จอมใจภาวินทร์

ตอนที่ 28 : บทที่ 12 (100%)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,387
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 9 ครั้ง
    17 ส.ค. 60

จอมใจภาวินทร์
อัญญาณี
www.mebmarket.com
      ความแค้นที่สะสมเป็นเวลาหลายปีกำลังถูกสะสาง “หล่อน” ที่ไม่เคยสำนึกผิดกับการกระทำของตัวเองกำลังถูก        “เขา” ลงทัณฑ์ วิธีการลงโทษขอเขาไม่ธรรมดา นอกจากจะทำให้ครอบครัวเธอหมดเนื้อหมดตัว เขายังทำให้หล่อนมาอยู่ในฐานะนางบำเรอ ที่ยิ่งนับวันความเร่าร้อนของจำเลย จะยิ่งทำให้โจทก์หวั่นไหว และโขกสับหล่อนยิ่งกว่าทาส ทาสสวาทที่ไม่ธรรมดา...เพราะฤทธิ์เดชยิ่งกว่าพริกร้อยเม็ด!       “ถ้าเธอไม่หยุดทำให้ฉันปวดหัว ฉันจะจูบเธอต่อหน้าคนงาน” ภาวินทร์ขู่เสียงเขียว จ้องมองสาวตรงหน้าที่ยืนเท้าเอว ไม่มีทีท่าเกรงกลัวเขาแม้แต่น้อย       “ถ้าคุณจูบฉันต่อหน้าคนงาน ฉันก็จะจูบพี่ชาตรีต่อหน้าคุณเหมือนกัน” เจอย้อนแบบนี้เข้าไป ภาวินทร์ถึงกับอ้าปากค้าง ไม่คิดว่าเธอจะยอกย้อนเช่นนี้ ก่อนจะหันไปมองชาตรี ลูกน้องคนสนิทที่สะดุ้งสุดตัวเมื่อรู้ว่าตนเข้าไปอยู่สงครามประสาท       “เธอกล้าเหรอ” ภาวินทร์เสียงเข้มกว่าเก่า       “คุณก็ลองทำดูสิ แล้วคุณจะรู้ว่าฉันทำจริงหรือไม่จริง” เอมิกาท้ากลับ เชิดหน้าใส่ “ฉันทำให้คุณดูตอนนี้เลยก็ได้นะ มามะ พี่ชาตรีจ๋า มาให้เอมจูบหน่อย”      ผู้พูดเดินตรงไปหาชาตรีที่ก้าวถอยหนีด้วยความกลัว เขาไม่ได้กลัวว่าเอมิกาจะจูบตนจริงๆ แต่กลัวแววตา ท่าทางของเจ้านายตัวดีต่างหาก กลัวว่าเท้าหนักๆ ของเจ้านายจะประเคนใส่หน้าตน ภาวินทร์ถึงกับทนไม่ไหว ตะเบ็งเสียงเรียกสาวแสบดังลั่น       “เอมิกา!” ไม่พูดเปล่า เขาก้าวฉับๆ ไปหาร่างแน่งน้อย ก่อนจะจับหล่อนพาดบ่า เดินลิ่วๆ ไปบ้านพัก เดินไปตีก้นหล่อนไปด้วย ไม่สนใจเสียงร้อง และกำปั้นน้อยๆ ที่ทุบหลังเขาไม่หยุด “ร้ายนักนะ ร้ายอย่างนี้เดี๋ยวจะทำให้คลานลงจากเตียงเลยคอยดู”        มาดูกันสิว่า คดีนี้ใครจะชนะระหว่าง โจทก์หนุ่มสุดหล่อกับจำเลยสุดสวย ใครคือผู้ชนะ

ภาวินทร์เดินเคียงคู่เอมิกาออกมาจากบ้านพัก เขาปรายตามองลูกหนี้สาวที่วันนี้แต่งองค์ทรงเครื่องเต็มยศเช่นเคย ทว่าวันนี้ต่างกับวันอื่นเป็นเพราะหล่อนสวมเสื้อเชิ้ตแขนยาวแบบเอวลอย ชายเสื้อผูกเป็นโบว์ดูเก๋ไก๋ เผยให้เห็นความขาวของผิวกายตรงบริเวณท้อง กางเกงที่หล่อนใส่ก็เป็นแบบเอวต่ำรัดรูปเห็นสรีระอย่างชัดเจน และที่ขาดไม่ได้คือหมวกปีกกว้างกับแว่นตาสีชา

