(หยุดอัพ)Relationship of the villains ถ้าเป็นนางร้ายในเกมส์โอโตเมะแล้วมันทำไมหรอ?

ตอนที่ 7 : 5 ::คงไม่ได้เจอกันแล้ว

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 89
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 8 ครั้ง
    21 ก.ย. 63

หลังจากทานเสร็จ ฉันพยายามกินจนหมดแต่ว่าก็เหมือนจะกลืนได้ลำบากกว่าปกติ.. เราขึ้นไปบนห้อง แต่ออสการ์ เขาดูท่าจะไม่อยากจะฟังเท่าไรนัก แต่ฉันเองก็อยากจะพูดมากกว่าเก็บเรื่องนี้ไว้อึดอัดคนเดียว จึงไม่อยากสนใจความรู้สึกของเขาในตอนนี้

“...โคลอี้กับฉันสลับร่างกัน…”

คำพูดที่ออกมาทำให้เขารู้สึกค่อนข้างตกใจ เขามองฉันอย่าคิดวิเคราะห์มากกว่าเดิม ท่าจะไม่ใช่สิ่งที่เขาคาดไว้สินะ…

“เดียวนะ แล้วโคลอี้อยู่ไหน”

“สุขสบายดีอยู่ต่างโลก...สถานที่ ที่ไร้ซึ่งเวตร์มนต์ ในร่างของฉัน..กับครอบครัวของฉัน” ฉันพูด ความรู้สึกอึดอัดเข้ามาในอกเขามองตาฉันอีกครั้ง อย่างไม่ค่อยเชื่อ

“ตอนแรกพี่คิดว่าเป็นเรื่องอะไรล่ะคะ?” ฉันเงยหน้ามองแต่ออสการ์ก็ทำสีหน้าบอกไม่ถูกขึ้นมาทันที

“ฉัน… เป็นเด็กกำพร้าที่ตระกูลเก็บมาเลี้ยง เลยคิดว่าเธอรู้...” เขาพูดพลางหัวเราะออกมาเบาๆอย่างกลบเกลือน แต่ก็ก้มหน้าราวกับไม่อยากพูดถึงเรื่องนี้ เขาคงกังวลเรื่องของตัวเองสินะ..

ใบหน้าของเขามีอารมณ์และความรู้สึกที่ปิดบังบางอย่างเอาไว้ในตอนนั้นฉันเองก็ไม่ได้สังเกตเลยสักนิด

“แล้วถ้าเธอไม่ใช่โคลอี้เธอคือใคร” สายตาของเขาเปลี่ยนไปโดยชิ้นเชิง จากที่อ่อนโยนมันกลายเป็นความสงสัย ไม่เข้าใจ และขุ่นเคือง ฉันกำหมัดแน่นพลางหันหน้าไปทางอื่นกลั้นน้ำตาเอาไว้

ความรู้สึกแย่ๆนั่นมาโจมตีเข้าใส่อย่างจังๆ ฉันพูดสิ่งที่อัดอันเก็บเอาไว้ตลอดหลายวันที่ผ่านมา ฉันรู้ว่าออสการ์ไม่ผิดแต่อารมณ์ของฉันมันทั้ง ประชดและน้อยใจ และใส่อารมณ์กับเขาอย่างแรง ราวกับจะระบายออกมา

“อย่ามาทำเหมือนเป็นผู้เสียหายนะ!! ฉันอาศัยอยู่กับพ่อแม่ของฉันถ้าน้องสาวนายไม่ขอพรบ้าๆนั่นฉันก็ไม่ถูกส่งมาอยู่แทนที่นี้” ฉันโกษรมาก เมื่อเงยหน้ามองออสการ์ที่จ้องเขม็งฉันก็ยิ่งรู้สึกแย่

“ฉันอยู่ไม่ได้หรอกถ้าไม่มีพวกเขา…” ฉันพูดต่ออย่างสิ้นหวัง แต่ออสการ์กลับพูดเหยียดหยามขึ้นมาแทน

“งั้นเธอมันก็ลูกแง่ติดพ่อแม่ที่ถูกเลี้ยงมาอย่างดี ไม่รู้จักความลำบาก ครอบครัวของเธอคงอบอุ่นน่าดูเลยงั้นสิ ก็สมน้ำหน้าเธอแล้วล่ะ!”

