(หยุดอัพ)Relationship of the villains ถ้าเป็นนางร้ายในเกมส์โอโตเมะแล้วมันทำไมหรอ?

ตอนที่ 4 : 2 ::ไร้ประโยชน์

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 131
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 13 ครั้ง
    18 ก.ย. 63

ณ บริเวณย่านการค้าดันเต้

ย่านการค้าดันเต้นั้นเป็นเมืองที่อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากเมืองหลวง มักจะมีของนำส่งออกข้าวของเครื่องใช้มากมายด้วยเหตุนั้นพ่อค้าคนกลางรายใหญ่ๆจึงรู้จักที่นี่เป็นอย่างดี เรื่องเครื่องใช้ที่มีคุณภาพ ถ้าหากจากจะเก็งกำไรให้ได้มากที่สุด ที่นี่จึงเปรียบดั่งสวรรค์ ของเหล่าพ่อค้า และถ้าจะทำธุรกิจส่งออกร่วมด้วย นับเป็นอีกช่องทางทำเงินที่ดียิ่ง ไม่มีปัญหาเหมือนพวกของจำประเภทอาหาร เนื้อตากแห้ง หรือ ธัญพืช เพราะจะเก็บได้นานเท่าใดก็ได้ไม่เน่าเสีย และด้วยเมืองแห่งนี้ไม่ได้เป็นเส้นทางหลักผู้คนที่เป็นนักเดินทางอาจมองข้ามเมืองนี้ไปเพราะไม่มีอะไรโดดเด่น ออสการ์เองก็ทำงานอยู่ที่นี่ มีหน้าที่คอยตรวจสอบคุณภาพของสินค้าในทุกๆวัน  เขาทำงานที่นี่มานานพอ ที่จะรู้เส้นสายนิดหน่อย และคิดว่าเมื่ออายุ18 เขาจะเริ่มทำธุรกิจของตัวเอง แต่เพราะติดปัญหาเรื่องหนี้สิน เงินเก็บที่ไว้ทำทุนก็ต้องเอาไปชำระหนี้ก่อน เขาจึงต้องทำงานต่อไป และล้มแผนทั้งหมดที่เคยคิดเอาไว้

“แม็ก เดี๋ยวเสร็จตรงนี้แล้วฝากนายส่งของทั้งหมดนี่ด้วยนะ…” ออสการ์หันไปพูดกับชายอีกคนหนึ่งที่อยู่ฝ่ายส่งออกสินค้าชายผมสีน้ำแดงเดินมาหาพร้อมมองลังไม้จำนวนมาก

“นี่ตรวจสอบเสร็จแล้วเหรอ?”

“ยังหรอก แค่เดี๋ยวมีธุระอีกนิดหน่อยน่ะ ตอนค้นระวังแตกล่ะ แก้วไวน์สำหรับงานเลี้ยง” ออสการ์พูดและยื่นกระดาษจดรายระเอียดให้กับอีกฝ่าย แม็กดูจะนึกสนุกขึ้นมานิดทันทีที่รับมาเขาจ้องหน้าออสการ์อย่างจับผิด

“ธุระเนี่ย...ใช่เรื่องสาวๆรึเปล่า”

“จะไปมีเวลาคิดเรื่องนั้นได้ไง แค่นี้ฉันก็แทบแย่แล้วเอาหน้าไปห่างๆเลย” ออสการ์พูดพร้อมส่ายหัวเขาดูจะไม่ตลกด้วย จนแม็กทำหน้าเซ็งที่อีกฝ่ายไม่ค่อยเล่นด้วย

“ฉันรู้น่า เรื่องน้องสาว”

“ถ้ารู้ก็...ช่วยทำงานส่วนที่เหลือด้วย ฉันไปล่ะ ระหว่างเดินทางอย่าเพลินจนทำพังก็พอ” ออสการ์พร้อมเก็บของเล็กน้อยเสร็จสรรพ รีบเดินออกไปทันที

“เฮ้ย! เดี๋ยวดิ จริงๆนายต้องไปส่งของพร้อมฉันไม่ใช่เหรอ” แม็กรีบโวย

“ฉันทิ้งน้องไม่ได้จริงๆ แจ้งหัวหน้าไว้แล้ว เดียวเขาก็ส่งคนมาแทนฉันเองแหละ ตามที่ว่าไป ฝากด้วย” ออสการ์พูดพร้อมไม่รีรอเดินไปที่คอกม้า เดินทางกลับทันที แม้แม็กจะไม่พอใจ แต่ก็ใช่ว่าจะไม่เข้าใจเพื่อนของเขา...ได้แต่มองตามอย่างหน่ายใจ และค่อยหันมามองของที่ต้องไปส่งเอง อันนี้น่าจะหนักใจกว่า ที่โดนทิ้งงานไว้คนเดียว

“แย่ล่ะสิ…”

 

 

 

-------

 

เมื่อกลับมาถึงยังไงก็ตามสวนตามทางเดินในคฤหาสน์โรชินันเต้ เต็มไปด้วยใบใม้แห้ง แม้จะไม่มีคนงานแค่ 3-4 วัน กลับดูร้างถูกทิ้งไว้เป็นเดือนๆ เมื่อไม่มีคนงาน..มันก็ต้องเป็นแบบนั้นอยู่แล้ว ตัวเขาเองก็ไม่ได้มีเวลามากพอที่จะดูแลในทุกๆเรื่อง จึงต้องปล่อยเอาไว้อย่างช่วยไม่ได้

 

“เธอแย่งทุกอย่างจากฉันแล้วจะบอกว่านี่คือโอกาสงั้นเหรอ!!!”

