จอมใจภาวินทร์

ตอนที่ 7 : บทที่ 3 (100%)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 814
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    20 มิ.ย. 60

           



           สองวันต่อมา

        อมรรู้ซึ้งกับคำว่า เคราะห์ซ้ำกรรมซัดก็วันนี้เอง สืบเนื่องจากมีลูกค้ารายหนึ่งเข้าร้องเรียนกับหน่วยงานหนึ่งที่ดูแลเรื่องผู้บริโภคว่า ใช้ครีมรองพื้นตัวนี้แล้วเกิดปัญหาผื่นขึ้น เกิดอาการคันอย่างหนัก พอวันรุ่งขึ้นใบหน้าบริเวณแก้มของคนร้องเรียนเกิดไหม้ ทำให้ใบหน้าเสียโฉม

หญิงสาวรายนี้จึงเข้าไปร้องเรียนกับหน่วยงานดังกล่าว ก่อนจะนำผลไปตรวจสอบหาสารปนเปื้อน แล้วผลที่ออกมาคือ ครีมรองพื้นตัวนี้มีสารที่เป็นอันตรายต่อผิวของมนุษย์ ทางหน่วยงานนั้นมีอำนาจมากพอที่จะสั่งให้ยุติการขายผลิตภัณฑ์ทุกชนิดของทางบริษัท จนกว่าทางบริษัทจะแก้ไขผลิตภัณฑ์ให้ถูกต้อง ไม่เพียงแค่นั้น หญิงสาวรายนั้นได้ฟ้องร้องค่าเสียหายกับทางบริษัทเป็นจำนวนเงินสามแสนบาทอีกด้วย

        “ทำไมผมถึงเพิ่งรู้เรื่องนี้” อมรถามยุพิน ผู้จัดการฝ่ายการตลาดที่เพิ่งนำข่าวนี้มาแจ้งเจ้าของบริษัท “เรื่องใหญ่ขนาดนี้ทำไมเพิ่งมาบอก”

        “เรื่องนี้ดิฉันแจ้งคุณป้องตั้งแต่เกิดเรื่องแล้วนะคะ ดิฉันนึกว่าคุณป้องจะบอกท่านประธานแล้ว”

        “ป้องไม่ได้บอกผมนะ ซึ่งน่าจะบอกกันเพราะมันไม่ใช่เรื่องเล็กๆ เลย”

อมรไม่เข้าใจว่า เหตุใดว่าที่ลูกเขยเขาจึงไม่บอกเรื่องนี้ ทั้งที่เป็นเรื่องน่าจะบอกที่สุด เขาไม่รอช้ารีบโทรศัพท์หาภาวินทร์ทันที ทว่ากลับติดต่อภาวินทร์ไม่ได้ ราวกับว่าอีกฝ่ายปิดเครื่อง อมรจึงส่งข้อความไปทางไลน์ แต่ก็ไม่สามารถส่งข้อความได้ เนื่องจากภาวินทร์ออกจากการสนทนา ประหนึ่งว่าลบไลน์ในมือถือออก

“ดิฉันโทรติดต่อคุณป้องก่อนเข้ามาหาท่านค่ะ แต่ติดต่อไม่ได้ สงสัยคุณป้องปิดเครื่อง”

“ใช่ ติดต่อไม่ได้ สงสัยป้องปิดเครื่องจริงๆ” เขาพูดเสียงเหนื่อยใจ “แต่อยากรู้ว่าทำไมป้องถึงไม่บอกผม เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ สมควรจะบอกผมที่สุด”

        “คุณป้องอาจมีเหตุผลของเขานะคะ เท่าที่ดิฉันรู้ คุณป้องเป็นคนไปพูดกับผู้หญิงคนนั้นไม่ให้นำเรื่องนี้ไปบอกสื่อ แล้วยังขอร้องเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบด้วยว่า ให้ตรวจสอบอย่างเงียบๆ เรื่องนี้ถึงได้ไม่เป็นข่าวไงคะ เพราะถ้าเป็นข่าวละก็ บริษัทเราต้องเสียชื่อเสียงแน่”

        “ถึงบอกไม่บอกนักข่าวตอนนี้บริษัทของผมก็เสียชื่อเสียงแล้ว แถมยังถูกไม่ให้ขายสินค้าอีก”

อมรเครียดหนัก เรื่องไฟไหม้โรงแรมรอยัลเพลสยังไม่ลงตัว กลับมีเรื่องนี้ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องใหญ่กว่าเพลิงไหม้อีกหลายเท่าเข้ามาซ้ำ อมรปวดหัวจนคิดอะไรไม่ออก มันตื้อไปหมด

“เราจะทำยังไงดีคะท่าน เราขายสินค้าไม่ได้ แล้วยังต้องเรียกคืนสินค้ากลับเข้ามาอีก มันเสียหายมากนะคะท่าน” ยุพินหนักใจเรื่องนี้ไม่น้อย เพราะหากบริษัทไม่สามารถทำการค้าขายได้ นั่นเท่ากับว่าไม่มีรายได้เข้ามา ลูกกระทบเกิดขึ้นกับทุกคนในบริษัทที่จะไม่ได้รับเงินเดือน หรืออาจถึงขั้นเลิกจ้างเลยก็ว่าได้ “ไหนจะสินค้าที่กำลังผลิตงวดนี้อีก ค่าผลิตที่จ่ายไปคือเงินสำรองทั้งหมดของบริษัท ไม่พอยังจ่ายล่วงหน้าเป็นเช็คอีกสามสิบล้าน เราไม่มีเงินฉุกเฉินเลยนะคะท่าน”

