จอมใจภาวินทร์

ตอนที่ 14 : บทที่ 6 (25%)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 921
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 9 ครั้ง
    8 ก.ค. 60

         วันรุ่งขึ้น

        ‘ไร่ญาติกา

        เอมิกามองป้ายชื่อไร่ขณะที่รถยนต์กำลังเคลื่อนตัวไปบนถนนทางเข้าไร่ ที่ไม่ได้เป็นดินลูกรังดังที่หล่อนเข้าใจ แต่เป็นถนนปูนที่สองข้างทางปลูกต้นคุณนายตื่นสายไปตลอดทาง เส้นทางที่ทอดยาวราวหนึ่งกิโลเมตรกว่าจะถึงบ้านหลังใหญ่ปลูกด้วยไม้สักทั้งหลัง ตั้งตระหง่านอยู่เนินเขาลูกเตี้ย ด้านขวามือเป็นทุ่งสีเขียวขจี มีม้าเดินเล็มหญ้าอยู่หกถึงเจ็ดตัว ถัดจากทุ่งโล่งจะเป็นพื้นที่การเกษตร ปลูกผลไม้นานาชนิดเต็มพื้นที่หนึ่งพันไร่ ส่วนทางด้านซ้ายของบ้าน เป็นฟาร์มเลี้ยงไก่แบบปิด ด้านหลังมีลำธารสายเล็กๆ กั้นระหว่างผืนป่าอันสมบูรณ์

        “ลงมาได้แล้ว ฉันไม่ได้ให้เธอมาอยู่ที่นี่ในฐานะเจ้านายนะ นั่งชมวิวอยู่ได้” เสียงดุๆ ของภาวินทร์ดังขึ้น ส่งผลให้คนที่กำลังมองดูธรรมชาติอันน่าอภิรมย์หน้าหงิกงอ ก้าวเท้าลงมาจากรถ “กระเป๋าอยู่ท้ายรถ ไปเอามาด้วย ฉันจะพาเธอไปบ้านพักคนงาน”

        “รู้แล้ว สั่งอยู่ได้ บ้าอำนาจ” เอมิกาบ่น กระแทกเท้าเดินไปยังท้ายรถยนต์ เปิดท้ายรถหยิบกระเป๋าเดินทางสองใบลงมาจากรถ ก่อนจะแกล้งปิดท้ายรถแรงๆ “ปัง!

        “นี่แม่คุณ ปิดให้มันเบาๆ ไม่ได้เหรอ ของฉันพังมาเธอต้องรับผิดชอบนะ” ภาวินทร์บอกสาวหน้างอ ที่ไม่สนใจคำว่า เดินมาชายร่างสูงที่มีร่างชาตรียืนอยู่ใกล้ๆ

        “ไหนคุณว่าจะพาฉันไปบ้านพักไงล่ะ พาไปสักทีสิ มัวแต่ยืนพูดอยู่ได้”

        “อย่ามาทำปากดีนะ เดี๋ยวจะโดนไม่ใช่น้อย”

        “กลัวตายล่ะ” เอมิกาพูดเบาๆ

        “เธอว่าอะไรนะ” ภาวินทร์รีบถามเพราะได้ยินไม่ชัด

        “เอ...ฉันพูดอะไรหว่า คิดไม่ออก อืม...” หล่อนทำท่าคิด “ไม่รู้สิ จำไม่ได้”

        “ไม่ต้องมายียวน รู้ไว้ซะด้วยว่าฉันเป็นใคร เธอเป็นใคร”

        “ฉันน่ะรู้ว่าฉันเป็นใคร ซึ่งมันก็ไม่ใช่เรื่องแปลก แต่คุณนี่สิ สงสัยอัลไซเมอร์จะกินถึงไม่รู้ว่าตัวเองเป็นใคร” เอมิกายียวนใส่ “ฉันว่านะ คุณควรจะให้พี่ชาตรีซื้อแป๊ะก๊วยให้กินบ้าง จะได้บำรุงสมอง”

        “เธอหาว่าฉันสมองเสื่อมเหรอ เดี๋ยวเถอะ เดี๋ยวได้เจอดีแน่” ภาวินทร์เริ่มปวดหัวกับท่าทางและคำพูดของเอมิกา

        “โอ๊ย! ร้อน” เอมิกาไม่สนใจภาวินทร์ หล่อนใช้มือโบกตรงใบหน้าไปมา “พี่ชาตรีขา พาเอมไปบ้านพักคนงานทีสิคะ เอมร้อน เอมอยากอาบน้ำ”

