสาวทำมานานกว่าสี่ปี แต่ก่อนขึ้นตรงกับบริษัทแห่งหนึ่งที่เลิกทำกิจการไปเมื่อหนึ่งปีก่อน อรัญญาจึงรับงานทำเอง ลูกค้าส่วนใหญ่จะเป็นลูกค้าเก่าที่เธอเคยไปทำงานให้ และมีลูกค้าใหม่เพิ่มขึ้นจากการบอกกล่าวปากต่อปากของลูกค้า แต่ก็ไม่มากตามภาวะเศรษฐกิจ และถ้าวันใดเกวลินว่างก็จะมาช่วยทำงานหารายได้อีกทางหนึ่ง ซึ่งระยะเวลาการทำความสะอาดเครื่องประดับและของมีค่าก็ไม่ได้มีถี่ แต่ละรายเว้นห่างสามถึงสี่เดือน บางรายนานถึงหกเดือนก็มี มันจึงยึดเป็นอาชีพหลักไม่ได้ ทั้งสามจึงยึดเป็นอาชีพเสริมแทน

        บ้านหลังนี้เจ้าของเป็นอดีตภรรยามาเฟียอิตาลี นามว่าอิสริยาหรือคาร่ากลับมาเมืองไทยหลังหย่าขาดจากสามีที่นอกใจไปมีหญิงอื่น แม้ว่าสามีจะตามง้อทว่านางก็ไม่ใจอ่อน และมีความสุขดีหากอยู่คนเดียวที่ประเทศไทย  มาดามคาร่าชอบเครื่องประดับ นางจึงมีเครื่องประดับอยู่หลานสิบชุด รวมถึงชุดมรกตและทับทิมที่สวยงามมาก กระเป๋าแบรนด์เนมหลายสิบใบ นาฬิกาข้อมือราคาสูงเหยียบล้านก็มีหลายเรือน และที่สวยที่สุดน่าจะเป็นนาฬิกาที่ทำตากเพชรทั้งเรือน ราคาสูงถึงยี่สิบล้าน

        “โห...ผู้ชายตัวตึกเต็มบ้านแบบนี้ ลูกชายมาดามมาชัวร์” อรัญญาพูดขึ้นขณะรถแท็กซี่จอดหน้าบ้านหลังงาม

        “เออจริงด้วย” มิ่งขวัญพูดขึ้น

        “คุณรอซซี่มาก็เรื่องของเขาสิ เรามาทำงานของเราไม่เกี่ยวกันซะหน่อย” เกวลินพูดขึ้นขณะรับเงินทอนจากคนขับรถแท็กซี่ “ลงรถเถอะ กว่าจะทำงานเสร็จน่าจะบ่าย ลงช้าเสร็จช้านะ”

        สามสาวพากันลงจากรถแท็กซี่ เดินมาหยุดหน้าประตูรั้วบ้านหลังใหญ่ เกวลินเป็นคนกดกริ่ง ไม่นานนักสาวใช้ของบ้านที่จำทั้งสามได้ดีว่าคือใคร เธอจึงเปิดประตูให้ทั้งสามเข้ามาในบ้าน

        “มาดามรออยู่ค่ะ” น้อยสาวใช้บอกสามสาว ที่พยักหน้ารับรู้ ก้าวเดินตามสาวใช้เข้าไปในบ้าน

        อิสริยาที่กำลังนั่งอยู่ในห้องรับแขก โดยมีหญิงสาวคนหนึ่งนั่งอยู่บนพื้น เธอกำลังบีบนวดขาให้เจ้าของบ้าน อิสริยายกมือรับไหว้สามสาว

        “มากันแล้วหรือจ้ะ มาเหนื่อยๆ ดื่มน้ำดื่มท่าก่อนนะ” เสียงมีเมตตาของอิสริยาดังขึ้น ก่อนจะหันไปสั่งคนที่กำลังนวดขาตน ทว่าน้ำเสียงที่พูดกับอีกคนกลับตรงกันข้าม “ไปเอาน้ำมารับรองแขก”

        “ค่ะมาดาม” ขนิษฐาหรือไอซ์รับคำเสียงเบา ลุกเดินเข้าไปในครัว ทำงานตามคำสั่ง

        “ดื่มน้ำก่อนนะแล้วค่อยไปทำงาน ฉันเตรียมของไว้ให้ในห้องนั่งเล่นแล้ว” อิสริยาบอก

        “ทำเลยดีกว่าค่ะมาดาม หลินกลัวว่าจะเสร็จช้า ทำไปด้วยดื่มน้ำไปด้วยได้ค่ะ” เกวลินไม่อยากเสียเวลา เพราะรู้ดีว่า มาทำงานที่นี่ใช้เวลาไม่ต่ำกว่าห้าชั่วโมง หากลงมือทำงานช้า งานก็จะเสร็จช้าตาม”

        “ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวฉันให้เด็กเอาน้ำไปให้ที่ห้องนั่งเล่นนะ”

        “ค่ะมาดาม” สามสาวพากันเดินไปยังห้องนั่งเล่น เป็นจังหวะเดียวกันกับร่างสูงใหญ่ของรอซซี่ ดิออร์ดาโน จุลเทพ เดอซานติสเดินลงมาจากบันได เขายิ้มให้ทั้งสามอย่างเป็นมิตรเช่นทุกครั้งที่เจอ ก่อนจะเดินไปหามารดา ส่วนสามสาวก็ไปทำงานตามหน้าที่

        ขนิษฐาเดินมานั่งบนพื้นข้างอิสริยาหลังจากที่เธอนำน้ำหวานไปให้สามสาวเพื่อนรัก รอซซี่ที่นั่งดูตลาดหุ้นผ่านมือถือตวัดสายตามองขนิษฐาที่เงยหน้ามองเขาพอดี ก่อนที่เธอจะหลุบตามองมือตนเองที่กำลังนวดขาอิสริยา ราวกับว่าไม่กล้าสบตาเขา แต่ก็ต้องกลั้นใจเงยหน้ามองหนุ่มรูปงาม เอ่ยปากพูดประโยคหนึ่งที่อาจทำให้เขาบันดาลโทสะ