“.............ใช่ฉันมันเป็นแบบนั้นแหละ” ฉันพูดแม้จะรู้สึกโกรษแต่ความรู้สึกเศร้าด้วย ความอบอุ่นที่ผ่านมามันเป็นของโคลอี้จริงๆ ไม่ใช่ฉัน แต่ถึงอย่างงั้นทำให้ฉันรู้สึกโกรษมากกว่าเดิม จึงพยายามยกเก้าอี้ด้วยร่างเล็กๆนี่ฟาดใส่เขา

“ออนแอ..” ออสการ์พูดย้ำฉันได้แค่ร้องไห้และก็ไม่เคยมีอะไรที่ฉันสามารถแก้ปัญหาได้เลย

“ไม่ต้องบอกก็รู้อยู่แล้ว!!!” ออสการ์หยุดฉันอย่างง่ายดายด้วยพลังที่เขามี เขาแค่รับเก้าอี้ได้ง่ายๆและฉันก็วิ่งออกมา และเขาก็หยุดฉันโดยการล็อคตัวไว้กับพื้น

“....ฉันแค่หวัง!! หวังว่าจะมีคนที่คุยด้วยได้ …แค่นั่นจะได้ไม่ต้องอึดอัดที่ต้องโกหกอยู่อย่างงี้!!”

“ฉันเกลียดโคลอี้ที่เอาครอบครัวฉันไป ฉันเกลียดเธอที่เอาแต่พูดขอโทษ แต่ก็ไม่คืนสิ่งที่ฉันมี ฉันเกลียดเธอที่ใช้ชีวิตแทนฉัน แค่มองเงาในน้ำฉันก็อยากจะฆ่าเธอไปสะพ้นๆ แต่ก็กลัวว่าตัวเองจะต้องตาย…..ถามหน่อยสิ ฉันผิดใช่ไหมที่ใช้ชีวิตอยู่ในร่างน้องสาวของนาย ต่อให้อยากกลับมากแค่ไหน ต่อให้อ้อนวอนมากแค่ไหน โคลอี้ได้ชีวิตที่เธอต้องการ แล้วฉันล่ะ…”

ฉันพูดความรู้สึกออกมาทั้งหมด และร้องไห้อีกครั้ง

ออสการ์ค่่อยปล่อยมือ เมื่อเขาเผลอฉันจึงแตะผ่าหว่างขาเขาทันที

“อ้าก!!!!  ยัยนี่!!!” เขาร้องโอดโอ๊ย นอนกองกับพื้นและฉันก็วิ่งออกมาทันที ไม่รู้หรอกว่าตัวเองต้องไปที่ไหน แต่ว่า ไอ้คนแบบนั้น ตอนนี้ไม่อยากเจอหน้าเลย

ฉันเช็ดคราบน้ำตาวิ่งออกมาพร้อมเสียงตะโกนไล่หลัง ในใจไม้รู้ว่าตัวเองควรไปทางไหนดี

เส้นด้ายสีแดงที่เห็นรอบแรกปรากฎขึ่นอีกครั้ง  ฉันวิ่งออกไปโดยไม่คิดจนถึงร้านดอกไม้แห่งหนึ่ง และความเหนื่อยและความล้าก็จู่โจมฉันอย่างรุนแรง วิ่งต่อไม่ไหวแล้ว……

“คุณหนูมาทำอะไรที่นี่หรอค่ะ” ฉันเงยหน้ามองพี่สาวแสนใจดีที่เจอก่อนหน้านี้อีกครั้ง รอยยิ้มที่แสนอบอุ่นนั่นทำให้ฉัรู็สึกสึกสงบและเจ็บปวดไปพร้อมๆกัน... 