        เอมิกาหันมาพูดเสียงหวานกับชาตรี ไม่เพียงแค่นั้นยังเดินมาจูงมือเขาอีกด้วย ภาวินทร์เห็นแล้วถลึงตาใส่ลูกน้องที่หลบสายตาพัลวัน

        “ไอ้ชาตรี มึงจะไปทำงานก็ไป กูจะพาเอมไปเอง” ชาตรีรีบแจ้นออกไปจากจุดนี้ทันที ไม่รอให้เจ้านายสั่งเป็นครั้งที่สอง “แล้วนี่หอบเสื้อผ้าบ้าบออะไรมาตั้งสองกระเป๋า ทำตัวเป็นบ้าหอบฟางไปได้”

        กระเป๋าเดินทางของเอมิกาใหญ่ทั้งสองใบ ใหญ่ประมาณที่ว่า ให้หล่อนนอนขดตัวในกระเป๋ายังได้

        “ของใช้ส่วนตัว คุณไม่ได้บอกฉันนี่นาว่า ให้เอากระเป๋ามาได้กี่ใบ เสื้อผ้ากี่ชุด ฉันเลยขนมาเต็มกระเป๋าเลย นี่ยังไม่ได้ครึ่งหนึ่งที่ฉันมีเลยนะ”

        “ไปกันได้แล้ว อ้อ...เอามาเองก็เข็นกระเป๋าไปเองล่ะกัน ฉันไม่ช่วย”

ภาวินทร์คร้านโต้เถียงด้วย เขาเดินนำหน้าเอมิกาที่เข็นกระเป๋าเดินตามร่างสูงใหญ่ไปยังบ้านพักคนงานที่อยู่ห่างบ้านพักของเขาประมาณสามร้อยเมตร

“เอ้าถึงแล้ว” ภาวินทร์หันมาบอกสาวสวยที่เดินตามหลัง

“ที่นี้เนี่ยนะ” เอมิกาถาม มองบ้านพักที่น่าจะเรียกว่ากระท่อมมากกว่า เพราะมันทำจากไม้ไผ่ทั้งหลัง แต่จะว่าไปมันก็สวยแปลกตาดี ส่วนทางด้านซ้ายมือที่มีอาคารไม้สองชั้นสองอาคารที่ปลูกหันหน้าชนกัน แบ่งเป็นห้องใครห้องมัน มีแคร่ไม้วางเรียงอยู่ตรงกลางระหว่างอาคาร คงมีไว้สำหรับนั่งกินข้าว นั่งพูดคุย ยังมีบ้านไม้หลังเล็กปลูกอยู่ริมในสุดอีกเจ็ดหลัง นั่นน่าจะเรียกว่าบ้านพัก ไม่ใช่กระท่อมหลังนี้

“ก็ใช่น่ะสิ ที่นี่แหละที่พักของเธอ” เจ้าของไร่ตอบ ยิ้มเหยียดใส่สาวสวย “อยู่ไม่ได้หรือไง”

เอมิกาอยากจะตบหน้าหล่อๆ ของเขาเหลือเกิน คันมือยิบๆ ยามเห็นหน้าตากวนบาทาของเขา คิดหรือว่าหล่อนจะยอมเป็นเบี้ยล่างง่ายๆ ถึงจะเป็นหนี้เขาก็เถอะ

เดี๋ยวได้รู้จักฤทธิ์ตัวแม่...

“ทำไมจะอยู่ไม่ได้ คนอย่างเอมิกาอยู่ที่ไหนก็อยู่ได้”

“ดี!” ทว่าภาวินทร์ไม่คิดอย่างนั้น “ห้องน้ำที่นี่เป็นห้องน้ำรวม ต้องเดินไปทางโน้น”

เขาชี้ไปทางซ้ายมือ

“รู้แล้ว” เอมิกาหน้างอใส่ ยกกระเป๋าเข้าไปในกระท่อม เมื่อเข้ามาด้านในที่มีขนาดไม่ใหญ่ไม่เล็ก มันกำลังสำหรับผู้พักอาศัยเพียงคนเดียว มีหน้าต่างสองบ้านที่ด้านนอกมีต้นไม้น้อยใหญ่ และมีลำธารสายเล็กไหลผ่าน บนพื้นมีเสื่อหนึ่งผืน หมอนหนึ่งใบ ผ้าห่มหนึ่งผืน พัดลมหนึ่งตัว

