รักร้อนเพลิงพยาบาท (ภาคจบของซีรีย์ รักร้อน)

ตอนที่ 10 : เสือจ้องเหยื่อ (100%)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,135
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 6 ครั้ง
    16 ก.ย. 60



ชรัณเดินเข้ามาในแผนกธุรการเพื่อรับเอกสารที่จะนำไปจัดส่งให้บริษัทคู่ค้าหรือลูกค้า พอเขาเข้ามาในห้องก็พบว่า มีพนักงานคนอื่นนั่งรออยู่ก่อนหน้าแล้ว และบางคนก็เดินสวนตนออกจากห้องเพื่อไปทำหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย

        “โจ้ วันนี้มีไปส่งเช็คให้ลูกค้ากับไปส่งเอกสารสัญญานะ” อุดมหัวหน้าแผนกแจกแจงงานให้ชรัณ

        “ครับพี่”

        “ส่งตามที่อยู่ที่จ่าหน้านะ อ้อ...ระวังด้วยนะ วันนี้มีเช็คเงินสดหนึ่งใบ ไม่ได้ระบุชื่อด้วย หายไปใครเขียนชื่อก็เอาไปขึ้นเงินได้”

        “แล้วทำไมไม่ระบุชื่อล่ะพี่”

ชรัณถามด้วยความสงสัย ปกติเช็คทุกใบที่เขาเคยไปส่ง ต่างเขียนชื่อผู้รับเงินทั้งสิ้น ส่วนใหญ่จะเป็นเช็คขีดคร่อมที่บุคคลที่ระบุในชื่อจะเป็นคนขึ้นเงินได้เพียงคนเดียว พอได้ยินว่า เช็คที่ตนไปส่งไม่ได้ระบุชื่อผู้ขึ้นเงิน ไม่แปลกที่เขาจะสงสัย

“ไม่รู้สิ รู้แค่ว่าบริษัทนี้ให้ทำอย่างนี้ เขาจะเป็นคนระบุชื่อคนไปขึ้นเงินเอง แต่ก็ไม่มีปัญหานะ ส่งมาเป็นสิบครั้งแล้ว” อุดมตอบ “พอไปถึงบริษัทโน้น ให้เขาเซ็นรับ แค่นี้ก็ถือว่าเอ็งส่งเช็คถึงมือลูกค้าแล้ว ถ้าหากเกิดอะไรขึ้นต่อจากนั้นก็ไม่ใช่ความรับผิดชอบของเอ็ง ขอแค่แกไปส่งเช็คถึงที่แค่นั้นพอ”

“ครับพี่” ชรัณพูดขณะรับเอกสารมาเก็บในกระเป๋าใส่เอกสารที่ตนสะพายอยู่ “ผมไปก่อนนะครับ”

ชรัณพนมมือไหว้อุดม จากนั้นก็เดินออกไปทำหน้าที่ของตัวเอง คล้อยหลังร่างชรัณ อุดมยกหูโทรศัพท์ขึ้นจากแป้น กดเบอร์ภายในและเมื่อปลายทางรับสาย การสนทนาเพียงไม่กี่ประโยคก็เกิดขึ้น

<><><><><><><><><> 

            ชรัณขับขี่เครื่องสองล้อคู่ใจไปส่งเอกสารตามที่ได้รับมอบหมาย สองที่แรกเป็นบริษัทที่เขาเคยไปส่งแล้วสองครั้ง ตั้งอยู่ใจกลางเมือง แต่อีกที่ที่ต้องไปส่งเช็คมูลค่าสิบล้านบาทอยู่ห่างจากสองที่แรกมาก อาจพูดได้ว่าอยู่คนละจังหวัดก็ว่าได้ เป็นเพราะบริษัทที่เขากำลังไปอยู่ในอำเภอศาลายา จังหวัดนครปฐม ดีที่ว่าเขาพอรู้จักถนนหนทางพอสมควร จึงเสียเวลาไม่มากนัก และเป็นความโชคดีที่อุดมให้แผนที่ที่ตั้งบริษัทกับตนไว้

        “เข้าไปในนี้จริงๆ หรือวะเนี่ย” ชรัณพูดขณะเลี้ยวรถเข้ามาในซอยที่ด้านหน้าปากซอยเป็นร้านสะดวกซื้อ และมีโรงงานกระดาษ โรงงานเหล็กตั้งอยู่ในซอย หากบริษัที่เขากำลังไปอยู่ต้นซอย ชรัณจะไม่บ่นสักคำ แต่นี่ต้องขี่มอเตอร์ไซร์เข้าไปอีกเกือบหนึ่งกิโลเมตร ยิ่งเข้าไปลึกก็ยิ่งเปลี่ยว สองข้างทางเริ่มเป็นทุ่งนา ไม่มีผู้คนสัญจรผ่านไปมาเหมือนหน้าปากซอย “กูมาผิดซอยหรือเปล่าวะ”