        “ถามจริงเถอะ เสื้อตัวอื่นไม่มีหรือไงถึงได้ใส่เสื้อตัวนี้” เขาเท้าเอวถามหล่อน จังหวะที่ภาวินทร์ถาม ชาตรีได้เดินถือสมุดบัญชีมายืนมองสองหนุ่มสาวสนทนากัน

        “มีเยอะแยะ แต่จะใส่ตัวนี้จะทำไม” เอมิกาไม่สนใจ หล่อนอยากใส่ตัวไหนก็เรื่องของหล่อน เขาไม่มีสิทธิ์ก้าวล่วงเรื่องนี้ “อย่าให้มันเยอะนะคะคุณเจ้าหนี้ ฉันเป็นลูกหนี้ไม่ใช่ทาสในเรือนเบี้ยถึงจะมาจำกัดสิทธิในการแต่งตัว อีกอย่างชุดนี้ก็สวยดีออก ฉันชอบ”

        “แต่ชุดนี้มันโป้ คนงานผู้ชายคงมีสมาธิทำงานหรอกนะ” ภาวินทร์ห่วงเรื่องนี้ แต่จะว่าไป เขาหวงหล่อนมากกว่า “แล้วใส่ชุดนี้ไม่กลัวผิวเสียหรือไง ปกติใส่ซะมิดชิดไม่ให้ผิวโดนแดด”

        “โป้ตรงไหน ไม่เห็นจะโป้เลย” หล่อนเถียงต่อ

        “ฉันบอกว่าโป้ก็โป้สิ ไป ไปเปลี่ยนเดี๋ยวนี้เลย”

        “ไม่เปลี่ยน” หล่อนพูดเสียงดังฟังชัด “ถ้าคุณยังพูดไม่รู้เรื่องอีกล่ะก็ ฉันจะไปเปลี่ยนเป็นชุดเกาะอกแทน เลือกเอาจะเอาแบบไหน แล้วที่คุณถามว่าไม่กลัวผิวเสียเหรอ ตอบเลยว่าไม่กลัวเพราะวันนี้ฉันไม่ทำงานกลางแดด แต่จะไปทำงานในร่มแทน”

        “ฉันไม่ได้บอกให้เธอทำงานในร่มซะหน่อย เธอต้องทำงานในไร่องุ่นตามเดิม” เจ้าของไร่พูดเสียงเข้ม “ไปเลยไปเปลี่ยนเสื้อเดี๋ยวนี้เลย”

        “ไม่เปลี่ยน” ลูกหนี้ยืนกรานเสียงหนักแน่น

        “เธอนี่ดื้อจริงเชียว” ภาวินทร์เข่นเคี้ยว มองหน้าลูกหนี้คนสวยที่ไม่เคยลดราวาศอกเขาเลยสักนิดเดียว

        “ไม่พูดด้วยแล้ว ไปทำงานดีกว่า อ้อ...วันนี้ฉันไม่เก็บองุ่นนะเบื่อแล้ว จะไปดูเขาเก็บไข่ไก่แทน ท่าทางจะสนุกกว่า ไปล่ะ” เอมิกาพูดจบก็เดินหนี เดินไปยังฟาร์มเลี้ยงไก่ไม่สนใจภาวินทร์ที่ยืนปวดหัวกับความเอาแต่ใจของเอมิกา ทว่าหล่อนเดินไปได้ไม่กี่ก้าวก็หมุนตัวเดินกลับมาหาเจ้าของไร่ “ลืมไป”

        “ลืมอะไรอีกล่ะ” เอมิกายังไม่ตอบ หยิบกระดาษแผ่นหนึ่งออกจากกระเป๋ากางเกง ก่อนจะยื่นให้เขา

        “อ่ะ ซื้อให้ด้วย” ภาวินทร์คลี่กระดาษอ่านแล้วอ่านรายการที่หล่อนเขียนไว้ “ซื้อให้ครบนะ ฉันต้องใช้ ถ้าซื้อไม่ครบล่ะน่าดู ”

        “ซื้อหมดนี้เนี่ยนะ” เขาอุทาน ข้าวของเครื่องใช้บางอย่างเขาสามารถซื้อให้ได้ แต่บางอย่างนี่สิ คิดหนัก เกิดมาไม่เคยเข้าร้านขายชุดชั้นในด้วย

        “ก็ใช่น่ะสิ โดยเฉพาะกางเกงในต้องซื้อมาให้ได้นะ เอายี่ห้องและไซร์ที่บอกด้วย ฉันเอากางเกงในมาไม่กี่ตัวเอง ไม่พอใส่ แล้วอย่าซื้อผิดล่ะ โตแล้วน่าจะซื้อได้” หล่อนสั่งราวกับว่าเขาเป็นคนรับใช้ “ไปล่ะ”

        โอ๊ย! กูจะบ้า กูอยากบ้า...