        “คุณรอซซี่คะ ไอซ์ขอไปหาละ...” ยังไม่ทันที่เธอจะพูดจบ รอซซี่ก็ลุกขึ้นยืนเดินออกไปจากบ้านทันที ขนิษฐาน้ำตาคลอ มือที่บีบนวดเริ่มสั่นแต่ก็ยังนวดต่อ

        “ไม่ต้องร้องไห้ เพราะน้ำตาเธอไม่ช่วยอะไร รังแต่จะเจ็บตัวเปล่าๆ” อิสริยาเป็นคนใจดี มีเมตตา ช่วยเหลือเอื้อเฟื้อใครหลายคน แต่ไม่ใช่กับขนิษฐา หญิงสาวที่นางมีแต่ความจงเกลียดจงชัง “จะไปไหนก็ไป ฉันไม่อยากเห็นหน้าเธอ”

        ขนิษฐาเช็ดน้ำตาเหมือนเด็ก ก่อนจะลุกเดินไปทางหลังบ้าน เพื่อกลับห้องพักที่อยู่ด้านหลังของบ้าน หรือจะพูดว่า ห้องคนใช้ก็ได้ ทางด้านหลังบ้านจะมีห้องพักให้คนรับใช้อยู่สามห้อง ห้องแรกน้อยกับตาลพักอยู่ ส่วนห้องกลางเป็นห้องเก็บของ ห้องสุดท้ายที่มีขนาดเล็กสุด

ในห้องกว้างยาวเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ขนาดของห้องเล็กกว่าห้องน้ำหลังบ้านที่ให้คนรับใช้ได้ใช้อาบน้ำและทำธุระส่วนตัว มีฟูกเก่าสามฟุตครึ่งแต่ดูสะอาดวางอยู่ริมห้อง ตู้พลาสติกสี่ชั้นอยู่ปลายเตียงนอนใกล้กันมีพัดลมขนาดสิบหกนิ้วกลางเก่ากลางใหม่ตั้งอยู่ อีกมุมหนึ่งของห้องจะมีโต๊ะญี่ปุ่นที่บนโต๊ะมีกระจกตั้งอยู่หนึ่งบาน ด้านข้างมีหวี แป้ง และของใช้ส่วนตัวอีกสองสามอย่างวางอยู่ เหลือพื้นที่เพียงเล็กน้อยไว้ให้เดินเข้าเดินออก

ขนิษฐาทรุดนั่งลงบนเตียง หยิบอัลบั้มรูปที่ใส่ไว้ในกล่องใต้โต๊ะญี่ปุ่น เธอเปิดดูภาพถ่ายหลายภาพที่ดูซ้ำๆ ทุกวันๆ อย่างไม่รู้เบื่อ ดวงหน้าหวานที่เต็มไปด้วยความเศร้ายิ้มทั้งน้ำตา เมื่อเห็นรอยยิ้มของเด็กชายดนุพล หรือน้องเฮิร์บ บุตรชายวัยเกือบสามขวบของตน

สิบวันแล้วที่ขนิษฐาไม่ได้เห็นหน้า ไม่ได้กอด ไม่ได้หอมบุตรชาย และเป็นระยะเวลาที่เธอมีแต่ความทุกข์ เปิดอัลบั้มรูปดูภาพน่ารักน่าชังให้หายคิดถึง แต่พอปิดอัลบั้มรูป ความคิดถึงก็หวนเข้ามาในจิตใจ แล้วยิ่งนับวัน ความคิดถึงที่เธอมีต้องลูกชายก็เพิ่มมากขึ้นและมากขึ้น ขนิษฐาใจแทบขาดกับความคิดถึงที่ตอกย้ำในจิตใจ ทว่าเธอไม่สามารถไปหาดนุพลได้ ถ้ารอซซี่ไม่อนุญาตและไม่พาตนไป

ขนิษฐาละความคิดถึงบุตรชายชั่วคราวเมื่อเสียงเพลงเรียกเข้ามือถือของตนดังขึ้น มือเล็กหยิบมือถือขึ้นดูหมายเลขที่โทรศัพท์เข้ามา และเมื่อหน้าจอปรากฏชื่อ พี่แมว เธอก็รีบกดรับสายทันที

“ค่ะพี่แมว” ขนิษฐาทักพี่แมว บุคคลที่ดูแลดนุพล ต้นสายตอบกลับมา เป็นประโยคที่เรียกความตกใจและกังวลใจให้คนเป็นแม่ไม่น้อย และหลังจากพูดคุยเสร็จ เธอก็นั่งจมอยู่กับความคิดของตัวเอง

น้องเฮิร์บไม่สบายมาก ตัวร้อนจี๋ ไข้คงขึ้นสูงด้วย พี่เช็ดตัวตั้งแต่เช้าตัวก็ยังไม่หายร้อน ยาก็ไม่มีกินพี่จะพาไปหาหมอแต่ก็ไม่มีเงิน

ลูกชายเธอไม่สบาย...ลูกไม่สบาย

หัวใจคนเป็นแม่อาบไปด้วยความเป็นห่วง อยากไปหาดนุพลเสียตอนนี้เพื่อพาเด็กชายไปหาหมอ คำถามต่อมาคือ เธอจะไปได้อย่างไรในเมื่อรอซซี่ไม่อนุญาต ซึ่งขนิษฐาก็คิดว่า เขาคงไม่ให้เธอไปด้วย ทางเดียวที่จะไปหาลูกชายได้คือ ต้องหนีไป

ใช่แล้ว...ต้องหนีไปหาลูก

วินาทีนี้ขนิษฐาไม่ห่วงตัวเอง เธอรู้ดีว่าหากรอซซี่รู้ว่าตนหนีไปหาบุตรชายอะไรจะเกิดขึ้นกับตัว เธอยอม ยอมถูกกระทำเพื่อได้ไปหาลูก ขนิษฐาหยิบกระเป๋าสตางค์ที่ภายในมีเงินอยู่ห้าร้อยกว่าบาท แค่ค่ารถแท็กซี่ไปหาดนุพลก็หมดไปร้อยกว่าบาท เหลือเงินไม่กี่ร้อยคงน่าจะพอพาบุตรชายไปหาหมอที่อนามัยใกล้บ้าน หญิงสาวลุกเดินออกจากห้อง ใช้ประตูหลังบ้านที่ปลอดลูกน้องของรอซซี่เป็นช่องทางทำให้ตนออกจากบ้านหลังนี้ เมื่อออกมาจากบ้านได้ เธอก็รีบเดินออกมาจากหมู่บ้าน โบกมือเรียกแท็กซี่ยานพาหนะที่จะทำเธอไปสู่จุดหมาย

