จอมใจภาวินทร์

ตอนที่ 11 : บทที่ 5 (50%)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 829
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 5 ครั้ง
    28 มิ.ย. 60


“นี่มันอะไรกันป้อง พูดอย่างนี้หมายความว่าไง” อมรพูดขึ้นหลังจากหายตะลึง

“ก็หมายความว่า ผมจะมายึดบ้านคุณไงครับ” ศรเทพบอกเจ้าของบ้านที่ยังคงนั่งอึ้ง เขาจึงขยายความให้เข้าใจมากขึ้น “คุณอมรคงลืมไปแล้วว่า เอาบ้านพร้อมที่ดินไปจำนองกับผม เงินต้นสิบล้านบาท ดอกเบี้ยหนึ่งล้านบาท ตั้งแต่วันที่คุณได้เงินผมไป คุณก็ไม่เคยจ่ายเงินคืนผมเลย ดอกก็ไม่มีมาให้เห็น นี่ก็เลยว่ากว่าหนึ่งปีแล้ว ผมจึงมายึดบ้านหลังนี้ครับ”

“ไม่จริง ผมจ่ายตลอด จ่ายทุกเดือนไม่เคยขาด บางเดือนทบไปเป็นแสน คุณจะมาหาว่าผมไม่จ่ายไม่ได้นะ แล้วคนที่เอาเงินไปให้คุณคือป้อง คุณถามป้องดูก็ได้” อมรรีบแย้ง

“จ่ายผ่านผมงั้นหรือครับ” ภาวินทร์ทำหน้าไขสือ ยกมุมปากขึ้นข้างหนึ่ง “ไม่นะครับ ผมไม่เคยรับเงินจากคุณมาจ่ายให้คุณศร แต่ถ้าคุณคิดว่าจ่ายจริง มีหลักฐานหรือเปล่าครับ”

จากสีหน้าและคำพูดของภาวินทร์ บอกให้อมรรู้ว่า ภาวินทร์ไม่เคยนำเงินที่ตนไว้วานไปให้เจ้าของเงินกู้ไปให้เลยสักบาท แถมยังมาลอยหน้าลอยตายิ้มเยาะใส่ ตอกย้ำความมั่นใจว่า ภาวินทร์ไม่หวังดีกับครอบครัวตน แต่ก็ไม่เข้าใจว่า ภาวินทร์ทำแบบนี้ทำไม

“ทำไมพี่ป้องพูดอย่างนี้ พี่ป้องทำแบบนี้ทำไม”

เอมิกาโพล่งถาม มองหน้าคนรักด้วยความรู้สึกเสียใจ หล่อนพยายามเข้าข้างตัวเองมาตลอดว่า ภาวินทร์ไม่คิดทรยศตนกับครอบครัว เขาไม่ได้ตั้งใจทำในทุกเรื่องที่บิดามารดาและหลายคนสงสัย ทว่าตอนนี้หล่อนมั่นใจแล้วว่า เขาไม่ใช่ภาวินทร์คนเดิมที่ตนรู้จัก

“ฉันทำอะไร” ภาวินทร์พูดเหมือนถามกลับ “ฉันไม่ได้ทำอะไรเลย หล่อนกับครอบครัวโง่เองต่างหากที่เชื่อใจฉัน ไว้ใจฉัน ท้ายสุดก็ต้องเป็นแบบนี้”

เป็นวาจาที่ทำให้คนฟังตกใจและอึ้งไปอีกรอบ สามพ่อแม่ลูกถึงกับพูดไม่ออก เสมือนมีก้อนแข็งๆ จุดอยู่ตรงลำคอ เสียงจึงเปล่งผ่านไม่ได้ ได้แต่มองหน้าภาวินทร์นิ่ง

