(หยุดอัพ)Relationship of the villains ถ้าเป็นนางร้ายในเกมส์โอโตเมะแล้วมันทำไมหรอ?

ตอนที่ 9 : 7 ::ลองกลับไปที่จุดเริ่มต้นของฉัน?

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 81
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 8 ครั้ง
    23 ก.ย. 63

“ขอพระเจ้าทรงอวยพร” ชายหนุ่มที่ช่วยฉันจากแม่น้ำพูด

เอาตามตรงตัวฉันที่ผ่านๆมารับอะไรหลายอย่างจนมากพอแล้ว ฉันแค่อยากจะเดินต่อ โดยที่ไม่ร้องไห้ ฉันตอนนี้อาจลืมน้ำตาแต่มั่นใจว่าความโศกเศร้ายังคงอยู่ มั่งนะ…ถึงจะร้องจนตาบวมแต่ถ้าโดนสะกิดต่อมฉันก็คงร้องไห้อีก ฉันรู้ตัวเองดี

ว่าแล้วฉันก็โดนลากกลับมายังจุดที่ฉันหนีออกมา…

ที่พักเมื่อเช้านี้ยังไงล่ะ.. แถมห้องของเด็กชายยังอยู่ตรงข้ามห้องที่ฉันอยู่ก่อนหน้านี้ด้วย

ที่ๆอันตรายที่สุดคือที่ๆปลอดภัยที่สุด นั่นคืออย่างน้อยที่ฉันคิด แต่ก็รู้ดีว่า ฉันแค่คิดปลอบใจตัวเอง ฉันเลยเริ่มไม่แปลกใจที่เขาชวนคนอื่นมาพักได้ง่ายๆ ยังไงก็ไม่มีอะไรและโล่งโจ่งสุดๆ ตามห้องพักแบบในโรงแรม

หลังจากสวดคำภาวณาเสร็จเขาก็ยิ้มพลางอุ้มเจ้าแมวที่อุสาตามมาถึงที่นี่ ก่อนจะจ้องหน้าฉันเงียบๆ เชิงตำหนิ ตัวฉันเองที่โดนจูงมาได้ง่ายๆ

“ถ้าไม่ใช่ฉัน เธอนี่โดนจับขายไปแล้วนะ”

“.....”ฉันเงียบแทนคำตอบ การพูดทำให้ฉันรู้สึกว่ามันยุ่งยากก็วันนี้แหละ แต่เขายังคงจ้องมองฉัน แม้อยากจะตะโกนใจจะขาด ว่าฉันมีทางเลือกสะที่ไหนกันล่ะ! แต่เรื่องแบบนี้คงอธิบายไม่ได้แล้ว

“เฮ้อ… เธอนี้เงียบแบบนั้นมันแก้ปัญหาได้รึไง”

“ฉันไม่มีอะไรจะแก้ตัวนี่….ยังไง...ฉันก็จนมุมแล้ว แถมจะทำอวดเก่งแล้วตายไปก็ไม่เอาหรอก” ฉันพูดแต่เขาก็แค่ส่ายหน้า

“ฉันไม่รู้หรอกนะว่าเธอเจออะไรมา แต่แนะนำตัวก่อนดีกว่าฉัน… คาลวิน กำลังฝึกงานอยู่ที่แผนกส่งของน่ะ นานๆมาที” คาลวินแนะนำตัวเอง แต่ฉันแค่รู้สึกแน่นๆอกนิดๆ เมื่อเขาพูดไม่รู้หรอกว่าเขาไว้ใจได้ไหมแต่ฉันก็พูดออกไปอย่างไม่ปกปิด

“ฉัน...โคลอี้…” แต่แค่เอ่ยชื่อ ฉันก็รู้สึกกลัวขึ้นมา…

ฉันไม่อยากหนีอีกรอบ…

แค่ความรู้สึกนั่น….ฉันใช้ชีวิตด้วยชื่อของคนที่แย่งทุกอย่างจากฉันไป

"ฉันไม่ได้บังคับให้เธอพูดนะ" คาลวินพูดพลางถอนหายใจนิดหน่อย "แค่บอกว่าเธอต้องการอะไร...แค่นั่น"