<><><><><><><><><> 

        ณ สถานนีอนามัย

ขนิษฐาอุ้มดนุพลที่ร้องไห้ไม่หยุด เธออุ้มไปโอ๋ไปอย่างแสดงความหงุดหงิดกับการร้องงอแง เพราะเข้าใจว่าบุตรชายไม่สบาย ทันทีที่มาถึงบ้านพี่แมว ขนิษฐารีบพาดนุพลมายังสถานีอนามัยที่อยู่ห่างจากบ้านพี่แมวไม่มากนัก พอมาถึงก็ทำตามขั้นตอนของสถานีอนามัย ก่อนจะมานั่งรอตรวจอาการไม่สบาย ซึ่งเธอเองก็โล่งใจที่บุตรชายไม่เป็นอะไรมาก เป็นไข้หวัดธรรมดา ได้รับยาแล้วกลับบ้านได้เลย ทว่าพยาบาลวิชาชีพให้ดูอาการ ในระยะสองถึงสามวันนี้ หากยังตัวร้อนและมีน้ำมูกอยู่ให้พาบุตรชายไปโรงพยาบาล เพื่อตรวจเชื้อไข้วัดใหญ่ แต่ถ้าไข้ลดก็ไม่ต้องไป

ทั้งสามเดินออกมาจากสถานีอนามัยเมื่อทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย ใช้เวลาอยู่ในสถานีอนามัยเกือบสองชั่วโมง เนื่องจากตอนที่ไปถึงเป็นเวลาพักกลางวัน ทางสถานพยาบาลจะให้บริการอีกทีตอนบ่ายโมง

“เดี๋ยวแวะร้านมือถือหน่อยนะพี่แมว” ขนิษฐาบอกพี่แมว

“แวะทำไม ซ่อมมือถือเหรอ”

“ไอซ์จะจำนำมือถือ พี่แมวจะได้มีเงินสำรองเอาไว้ใช้ เพราะกว่าเงินเดือนจะออกก็อีกหลายวัน”

พี่แมวลูกพี่ลูกน้องที่ถูกสามีทิ้ง แถมตัวเองยังตาบอดหนึ่งข้างจากอุบัติเหตุระหว่างทำงาน อีกทั้งยังส่งผลถึงร่างกายทำงานได้ไม่เหมือนก่อน พี่แมวจึงออกจากงานมาทำงานรับจ้างเล็กๆ น้อยๆ หารายได้ประทังชีวิต ขนิษฐาที่ตอนนั้นกำลังหาคนเลี้ยงลูกจึงให้พี่แมวมาอยู่ด้วย โดยให้เงินเดือนสามพันห้าร้อยบาท กินอยู่กับเธอเสร็จ พี่แมวตกลง แต่พอขนิษฐาเจอมรสุมชีวิตหนักหน่วง ทำให้ขนิษฐาไม่สามารถให้เงินเดือนพี่แมวได้เหมือนเคย ซึ่งพี่แมวก็ทิ้งขนิษฐาไปไหน อยู่เลี้ยงดนุพลมาจนถึงทุกวันนี้

ขนิษฐาได้รับเงินเดือนจากรอซซี่เดือนละแปดพันบาท เธอเก็บไว้ใช้ส่วนตัวหนึ่งพัน ส่วนที่เหลือเจ็ดพันบาท เธอส่งให้พี่แมวไว้ใช้จ่ายในบ้าน ซึ่งแน่นอนว่าไม่เพียงพอ พี่แมวจึงหารายได้พิเศษด้วยการจัดดอกไม้พลาสติกหารายได้ช่วยเหลืออีกทางหนึ่ง ทว่าช่วงนี้งานน้อยลง และคนทำก็มีมากกว่าจำนวนงาน ส่งผลให้พี่แมวไม่มีรายได้มาช่วยเหลือขนิษฐา

จำนวนเงินสองพันห้าร้อยบาทคือจำนวนเงินที่ได้จากการจำนำมือถือ ขนิษฐาแบ่งเงินให้พี่แมวสองพัน ส่วนตัวเองเก็บไว้ใช้ห้าร้อยบาท เมื่อทำธุระเสร็จเรียบร้อย ทั้งสามขึ้นรถสามล้อถีบเพื่อกลับบ้าน

“วันนี้คุณรอซซี่ไม่มาด้วยเหรอ ปกติเห็นมาด้วยทุกครั้ง” สีหน้าขนิษฐาดูไม่ดีทันทีที่พี่แมวเอ่ยถึงรอซซี่ ป่านนี้เขาคงรู้แล้วว่า เธอหนีมาหาลูกชาย และพอจะรู้ชะตากรรมของตนเองว่า จะถูกเขาลงโทษยังไง แต่เธอยอม ขอเพียงเห็นลูกปลอดภัย

“ไอซ์หนีมาจ้ะพี่แมว เพราะแค่ไอซ์เอ่ยปากขอมาหาเฮิร์บ พูดยังไม่ทันจบเขาก็ลุกหนี ไอซ์เป็นห่วงลูกก็เลยตัดสินใจทำแบบนี้”

พี่แมวมองขนิษฐาด้วยความสงสารจับใจ ขนิษฐาเป็นคนดี หน้าตาสะสวย นิสัยใจคอก็ดี ไม่น่าพบผู้ชายชั่วๆ อย่างอภิชาตเลย นอกจากจะเป็นคนไม่เอาถ่านแล้ว ยังขายเมียเพื่อแลกกับชีวิตรอดของตัวเอง ทุกข์จึงมาอยู่ที่ขนิษฐาเพียงคนเดียว พี่แมวไม่ได้พูดอะไรต่อ เพราะไม่อยากตอกย้ำความเสียใจของขนิษฐา