ก็ร่างของโคลอี้นี่น้า….เป็นไปไม่ได้หรอกที่ตัวฉันจริงๆจะได้รับความรักจากที่นี่ ฉันเงยหน้ายิ้มให้กับพี่สาวคนนั้น ยังไงสะ...หลังจากนี้ฉันคงไม่อยากพูดเรื่องนี้แล้ว

“ฉันออกมาเดินเล่นน่ะคะ….” ฉันพูดและเดินเข้ามาในร้านดอกไม้ … พวกมันกลิ่นหอมมาก แม้จะดูไม่ค่อยสวยงามแต่ก็… จากรอยแมลงกัดคงมาจากธรรมชาติสุดๆ

ด้ายแดงยังอยู๋แถวนี้จนถึงเมื่อกี้แต่หายไปไหนแล้วนะ ฉันมองไปมา แต่ก็ยังเห็นแต่ดอกไม้มากมาย

“ฟอเกตมีน๊อต”

“รู้จักด้วยหรอ?” ฉันเพลอพูดออกมาอย่างไม่ตั้งใจ แววตาของพี่สาวก็เป็นประกายในทันที ยิ่งฉันพยักหน้าเธอก็ดูจะดี๊ด๊าสุดๆ อ่า...ฉันเคยได้ยินเกี่ยวกับดอกไม้ที่มีตำนานด้วยก็เลยจำมันได้

“รู้ไหม ฟอเก็ตมีน๊อตมีตำนานด้วยนะ”

“อ่า..เคยได้ยินมาบ้าง แต่ก็ลืมไปแล้วล่ะคะ” ฉันตอบออกไปตามตรงฉันจำตำนานของฉันไม่ค่อยได้หรอก แต่รู้จักความหมายของมัน…’อย่าลืมฉัน’ นั่นเป็นเพียงสิ่งรู้

“มันเป็นเรื่องราวของหญิงสาวคนหนึ่งที่รอคอยคนรัก ทั้งสองพบกันท่ามกลางดอกไม้สีฟ้า อีกคนเป็นขุนนางผู้สูงศักดิ์ อีกคนเป็นแค่หญิงสาวสามัญชนธรรมดา ทังสองแอบพบกันอย่างลับๆ แต่ฝ่ายที่เป็นขุนนางก็ต้องแต่งงานทางการเมือง แม้ทั้งสองจะเศร้าที่ต้องแยกจากแต่ว่า พวกเขาสัญญาว่าจะรัก และมีแค่หัวใจเท่านั้นที่จะไม่แยกจากไปไหน ในวันที่14 ของทุกเดือนพวกเขาจะนัดพบและมีรักร่วมกัน เวลาที่พบกันก็น้อยลงไป ยิ่งหญิงสาวท้องร่างกายก็อ่อนแอ่จนล้มป่วย แต่เธอก็รอและฝืนตัวเองที่จะได้พบอีกครั้ง พวกเขานัดพบกันที่เดิม ตอนนั้นเธอฝืนตัวเองมากเกินไป...ในที่สุดก็ตายพร้อมกับเด็กในท้อง แต่ว่าหญิงสาวผู้นั่นก็ก็พูดออกมาว่า”

“อย่าลืมฉัน” ฉันพูดออกมาและพี่สาวดูจะพอใจสุดๆ

“ใช่เลยล่ะนั่นเป็นที่มาของชื่อ” เธอพูดพร้อมสีหน้าที่ร่าเริง แต่สายตาของฉันไปสะดุดท่นิวก้อยของเธอ ด้ายแดง จริงๆด้วย!! แม้สีจะค่อนข้างโปร่งแต่ใช่แน่ๆ ฉันพยายามจับเชือกนั่น และจับได้ด้วย พอเห็นฉันมีท่าที่แปลกไป พี่สาวก็ดูเป็นห่วง

“เป็นอะไรรึเปล่า?” 

“คือฉันเห็นนี่น่ะคะ… พี่เห็นไหม?” ฉันลองเอ่ยถามดูแต่ พี่สาวก็ได้แต่ทำหน้างงๆ

“ก็ไม่เห็นมีอะไรในมือนี่?”