"......นั่นแหละปัญหา….ฉันไม่รู้ความต้องการของตัวเอง" ฉันยิ้มให้เขา แต่เอาจริงๆก็รู้ว่ามันไม่ช่วยเลยสักนิดขณะที่เขาวางลูกแมวลง พร้อมทำท่าหน่ายใจ เจ้าแมวก็เดินมาคลอเคียขาของฉัน

"ช่างเถอะ เดียวฉันต้องไปทำงานแล้ว ถ้ารู้แล้วจะทำอะไร ก็ออกจากห้องไป แต่ถ้าไม่เธอจะอยู่นี่ไปก็ได้" คาลวินพูดพร้อมถอนหายใจ ดูท่าการเก็บตัวปัญหาอย่างฉัน ทำให้เขาปวดหัวเอาการ…

อย่างน้อยเขาก็เป็นคนดี

ฉันนั่งคิดทบทวนตัวเองสักพักหลังจากเกิดเรื่องขึ้นพลางหยิบลูกแก้วขึ้นมา สักพักเอวาก็ปรากฎตัว

"เกือบตายแล้วนะพี่สาว" เอวาพูด แม้จะแสดงอาการงอนนิดๆก็ตาม

"เรื่องแม่น้ำ...ฉันไม่รู้นะว่าตกลงไปได้ยังไง" ฉันพูดพลางจ้องหน้าเอวาไปด้วยพร้อมลูบหัวแมวบนตัก "ไหนจะเรื่องที่เห็นอีก"

ฉันพูดพร้อมยกลูกแก้วขี้นมา

"พี่สาวรู้แล้วใช่ไหมว่านั่นคือของสำคัญ"

"อือ…" ฉันแค่พยักหน้าตอบนิดๆ ทันใดนั้นลูกแก้วก็ปรากฎมีเชือกออกมาเป็นจี้คอ

"คราวนี้มันจะเปลี่ยนรูปลักษณ์ไปตามที่พี่สาวต้องการยกเว้นแกนหลักของลูกแก้ว ที่นี่จะได้พกติดตัวไว้ได้ตลอดเวลา" เอวาพูดพร้อมลอยเอาสร้อยมาสวมให้ฉัน

"ขอบคุณนะ" ฉันได้แค่ยิ้มให้ แต่เอวาก็ค่อยๆเอามือมาแตะหัวฉันเบาๆ

"มันไม่ใช่เรื่องบังเอิญหรอกนะพี่สาว อย่าคิดเลยว่านั่นไม่ใช่ร่างกายของพี่...ตอนนี้พี่คือโคลอี้...นั่นคือตัวของพี่เอง ได้โปรดอย่าปฏิเสธร่างนั่น...มันเท่ากับพี่ปฏิเสธตัวเองนะ"

ฉันมองเอวาที่ยิ้มให้แต่ก็ยังคงลูบหัวฉันอยู่

….

"ฉันจะลองทำอะไรสักอย่างดู" ฉันพูดแม้ตัวเอวาจะค่อยๆเลื่อนหายไปแล้วก็ตาม

เมื่อมองไปรอบอีกครั้งฉันก็นั่งลงบนพื้นไม้และค่อยๆนอนลง โดยมีเจ้าแมวดำคลอเคียไม่ห่าง.. แม้จะรำคาญขนของมันนิดๆ ที่หลุดเต็มติดชุดฉันไปหมด แถมขึ้นมานั่งทับบนร่างของฉันอีกต่างหาก แต่ฉันก็ค่อยๆหลับตาลง..

ปฏิเสธตัวเอง….งั้นหรอ…

"ฉันใช้เอวาในการสื่อสารบอกเขาคนนั้นได้ไหม" ฉันลองพูดกับสร้อยดู ถึงเอวาจะบอกว่ามันจำเป็นต้องมีสองอันก็เถอะ..