อีกประมาณหนึ่งร้อยเมตรก็จะถึงห้องเช่า ในระยะสายตาขนิษฐามองเห็นรถตู้สีดำคันหรูที่เธอจำได้แม่นยำว่าคือรถของรอซซี่ เธอทำหน้าตกใจแม้จะเตรียมใจมาก่อน มองรถตู้ที่มองเห็นชัดขึ้นเรื่อยๆ ด้วยความหวาดกลัว หัวใจเต้นแรง และทันทีที่ขนิษฐาอุ้มลูกลงมาจากรถสามล้อ ประตูรถตู้เปิดออก ร่างสูงใหญ่ของที่น่าเกรงขามได้ก้าวลงมายืนข้างตัวรถ รอซซี่มองหน้าขนิษฐาที่ส่งลูกให้พี่แมวอุ้มแทนเขม็ง ใบหน้าเรียบตึง รังสีอำมหิตแผ่รอบตัว

“ขึ้นรถ” เสียงภาษาไทยชัดถ้อยชัดคำดังจากปากหนุ่มลูกครึ่ง ที่ยังไม่ละสายตาจากขนิษฐา

“ฝากดูลูกด้วยนะพี่แมว” พี่แมวพยักหน้า ขนิษฐายิ้มอ่อนให้ญาติ ยกมือลูบแก้มดนุพล ก่อนจะตัดใจเดินขึ้นรถตู้ โดยมีร่างหนาก้าวขึ้นตามไป

ขนิษฐานั่งตัวลีบอยู่บนรถตู้ที่สั่งผลิตโดยเฉพาะ ภายในห้องโดยสารจะมีสี่ที่นั่งในลักษณะหันหน้าเข้าหากัน เบาะนั่งเป็นแบบปรับนอนได้ ตรงกลางจึงเป็นที่โล่งเพื่อให้มีพื้นที่มากพอหากปรับเบาะนอน ขนิษฐานั่งอยู่บนเบาะนั่งด้านใน เจ้าของรถนั่งอยู่เบาะด้านข้าง

“ใครบอกให้เธอมาหาลูก ฉันจำได้ว่า ยังไม่อนุญาตเธอเลย” น้ำเสียงค่อนข้างห้วน คนพูดมองหน้าคนตัวเล็กที่เอาแต่นั่งก้มหน้า มือประสานกันแน่น เหงื่อเริ่มตกทั้งที่ภายในรถเย็นฉ่ำไปด้วยเครื่องปรับอากาศ “ฉันถามไม่ได้ยินหรือไง”

เขาถามย้ำอีกครั้ง ทว่าก็ยังไม่มีเสียงตอบจากปากขนิษฐา มีแต่ความเงียบเช่นเดิม และนั่นยิ่งเพิ่มความโกรธและแรงโมโหในจิตใจรอซซี่มากขึ้น มือใหญ่กระชากแขนขนิษฐาสุดแรงไม่ห่วงว่ากระดูกหัวไหล่ของเธอจะหลุดหรือไม่ และไม่สนใจว่าเธอจะเจ็บหรือไม่ด้วย ร่างเล็กลอยตามแรงกระชากมานั่งบนพื้นรถ

“ว้าย! โอ๊ย!”  เธอร้องตกใจและร้องเจ็บจากการกระแทก

“ตอบมา!” เขาตะเบ็งเสียงถาม

“พี่แมวโทรมาบอกว่าน้องเฮิร์บไม่สบาย ไอซ์เลยมาหาลูก พาลูกไปหาหมอค่ะ” ขนิษฐาตอบตามความจริง แต่ก็ยังไม่กล้าสบตาเขา

“เราเคยตกลงกันไว้ว่ายังไง เธอลืมไปแล้วใช่ไหม ถ้าเธอลืม ฉันจะได้ลืมข้อตกลงของเราบ้าง”

เสียงเขาดูน่ากลัว ประโยคที่พูดน่ากลัวไม่แพ้กัน หากเขาลืมข้อตกลงระหว่างเธอกับเขา นั่นหมายความว่า ครอบครัวเธอจะไม่ปลอดภัย น้องชายจอมเกเรอาจโดนกลุ่มมีอิทธิพลทำร้าย 

“ไอซ์ขอโทษค่ะ ไอซ์ขอโทษ ไอซ์จะไม่ทำอีกแล้วค่ะ”

ขนิษฐายกมือไหว้รอซซี่ เอ่ยคำขอโทษทั้งน้ำตา ทว่าน้ำตาของเธอไม่ได้ทำให้รอซซี่รู้สึกอะไร นอกจากแรงโทสะที่ไม่รู้มาจากไหน พุ่งตรงเข้าใจเขาอย่างไร้ซึ่งเหตุผล

“ฉันบอกเธอหลายครั้งแล้วนะว่า อย่าทำให้ฉันไม่พอใจ อย่าทำให้ฉันโกรธ เพราะผลที่ตามมา เธอก็น่าจะรู้นะว่าคืออะไร” รอซซี่ผลักร่างเล็กจนหงายท้อง ขนิษฐาขยับตัวหนี แต่เธอจะหนีไปทางใด ไม่มีทางหนีรอดเงื้อมมือเขา นอกจากเธอจากโลกนี้ไป “ในเมื่อไม่จำ ตายคารถก็คงไม่ใช่เรื่องแปลก”

“ไม่นะคะ ไม่...อย่าคะ” เธอพยายามห้ามเขา เมื่อเห็นว่ารอซซี่กำลังถอดกางเกง

“เลือกเอา จะยอมฉันดีๆ หรือจะให้โคตรเง้าของเธอเดือดร้อน รวมทั้งลูกชายเธอด้วย” เขาพูดประโยคนี้มา ขนิษฐาก็สิ้นคำพูด เสมือนมีก้อนหินปิดทับกล่องเสียง รอซซี่กระตุกยิ้ม จับข้อเท้าเล็กก่อนจะลากให้ตัวเธอมาใกล้เขา “ถ้ามีครั้งหน้าอีกล่ะก็ จะไม่มีคำว่าเมตตาอีก”

ขนิษฐาหลับตาเมื่อมือใหญ่ถอดกางเกงของเธอให้หลุดออกจากปลายเท้า น้ำตาไม่เหือดหายไปจากใบหน้า มันไหลอาบตามอารมณ์ของหญิงสาวที่มีแต่ความเสียใจ เจ็บปวดและทุกข์ใจ ตอกย้ำซ้ำๆ อัดแน่นในจิตใจ จนเธอไม่รู้ว่า วันไหนมันจะระเบิดออกมา