บนใบหน้าเอมิกามีน้ำตาไหลอาบ เป็นความเสียใจที่สกัดกลั้นไม่ไหว หล่อนกำมือแน่น เม้มปากจนเป็นเส้นตรง ความทรงจำอันแสนหวานในอดีต รวมถึงคำบอกรักที่เขาพร่ำบอกมันคือคำลวง ภาวินทร์ไม่ได้รักหล่อนจริงตามวาจา คำถามผุดขึ้นในหัวว่า เขาทำเช่นนี้ทำไม

“เอาล่ะครับ ผมจะไม่ยุ่งเรื่องระหว่าพวกคุณกับคุณป้อง ที่ผมมาวันนี้เพราะจะมายึดบ้านตามสัญญาเงินกู้ที่ตกลงกันไว้ ผมให้เวลาพวกคุณหนึ่งอาทิตย์ในการย้ายออกไปจากที่นี่ วันอังคารหน้าผมกับครอบครัวจะย้ายมาอยู่ที่นี่แทนพวกคุณ หวังว่าพวกคุณคงเข้าใจและทำตามที่ผมบอกนะครับ เพราะถึงฟ้องร้องกันขึ้นโรงขึ้นศาล พวกคุณก็แพ้อยู่ดี อย่าเสียเวลาเลยครับ” ศรเทพบอกลูกหนี้ “ธุระของผมเสร็จแล้ว ผมขอตัวกลับเลยนะครับ แล้วหวังว่าคุณจะเข้าใจทำตามที่ผมบอกนะครับ”

เจ้าหนี้เดินออกจากบ้านทันทีที่พูดจบ จังหวะที่หมุนตัวเพื่อเดินไปยังประตู เขาส่งยิ้มบางให้ภาวินทร์ที่พยักหน้ากระตุกยิ้มสะใจ และเมื่อศรเทพเดินพ้นประตูบ้าน ภาวินทร์ก็เริ่มแผนต่อไปของตน แต่ก่อนที่เขาจะเอ่ยคำใด เสียงเคร่งเครียดของอมรก็ดังขึ้นเสียก่อน

“ป้องทำอย่างนี้ทำไม ทำลายครอบครัวฉันทำไม”

“นั่นสิ ครอบครัวฉันไปทำอะไรให้ถึงได้ทำกันถึงขนาดนี้” โสภาก็อยากรู้คำตอบเช่นกัน

“ชีวิตมันต้องแลกด้วยชีวิต แต่สำหรับฉันความตายมันดูไม่สะใจเท่าไหร่ ความสะใจคือยืนมองดูครอบครัวคนที่เกลียดชังย่อยยับ” ภาวินทร์ตอบ ทว่าคำตอบของเขาไม่ได้นำความกระจ่างแจ้งให้ครอบครัวอมรเลยสักนิดเดียว กลับไม่เข้าใจหนักขึ้น

“พวกเราไปทำอะไรให้คุณเกลียด คุณถึงทำร้ายเรา”

เอมิกาถามเสียงสั่น เปลี่ยนสรรพนามที่เรียกเขาจากพี่เป็นคุณ หล่อนมองเขาด้วยสายตาเจ็บปวด น้ำตายังคงไหลต่อเนื่องจนหล่อนต้องใช้มือปาดมันทิ้ง

“ความตายของน้องชายฉัน คือต้นเหตุของความแค้น ความเกลียดชังที่ฉันมีต่อครอบครัวเธอ เธอคงไม่รู้ว่า มันเจ็บปวดแค่ไหนที่ไม่ได้รับความยุติธรรมจากกฎหมาย ฉันเลยต้องมาทวงความยุติธรรมให้น้องชายฉัน แล้วเจ็บปวดยิ่งกว่าเมื่อครอบครัวหล่อนอยู่อย่างเป็นสุข ในขณะที่ครอบครัวฉันทุกข์แสนสาหัส” ขณะที่ภาวินทร์พูด เขาไล่มองสามพ่อแม่ลูกเรียงคน ก่อนจะมาหยุดนิ่งสายตาที่เอมิกา “โดยเฉพาะเธอที่ไร้จิตสำนึก ฆ่าคนตายทั้งคน แต่ไม่มีแม้แต่คำว่าขอโทษ ไม่มาเคารพศพน้องชายฉัน แถมยังใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย ไม่เคยเหลียวแลครอบครัวที่หล่อนได้คร่าเขาไปจากฉัน เธอให้ค่าความตายสาริชด้วยเงินสามแสนบาท  เธอใจร้าย ใจดำมากเอมิกา”

