จอมใจภาวินทร์

ตอนที่ 10 : บทที่ 5 (25%)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 855
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    25 มิ.ย. 60

        สองวันต่อมา

        อมรนั่งมองทรัพย์สินภายในบ้านหลายรายการ ไม่ว่าจะเป็นทีวีจอใหญ่สามเครื่อง ชุดเครื่องเสียงสามชุด โซฟาหลุยส์เป็นต้น ที่ถูกขนย้ายขึ้นไปบนรถบรรทุกหกล้อที่จอดหน้าบ้าน เขาจำเป็นต้องขายของในบ้านที่พอจะตีราคาเป็นเงินได้ แม้ว่าจะได้เงินไม่มากแต่ก็ดีกว่าหาไม่ได้ เพราะจำนวนเงินที่เขาต้องใช้จ่ายรวมทั้งสิ้นสูงถึงแปดล้านบาท

รายการที่อมรต้องจ่ายคือ เงินเดือนพนักงานทั้งในบริษัท และเงินชดเชยให้พนักงานในโรงแรม จ่ายเงินให้หญิงสาวรายนั้นที่หน้าเสียโฉมจากการใช้เครื่องสำอางของตน หล่อนเรียกร้องมาสามแสนบาท ซึ่งอมรก็จ่ายให้ตามร้องขอเพื่อยุติปัญหา จ่ายเงินคืนให้ตัวแทนจำหน่าย รวมถึงค่าผลิตลิปสติกที่เขาเพิ่งรู้ว่า มียอดค้างจำนวนสามล้านห้าแสนบาท รวมถึงค่าเสียหายที่ต้องจ่ายให้โรงพยาบาลดวงลัดดา 

ไม่เพียงแค่ทรัพย์สินภายในบ้านที่อมรขาย เฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งภายในโรงแรมรอยับเพลสที่พอจะใช้งานได้ก็ถูกขายเช่นกัน เพราะเขาคงไม่ต้องใช้เฟอร์นิเจอร์และสิ่งของเหล่านั้นอีกแล้ว เนื่องจากนุชรีขายที่ดินให้กับนายทุนคนหนึ่ง ซึ่งนายทุนคนนั้นก็ไม่ยอมต่อสัญญาให้อมร โรงแรมรอยัลเพลสจึงต้องปิดไปโดยปริยาย เขาจึงขายทุกอย่างในโรงแรม นำเงินมาจ่ายค่าชดเชยให้พนักงานตามกฎหมาย

ยังไม่หมด เรื่องค่าผลิตครีมรองพื้นที่ต้องจ่ายเพิ่มอีกสิบล้านก็ต้องจ่ายในระยะเวลาตามกำหนด คราแรกอมรขอยกเลิกการผลิต หวังจะได้เงินคืนบางส่วนที่จ่ายไปเจ็ดสิบล้าน ทว่าเรื่องมันไม่ง่าย ภาวินทร์ได้สั่งผลิตก่อนที่เขาจะเซ็นอนุมัติสามสัปดาห์ ราวกับว่าภาวินทร์ต้องการลายเซ็นของตนเพื่อไปยืนยันกับทางบัญชีให้จ่ายเงินค่าผลิตจำนวนเจ็ดสิบล้านบาท

นั่นหมายความว่าไม่ทันการณ์ โรงงานได้สั่งผลิตและจัดเตรียมทุกอย่างไว้เรียบร้อยแล้ว ไปขอยกเลิกการผลิตไม่ทัน แถมผลิตภัณฑ์ครีมรองพื้นที่สั่งผลิตไม่สามารถวางขายได้ เนื่องจากบริษัทของเขาถูกหน่วยงานที่ดูแลเรื่องผู้บริโภคสั่งปิดชั่วคราว จนกว่าจะตรวจสอบตามสารปนเปื้อนแล้วเสร็จ ซึ่งก็ต้องใช้ระยะเวลาหนึ่ง หนี้สินจึงเพิ่มมาอีกสิบล้านบาท แต่ตรงส่วนนี้ต้องจ่ายในเดือนหน้า ยังมีเวลาให้อมรหายใจหายคอ