        เธอหวังว่า สักวันหนึ่งตนจะหลุดพ้นจากพันธนาการทั้งปวง เป็นอิสระจากทุกอย่างที่ผูกมัดตน ให้เหลือเพียงดนุพล ยอดดวงใจของเธอเพียงคนเดียว

        ขนิษฐาหวังว่า วันนั้นจะมาถึงใน...สักวันหนึ่ง

<><><><><><><><><><> 

ตกค่ำ

ความเป็นห่วงชรัณอาบทั่วจิตใจคนในครอบครัว โดยเฉพาะชะลอที่กระวนกระวายใจเป็นที่สุดเมื่อติดต่อลูกชายคนสุดท้องไม่ได้ สองวันหนึ่งคืนคือช่วงเวลาที่ชรัณหายตัวออกไปจากบ้าน หากชรัณเป็นเด็กเกเรกลับบ้านบ้างไม่กลับบ้าง คนในบ้านจะไม่เป็นห่วงเลย แต่นี่ไม่ใช่

ชรัณไปไหนมาไหนจะบอกกล่าวทุกครั้ง กลับบ้านไม่เกินสี่ทุ่มเสมอ หากกลับดึกกว่านี้ก็จะโทรมาบอกพ่อกับแม่ให้รู้ เมื่อวานนี้ก่อนชรัณออกจากบ้านในตอนบ่าย ชรัณบอกมารดาว่าจะกลับบ้านไม่เกินสามทุ่ม แต่นี่เลยเกือบจะครบยี่สิบสี่ชั่วโมงที่ชรัณบอกชะลอไว้ เป็นเช่นนี้แล้วจะไม่ให้ทางบ้านเป็นห่วงได้อย่างไร โทรศัพท์ไปหาไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง แต่สิ่งที่ได้รับกลับมายังเหมือนเดิม

ไม่สามารถติดต่อหมายเลขปลายทางได้ในขณะนี้

ความร้อนใจและเป็นห่วงชรัณจึงมีเพิ่มขึ้นทุกนาที ใจคนเป็นพ่อเป็นแม่แทบจะกินไม่ได้ ธงชัยโทรศัพท์ไปหาศุภวรรณถามไถ่ว่า ชรัณติดต่อมาหาบ้างหรือไม่ คำตอบที่ได้รับคือไม่ ธงชัยยิ่งปวดหัวหนัก ไม่รู้จะตามหาชรัณที่ไหน

“หลิน พ่อยังติดต่อโจ้ไม่ได้เลย โจ้โทรมาหาหลินบ้างหรือเปล่า” เกวลินกลับบ้านยังไม่ทันได้พัก คนเป็นพ่อก็ยิงคำถามใส่

“อ้าว โจ้ยังไม่กลับเหรอพ่อ นี่มันจะทุ่มแล้วนะ”

เกวลินไม่ใช่ไม่ห่วงน้องชาย เธอรู้เรื่องชรัณไม่กลับบ้านตั้งแต่เมื่อคืน แต่ก็พูดกับบิดามารดาว่า ชรัณเป็นผู้ชายและอายุก็จะครบยี่สิบปีในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ซึ่งเธอถือว่าโตพอที่จะรับผิดชอบตัวเอง หากชรัณไม่กลับบ้านหรือกลับช้าบ้างไม่ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ เธอยังบอกทั้งสองอีกว่าบ่ายวันนี้ชรัณคงกลับบ้าน แต่พอรู้ว่าชรัณยังไม่กลับ หนำซ้ำติดต่อไม่ได้ คนเป็นพี่เริ่มใจคอไม่ดีขึ้นมา

“ก็ยังน่ะสิ พ่อถึงร้อนใจ จะโทรไปหาหลินตั้งแต่บ่ายแต่ก็กลัวว่าจะไปกวนเวลาทำงาน รอให้หลินกลับมาก่อนค่อยคุยกัน”

“ถึงพ่อโทรมาหาหลิน หลินก็รับสายพ่อไม่ได้ แบตหลินหมด” เกวลินบอกบิดา “พ่อโทรหาน็อตกับไก่หรือยัง เผื่อโจ้จะไปกับสองคนนี้”

น็อตกับไก่คือเพื่อนสนิทของชรัณ

“โทรแล้ว สองคนนั้นบอกว่าไม่ได้ติดต่อโจ้มาสองวันแล้ว”

“แล้วมันไปอยู่ไหนเนี่ย ปกติไปไหนมาไหมโจ้จะบอกทุกครั้ง” เกวลินที่นิ่งๆ เรื่องนี้ ตอนนี้นิ่งไม่ไหว คิดอยู่ว่าจะถามเรื่องการหายตัวไปของน้องชายจากใครดี

ขณะที่เกวลินกับครอบครัวกำลังทุกข์ใจเรื่องชรัณ พิชัยเดินมาหยุดหน้าประตูรั้วไม้บ้านเกวลิน เขากดกริ่งหน้าบ้าน ลอดมองตามร่องประตูไม้เห็นหญิงสาวคนหนึ่งเดินออกมาจากบ้าน ซึ่งเขาจำได้ดีว่าเป็นพี่ชายของชรัณ และเป็นเป้าหมายหลักในการมาของเขาวันนี้

“สวัสดีครับพี่ ผมชื่อชัยครับ เป็นเพื่อนที่ทำงานครับ ผมจะมาบอกข่าวเรื่องโจ้ครับ” พิชัยแนะนำตัว

“เกิดเรื่องอะไรกับโจ้เหรอ” เกวลินรีบถาม เปิดประตูให้พิชัยเข้ามาในบ้าน

“เกิดเรื่องใหญ่ครับ ใหญ่มากด้วย” พิชัยตอบ “ผมว่าเราเข้าไปคุยกันในบ้านดีกว่าครับ คุยตรงนี้คนอื่นอาจได้ยิน”

ด้วยความร้อนใจและอยากรู้เรื่องที่พิชัยกำลังบอก เกวลินเดินนำคนแปลกหน้าที่อ้างตัวว่าเป็นเพื่อนในบริษัทเดียวกับน้องชายเข้าไปในบ้าน