        ภาวินทร์ถึงกับครวญในใจ

        “ให้ผมไปซื้อให้ไหมครับคุณป้อง”

ชาตรีขันอาสา รู้สึกสงสารและเห็นใจภาวินทร์ไม่น้อย อยากระเบิดเสียงหัวเราะกับหน้าตาท่าทางของภาวินทร์ แต่ก็กลัวว่าจะโดนบาทาของเจ้านาย

“ไม่ต้อง กูจัดการเอง” ภาวินทร์ตอบกลับทันที คิดในใจว่า หากไม่มีชุดชั้นในอยู่ในรายการ เขาคงไม่ปฏิเสธความหวังดีของชาตรี “ปวดหัวโว้ย” 

“เอายาพาราสักสองเม็ดไหมครับ ผมจะไปหยิบมาให้”

“เออ รีบไปหยิบมาเลยมึง กูปวดหัวแต่เช้า ข้าวยังไม่ได้กิน กินยาก่อนเลย เจริญล่ะกู”

ชาตรีกลั้นหัวเราะแทบไม่ไหว รีบเดินเข้าไปในบ้านเพื่อหยิบยาแก้ปวดศีรษะให้เจ้านาย ที่ระยะหลังมานี้ต้องพึ่งมันอยู่บ่อยๆ หยิบยาก็ไม่ลืมหยิบน้ำมาให้ด้วย

<><><><><><><><><> 

        หลังทานอาหารเช้าเสร็จ เอมิกาเดินมายังฟาร์มเลี้ยงไก่พร้อมกิ่งไผ่ เอมิการู้สึกตื่นเต้นที่จะได้เก็บไข่ไก่เป็นครั้งแรกในชีวิต รวมถึงได้เห็นวิธีการเลี้ยงไก่ไข่นับพันตัวอีกด้วย

        “เลี้ยงไก่เยอะอย่างนี้ ไม่มีปัญหาเรื่องกลิ่นขี้ไก่เหรอกิ่ง ฉันเคยดูข่าวนะว่า มีหลายที่ที่มีปัญหาเรื่องนี้ ชาวบ้านฟ้องร้องกันบ่อยๆ” เอมิกาถาม

        “ที่นี่เลี้ยงแบบระบบปิดค่ะ มีการกำจัดกลิ่น จึงไม่มีปัญหาเรื่องนี้ อีกอย่างส่วนของฟาร์มเลี้ยงไก่อยู่ท้ายไร่ซึ่งไม่มีบ้านเรือนผู้คนอาศัย ด้านหลังจะเป็นป่า เลยไม่มีปัญหาเรื่องที่คุณเอมถามค่ะ”

        “ฉันเคยได้ยินนุ่มพูดว่า จะมีพ่อค้าคนกลางมาเก็บไข่ทุกวันเลยเหรอ”

        “ใช่ค่ะ นั่นไงคะ รถของเฮียหมานมาจอดรอซื้อไข่ตั้งแต่เช้าเลย” กิ่งไผ่ชี้ไปยังรถกะบะที่จอดอยู่หน้าฟาร์มเลี้ยงไก่ “แกจะมาเอาไข่ทุกเช้าจ้ะ บางวันก็มาเช้าเย็น”

        “มีคนมาเอาไข่ไก่เจ้าเดียวเหรอ” เอมิกาถามต่อ

        “ใช่ค่ะ ผูกขาดแกคนเดียว แกเป็นลูกค้าของที่นี่ตั้งแต่คุณแม่คุณป้องยังไม่เสียค่ะ พอสิ้นบุญคุณท่าน คุณป้องก็ไม่ได้เปลี่ยนเจ้าที่มาเก็บผลผลิตในไร่ ทุกอย่างยังคงเดิมทั้งหมดค่ะ”

        สองสาวเดินไปคุยไปจนกระทั่งถึงรถกระบะหลังคาสูงของเฮียสมาน ที่กำลังยืนดูลูกน้องของตนกับคนงานในฟาร์มช่วยกันขนไข่ขึ้นรถ