        “ได้เท่าไหร่คะพ่อ” เอมิกาถาม

        “สามแสนกว่าบาท” อมรตอบเสียงเบา

        “ยังขาดอีกห้าล้าน เราจะหาจากที่ไหนคะคุณพ่อ”

จำนวนเงินที่ขาด เวลานี้ถือว่าเป็นจำนวนเงินที่มาก ญาติพี่น้องเมื่อรู้ว่า อมรกำลังประสบปัญหาก็พากันเมินหน้าหนี ไม่ให้ความช่วยเหลือทั้งที่อมรเคยเกื้อกูลญาติสนิททุกครั้งที่มาร้องขอ เพื่อนก็เช่นกัน หนีหน้ากันไปหลายคน ที่สนิทสนมคุ้นเคยก็ไม่มีกำลังทรัพย์มากพอจะช่วยเหลือ

        “เอาบ้านไปจำนองดีไหมคะคุณพี่ ภาพอรู้จักเจ้าของเงินกู้ที่พอจะช่วยได้ เพราะถ้าเราเอาไปจำนองกับธนาคารกว่าจะรออนุมัติ กว่าจะได้เงิน ภาว่าไม่ทันการณ์แน่ค่ะ”

บ้านหลังนี้อยู่มานานสิบสามสิบปี ทว่าบ้านยังดูใหม่เพราะบำรุงรักษาตลอด ราคาประเมินบ้านหลังนี้ราวยี่สิบล้านบาท หากนำไปจำนองกับเจ้าของเงินกู้ และขอตามจำนวนเงินที่ต้องใช้ โสภาคิดว่าไม่น่ามีปัญหา ง่ายกว่าไปจำนองกับธนาคารที่ต้องใช้ระยะเวลาพิจารณา เพียงแค่มีโฉนดที่ดินตัวจริงก็สามารถกู้ได้แล้ว

“นั่นสิคะพ่อ ถ้าเอาบ้านไปจำนองกับเจ้าของเงินกู้ เราก็มีเงินไปใช้หนี้ บางทีอาจมีเงินไว้ตั้งตัวด้วย”

เอมิกาเห็นด้วยกับมารดา ซึ่งพวกเขาก็ลืมวิธีนี้ไปเสียสนิท อมรมีสีหน้าหนักใจ จนทำให้สองแม่ลูกเกิดความสงสัย

“มีอะไรหรือเปล่าคะคุณพ่อ”

“ถ้าพ่อมีโฉนดที่ดิน พ่อคงเอาไปจำนองตั้งแต่วันแรกๆ ที่เกิดเรื่องแล้ว แต่นี่พ่อไม่มี” คำตอบของอมรเรียกความตกใจและใคร่รู้ให้โสภากับเอมิกามากขึ้น

“คุณพี่หมายความว่ายังไงคะ” คนเป็นเมียถาม

“เมื่อปีก่อนตอนที่บริษัทจะผลิตครีมรองพื้น เราได้เข็นลิปสติกชุดใหม่ออกมาขาย ซึ่งต้องใช้เงินทุนสูง ตอนนั้นเรายังมีเงินหมุนไม่มากพอ ป้องเลยเสนอให้ผมเอาบ้านไปจำนอง ซึ่งผมก็เห็นด้วย ป้องเป็นคนจัดการเรื่องนี้ ผมได้เงินมาหมุนใช้สิบล้านบาท เป็นความผิดของผมเองที่ผมไม่ถามป้องว่า เอาโฉนดบ้านไปจำนองกับใคร ดอกเบี้ยเท่าไหร่ อาจเป็นเพราะไว้ใจป้อง ส่วนเรื่องเงินส่งค่าต้นค่าดอกผมก็ให้ป้องไปจ่ายทุกเดือน บางเดือนให้ไปเป็นแสนเพื่อลดต้นลดดอก ผมคิดเงินดูแล้วส่งไปทั้งหมดแค่ห้าล้านบาท ยังเหลืออีกหกล้านบาทรวมดอกเบี้ย บ้านหลังนี้จึงไม่ใช่ที่พึ่งสุดท้ายของเรา” อมรตอบ ก่อนจะถามคำถามหนึ่งกับบุตรสาว