ฉันเห็นคนเดียว….รู้สึกเหมือนเกิดเรื่องไร้สาระกับตัวเองจริงๆด้วยตัวฉัน ฉันยิ้มออกมานิดๆและลองขยับมือไปมาขณะจับเส้นด้ายนั่น ฉันแตะต้องมันและรู้สึกถงมันได้อย่างแน่นอน นั่นทำให้พี่สาวยิ่งเป็นห่วงฉันมากกว่าเดิม

“มือเป็นอะไรรึเปล่า?” เธอถามเมื่อฉันขยับมือไปมาแบบนั้นพอเธอแตะตัวฉันเธอก็สะดุ้งขึ้นมา และรีบเอามือแตะหน้าผากฉันอย่างรวดเร็ว

“ไข้ขึ้นสูงเลยนี่!!” พี่สาวแสดงสีหน้าร้อนรนขณะที่ฉันยังไม่ทันรู้ตัว เธอก็อุ้มร่างของฉันไปนั่งบนเก้าอี้ไม้ยาว และปูผ้าห่มให้ฉันนอนพักตรงนั้น

“นอนพักเถอะ เธอก็ร่าเริงสะจนคิดไม่ถงเลยนะว่าจะป่วย” พี่สาวพูดพร้อมเอาผ้าชุบน้ำวาไว้บนหัวของฉัน เอาจริงๆฉันก็รู้สึกร่างกายหนักๆ แต่ไม่คิดว่าตัวเองจะเป็นไข้ สายตาของฉันยังคงมองพี่สาวอยู่เธอเดินมาหาฉันบ่อยมากๆ ทั้งๆที่ตัวเองก็ต้องคอยรับลูกค้า

เธอดีเกินไปจนฉันอดระแวงไม่ได้ แต่พอจะลุกขึ้นพี่สาวก็หันมาพอดี

สายตาของเธอที่มองมาทำให้ฉันเริ่มกลัวมากขึ้น จนสะดุ้ง เธอเพียงทำแก้มป่องและพลักฉันให้นอนลงที่เดิม

“คนป่วยต้องพักนะ”

เอาจริงสมองฉันแทบคิดอะไรไม่ออกอีกแล้ว พอเธอต้องหันไปรับลูกค้าอีกครั้ง ฉันก็กลิ้งลงจากเตียง ใช้ทักษะอันแสนจะไม่น่าภูมิใจนัก

ปกติเวลาจะตื่นคนเรามักจะไม่ยอมตื่นใช่ไหมล่ะ ฉันเป็นประเทศไม่ลุก แต่กลิ้งลงจากเตียงโดยไม่เสียการทรงตัวเป็นการบังคับให้ออกจากที่นอนแสนอบอุ่นในแต่ล่ะวัน

ว่าแล้วฉันก็วิ่งออกไปทันที โดยไม่ฟังเสียงดังที่ไหล่หลังมา

ฉันไม่เอ๊ะใจสักนิดว่าตัวเองอยู่ที่ไหนจนถึงก่อนหน้านี้ ฉันไม่อยากเจอใครแล้วก็ไม่อยากจะเดินไปถามใครด้วย เลยเดินเข้ามาในที่ๆมีต้นไม้เยอะๆ

“เอวา!!” ฉันตะโกนเรียกคนที่ฉันน่าจะเชื่อใจมากที่สุดในตอนนี้ ในขณะที่เดินไปเรื่อยๆ

แปลก…

ทั้งๆที่ปกติไม่เรียกก็โพล่มานี่น้า…

“เอวา!!” ฉันลองตะโกนอีกครั้ง แต่สิ่งที่ตอบกลับออกมามีแต่ความเงียบ ซ้ำร้ายยังเป็นการระบุตัวตนของตัวเองอีกต่างหาก แต่จะมารู้ตัวก็สายไปแล้ว ตอนที่สายตาสีม่วงมองมาทางฉันขณะนอนราบกับพื้นเป็นเบาะนอนให้แมว

ฉันเหวอไปพักใหญ่ๆเลย และอีกฝ่ายก็ค่อยทำลายความเงียบ

“เจ้านี่ชื่อเอวาหรอ….”