        “วันนี้มาเองเลยนะเฮีย” กิ่งไผ่ทักสมาน

        “เอาไข่ขึ้นรถเสร็จ อั้วก็จะเอาไข่ไปส่งที่กรุงเทพ อั้วเลยมาด้วย” เฮียสมานตอบ “อั๊ววานเอาหอยนางไปให้คุณป้องด้วยนะ อั๊วซื้อมาฝาก”

        สมานเดินไปหน้ารถกระบะ หยิบหอยนางรมสดๆ ที่เขาใส่ไว้ในกระติกบรรจุน้ำแข็งมาให้กิ่งไผ่ เพื่อนำไปให้ภาวินทร์อีกทอดหนึ่ง

        “อ่ะนี่” สมานส่งให้กิ่งไผ่

        “เฮียเอามาให้คุณป้องทีไร พวกเราได้กินด้วยทุกที ขอบคุณเฮียมากนะ”

        “ไม่เป็นไร เรื่องแค่นี้เอง อั๊วเต็มใจให้อยู่แล้ว” เฮียสมานยิ้มตาหยี ก่อนจะหันมามองหน้าเอมิกาที่แต่งเนื้อแต่งตัวไม่เหมือนคนงานในไร่ แม้ว่าหล่อนจะสวมแว่นตาสีชาแต่ก็ไม่ได้ทำให้ความงามลดน้อยลง “คุณคนสวยนี่ใครเหรออากิ่ง หรือว่าเป็นคนงานคนใหม่”

        “ฉันชื่อเอมิกาค่ะ เรียกสั้นๆ ว่าเอม ฉันเป็นหนึ่งในคนงานของที่นี่ค่ะ” เอมิกาแนะนำตัว

        “ไม่น่าเชื่อเลยว่า คุณป้องจะมีคนงานสวยอย่างนี้” สมานชมจากใจ

        “เฮียมีลูกมีเมียแล้วนะ ห้ามคิดอะไรกับคุณเอมด้วย แต่ถึงจะคิดก็คงไม่สมหวัง คุณเอมไม่ใช่คนงานธรรมดานะ เป็นคนงานกิตติมศักดิ์ เพราะเป็นแฟนของคุณป้อง” สมานยิ้มแห้งกับคำพูดของกิ่งไผ่ เมื่อรู้สถานะที่แท้จริงของเอมิกา

        “อั๊วไม่ได้คิดอะไรสักหน่อย อั๊วมีเมียแล้ว ขืนคิดอะไรกับผู้หญิงอื่น มันเอาอั๊วตายแน่ๆ”

สมานยังขนลุกกับการหึงหวงของภรรยาที่จำได้ติดตาติดใจ และนับจากเหตุการณ์ครั้งนั้น เขาเลิกเจ้าชู้อย่างเด็ดขาด หากไม่เลิกมีหวังตายสนิท

“ฉันเอาหอยนางรมไปให้คุณป้องก่อนนะ” กิ่งไผ่บอกสมานที่พยักหน้ารับรู้ “คุณเอมจะไปกับกิ่งหรือว่าจะรอกิ่งที่นี่คะ”

“ฉันไปด้วยดีกว่า มาด้วยกันไปด้วยกันเลือดสุพรรณไง”

“ค่ะ งั้นไปกันค่ะ” สองสาวพากันเดินไปหาภาวินทร์ ที่ตอนนี้คงอยู่ในสำนักงานที่อยู่ใกล้กับโรงครัว ระหว่างที่เดินไป เอมิกาก็มีคำถามถามกิ่งไผ่

“กิ่ง เธออยู่ที่นี่มานาน เคยเห็นคุณพ่อคุณแม่บุญธรรมของคุณป้องไหม”

“เคยค่ะ ท่านสองคนเคยมาที่นี่หลายครั้ง มาพักทีก็เป็นเดือนค่ะ” กิ่งไผ่ตอบ “ท่านเพิ่งกลับไปก่อนหน้าคุณเอมจะมาอยู่ที่นี่สามสี่วันค่ะ”

“ท่านเป็นคนใจดีไหม”

“ใจดีมากค่ะ ไม่ถือตัวด้วยนะคะ คุณลุงปัญญายังมาช่วยพวกเราทำงานเลยค่ะ แกบอกว่าอยู่ว่างๆ เหงา แต่ก็ไม่ได้ช่วยงานหนักอะไร ทำเบาๆ ตามประสาคนแก่”  

“วันหนึ่งฉันคงได้พบกับท่าน แล้ววันนั้นฉันจะขอโทษท่าน กราบบนตักของท่านทั้งสอง” เอมิกาเอ่ยเสียงเบา สีหน้าหมองลง กิ่งไผ่ทำหน้าสงสัยกับประโยคที่ได้ยิน