โสภาแทบจะเป็นลมกับเรื่องราวที่ได้รับรู้ นางไม่เคยยุ่งเกี่ยวเรื่องภายในบริษัท ปล่อยให้อมรบริหารงานเพียงคนเดียว ส่วนนางก็เป็นแม่บ้านแม่เรือน แต่พอรู้ โสภาลมแทบจับ

“เอมติดต่อป้องได้ไหมลูก ถ้าเราติดต่อป้องได้ พ่อมีเรื่องจะคุยกับป้องหลายเรื่อง แล้วจะถามด้วยว่าเอาบ้านและที่ดินไปจำนองกับใคร พ่อผ่อนจ่ายไปแล้วห้าล้าน ถ้าหากพ่อไปกู้เพิ่มได้ พ่อก็จะทำ”

เปรียบเสมือนความหวังสุดท้ายของอมรที่จะหาเงินมาใช้จ่ายเรื่องต่างๆ เอมิกาหน้าเศร้าลงถนัดตา มีน้ำตาเอ่อคลอเบ้า

“ไม่ค่ะคุณพ่อ ติดต่อพี่ป้องไม่ได้เลยค่ะ”

        “ป้องทำตัวน่าสงสัยนะคะคุณ อยู่ๆ ก็หายไปเลย แล้วเรื่องที่เกิดขึ้น มันทำให้ภาคิดว่า ป้องต้องการอะไรจากเราสักอย่าง แต่ภาคิดไม่ออกว่า ป้องต้องการอะไรกันแน่”

        โสภาคิดว่าตัวเองคิดไม่ผิด ภาวินทร์เข้ามาตีสนิทกับเอมิกาเพื่อหวังบางอย่าง จะว่าเงินก็ไม่ใช่ เพราะเงินหมุนเวียนในบริษัทถูกจ่ายออกไปในรูปแบบผลิตสินค้า ซึ่งก็มีการว่าจ้างผลิตตามจริง ทรัพย์สินอื่นๆ ที่ภาวินทร์ยักยอกได้ง่าย ก็ไม่ถูกเขาดำเนินการ โสภาคิดไม่ตกว่า ภาวินทร์ต้องการสิ่งใดกันแน่      

        “ตอนนี้ผมคิดอะไรไม่ออก”

อมรสมองตื้อ เอมิกาเมื่อนึกถึงคนรัก น้ำตาไหลรินเป็นทาง มีความสับสนและไม่เข้าใจในเรื่องที่เกิดขึ้น ความรักที่มีต่อภาวินทร์มีมากเหลือเกิน ทำให้หล่อนเชื่อใจ ไว้ใจเขามากที่สุด แต่สุดท้ายก็ถูกแทงข้างหลังจนมิดด้าม

ขณะที่สามพ่อแม่ลูกกำลังเคร่งเครียดกับปัญหาที่ดูเหมือนว่าจะเดินมาถึงทางตัน เจิมสาวใช้ประจำบ้านได้เดินเข้ามาในบ้านพร้อมกับชายสองวัย พอเจ้าของบ้านเห็นหน้าหนึ่งในสองบุรุษที่เดินเข้ามา พวกเขาต่างมองภาวินทร์เป็นตาเดียว

“พี่ป้อง พี่ป้องไปไหนมาคะ ทำไมเอมติดต่อพี่ป้องไม่ได้เลย แล้วเรื่องผลิตครีมรองพื้น...”

“หยุด!” ภาวินทร์ชี้หน้าเอมิกา พูดห้ามเสียงดัง เอมิกาตกใจและอึ้ง ปากชะงักค้างทันที “ไม่ต้องพูดอะไรทั้งนั้น ฉันไม่มีอะไรจะพูดคุยกับหล่อน แล้วที่มาที่นี่เพราะคุณศรจะมายึดบ้านหลังนี้”

อมร โสภาและเอมิกามองหน้าภาวินทร์เป็นตาเดียว ทั้งสามอ้าปากค้าง ใบหน้าแสดงความตกใจอย่างชัดเจน 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

9 ความคิดเห็น