"ขอบคุณที่ช่วย ฉันต้องไปแล้ว"

ฉันพูดพลางนึกถึงคาลวินที่ช่วยฉันเอาไว้ ก่อนจะค่อยอุ้มลูกแมวที่นอนทับฉันอยู่วางไว้ข้างๆ

"ไปก่อนนะ" ฉันพูดเบาๆกับเจ้าแมวและรีบเดินออกไปทันที

ฉันไม่คุ้นที่นี่ ความทรงจำก่อนหน้านี้ก็ไม่มี เรื่องอะไรๆต่างๆก็ไม่รู้ อ่านหนังสือก็ไม่ได้ แถมเงินยังไม่มีอีก

แต่ฉันจะกลับไปที่จุดเริ่มต้นของฉัน คฤหาร์โรชินันเต้

--------------

เครียดแหะ…ฉันรู้สึกแย่แบบสุดๆเลย ตอนนี้ฉันอยู่ใกล้ๆคฤหาร์แต่ไม่สามารถเข้าไปได้ แม่เลี้ยงวิกตอเลียกับคนรับใช้คนนั้น พร้อมทั้งพวกผู้ชายในชุกเกาะหนัง อีก4-5คน

ฉันมองลูกแก้วที่ไม่มีอะไรตอบสนองในตอนนี้พลางคิดในใจ

ฉันควรจะบอกพี่ดีไหมนะ วิกตอเรียเอาคนมีรื้อค้นคฤหาร์ตามใจชอบน่ะ แต่ก็ไม่อยากไปเจอตัวตอนนี้สะด้วยสิ..ถึงน่าจะเป็นเรื่องสำคัญก็เถอะ

"เฮ้อ…" ฉันถอนหายใจออกมาอย่างช่วยไม่ได้ สร้างที่พักง่ายๆแถวนี้ไปก่อน….แต่ของทั้งหมดดันวางกองรวมกันอยู่รอบคฤหาร์น่ะสิ...ถ้าออกไปตอนนี้ ฉันโดนเห็นตัวแน่

ฉันทำได้เพียงถอนหายใจและเดินไปรอบๆ เพราะมันใกล้คฤหาร์มาก ถ้าพวกมันสำรวจ เธอคงโดนเจอที่พักได้ง่ายๆ และจะสร้างให้แนบเนียนมันก็ใช้เวลามากเกินไป ฉันจึงมองหาต้นใม้ใหญ่ที่พอที่จะปีน ตัวลำต้นแข็งแรงและใหญ่พอที่ฉันจะมั่นใจว่าตัวเองจะไม่ตกลงมา

เมื่อฉันปีนขึ้นด้านบนค่อนข้างมีที่ยืนอยู่และ มีพื้นทีพอๆกับพื้นเก้าอี้ที่ตัวเองเคยนั่งที่โรงเรียน เพียงแค่ต้องจัดการกิ่งไม้ ที่งอกออกมา ก็ฉันเล่นเลือกต้นไม้ที่ใหญ่และหนาโดดเด่นที่สุดนี่น้า จะมีพื้นที่ขนาดนี้มันก็ช่วยชีวิตฉันไว้ให้รู้สึกปลอดภัยได้ชั่วคราว อย่างน้อยนั่งได้ และฉันก็น่าจะหาอะไรมามัดทำที่พิงกันตก

ตอนนี้รุ้สึกว่าตัวเองจะกลายเป็นคนจรจัดนิดๆเลยแหะ ฉันก้มมองคนด้านล่างและเสียงด่าทอที่ดังก้องไปทั่วของวิกตอเรีย เธอดูค่อนข้างหัวเสียแต่ฉันมันใจว่าเธอไม่ได้มองหาฉันหรอก สักพักเสียงด่าทอก็เงียบลง เมื่อมีเสียงควบม้าตรงมาทางนี้ ผู้คนโดยรอบต่างตื่นกระหนก แต่ก็เข้าไปหลบซ่อนในบ้านอย่างรวดเร็ว

ไม่รู้ว่าโชดดีหรือโชคร้าย ด้วยชุดฟู่ฤ่องนั่นทำให้เธอไม่สามารถวิ่งหรือหลบเลี่ยงการเป็นจุดสนใจได้เลย แค่เดินเร็วๆ ซุ่มที่เธอใส่อยู่ก็ทำเอาเธอล้มหน้าขมัมจนฉันหลุดหัวเราะออกมา