“ขอโทษเรื่องอะไรจ้ะคุณเอม”

“อ๋อ ไม่มีอะไรหรอก ฉันก็พูดเรื่อยเปื่อยไปงั้นแหละ” เอมิกาแก้ตัว “เรารีบเอาหอยไปให้คุณป้องดีกว่านะ”

เอมิกาพูดขบก็เร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้น คล้ายกับว่ากำลังเดินหนีคำถามของกิ่งไผ่ที่อาจเกิดขึ้น กิ่งไผ่ไม่ได้ถามคำถามที่อยากถาม หล่อนรีบเดินตามเอมิกาไปหาเจ้านายของตน

<><><><><><><><><><> 

        หลังจากกิ่งไผ่เอาหอยนางรมไปให้ภาวินทร์ เขาได้สั่งให้หล่อนนำไปให้ป้าหวินเปลี่ยนหอยนางรมเป็นอาหารกลางวัน เอมิกาที่วันนี้ไม่อยากไปทำงานในฟาร์มไก่ หล่อนจึงเลือกที่จะช่วยป้าหวินทำงานในห้องครัวแทน แต่จะว่าไปเรียกว่าช่วยคงไม่ได้ เพราะหล่อนได้แต่ยืนมอง และสนใจหอยนางรมเป็นพิเศษ จนต้องหยิบมันขึ้นมาดู

        หอยนางรมที่เฮียวสมานซื้อมาฝากภาวินทร์ เป็นหอยนางรมที่ยังอยู่ในเปลือกหอย ที่จะได้ความสดมากกว่าซื้อที่แกะเปลือกแล้ว ป้าหวินจึงต้องนำมาเกาะแล้วนำหอยตัวโตๆ มาไว้ในชามใบใหญ่

        “หอยนางรมอร่อยเหรอคะป้า” เอมิกาถามแม่ครัว

        “อร่อยจ้ะ กินสดๆ ยิ่งอร่อย เขาว่ากันว่า กินหอยนางรมแล้วจะทำให้มีพลังทางเพศ”

        “จริงหรือป้า”

        “เขาว่ากันมา ป้าก็ว่าตามนั้น” ป้าหวินเงยหน้าตอบ “คุณเอมไม่เคยกินหอยนางรมหรือจ้ะ”

        “ไม่ค่ะ ไม่เคยกินแล้วไม่เคยเห็นมันอยู่ในเปลือกหอยด้วย เคยเห็นที่เขาทำพร้อมขายค่ะ”

เอมิกาพูดไปด้วยพยายามแกะหอยที่อยู่ในมือไปด้วย แต่ทำไมมันแกะยากเหลือเกิน ไม่เห็นเหมือนกับที่ป้าหวินแกะ ที่แลดูเหมือนง่ายดาย กว่าหล่อนจะแกะได้ก็ต้องใช้เวลา

        “งั้นวันนี้ก็ลองกินนะ ป้าจะทำหอยทอดให้กิน ส่วนของคุณป้อง เขาชอบกินสดๆ ป้าจะให้อิ่มไปเก็บกระถินมาเป็นเครื่องเคียง”

ปากป้าหวินพูด มือก็ยังทำงาน ในขณะที่สองสตรีต่างวัยกำลังคุยกันไป แกะหอยกันไป คนงานกลุ่มหนึ่งราวเจ็ดคนได้พากันเดินเข้ามาในโรงครัว เพื่อทานอาหารที่ป้าหวินเก็บไว้ให้ คนงานกลุ่มนี้เพิ่งกลับมาจากไปส่งผลไม้ในกรุงเทพ เมื่อมาถึงพร้อมกับท้องหิว จึงพากันเดินมาที่นี่ ป้าหวินเมื่อเห็นคนงานกลุ่มดังกล่าวก็รีบลุกไปจัดเตรียมอาหารให้พวกเขาทาน

เป็นจังหวะเดียวกันกับที่ภาวินทร์กำลังเดินผ่านโรงครัว แต่เมื่อเห็นเอมิกานั่งทำอะไรบางอย่างอยู่บนม้านั่งตัวยาว เขารีบเบี่ยงเท้าเดินเข้าไปหาแม่จอมยุ่งทันที

        “เอ้า ไหนบอกว่าจะไปทำงานในฟาร์มไก่ แล้วทำไมมายุ่งวุ่นวายอยู่ที่นี่” เสียงภาวินทร์เอ่ยถามเอมิกาที่กำลังพยายามแกะหอยนางรมตัวที่สามอย่างตั้งใจ