“จะอยู่ได้แน่เหรอ ฉันว่าไม่รอด” ภาวินทร์ที่ยืนกอดอกผิงขอบประตูเอ่ยขึ้น เอมิกาหันมามองหน้าคนดูถูกตนแล้วเชิดหน้าใส่ “ที่นี่ตุ๊กแกเพียบ”

คนพูดๆ ยิ้มๆ ลอบมองทีท่าของเอมิกาที่เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด หล่อนสอดส่ายตาหาไอ้ตัวที่เขาพูดเมื่อกี้ไปรอบกระท่อม เป็นสัตว์ที่หล่อนทั้งเกลียดและขยะแยงเป็นที่สุด ได้ยินแค่เสียงขนแขนขายังลุก หากเห็นมันอยู่ในกระท่อมหลังนี้ เอมิกาคงช็อคแน่

“เชอะ...แค่ตุ๊กแก ไม่เห็นจะกลัวเลย”  คนกลัวทำปากดี

“ให้มันจริงเถอะ” ทว่าเขาไม่คิดเช่นนั้น

“คุณก็คอยดูไปก็แล้วกัน ถ้าฉันเห็นมันล่ะก็ แม่จะจับฆ่าทิ้งให้เรียบ”

พูดจบ หล่อนก็จัดการพับเสื่อ เอาไปแอบไว้ริมห้อง ก่อนจะเปิดกระเป๋าใบใหญ่หยิบของที่อยู่ในนั้นมากางแทนที่เสื่อ

“ทำอะไรน่ะ”

“ก็เปลี่ยนที่นอนไง ฉันเอาที่นอนเดินป่ามาด้วย”

เอมิกาคิดว่า เขาคงไม่ให้ตนกินอยู่ดีนอนหลับสบาย หล่อนจึงนำที่นอนเดินป่าขนาดสามฟุตแบบพับได้ที่ซื้อไว้นานแล้ว แต่ไม่มีโอกาสได้ใช้ติดมาด้วย เผื่อว่าเขาจะให้หล่อนนอนกับพื้น ซึ่งก็เป็นจริงตามคาด

ภาวินทร์หน้าตึงกับความรอบคอบของเอมิกา เขานึกสงสัยตั้งแต่ไปรับหล่อนที่บ้านแล้วว่า จะหอบกระเป๋าใบใหญ่มาทำไมตั้งสองใบ เพียงแค่ใบเดียวก็ใส่เสื้อผ้าได้หลายสิบตัว ตอนนี้เขาได้คำตอบแล้วว่าทำไม เขาเพ่งมองอีกหนึ่งอย่างที่หล่อนหยิบออกมาจากกระเป๋า

“แล้วนั่นอะไร”

“โซฟาลมกับเก้าอี้ลม แบบนี้ดีนะไม่ต้องสูบลมเลย แค่กางออกสะบัดรับลม แค่นี้ก็ใช้ได้แล้ว ฉันเอามานั่งเล่นนอนเล่น” หล่อนตอบ

“เธอจะมาปิกนิกหรือไง เตรียมมาเยอะแยะ”

แทนที่ภาวินทร์จะได้ดูความลำบากของหล่อน กลับกลายเป็นว่าเอมิกามีอุปกรณ์การนอนเสร็จสรรพ สบายกว่านอนเสื่อเสียอีก

“ก็คุณไม่ได้ห้ามไม่ให้เอามานี่ เพราะฉะนั้นฉันใช้ได้”

หล่อนเถียงสู้ ไม่สนใจคนร่างโตที่ยืนถลึงตาใส่ หน้าบึ้งตึงอยู่หน้าประตู ลงมือจัดการเรื่องที่หลับที่นอนและเสื้อผ้าของตนต่อไป จนกระทั่งเอมิกาหยิบเครื่องมือสื่อสารและไอแพดออกมาจากกระเป๋าสะพาย ภาวินทร์ที่จ้องหาเรื่องหล่อนก็เดินมาคว้าทั้งสองอย่างมาถือไว้