“ไม่ใช่ๆ!” ฉันรีบปฎิเสธทันที สายตาของอีกฝ่ายที่ดูจะพยายามตีความอย่างหนัก มองหญิงสาวตัวเล็กที่ตะโกนเรียกชื่อของอะไรสักอย่าง มันคงมองเป็นอย่างอื่นไม่ค่อยได้อย่างนั้นสินะ

“อ้าว...ไม่ใช่แมวเธอหรอ?”

“ฉันไม่เลี้ยงแมว” ฉันตอบห้วน และพยายามเดินไปทางอื่นแบบดื้อๆ แต่เจ้าแมวสีดำกลับนวลเนียขาของฉัน ตัวฉันที่กำลังกังวลไม่หยุดก็สะดุ้งโย่งกระโดดหลบทันที

“อุ๊บฮะๆ แต่มันชอบเธอนะ” เด็กชายหัวเราะท่าทางของฉัน ฉันหันไปมองเขาดีๆอีกครั้งรู้สึกสับสนอย่างแรง และแม้ฉันจะกระโดดหลบแต่แมวตัวนั้นก็คล้อเคลียขาของฉันไปมา

“..........” ฉํนไม่พูดอะไรและลองลูบหัวมันดู และถอนหายใจออกมาเบาๆอย่างไม่รู้ตัว

“แมวมันรับรู้ความรู้สึกของคน และเยียวยาจิตใจได้นะ” เด็กชายพูดพลางยิ้มร่า แต่ฉันทำเพียงมองเขากลับไปเท่านั้นเอง

เอวา...หายไป โดนทิ้งแล้วใช่ไหมฉันน่ะ...เจอกันครั้งสุดท้ายเอวาก็โกรษด้วยสิ

ฉันรู้สึกเหมือนนึกอะไรบางอย่างออก ‘ลูกแก้วสีฟ้า’ ไม่ได้อยู่กับฉันนี่ เห็นว่าเป็นอะไรสักอย่างเกี่ยวกับการสื่อสารด้วย คงไม่ใช่เหตุผลนั่นใช่ไหมนะ

สักพักหัวของฉันก็ถูกเด็กชายลูบ

“ถ้าหาอะไรอยู่เดียวก็เจอเองแหละอย่าเศร้าไปเลยนะ” ฉันได้แค่เม้มริมฝีปาก แต่ก็ยิ้มตอบ

“คงไม่ได้เจอแล้วล่ะ ขอบคุณนะ” น้ำตาของฉันมันไหลออกมาเองขณะที่ฉันลูบหัวแมวชายคนนั้นก็ลูบหัวฉันด้วย เป็นภาพแปลกแต่เหมือนกับช่วงนึงฉันรู้สึกอบอุ่นอีกครั้ง แต่มันก็เศร้าหมองอย่างรวดเร็ว ฉันรีบลุกขึ้นทันทีแม้ไม่รู้จะไปไหน

“ขอบคณจริงๆค่ะ ฉันต้องไปแล้ว” ฉันรู้ตัว ว่าตัวเองกำลังสร้างกำแพงอยู่ มันก็เป็นแบบนี้ตลอดนั่นแหละ

“เดียวก่อนเธอ!!” ฉันทำเป็นไม่สนใจเสียงที่ตะโกนไล่หลังตามมา โดยไม่รู้ตัวเลยว่ากำแพงที่มีอยู่จริงนั่นปรากฎ และเดินเข้าไปในปาลึกขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งแสดงแดดอ่อนลงเพราะต้นไม้เริ่มหนาทึบ แต่เพรากำแพงนี่พอรู้ตัวอีกทีฉันก็อยู่ท่ามกลางฝูงมอนเตอร์ ในหัวมันหนักไปหมด แต่พอลืมตาอีกครั้ง ก็เหมือนจะเห็นภาพของพ่อแม่ที่ห่างออกไป

“คงไม่ได้พบจริงๆ” ฉันหัวเราะออกมาเบาๆและล้มลงกับพื้น

เป็นความฝัน….อยากให้ทุกอย่างมันเป็นความฝันให้หมดเลย

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 8 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

8 ความคิดเห็น