        “ยุ่งเยิ้งที่ไหน ช่วยงานป้าหวินอยู่ต่างหากล่ะ” หล่อนเถียง “อย่ามาทำให้เสียสมาธิได้ไหม คนกำลังแกะหอยอยู่”

        “แกะหอยแค่นี้เนี่ยนะต้องใช้สมาธิ” ภาวินทร์อยากจะหัวเราะเป็นภาษาต่างดาว เมื่อได้ยินคำพูดของหล่อน เอมิกาส่งค้อนให้เขา และพยายามแกะหอยตัวนั้นต่อไป “ฉันขอเปิดหอยเธอดูหน่อยสิว่ามันเน่าหรือเปล่า ฉันได้กลิ่นตุๆ”

        เขาพูดขณะทำจมูกฟุตฟิด เอมิกาหน้าแดงเถือกทั้งจากความอายและความโกรธ เขาจะบ้าหรือไง อยู่ๆ มาขอเปิดหอยหล่อนดูในสถานที่โล่งแจ้งเช่นนี้ แล้วพูดต่อหน้าคนงานที่กำลังนั่งกินข้าว และตนอนี้พวกเขาก็หันมามองหล่อนเป็นตาเดียว

        “ไอ้ผู้ชายทุเรศ พูดอย่างนี้ได้ยังไง ปากหมา ปากเน่า ปากเหม็น ไอ้ที่คุฯบอกว่าเหม็นตุๆ ฉันว่าไข่คุณเน่ามากกว่า” หล่อนโต้กลับ

        “เธอคิดมากไปหรือเปล่า หอยที่ฉันว่า หมายถึงหอยที่อยู่ในมือเธอต่างหาก เธอคิดลึกไปไหนเนี่ย ฉันจะบอกอะไรให้นะ ไข่ฉันสะอาด หอมด้วยดมแล้วชื่นใจ เพราะฉันขัดถูมันทุกวัน เธอก็รู้นี่ว่ามันหอมแค่ไหน พูดอย่างกับไม่เคยดมไข่ฉันไปได้”

        เอมิกาทำหน้าไม่ถูกกับการเข้าใจผิดของตัวเอง หันไปมองหน้าคนงานที่ต่างพากันอมยิ้ม

        “ฉันไม่ผิด คุณพูดไม่เคลียร์เองต่างหาก”

        “เอาหอยมาดูสิ ท่าทางจะเน่า” เอมิกาส่งหอยนางรมในมือส่งให้ภาวินทร์ เขารับมันไว้แล้วแกะเปลือยหอยออกอย่างชำนาญ ไม่เก้ๆ กังๆ เหมือนหล่อน “เน่าจริงด้วย มิน่าล่ะเหม็นหึ่งเชียว”

        พูดจบก็โยนหอยนางรมที่เน่าเหม็นลงในถังขยะ

        “เธอไปทำงานที่ฟาร์มได้แล้ว ในครัวไม่เหมาะกับเธอหรอก” เอมิกายั้ว หล่อนทุบโต๊ะแล้วลุกขึ้นยืน

        “ฉันไม่ทำงานที่ฟาร์ม ไม่ทำที่ไหนทั้งนั้น ฉันง่วงจะไปนอน” จบคำพูดหล่อนก็สะบัดหน้าเดินออกไปจากโรงครัว ไม่ฟังเสียงเจ้าหนี้ที่พูดตามหลัง

        “เอมิกาหยุดนะ เธอจะทำอย่างนี้ไม่ได้นะ”

        “ทำได้สิ ทำไมจะทำไม่ได้ ก็คนมันง่วงก็ต้องนอน เชอะ”

เอมิกาหันมาเถียง ก่อนจะมุ่งหน้าเดินต่ไปยังบ้านพักของภาวินทร์ เจ้าของไร่ยืนเกาหัว มองร่างแม่จอมดื้อที่เดินลิ่วๆ ไม่สนใจเสียงเขาเลย

        “ปวดหัวฉิบหายเลยโว้ย”

คนงานที่เห็นเหตุการณ์ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ มองภาวินทร์เป็นตาเดียว แต่แล้วก็ต้องหุบยิ้ม หลบสายตาพัลวันเมื่อภาวินทร์ถลึงตาใส่ ก่อนจะรีบเดินออกไปจากโรงครัวทันที

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 9 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

9 ความคิดเห็น