“ใครน่ะหลิน” ธงชัยถาม ชะลอที่อาบน้ำเสร็จได้เดินมานั่งคุยกับสามีและลูกสาว

“ผมชื่อพิชัยครับ เรียกว่าชัยก็ได้ ผมเป็นเพื่อนที่ทำงานของโจ้ครับ” พิชัยแนะนำตัวเอง

“ชัยบอกว่ามีข่าวโจ้มาบอกจ้ะพ่อ”

“ว่ามาสิ ลุงเป็นห่วงโจ้มากเลย ติดต่อไม่ได้เลย”  

“ผมต้องเล่าตั้งแต่ต้นนะครับ ลุงกับป้าและพี่หลินจะได้รู้ที่มาที่ไป” พิชัยเกริ่น “เรื่องมันเริ่มตั้งแต่โจ้ติดหนี้บริษัทสิบล้าน ความที่โจ้ไม่อยากให้พี่หลินเดือดร้อนคนเดียว โจ้เลยตัดสินใจเป็นเด็กส่งยาให้เสี่ยตี๋ครับ เพราะรายได้หากเก็บไปเรื่อยๆ ก็จะชำระหนี้ได้ แต่ครั้งที่สองเกิดเรื่อง สายสืบตำรวจรู้ความเคลื่อนไหวจึงเข้าจับกุมโจ้เมื่อคืนนี้ครับ ตอนนี้โจ้ถูกกุมตัวไว้ในหน่วยพิเศษ ที่ผมรู้เรื่องเพราะตำรวจให้โจ้ติดต่อญาติ โจ้ติดต่อผมมาครับ ให้ผมช่วยพูดกับเสี่ยตี๋ให้ช่วยเหลือโจ้ และไม่ให้บอกเรื่องนี้กับทางบ้านรู้ แต่เสี่ยไม่ช่วยเพราะของกลางที่ถูกจับได้มีมูลค่าเป็นร้อยล้าน คนถูกจับติดคุกตลอดชีวิตหรือไม่ก็ประหารชีวิต เสี่ยตี๋เลยไม่อยากช่วย ผมคิดอยู่นานว่าจะบอกลุงกับป้าและพี่หลินดีหรือเปล่า แต่ก็ต้องบอกครับ เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่”

ธงชัย ชะลอและเกวลินตกใจกับเรื่องที่ได้ยิน ทั้งสามมีอาการเดียวกันคือตัวชาเมื่อรู้ว่า ชรัณเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดและตอนนี้ถูกจับกุมเพื่อรอดำเนินคดี และที่ตกใจมากที่สุดเห็นจะเป็นจำนวนยานรกของกลางที่สูงถึงหลักร้อยล้าน ไม่ต้องบอกก็รู้ว่า ตลอดทั้งชีวิตที่เหลือของชรัณต้องไปอยู่ในคุก และเรื่องราวที่ได้รับรู้ ส่งผลให้ชะลอถึงกับเป็นลม ธงชัยจึงต้องรีบไปหยิบยาดมมาให้ภรรยา

“แล้วตอนนี้โจ้อยู่ที่ไหน พี่ไปเยี่ยมได้ไหม” เกวลินถามเสียงสั่น

“อยู่หน่วยลับครับ ถ้าพี่หลินจะไปผมพาไปครับ เพราะผมไปหาโจ้มาเมื่อบ่าย ก่อนตัดสินใจมาบอกพี่หลินครับ” พิชัยทำตามแผน รู้สึกสงสารครอบครัวชรัณที่ต้องเจอรัฐรวินทร์จัดฉาก แต่เขาก็ไม่สามารถเลิกล้มแผนการใดๆ ได้ เพราะนั่นหมายถึงชีวิตของเขาเช่นกัน

“งั้นไปเลย” เกวลินไม่คิดอ่าน ตอนนี้เธออยากเจอน้องชายที่สุด “พ่อกับแม่อยู่ที่บ้านนะคะ หลินจะส่งข่าวมาบอก”

“อย่าลืมส่งข่าวมานะ” ธงชัยอยากไปกับบุตรสาว แต่ติดคนเป็นลมยังไม่ได้สติ เขาจึงทิ้งภรรยาไปไม่ได้

เกวลินกับพิชัยเดินทางไปยังหน่วยลับกำมะลอทันที ซึ่งที่นั่นมีการจัดฉากใหญ่รอเกวลิน การจัดฉากที่จะดึงเธอเข้าสู่หลุมพรางที่เปรียบเสมือนขุมนรกสำหรับผู้หญิงที่ชื่อ เกวลิน

<><><><><><><><><><> 

        อีกหนึ่งชั่วโมงต่อมา เกวลินกับพิชัยมายืนอยู่หน้าอาคารพาณิชย์สามชั้นสองคูหาแห่งหนึ่งในซอยทองหล่อ เธอมองตึกกลางเก่ากลางใหม่ที่อยู่ย่านธุรกิจ สถานที่ที่พิชัยบอกว่า เป็นหน่วยลับหรือเพ้นเฮ้าส์ของตำรวจ

        “ที่นี่น่ะเหรอชัย” เกวลินถาม

        “ใช่ครับ” พิชัยตอบ เดินไปกดกริ่งข้างประตูกระจกติดฟิล์มดำสนิท มองไม่เห็นด้านใน ไม่นานนักชายร่างเตี้ยก็มาเปิดประตู

        “อ้าว มาทำไมอีกล่ะ” อ้วนแสร้งถาม

        “ผมพาพี่สาวโจ้มาหาโจ้ครับ” พิชัยตอบ

        “ตอนนี้นายประชุมเรื่องนี้อยู่ พอดีสายข่าวใหญ่มีเรื่องด่วนมาบอก ถ้าจะหาโจ้ต้องรอก่อน รอได้ไหมล่ะ” อ้วนทำตามแผน

        “ได้ค่ะ ได้” เกวลินตอบ

        “งั้นเข้ามานั่งรอข้างในก่อน” อ้วนเปิดประตูกว้างให้พิชัยกับเกวลินเข้ามานั่งด้านใน

        ด้านในอาคารตกแต่งอย่างเรียบง่าย มีชุดรับแขกหนึ่งชุด ริมห้องมีทีวีจอใหญ่ และมีเคาน์เตอร์บาร์เล็กๆ อยู่ใกล้กับห้องน้ำที่มีทางเดินไปยังบันไดที่ขึ้นไปชั้นสองและสาม เธอกับพิชัยนั่งรออยู่บนโซฟาราวสิบห้านาที อ้วนก็ได้เดินลงมาตามทั้งสองให้ไปพบโจ้ที่อยู่ชั้นสอง