“ระหว่างที่เธออยู่ที่นี่ ห้ามใช้มือถือและไอแพด ห้ามติดต่อกับใครจนกว่าฉันจะอนุญาต” ภาวินทร์สั่งเสียงเฉียบ ชี้หน้าหล่อนเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายจะอ้าปากเถียง “ไม่ต้องเถียง ไม่ต้องพูดอะไรทั้งนั้น ถ้าหลุดออกมาคำเดียว ฉันจะยกเลิกข้อตกลงทั้งหมด พ่อแม่เธอเดือดร้อนแน่”

เอมิกาหุบปากโดยพลัน มองค้อนภาวินทร์ที่ยืนจังก้าตรงหน้า ระยะห่างระหว่างเขาและหล่อนประมาณสองเมตร และบังเอิญว่า ระดับสายตาหล่อนอยู่ตรงเป้ากางเกงเขาพอดี หัวใจเอมิกาสั่นขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้ หล่อนก้มหน้าหนีภาพชวนวาบหวาม แสร้งทำเป็นจัดเสื้อผ้า

คราวนี้หัวใจภาวินทร์สั่นบ้าง ชุดที่เอมิกาใส่มาวันนี้เป็นเสื้อคอลึก เวลาหล่อนก้มจึงเห็นหน้าอกขาวรำไร ซึ่งเขาเองก็คุ้นเคยกับขนาดใหญ่เกินตัวของหล่อน ยังจดจำความนุ่มหยุ่นทุกครั้งที่จับต้องได้ดี ความกระสันแผ่ซ่านไม่รู้ตัว และระงับได้ยากยิ่ง จนต้องรีบนำพาตัวเองออกจากบรรยากาศร้อนอบอ้าว

“ฉันให้เวลาเธอสิบนาทีในการเก็บเสื้อผ้า เสร็จแล้วฉันจะพาเธอไปทำงาน”

ภาวินทร์หมุนตัวเดินออกไปจากกระท่อมทันทีที่พูดจบ เขาคิดว่าหากอยู่ที่นานอีกหนึ่งถึงสองนาที ไม่แน่ว่าเขาอาจไม่ให้หล่อนทำงานในไร่ แต่จะประเดิมใช้ที่นอนเดินป่าเป็นสนามรัก

เอมิกาตวัดสายตามองร่างคนที่ทำให้ใจตนหวั่นไหวแล้วถอนใจพรืดยาว หล่อนพยายามสร้างความเข้มแข็งให้กับตัวเอง มันเจ็บปวดมากที่ต้องใกล้ชิดกับคนที่ตัวเองรัก แต่ในขณะเดียวกันเขากลับเกลียดหล่อนสุดหัวใจ แล้วยิ่งเจ็บปวดเพิ่มทวี เมื่ออดีตที่เคยหวานยิ่งกว่าน้ำตาลกลับเป็นภาพมายา ถูกสร้างขึ้นด้วยความเคียดแค้นของภาวินทร์ หลอกล่อให้หล่อนตกหลุมพรางทั้งตัวและหัวใจ

มือเรียวสวยหยิบภาพถ่ายภาพหนึ่งที่หล่อนนำมันมาด้วย รอยยิ้มบางผุดขึ้นบนใบหน้า เพ่งมองรอยยิ้มของบุคคลในภาพถ่าย ภาพนั้นคือ ภาพครอบครัวเอมิกาที่อยู่กันพร้อมหน้า มีหล่อน อมร โสภาและอัจฉรา วันที่ถ่ายภาพนี้ เอมิกาจำได้แม่นยำว่า หล่อนกับครอบครัวไปเที่ยวชุมพร ไปเที่ยวก่อนอัจฉราเดินทางไปเชียงใหม่เพื่อเรียนต่อ วันนั้นเป็นอีกวันหนึ่งที่หล่อนมีความสุข มีความทรงจำดีๆ เกิดขึ้นมากมายและถูกบันทึกไว้เป็นรูปถ่าย รวมถึงจดจำในห้วงความทรงจำ

“พี่อ้อมทุกข์และเจ็บปวดมากแล้ว เอมจะรับผิดแทนพี่เอง”

เอมิกาพูดกับภาพถ่ายใบนั้น ก่อนจะนำมันเก็บไว้ที่เดิม หากวันใด เวลาใด หล่อนคิดถึงครอบครัว หรือเกิดความท้อแท้ หล่อนจะหยิบภาพนี้ขึ้นมาดู เป็นกำลังใจให้ตนก้าวเผชิญกับคนกระหายความแค้น และต้องผ่านมันไปให้ได้ 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 9 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

9 ความคิดเห็น