        อมรเบิกตากว้าง อารามตกใจเกิดขึ้นบนใบหน้าผู้สูงวัย เมื่อได้ยินคำพูดของยุพิน

        “คุณว่าอะไรนะ เงินในบัญชีบริษัทไม่มีเลยเหรอ เป็นไปได้ยังไง อาทิตย์ก่อนป้องเอาบัญชีรายรับรายจ่ายมาให้ผมดู มีเงินหมุนเวียนเหลือเกือบเจ็ดสิบล้านบาทเลยนะ มันจะหมดได้ยังไงแล้วผมสั่งผลิตสินค้ามากขนาดนั้นตั้งแต่เมื่อไหร่” อมรถามเสียงสั่น ความตกใจยังไม่หาย

        “ท่านเป็นคนอนุมัติสั่งผลิตแป้งรองพื้นหนึ่งล้านตลับไงคะ ในเอกสารยังระบุด้วยว่า จ่ายด้วยเงินสดเจ็ดสิบล้านบาท ตีเป็นเช็คล่วงหน้าสามสิบล้านบาท ดิฉันยังแปลกใจเลยว่า ทำไมท่านสั่งผลิตเยอะขนาดนี้ แต่คุณป้องบอกว่า ท่านเซ็นอนุมัติแล้ว คุณป้องยังเอาเอกสารฉบับนั้นให้ดิฉันดูเลยค่ะ”

        สมองอมรเกิดความงง ไม่เข้าใจ เขาจำได้ว่า ภาวินทร์ไม่เคยบอกเขาเรื่องนี้ให้รู้ เคยพูดให้ฟังแค่ว่าต้องผลิตสินค้าเพิ่ม แต่ไม่ได้เจาะจงว่าเท่าไหร่ ที่สำคัญอมรมั่นใจว่า ไม่เคยเซ็นเอกสารอนุมัติผลิตแป้งรองพื้นจำนวนหนึ่งล้านตลับ แล้วภาวินทร์นำเอกสารฉบับนั้นมาจากไหน

        “ฉันไม่เคยเซ็นอนุมัตินะ ไม่เคยจริงๆ”

ระหว่างที่อมรกำลังตึงเครียดกับเรื่องที่ได้รับรู้ พันทิพา ผู้จัดการแผนกบัญชีเคาะประตูห้องแล้วรีบเดินเข้ามารายงานเรื่องด่วนให้เจ้านายรับรู้

        “ท่านคะ แย่แล้วค่ะ ตัวแทนจำหน่ายมาอออยู่ด้านล่างค่ะ พวกเขามาขอคืนเงินค่าสินค้าที่เรียกคืนไปค่ะ พวกเขาบอกว่าถ้าไม่ได้เงินภายในวันนี้ จะพากันไปแจ้งความค่ะ”

อมรถึงกับผ่อนลมหายใจออกมาพรืดยาวด้วยความหนักอก ไม่ใช่เรื่องแปลกที่ตัวแทนจำหน่ายจะมาขอเงินคืนค่าสินค้า เนื่องจากตอนสั่งสินค้าไปให้ผู้ค้ารายย่อย ตัวแทนทั้งหลายได้จ่ายเงินค่าสินค้าแล้วทั้งสิ้น เมื่อถูกเรียกคืนสินค้า พวกเขาจึงมาขอเงินคืน ซึ่งอมรก็ต้องคืนให้ทั้งหมด

        “ก็คืนเขาไป ทั้งหมดเท่าไหร่ล่ะ”

        “ปัญหามันไม่ได้อยู่ที่ว่า ทั้งหมดเท่าไหร่ แต่มันติดตรงที่ว่า เราไม่มีเงินสำรองจ่ายให้ค่ะ” ยุวดีบอกปัญหาใหญ่กว่าให้อมรรับรู้

        เรื่องเงินหมุนเวียนในบริษัทที่จ่ายค่าผลิตสินค้ายังคาใจเขาอยู่ และคนเดียวที่จะให้คำตอบเขาได้คือ ภาวินทร์ ทว่าว่าที่ลูกเขยกลับติดต่อไม่ได้ในทุกทาง เขาจึงต้องวางปัญหาคาใจนี้ไว้ก่อน สะสางปัญหาเฉพาะหน้าที่ประดังเข้ามา

        “ผมมีเงินสดในบัญชีอยู่บ้าง ผมจะโอนเข้าบัญชีบริษัท จะได้เอาไปจ่ายให้ตัวแทน แล้วเงินต้องใช้ประมาณเท่าไหร่”

        “เผื่อขาดเผื่อเกินก็ประมาณสองล้านบาทค่ะ” 

อมรหันไปทำธุรกรรมทางการเงินผ่านช่องทางอินเตอร์เน็ต ไม่กี่นาทีต่อมาเงินในบัญชีของเขาจำนวนหนึ่งล้านห้าแสนบาทถูกโอนเข้าบัญชีของบริษัท

ชายสูงวัยที่กำลังถูกปัญหารุมเร้ามองจำนวนเงินที่เหลืออยู่ราวห้าแสนบาทด้วยความหนักใจ เงินจำนวนนี้เป็นจำนวนเงินก้อนสุดท้ายที่เขามี เนื่องจากอมรนำเงินไปลงทุนในบริษัทเกือบหมด ได้กำไรมาก็นำไปหมุนเวียนในบริษัทเพื่อให้เกิดสภาพคล่อง ทว่าเรื่องที่เกิดขึ้นหลายเรื่อง ทำให้เขากลัวว่า จะหาเงินมาใช้จ่ายในบริษัทไม่ได้ อมรภาวนาในใจขออย่าให้มีเรื่องใดเข้ามาอีกเลย แค่นี้เขาก็คิดว่า กำลังรับมือไม่ไหว

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

9 ความคิดเห็น