        เพื่อความแน่ใจ ชรัณจึงจอดรถริมทาง หยิบกระดาษออกมาคลี่ดูแผนที่ มองดูชื่อซอย ซึ่งก็ไม่ผิดเพี้ยน

        “ก็ไม่ผิดนี่หว่า” พูดจบเขาก็ขับขี่รถต่อไป เพราะหวังว่าอีกไม่เท่าไหร่อาจจะเจอบริษัทดังกล่าว ระหว่างที่เขากำลังขับขี่รถสองล้อเครื่องอยู่นั้น มีรถยนต์คันหนึ่งจอดอยู่ไหล่ทาง กระโปรงรถเปิดออก มีชายสามคนกำลังก้มๆ เงยๆ ดูเครื่องยนต์รถ

        “น้องๆ จอดหน่อย” หนึ่งในสามชายฉกรรจ์โบกมือเรียกชรัณที่จอดรถแต่โดยดี

        “มีอะไรพี่” ชรัณถาม

        “น้องพอจะมีไขควงไหม พี่จะเอามาไขนอต”

        “อ๋อมีครับ รอแปปนะพี่” ชรัณไม่ได้คิดอะไร เขานำรถไปจอดหน้ารถยนต์ ก่อนจะรื้อค้นหาอุปกรณ์ซ่อมรถที่มักพกติดรถไว้เสมอ ขณะที่กำลังหยิบไขควงให้ชายแปลกหน้า ชายทั้งสามฉวยจังหวะที่ชรัณไม่ทันระวังตัว ทำร้ายชรัณทั้งชก ทั้งต่อย ทั้งเตะ ชรัณที่มาคนเดียวแถมไม่ระวังตัว ไม่สามารถต่อสู้กับชายทั้งสามได้ เพียงไม่กี่นาทีที่ถูกทำร้าย ชรัณหมดสติอยู่บนพื้น

        “ไปเร็วเข้า เดี๋ยวมีคนมาเห็น”

ชายร่างสูงโปร่งพูด ชายร่างเตี้ยกว่ารีบหยิบกระเป๋าสะพายของชรัณก่อนจะรีบวิ่งไปยังรถยนต์ของพวกเขาที่แกล้งจอดเสียริมข้างทาง จากนั้นก็รีบเร่งออกไปทันที ไม่สนใจชรัณที่นอนหมดสติบนพื้น

<><><><><><><><> 

        ค่ำวันเดียวกัน

        เกวลินเดินเข้ามาในบ้านด้วยความร้อนใจ ช่วงบ่ายเธอได้รับข่าวจากมารดาว่า ชรัณถูกชายสามคนทำร้าย ไม่เพียงแค่นั้นยังถูกชิงทรัพย์สินไปด้วย ที่สำคัญที่สุดคือ ในกระเป๋าสะพายของชรัณมีเช็คมูลค่าสิบล้านบาทที่ไม่ระบุชื่อผู้รับ แล้วข่าวที่ร้ายที่สุดคือ เช็คถูกนำไปขึ้นเงินเป็นที่เรียบร้อย พอรู้ข่าวเรื่องน้องชาย เธอก็แทบจะเหาะมาบ้านทันที ทว่าก็ทำไม่ได้ เนื่องจากวันนี้พนักงานในร้านหยุดสองคน หากเธอลาอีกคน ที่ร้านคงวุ่นวายแน่นอน

        “เรื่องมันเป็นไงมายังไงโจ้ แล้วเป็นอะไรมากไหม” เกวลินรีบถามน้องชายที่ใบหน้าบวมช้ำจากการถูกทำร้าย

        “ผมเอาเช็คไปส่งให้ลูกค้าตาม ระหว่างทางก็เจอพวกมันทำเป็นรถเสียจอดอยู่ข้างทาง มันขอไขควงผม ผมก็เอาให้มัน มันใช้จังหวะที่ผมเผลอรุมทำร้ายผม แล้วก็เอากระเป๋าสะพายไป” ชรัณตอบ

        “แจ้งตำรวจหรือยัง”

        “แจ้งแล้วครับ แจ้งว่าถูกทำร้ายกับแจ้งว่าเช็คหายด้วย” ประโยคหลังสีหน้าของชรัณเศร้าลง

        “ที่ทำงานเขาว่าไงบ้างเรื่องเช็ค” เกวลินถามตรงประเด็น ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญมากด้วย ชรัณทำท่าเหมือนจะร้องไห้ น้ำตาซึม

        “ผมต้องรับผิดชอบเงินสิบล้านที่ไอ้พวกนั้นมันเอาเช็คไปขึ้นเงินครับ”