        บนชั้นสองเป็นห้องโล่ง มีโต๊ะตัวใหญ่ตั้งอยู่ตรงกลาง บนดต๊ะมีโน้ตบุ๊กหลายเครื่องวางอยู่ กองเอกสารก็มีให้เห็นสามสี่กอง รอบโต๊ะมีเก้าอี้ราวเจ็ดตัว แต่มีคนนั่งแค่สี่คน แต่ละคนแต่งชุดไปรเวท ไม่ได้สมเครื่องแบบตำรวจ ส่วนมุมห้องเล็กๆ คล้ายแบ่งเป็นห้องทำงานที่เธอมองเห็นว่า มีคนนั่งอยู่สองคน คนหนึ่งนั่งหันหน้าให้ตน ส่วนอีกคนนั่งหันหลัง เกวลินไม่สนใจใครทั้งนั้น นอกจากที่นั่งอยู่หัวโต๊ะ

        “พี่หลิน” ชรัณเรียกชื่อพี่สาวด้วยท่าทางตกใจ นึกโทษตัวเองที่ทำให้พี่สาวเดือดร้อน

        “โจ้เป็นไงบ้าง” ไม่มีเสียงดุด่าออกจากปากของเกวลิน เธอมีแต่ความเป็นห่วง แนบฝ่ามือลงบนใบหน้าของน้องชายที่มีรอยฟกช้ำคล้ายถูกทำร้าย มือทั้งสองข้างถูกจับไขว้หลังและมีกุญแจมือคล้องอยู่ “ทำไมถึงทำแบบนี้”

เกวลินถามทั้งน้ำตา แต่ก็พอรู้คำตอบว่าเหตุใดน้องชายจึงตัดสินใจเป็นเด็กส่งของ อาชีพที่เสี่ยงถูกจับมากที่สุด และนั่นหมายถึงอนาคตด้วย

“ผมขอโทษพี่หลิน ผมแค่อยากรับผิดชอบในเรื่องที่ผมทำครับ ผมไม่อยากให้พี่รับผิดชอบคนเดียว” ชรัณพูดทั้งน้ำตา

“พี่ก็กำลังหาทางช่วยโจ้อยู่ โจ้ไม่น่าทำแบบนี้เลย รู้ไหมว่ามันจะยิ่งทำให้แย่ลง” เกวลินพูดไปร้องไห้ไป  ระหว่างนั้นอ้วน และสมหมายอีกหนึ่งตัวละครได้เดินเข้ามาหาสองพี่น้อง เกลินหันไปสนใจสองหนุ่มที่อายุต่างกัน ก่อนยิงคำถามใส่ “พวกคุณเป็นตำรวจหน่วยไหนคะ แล้วจับตัวโจ้มาไว้ที่นี่ทำไม”

“พวกผมเป็นหน่วยสืบราชการลับด้านยาเสพติด จึงไม่ขึ้นกับกรมตำรวจ แต่ขึ้นตรงกับกระทรวงกลาโหม และการที่ผมนำตัวโจ้มาไว้ที่นี่ เพื่อป้องกันการฆ่าตัดตอน เพราะจำนวนยาเสพติดของกลางมีมูลค่าสูง เจ้าของยาพวกนี้ไม่ปล่อยเอาไว้แน่ เราจำเป็นต้องให้โจ้อยู่ในที่ที่ปลอดภัยสักสามสี่วัน จากนั้นจึงจะพาตัวไปดำเนินคดีทางกฎหมาย” สมหมายตอบคำถามที่เกวลินต้องการรู้อย่างฉะฉานไม่ติดขัด

“โทษของโจ้คืออะไรคะ” เกลวินถามคำถามที่ตนอยากรู้

“ของกลางเยอะขนาดนี้ มีอยู่สองอย่างคือจำคุกตลอดชีวิตกับประหารชีวิต ทั้งนี้ทั้งนั้นคำตัดสินขึ้นอยู่กับศาลว่าจะตัดสินยังไง” สมหมายตอบ

“คดีแบบนี้ประกันตัวได้ไหมคะ แล้วถ้าได้จะใช้เงินเท่าไหร่คะ” เกวลินถามคำถามสำคัญ

“คดีแบบนี้ไม่น่าจะให้ประกันตัวนะครับ น่าจะขึ้นศาลเลย คดีนี้เป็นคดีใหญ่นะครับ บ่อนทำลายชาติด้วย เพราะถ้าสินค้าลอตนี้หลุดไป จะมีคนมากมายได้รับโทษจากมัน ถึงแม้โจ้จะบอกว่าทำเป็นครั้งที่สอง แต่ไม่ว่าจะทำกี่ครั้ง และมีความจำเป็นมากแค่ไหนก็ถือว่าทำผิด คนทำผิดก็ต้องได้รับโทษครับ” สมหมายเป็นคนตอบเช่นเคย

“ไม่มีทางช่วยโจ้ได้เลยหรือคะ” เกวลินถามอย่างมีความหวัง

“มี ถ้าเธออยากช่วยน้องเธอจริงๆ” เสียงนี้ดังมาทางด้านหลัง คนพูดที่เดินเข้ามาหาเกวลิน

เกวิลนตกใจเมื่อเห็นเจ้าของเสียง แม้ว่าจะเจอรัฐนรวินทร์เพียงครั้งเดียว แต่เธอก็ไม่เคยลืมใบหน้า ลืมคำพูดและการกระทำของเขาเลย พร้อมกับความสงสัยว่า รัฐรวินทร์มาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร ทว่าประโยคที่เขาพูดเรียกความสนใจให้เธอไม่น้อย

“คุณ”

“ใช่ฉันเอง คนที่เธอตบหน้าวันนั้นไงล่ะ” รัฐรวินทร์เอ่ยเสียงเรียบ ใบหน้ามีรอยยิ้มบางๆ “ถ้าเธออยากช่วยน้องเธอจริงๆ มันก็พอมีวิธีนะ มันขึ้นอยู่กับว่า เธอจะช่วยหรือเปล่า”