“ดัชเชสวิกตอเรีย ท่านมาทำอะไรที่นี่ครับ” เสียเยือกเย็นที่ฉันเคยได้ยินไม่นานมานี้ดังขึ้น ออสการ์ควบม้าตัวนั่น มาหยุดตรงจุดที่วิกตอเรียล้ม เขาไม่ได้ขำหรือหัวเราะเยาะแต่ใบหน้านั่น เต็มไปด้วยความโกรษ

“ดูท่านจะว่างมากนะครับ ขอบใจที่อุสามาดูความตกต่ำของเรา”

“ฉันก็แค่เป็นห่วง มีคนส่งข่าวฉันกังวลมากหากโคลอี้จะได้รับอันตราย…” เห้อ…. ฉันมองยัยนั่นที่ทำตัวตอแหลโล่ อ่า...เหมื่อนเคยอ่านเจอเรื่องแนวๆนี้ด้วยสิ

“ขอบคุณที่มีน้ำใจแต่โคลอี้เธอปลอดภัยดี แต่ว่านะครับ ข่าวที่ท่านได้รับดูเหมือนจะส่งถึงไวเหลือเกินนะ”

“ก็ฉันเป็นห่วงเลยให้คนมาสอดส่องความเป็นอยู่...”

“สอดส่องความเป็นอยู่ ...ท่านนี่ชังกล้าพูดเนอะ…..ตั้งแต่เป็นดัสเชสเนี่ยท่าท่างจะว่างมาก เงินทองที่นั่นคงเหลือเฟือไม่เหมือนที่นี่...แทนจะเจียดเศษเงินมาชดใช้หนี้สิ้นที่ตัวเองก่อ...ฉันจะพูดให้มันชัดๆไปเลยแล้วกัน.. แกนั่นแหละที่ทำให้เราเป็นแบบนี้ อย่ามาพูดทำตัวเหมือนเป็นห่วงหน่อยเลย ยัยโสเภณี” ออสการ์ดูท่าจะหมดความอดทนกับความแอ็บใสของวิกตอเรียสะแล้ว วิกตอเรียเองก็หน้าเสียที่โดนด่าขนาดนั้น

“กล้าว่าท่านดัชเชสงั้นหรอ จะหาเรื่องกับตระกูลบัลซาเรต รึไงค่ะ ท่านออสการ์!!!” สาวใช้โต้ตอบแทนทันที ในขณะที่วิกตอเรียพยายามจะสงบสติอารมณ์ ก็มีคนเริ่มบุกมาบริเวณนี้มากขึ้นเหมือนจะตามออสการ์มาทีหลัง

“ฉันพูดได้เพราะฉันรู้สันดานยัยนี้ รู้จักใช้คนอื่นเป็นเรื่องมือไต่เต้า อ้าขาให้ผู้ชายได้ง่ายๆ ทำตัวแอ็บไปวันๆทั้งที่หน้าของแกมันก็เหี่ยวทุกวันๆ”

เพี๊ยย!!

“เจ้าคนไร้มารยาท แกน่ะขาดคุณสมบัติผู้ดี ไม่คู่ควรกับตำแหน่งผู้นำตระกูลโรชินันเต้ เลยสักนิด” วิกตอเรียพูดพร้อมตบหน้าออสการ์ด้วยพัดที่เธอถืออยู่ ดูจากสีหน้าเธอแล้วท่าจะโกรษมาก จนฟิวส์ขาด

“แล้วไง กูก็ได้สันดานมาจากมึงนั่นแหละ”

เพี๊ยย!!

“อุ๊บ” ฉันรีบเอามือปิดปากทันที เหมือนสมองมันหมุนติ้วๆเลย เอ๊ะ!