เกวลินพอจะเดาออกว่า ในส่วนนี้ชรัณจะต้องรับผิดชอบ ถึงแม้ว่าชรัณจะถูกปล้น แต่เช็คใบนั้นถือว่าเป็นความรับผิดชอบของน้องชายตน

        “ทางบริษัทว่าไง”

        “เขาก็ออกค่าใช้จ่ายเรื่องค่ารักษาพยาบาลให้ครับ ให้ลาหยุดได้สามวัน แต่เรื่องเช็คพี่อุดมบอกว่า ผมต้องรับผิดชอบทั้งหมด เพราะผมโทรไปบอกเขาช้าไป พวกมันเอาเช็คไปขึ้นเงินแล้วครับ”

        วินาทีแรกที่ชรัณรู้ว่า เช็คถูกนำไปขึ้นเงิน เขาถึงกับเข่าอ่อน หมดเรี่ยวแรงในบัดดล เพราะนั่นหมายถึงจำนวนเงินที่เขาต้องรับผิดชอบ จะอ้างว่าถูกทำร้ายจนหมดสติจึงปกป้องทรัพย์สินก็ไม่ได้ ที่สำคัญเขาหมดสติไปสามชั่วโมง ฟื้นขึ้นมาอีกทีก็พบว่า ตนเองนอนอยู่บนเตียงในห้องฉุกเฉิน

ชรัณจึงติดต่อกลับไปหาอุดมเพื่อบอกเล่าเรื่องราว และอีกครึ่งชั่วโมงต่อมา ชรัณได้รับข่าวร้ายว่า ทางบริษัทอายัดเช็คไม่ทัน เนื่องจากชรัณบอกช้าไป พวกมันนำเช็คไปขึ้นเงินแล้ว หากจะถามว่าพวกนั้นเอาเงินไปขึ้นได้อย่างไร ก็คงจะเป็นช่องโหว่ช่องใหญ่ที่ไม่ได้ใส่ชื่อบุคคลที่นำเช็คไปขึ้น ในเมื่อช่องนั้นว่างอยู่ ทางคนร้ายจึงใส่ชื่อลงไป ที่สำคัญที่สุดวันที่ขึ้นเช็คก็เป็นวันนี้ เมื่อทุกอย่างเปิดโอกาสให้คนร้าย พวกมันจึงนำเช็คไปขึ้นเงินอย่างง่ายดาย อีกประการหนึ่งคือ เช็คนั้นเป็นเช็คเงินสด จึงง่ายต่อการนำไปขึ้นเงิน ความที่ชรัณสลบไปสามชั่วโมงทุกอย่างจึงสายเกินไป

“ทางบริษัทไม่ได้ไปไล่บี้กับทางธนาคารเหรอ มันตรวจสอบได้นี่ว่าคนเอาเช็คไปขึ้นเงินชื่อนามสกุลอะไร การขึ้นเช็คแต่ละครั้งก็ต้องมีหลักฐานไม่ใช่เหรอ เท่าที่พี่รู้ว่า ทางธนาคารต้องถ่ายบัตรประชาชนของคนที่นำเช็คไปขึ้นด้วยนี่ พอบริษัทรู้ว่าคือใครก็ไปทวงเงินคืนได้นะ พี่ว่าบริษัทใหญ่ๆ แบบนี้มีช่องทางทวงเงินคืนได้อยู่แล้ว เงินไม่ใช่น้อยๆ ด้วยตั้งสิบล้าน”

“ทางบริษัทบอกว่า มันเป็นความรับผิดชอบของผม ผมต้องไปไล่บี้เรื่องนี้เอง แล้วถ้าผมหาเงินมาคืนให้บริษัทไม่ได้ ผมต้องถูกดำเนินคดี ผมอาจติดคุกก็ได้นะพี่หลิน” เสียงของชรัณดูเศร้ากับปัญหาที่ไม่ได้ก่อ

“อย่างนี้ก็เท่ากับว่าบริษัทไม่ช่วยอะไรโจ้เลยนะ ให้รับผิดชอบเงินตั้งเยอะตั้งแยะ จะหาที่ไหนให้เขา หาเงินไม่ได้โจ้คงติดคุกแน่ๆ”

กำธรกลุ้มใจ เรื่องชะลอยังเคลียร์ไม่จบก็มีเรื่องชรัณเข้ามา อย่างนี้คงเรียกว่า ความวัวไม่ทันหาย ความควายเข้ามาแทรก

“ไม่ติดหรอกพ่อ หลินจะพยายามหาทางช่วยโจ้เอง อันดับแรกคือเราต้องติดต่อธนาคาร ขอชื่อนามสกุลของคนที่เอาเช็คไปขึ้นเงิน ถ้าได้ก็คงหาตัวได้ไม่ยาก” เกวลินพูดตามความคิดของตัวเอง