“คุณมีอำนาจมากกว่าตำรวจเหรอถึงได้พูดอย่างนี้ ขนาดตำรวจยังช่วยไม่ได้เลย” เกวลินถามกลับ

“ตำรวจก็ช่วยเธอได้ ถ้าเธอมีปัญญาจ่ายในราคาที่สูง เธอมีไหมล่ะ เท่าที่ฉันคิดนะ เธอจะต้องใช้เงินประมาณยี่สิบล้าน เพื่อปิดทุกอย่าง เอาเงินมาวางแล้วก็พาน้องเธอกลับบ้านได้ ถ้ามีเรื่องมันก็ง่าย ไม่ต้องลำบากฉันด้วย” เกวลินเคยได้ยินข่าวมาบ้างว่า การจ่ายส่วยหรือปิดหูปิดตาเจ้าหน้าที่บ้านเมืองมีอยู่จริง แต่สำหรับเจ้าหน้าที่ที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวมากกว่าส่วนรวมเท่านั้น ยังมีเจ้าหน้าที่อีกมากมายที่ซื่อตรงต่อหน้าที่ จำนวนเงินยี่สิบล้านที่เขาเอ่ยมา ชาตินี้ทั้งชาติเธอไม่มีวันหาได้แน่นอน “แต่ถ้าเธอไม่มีปัญญาหามา ฉันก็มีข้อเสนอที่จะทำให้น้องชายเธอไม่ต้องถูกดำเนินคดี”

“แล้วข้อเสนอของคุณคืออะไร” เธอถามคำถามนี้ออกไป ใจก็เต้นแรงอย่างบอกไม่ถูก หลังจากที่เธอถามประโยคนี้ รัฐรวินทร์พยักหน้า คนที่อยู่บนชั้นสองทั้งหมดได้พากันเดินลงไปชั้นล่าง โดยที่อ้วนจับร่างชรัณให้ลุกขึ้นยืน ประกบตัวชรัณเดินไปสมทบกับเพื่อน บนชั้นสองจึงเหลือรัฐรวินทร์กับเกวลินเพียงสองคน “ทำไมพวกเขาต้องลงไปด้วย”

“ก็เพราะเรื่องที่ฉันจะตกลงกับเธอ ฉันต้องการให้ได้ยินแค่เราสองคนไงล่ะ” รัฐรวินทร์นั่งลงบนเก้าอี้ พาดขาทั้งสองข้างไว้บนโต๊ะ ไขว้ปลายเท้าด้วยท่าทางสบายๆ เหมือนอยู่บ้าน

“ข้อเสนอของคุณคืออะไร คุณมีส่วนเกี่ยวข้องอะไรกับที่นี่”

“ถามมาตั้งสองคำถาม จะให้ฉันตอบคำถามไหนของเธอก่อนดีล่ะ”

เขายียวน หยักคิ้วให้เธอ เกวลินพยายามบังคับอารมณ์ไม่ให้เกิดแรงโทสะกับท่าทางกวนประสาทของเขา เพราะตอนนี้เขาถือไพ่เหนือกว่าตน

“คุณมีส่วนเกี่ยวข้องอะไรกับที่นี่”

“ฉันหนึ่งในหน่วยสืบราชการลับน่ะสิ จะพูดง่ายๆ ก็คือ เป็นสายลับ ฉันเป็นคนหาข้อมูลเรื่องยาเสพติดให้กับทีมสารวัตรหมอก แล้วเผอิญว่า ฉันได้ข่าวว่า เสี่ยตี๋กำลังส่งสินค้าลอตใหม่ที่เป็นลอตใหญ่ คนวงในบอกวันและเวลารวมทั้งสถานที่ในการส่งของ ฉันเองก็เพิ่งรู้ตอนที่จับโจ้ได้ว่า โจ้เป็นพนักงานในบริษัทของฉัน และเป็นน้องชายของเธอ” รัฐรวินทร์ตอบคล่องแคล่ว ไม่มีสะดุด

เกวลินตกใจอีกครั้งกับคำตอบ รัฐรวินทร์กำลังหมายถึง เขาคือเจ้าของบริษัท อัครธนากุล กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) บริษัทที่ชรัณทำงานอยู่ ฉะนั้นเขาคือเจ้าหนี้ของชรัณ

“คนอย่างคุณเนี่ยนะเป็นสายลับ ฉันไม่อยากเชื่อ”

“ฉันก็ไม่ได้บอกให้เธอเชื่อ เธอไม่เชื่อฉันก็ไม่เดือดร้อน” เขายักไหล่ ยิ้มบาง “แต่ถ้าเธอสงสัย ฉันบอกให้ก็ได้ เธอคิดว่าบรรดานักค้ายาเสพติดจะคิดไหมว่าฉันคือสายลับ ไม่หรอกไม่มีใครคิดแน่นอน ฉันใช้ความที่พวกนั้นไม่คิดให้เป็นประโยชน์ คอยตามสืบการค้ายานรกนั้น และจับกุมได้หลายรายแล้ว ที่ฉันบอกเพราะไม่อยากให้เธอคลางแคลงใจหรือต้องมานั่งคิดว่า ฉันพูดจริงหรือเปล่า”

เกวลินคิดตามคำพูดของรัฐรวินทร์ หากเป็นเธอ เธอก็คงไม่คิดเหมือนกันว่า รัฐรวินทร์จะเป็นสายลับ เขาจึงทำงานได้อย่างเต็มที่โดยไม่มีใครสงสัย และงานก็สำเร็จลุล่วงด้วย ความกังขาเรื่องนี้จึงหมดไป ก็เหลือเพียงอีกหนึ่งเรื่อง

“แล้วข้อเสนอของคุณคืออะไร”

“ง่ายๆ ไม่มีอะไรซับซ้อนก็แค่...”  

เกวลินฟังไปหัวใจเต้นแรงไป ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกใจกับข้อเสนอของรัฐรวินทร์ ที่เธอไม่คาดคิดว่า สิ่งที่ตนต้องแลกเพื่อให้น้องชายรอดพ้นจากคดีค้ายาเสพติด รวมถึงหนี้สินจำนวนสิบล้านก็จะหมดไปหากเธอทำตามข้อตกลงที่เขาเสนอมา  

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

4 ความคิดเห็น