“ฉันไม่เคยมีลูก โดยเฉพาะแก” วิกตอเรียพูดอีกครั้ง

“คิดว่าอยากเป็นงั้นหรอก ไอ้เลือดโสโครกของแก แค่คิดว่ามันไหลอยู่ในร่างของฉันตั้งครึ่ง ฉันก็อยากจะรีดเลือดออกและตายๆไปสะ!!…แต่ถ้าตายไปอย่างเดียวมันคงน่าเบื่อ ยัยโสเภณีที่ทำตัวสูงส่งภายนอก ฉันเนี่ยแหละจะอยู่เสนอหน้าในทุกๆที ที่แกอยู่และประจานความชั่วของแกให้สาสมเลย!!”

“งั้นก็รีบตายๆไปสะ แกจะเสนอหน้ามีชีวิตอยู่ทำซากอะไร!! จะปั่นหัวฉันงั้นหรอ อย่างแกกับไอ้ตระกูลตกอับนี่จะมีปัญญาทำอะไรฉันได้หะ!!” วิกตอเรียใช้พัดตีไม่ยั้งมือเลย โดยที่ออสการ์ไม่โต้ตอบกลับด้วยซ้ำ ดูเธอจะหลุดธาตุแท้ออกมาหมดเลยนะ

ฉันมองไปรอบที่มีเหล่าอัสวินประจำเมืองมาตั้งแต่ก่อนหน้านี้ ทั้งเสียงตะโกนด่าทอกับภาพที่เห็นตรงหน้า ฉันเองก็ลงไปให้วิกตอเรียช็อตเล่นดีไหมนะ… เห็นต้องการตัวฉันจังเลย ถ้าทำให้ คิดว่าฉันรู้ธาตุแท้ของหล่อน ก็คงไม่มีใครอยากเก็บไว้ใกล้ตัว

เพี้ยย!!  เพี้ยย!!  เพี้ยย!!

“พูดมาสิ อย่างแกจะทำอะไรฉัน!!” วิกตอเรียตะโกน แต่ทุกคนก็ต่างไม่กล้าเข้าไปห้ามเพราะอีกฝ่ายเป็นถึงดัสเชส และเคยเป็นถึงเคาน์เตส(ภรรยาของเอิร์ล)แห่งตระกูลโรชินันเต้ ผู้ดูแลเมืองแทบนี้ ฉันคงต้องลงไปแล้วล่ะ ไม่งั้นออสการ์คงโดนตีจนกว่าวิกตอเรียจะพอใจ… ไม่ก็ใบหน้าเสียโฉมแน่ๆ

“ทั้งๆที่ตกลงไว้ว่า จะไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันอีกตั้งแต่ออกจากบ้านหลังนี้ไปเป็น ดัชเชส อย่างที่ท่านวิกตอเรียต้องการ แต่ก็มาที่นี่บ่อยครั้ง พาคนบุกรุกที่นี่โดยไม่ได้รับอนุญาติ ทำร้ายร่างกายผู้นำตระกูล” วิกตอเรียหันมามองฉันที่ยืนอยู่รวมๆกับพวกอัศวินที่เห็นการกระทำกับความผู้ดีจอมปลอมทั้งหมด

“แต่….แม่” วิกตอเรียดูจะช็อตที่ฉันอยู่ตรงนี้มากกว่า เธอพยายามจะแก้ตัว

“ฉันบอกไปแล้วค่ะ… คุณไม่เคยเป็นแม่ฉัน ฉันปฎิเสธอย่างสุภาพทุกๆครั้ง และจริงอยู่ว่าทางนี้อาจเปิดประเด็นโต้เถียงก่อน ท่านวิกตอเรีย นั่นคือการกระทำที่ท่านมีต่อลูกแท้ๆของตัวเอง… มันชัดแล้วค่ะ ถ้าฉันตอบรับข้อเสนอของท่าน ไม่ช้าฉันต้องโดนกระทำแบบนั้นแน่ๆ”

“...............แม่ไม่ทำแบบนั้น กับโคลอี้หรอก ก็โคลอี้เป็นเด็กดี ไม่เหมือนออสการ์” วิกตอเรียพูดแก้ตัวกับฉันน้ำขุ่นๆ แต่ฉันก็ส่ายหน้า