ภาวินทร์จดจำเรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อเจ็ดปีก่อนได้ดี ทุกวันนี้ก็ไม่เคยลืม มันฝังอยู่ในหัวใจ ในสมองเขาแล้วคงไม่หลุดไปจากจิตใจง่ายๆ ด้วย หลังจากงานเผาศพสาริชเสร็จสิ้น อมรได้ส่งทนายมาเจรจาค่าเสียหาย โดยยื่นเงินให้สามแสนบาทเพื่อจบเรื่อง ปัญญากับอรุณรับตามข้อเสนอเพราะรู้ดีว่า ครอบครัวเล็กๆ ไม่อาจต่อกรกับคนมีเงิน สู้ไปก็เหนื่อยเปล่า อีกทั้งสาริชก็เสียชีวิตไปแล้ว ทั้งสองอยากให้เรื่องนี้จบและอโหสิกรรมให้ตัวต้นเหตุที่ทำให้ลูกชายเสียชีวิต แต่สำหรับภาวินทร์ เขาไม่อโหสิกรรมให้ จะตามพยาบาทไปจนกว่าอีกฝ่ายจะชดใช้กรรมที่ทำไว้

“ฉันต้องอดทนมาก อดทนที่ต้องอยู่ใกล้คนที่ฉันเกลียด แล้วยิ่งต้องอดทนมากขึ้นเพื่อให้เธอตายใจว่าฉันรักหนักหนา แต่ขอให้รู้ไว้ว่า ฉันฝืนทนทุกครั้งที่อยู่กับเธอ ฉันไม่ได้รักเธอเลยสักนิด ตรงกันข้ามฉันเกลียดเธอสุดหัวใจ ฉันจะแก้แค้นเธอ ให้เธอเจ็บปวด มองดูพ่อเธอย่อยยับ ให้เธอรู้ว่า เจ็บทั้งที่มีชีวิตอยู่มันเป็นยังไง”

คำพูดของภาวินทร์กระตุกหัวใจคนรับฟัง อมร โสภาและเอมิกามองหน้ากัน ทั้งสามแล้วรู้ชัดแจ้งว่า ภาวินทร์คือใคร เหตุการณ์ในวันนั้นไม่ได้เป็นไปตามที่ภาวินทร์คิด อุบัติเหตุเกิดขึ้นจริง ทว่าคนขับรถชนสาริชไม่ใช่เอมิกา แต่เป็นอัจฉรา

ค่ำคืนนั้นอัจฉราเกิดสติหลุด กรีดร้องวิ่งหนีไปหน้าบ้าน ประจวบเหมาะกับอมรกลับมาจากทำงาน พอเห็นว่าบุตรสาวคนโตวิ่งออกมาจากบ้าน เขารีบลงจากรถยนต์ที่ยังไม่ได้ดับเครื่องและเปิดประตูรถค้างไว้ อมรวิ่งไล่จับอัจฉราที่ไวอย่างกับลิง วิ่งรอบรถก่อนจะสอดตัวเข้าไปนั่งตรงคนขับ หล่อนปิดประตูแล้วขับรถออกไปอย่างรวดเร็ว อมรตกใจ ยืนอึ้งทำอะไรไม่ถูก เอมิกาที่ตั้งสติได้รีบขับรถตามพี่สาวไปทันที