“ถ้ามันง่ายอย่างนั้นก็ดีสิ พ่อกลัวว่าจะยาก” กำธรพูดอย่างเผื่อใจไว้ก่อน

“ไม่ลองก็ไม่รู้จ้ะพ่อ เราต้องลองทุกทางที่จะช่วยโจ้”

“มันยากนะพี่หลิน ทางบริษัทบอกว่าให้ผมจ่ายเป็นเงินก้อนสิบล้านบาทภายในสิ้นเดือนนี้ครับ”

เกวลินทำหน้าตกใจจนหน้าซีด ไม่คิดว่าเส้นตายที่ทางบริษัทยื่นให้จะเร็วถึงเพียงนี้ ที่สำคัญจำนวนเงินที่ต้องใช้หนี้ไม่ได้หลักหมื่น แต่หลักสิบล้าน ฟังแล้วเธออยากเป็นลมเสียให้ได้

“หา! สิ้นเดือนนี้เหรอ” เกวลินร้องเสียงหลง “จะบ้าหรือไง ใครจะหาได้เงินตั้งสิบล้าน”

“ตอนพ่อได้ยินครั้งแรก ทำเสียงและหน้าไม่ต่างกับแกเลย ตกใจจนแทบเป็นลม” กำธรกล่าวเสริม สีหน้าเขาหนักใจมาก

“บริษัทบ้าอะไรเนี่ย นอกจากจะไม่ช่วยพนักงานแล้ว ยังมาขูดเลือดกับปูอีก” เกวลินบ่น

“ตอนนี้บริษัทยังไม่แจ้งความนะพี่หลิน เขาบอกว่า ถ้าผมหาเงินมาให้ไม่ได้ เขาจะไปแจ้งความ” ชรัณบอกเพิ่มเติม และรู้ตัวว่า เขาไม่มีทางหาเงินได้แน่นอน “ไม่เป็นไรหรอกพี่ ถึงเราจะพยายามหา เราก็คงหาไม่ได้ เงินมันก้อนใหญ่ อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด”

“พี่จะพยายามทำให้ดีที่สุด พี่ไม่ยอมให้โจ้ติดคุกแน่นอน พรุ่งนี้พี่จะไปติดต่อธนาคาร ลองไปคุยกับเขาดูเผื่อจะหาทางออกได้” มันคงเป็นวิธีที่ดีที่สุดในตอนนี้ “โจ้พักผ่อนเถอะ พี่จะไปอาบน้ำนอน พรุ่งนี้มีอีกหลายเรื่องที่ต้องทำ”

เกวลินตบบ่าน้องชายเบาๆ ยิ้มอ่อนให้ ก่อนจะลุกเดินไปอาบน้ำ

“พี่แกแบกรับภาระเยอะนะ เรื่องของแม่เพิ่งเคลียร์ได้ นี่มาเรื่องแกอีก” กำธรสงสารลูกสาวคนโตยิ่งนัก “ไม่เหมือนหวานเลย รายนั้นไม่ทุกข์ร้อนอะไรทั้งนั้น”

“ผมขอโทษครับพ่อ” ชรัณยกมือไหว้บิดา หน้าสำนึกผิด

“เอ็งก็ไม่ได้ตั้งใจให้เรื่องนี้เกิดขึ้น ก็อย่าโทษตัวเองเลย มันอาจเป็นกรรมของเรา คิดแค่นี้จะได้สบายใจ เอ็งไปพักเถอะ พ่อจะไปรับลมข้างนอกหน่อย”

กำธรลุกเดินไปหน้าบ้าน ไปนั่งสูบบุหรี่ดับความกลัดกลุ้ม ความทุกข์ที่มีอยู่ในใจ เงินจำนวนมากขนาดนี้ไม่มีใครให้กู้แน่นอน หากกู้ได้ก็ต้องมีหลักทรัพย์มาค้ำประกัน ซึ่งเขาและครอบครัวไม่มี เสียงถอนหายใจพรืดยาวดังขึ้นพร้อมกับเสียงเรียกเข้ามือถือของชรัณ ที่เจ้าตัวกดรับมันและพูดคุยกันนานครึ่งชั่วโมง กว่าจะจบการสนทนา

คนที่โทรมาหาชรัณ บอกวิธีหาเงินที่ได้ครั้งละมากๆ และหากทำหลายครั้ง เขาก็จะได้ผลตอบแทนหลักสิบล้าน ชรัณขึ้นไปบนห้องส่วนตัว นั่งคิดว่าจะทำงานที่เพื่อนแนะนำดีหรือไม่ อีกหนึ่งชั่วโมงต่อมา ชรัณโทรศัพท์กลับไปหาเพื่อนคนเดิม บอกตกลงจะรับทำงานพิเศษนี้

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 6 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

4 ความคิดเห็น