“ท่านวิกตอเรีย พอเถอะค่ะ และกรุณาเอาคนที่ท่านพามาออกไปจากคฤหาร์ของเราด้วย ท่านไม่มีสิทธ์ในตัวฉันและคฤหาร์แห่งนี้อีกแล้ว เราเหลือแต่ตัวและบ้านที่ถูกไฟไหม้ ไม่คุ้มหรอกนะคะที่จะมายุ่งกับเรา…” เมื่อฉันพูดจบ วิกตอเรียก็ถึงกับพูดไม่ออก เธอกำมือเน่นแหละกัดฟันตัวเอง ออสการ์ก็จะเดินมาหาฉันแต่ฉันไม่รอรีบๆพูดต่อในสิ่งที่ต้องการ

“ท่านอัศวินค่ะ รบกวนช่วยจับผู้บุกรุกที่ซ่อนตัวในบ้านออกมาให้หน่อยได้ไหมค่ะ”

“ได้ครับ พวกเราเร็ว!” เมื่อได้รับคำอนุญาติ อัศวินต่างทำหน้าที่ของตัวเองทันทีอย่างรวดเร็ว แม้จะจับได้เพียงแค่4คนก็เถอะ แต่นี่มันก็ดีมากๆแล้ว

“แล้วก็เรื่องผู้บุกรุกและก่อเพลิงยามวิกาล ถ้าท่านดัชเชสอยากช่วยพวกเรา ช่วยตรวจสอบเรื่องนี้ให้หน่อยได้ไหมค่ะ” ฉันหันไปพูดกับวิกตอเรีย ที่หน้าซีดเผือกหลังจากโดนจี้จุดตั้งแต่ออสการ์ และฉันต่อเนื่องทำให้เธอดูเหมือนกำลังถูกต้อน

“ฉันไม่ได้ทำ!!”

ทุกคนต่างเงียบและมองไปทางวิกตอเรียพร้อมๆกัน

“ก็ไม่ได้บอกว่าท่านเป็นคนทำสักหน่อย รบกวนได้ไหมค่ะ หรือ…..ว่า...เกิดกลัวความผิดตัวเองขึ้นมา

“ฉันไม่...ฉัน ฉัน!! กริ๊ดดดดดด!!!” เธอกริ๊ดลั่นและรีบวิ่งออกไปพร้อมถอดซุมใต้กระโปรงทิ้งไว้ด้วย ดูแล้วน่าสมเพสแต่ก็มากพอทำให้ตัวอัศวันสงสัยธอเป็นคนแรก 

แต่ฉันน่ะ...ใจเต้นตึกตักเพราะเหตุการ์ณเหมือนในนิยายเลย รู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูก แต่ว่าตามนิยาย การที่ฉันออกตัวแรงขนาดนี้ จะต้องสร้างปัญหาให้ฉันในอนาคตแน่ๆเลย…ซวยล่ะสิ

“โคลอี้!”

“ค่ะ!” ฉันสะดุ้งนิดๆ และหันกลับไปตามเสียง ออสการ์นั่นเอง

“หายไปไหนมา! ถึงเราทะเลาะกันแต่ก็ควรพูดกันให้รู้เรื่องก่อนสิ!” ฉันรู้สึกฉุนเฉียวขึ้นมาทันทีพอนึกถึงเรื่องที่โรงแรมนั่น

“พี่ต่างหากที่ไม่ฟัง ปากเสีย นิสัยไม่ดี!! คิดว่าฉันร้องไห้ที่ผ่านมาเพราะอะไรกันเหล่า…” ฉันพยายามกลั้นน้ำตาเอาไว้ แต่ออสกาสก็ลูบหัวฉัน

“เดียวนะ…น้องต่างหากที่ใส่อารมณ์ก่อน….เออๆ ขอโทษ ...ฉันจะฟังรายละเอียดทีหลัง แต่แองเจล่าเขาเป็นห่วงเธอมากนะ และฉันก็ห่วงเธอมากด้วยอย่าหายไปอีกนะ เธอเป็นครอบครัวเพียงคนเดียวที่ฉันเหลืออยู่” ออสการ์พูดพร้อมกอดฉันอย่างปลอบใจ