อัจฉราขับรถเป็น ทว่าด้วยสติที่ไม่สมบูรณ์ ทำให้หล่อนขับรถเหมือนคนขับรถไม่เป็น ส่ายไปส่ายมา เหยียบเบรกหยุดตลอดเวลา ก่อนถึงที่เกิดเหตุราวสองร้อยเมตร อัจฉราเหยียบคันเร่งให้รถเร็วกว่าเดิม และไม่ผ่อนคันเร่งหรือแม้แต่จะเหยียบเบรก ส่งผลให้ชนรถแท็กซี่คันหนึ่งเข้าอย่างจัง เกิดเสียงโครมดังสนั่น รถแท็กซี่หมุนหลายตลบ ก่อนจะหงายท้องชี้ฟ้ากลางถนน

เอมิกาที่ขับรถตามที่สาวไปติดๆ เห็นเหตุการณ์ทั้งหมด หล่อนรีบหยุดรถใกล้กับรถยนต์คันที่พี่สาวขับมา ก่อนจะลงไปดูอาการอัจฉราว่าเป็นอย่างไร ผลปรากฏว่า อัจฉรานั่งนิ่ง มองรถแท็กซี่คันนั้นตาค้าง มือทั้งสองข้างจับพวงมาลัยแน่น ก่อนจะกรีดร้องออกมาสุดเสียง เอมิกาไม่อยากให้ใครเห็นสภาพของพี่สาว และหากเป็นข่าวดัง ทุกคนก็ต้องรู้ว่าอะไรเกิดขึ้นกับอัจฉรา ยิ่งตอกย้ำความเจ็บปวดเสียใจให้กับครอบครัวหล่อนมากขึ้น

เอมิกาจึงพาตัวอัจฉราไปขึ้นรถยนต์ของตน แล้วขับรถยนต์ออกไปจากจุดเกิดเหตุทันที หล่อนไม่ได้ตั้งใจพาพี่สาวหนี เพียงแค่หลบสายตาคนอื่น จากนั้นจึงเข้ามาแสดงตัวว่า ตนคือคนที่ขับรถคันเกิดเหตุ ภาวินทร์และครอบครัวจึงเข้าใจว่า เอมิกาคือคนขับรถชนสาริช เหตุผลที่เธอยอมรับผิดแทนพี่สาวเป็นเพราะสงสารชะตาชีวิตของอัจฉรา หากเรื่องนี้เป็นข่าวดัง มันไม่ส่งผลดีต่ออัจฉราแน่นอน

อมรกับโสภาพูดไม่ออก เป็นความจริงที่ทั้งสองปฏิเสธไม่ได้ว่า ตอนนั้นเขาไม่ได้ไปเคารพศพสาริชและไม่ได้กล่าวคำขอโทษต่อญาติผู้เสียชีวิต มันประจวบเหมาะเนื่องจากอัจฉราอาการกำเริบหนัก ถึงขั้นทำร้ายตัวเอง เขาจึงพาลูกสาวคนโตไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลดวงลัดดา และอยู่ดูแลอัจฉราที่นั่นนานเป็นอาทิตย์ ให้ทนายรับหน้าที่จัดการเรื่องอุบัติเหตุ อมรไม่คิดว่า เหตุการณ์ในคืนนั้นจะมีผลกระทบยาวนานถึงวันนี้ คิดว่ามันจะจบสิ้นตั้งแต่ตกลงกันได้

มันไม่จบ แต่เป็นจุดเริ่มต้น

หัวใจเอมิกากระตุกวูบ เกิดความเจ็บปวดร้าวรานขึ้นมากับประโยคบาดใจ บาดความรู้สึก เขาไม่เคยรักหล่อนเลย ไม่เลยสักนิดเดียว ช่างเป็นความจริงอันปวดร้าว หล่อนอยากวิ่งหนีออกจากบ้านหลังนี้ หนีความจริงที่มันจะฝังลึกเข้าไปในความรู้สึก หนีอย่างไรก็หนีไม่พ้น ทุกอย่างที่ภาวินทร์แสดงออก เป็นภาพลวงตาทั้งสิ้น

มันไม่มีอะไรเจ็บปวดมากกว่านี้แล้ว...

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 5 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

9 ความคิดเห็น