“แองเจล่า?ใครอะ” ฉันเอียงคอนิดๆ แม้จะดีใจที่ไม่ต้องโกหกออสการ์อีกแล้วและเขาเองก็มีท่าทีใจเย็นขึ้นเยอะจากตอนแรก แต่แองเจล่านี่….ฉันนึกไม่ออกเลยว่าเจอที่ไหน ที่ฉันรู้มีแค่คาลวิน

“น้องจำไม่ได้หรอ คนสวยๆที่ร้านดอกไม้ไง” ฉันลองนึก และก็นึกออกในทันทีและพยักหน้าตาม

“จริงด้วย...ฉันหนีมานี่น้า...พี่สาวอาจเป็นห่วงก็ได้” ฉันพูดอย่างสำนึกผิด แต่กลัวเช่นกัน พอออสการ์เห็นฉันที่มีท่าทีไม่มั่นใจเขาก็หัวเราะออกมานิดๆ

“นี่ใช่คนเดียวกันที่ต่อว่าวิกตอเรียรึเปล่าเนี่ย”

“อ๊ะ!... มะไม่นะ… จริงๆไม่คิดว่าตัวเองจะทำแบบนั้น สถานการ์ณมันพาไปแล้วพี่ก็โดนตบแบบนั้นโดยไม่มีใครห้ามนี่น้า….แล้วก็...แล้วก็วิกตอเรียจะได้เลิกแอบเป็นแม่ที่ดีใส่ สักที…นั้นน่ะ…น่ารำคาญมากเลย” ฉันพูดพลางถอนหายใจแต่ออสการ์ยังคงจ้องหน้าอย่างจับผิด

“แค่จำมาจากหนังสือแล้วหนูก็อยู่ที่นี่ตั้งแต่ต้นแล้ว…” ฉันพูดพลางพลักออสการ์ที่กอดฉันอยู่ออก แต่เหมื่อก่อนหน้านี้จะแกล้งทำหน้าครึมใส่ฉัน แล้วก็หลุดหัวเราะออกมาดังลั่น

“รู้แล้วล่ะ ก็พี่ได้ยินเสียงนี่น้า เพราะน้องเตือนพี่เลยนะเนี่ยถึงมีโอกาสเผยธาตุแท้ของวิกตอเรียสักที สะใจโครตๆ”

“เสียง?” ฉันเงยหน้ามองออสการ์นิดหน่อยอย่างสับสน “เสียงอะไรหรอค่ะ?”

“ก็ที่น้องเหมือนจะบ่นๆกับตัวเอง ว่าวิกตอเรียมาที่นี่ควรบอกพี่ไหมแต่ไม่อยากเจอหน้า” เขาพูดก่อนจะหันมาทางฉันอย่างน้อยใจ “รู้ไหมที่พูดทำพี่เจ็บปวดได้นิดหน่อยเลยนะ”

“......เอ๊ะ?” ฉันนิ่งค้างไปนิดๆก่อนจะรีบหยิบลูกแก้วที่เป็นสร้อยตอนนี้ออกมา

พี่ออสการ์ได้ยินเสียงใช่ไหม?

“อ่าได้ยิน...มี…” พอออสการ์หันมามองทางฉันที่ไม่ได้เปิดปากพูดเลยสักนิด ออสการ์ไม่เท่าไรหรอก แต่ฉันกำลังทึ่งกับประสิทธ์ภาพของลูกแก้วนี่น่ะสิ

“นั่นอะไรน่ะ…”ออสการ์เอ่ยถาม แต่ฉันก็หันไปมองรอบๆ พวกอัศวินที่ลากผู้บุกรุกออกไปสืบสวน และไม่ได้หันมาทางเรา สาวใช้นั่นก็น่าจะตามวิกตอเรียออกไปนานแล้ว ฉันจึงหันไปตอบออสการ์แม้ใจจะไม่สงบเลยสักนิดก็ตาม

“ของขวัญปลอบใจจากพระเจ้าค่ะ.."

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 8 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

8 ความคิดเห็น