 

ทันทีที่ออสการ์เดินเข้าไป เขาก็ได้ยินเสียงกรีดร้องดังลั่น

 

“โคลอี้!” หัวใจเขาแทบหยุดเต้น เริ่มวิ่งตามหาที่มาของเสียง แต่พอไปถึงที่ห้องกลับไม่มีคนอยู่ในห้องนั้น ด้วยความร้อนใจ และยังได้ยินเสียงร้องไห้อยู่เขาก็เดินมาถึงห้องเก็บของอย่างร้อนใจ

 

“โคลอี้ เกิดอะไรขึ้น” ออสการ์เปิดประตูเดินเข้ามากุมมือของโคลอี้ที่กำลังร้องไห้อยู่ เธอกลับมาร้องไห้หนักอีกแล้ว...ทั้งที่นึกว่าจะค่อยๆดีขึ้นซะอีก…

ทั้งห้องมีแค่เสียงสะอื้นที่ค่อยๆเบาลงพร้อมเสียงแหบแห้งดังเบาๆ

“บอกพี่ได้ไหม กังวลใจหรือเกิดอะไรขึ้นกับน้อง” ออสการ์พูดเบาๆค่อยปลอบ

“.....” โคลอี้ได้แค่เม้มปากแน่น พร้อมสะอื้นเบาๆ ออสการ์รู้สึกเจ็บปวด แต่เขาก็ไม่อยากจะกดดันน้อง แค่เขาต้องแบกรับความกดดันมันก็มากพอแล้ว เขาไม่อยากให้น้องต้องมาแบกรับอะไรหรือต้องโดนบังคับ เขาจึงไม่อยากที่จะเค้นถามอะไรมาก จึงได้แค่นั่งข้างๆและกอดเด็กสาวอย่างอ่อนโยน

 

“โคลอี้...น้องจำวันที่พี่สาวของเราหนีออกจากบ้านได้ไหม….ตอนนั้นน้องยังเด็กมาก ยังแค่ 4 ขวบอยู่เลย อาจจะ..จำไม่ได้ …” โคลอี้เธอเงยหน้าขึ้นมาในที่สุดน้ำตาก็หยุดไหลแล้ว

“ทำหน้าแบบนั้นจำไม่ได้ใช่ไหม?” ออสการ์ลองถามดู แต่โคลอี้ก็ส่ายหน้าเบาๆและค่อยๆกอดออสการ์ที่มีสีหน้าเศร้าๆ

“เกิดอะไรขึ้น?” โคลอี้ถามเบาๆ

“คือ...พี่โซเฟีย เธอโกรธพ่อมาก พ่อประกาศงานแต่งใหม่ในวันตายของแม่...เอาจริงๆพี่เองก็รับไม่ได้มากๆเลย...และวันนั้นโคลอี้ก็ร้องไห้หนักมากๆ พอยิ่งพี่โซเฟียหนีออกจากบ้าน น้องก็ร้องไห้ลั่นบ้านจนช็อกสลบไป ทั้งพี่และคนใช้ก็ตกใจไปตามๆกันวุ่นกันใหญ่เลยล่ะ…”

 

“แต่ว่าหลังจากนั้น ...พี่ก็ไม่เคยเห็นน้องร้องไห้อีก….วันที่พ่อตายเองน้องก็ไม่ร้องเลยสักนิด จนบางทีก็คิดไปว่า...ในวันนั้นน้องร้องไห้จนไม่อาจจะเสียใจไปมากกว่านี้ หรือเสียความรู้สึกทั้งหมดไปแล้วรึเปล่านะ..”

 

“แต่ในที่สุด...น้องก็ร้องไห้อีกครั้ง…”

 

“พี่ยอมรับ ว่าในตอนแรกพี่ก็ดีใจ แต่...ถึงอย่างนั้นยิ่งมองก็ยิ่งเจ็บปวด..”

 

“พี่ไม่รู้หรอกว่าน้องร้องเพราะอะไร หรือเสียใจเพราะอะไร”  

 

“โคลอี้..ตอนนี้พี่มีน้องแค่คนเดียว พี่อยากให้น้องรู้ว่าพี่ยังรักและจะดูแลน้องเสมอ..ไม่ว่าน้องจะเลือกทางไหน หรือจะเป็นอะไรพี่จะอยู่ข้างน้อง” ออสการ์พูดเขาพยายามกลั้นน้ำตาเอาไว้ ความอดทนทั้งหมดที่ผ่านมาสำหรับตัวเขามันยากมากๆ เขารู้ดีว่าถ้าน้องไปอยู่กับแม่เลี้ยง เธอต้องสุขสบายกว่าแน่ๆ แต่ตอนที่โคลอี้ปฎิเสธเขาดีใจมากแม้จะรู้ว่าต่อจากนี้เราคงจะต้องลำบาก

 

“ถ้าน้องเลือกอยู่ที่นี่ พี่คงทำให้น้องอยู่สุขสบายไม่ได้ก็จริง….”

 

“แต่เรายังมีกันและกัน…” โคลอี้พูดเบาๆและค่อยๆกุมมือออสการ์แน่นขึ้น

“เรายังเป็นครอบครัว……..ใช่ไหม?” โคลอี้พูดด้วยสีหน้าไม่มั่นใจ เพียงแค่คำพูดก็มากพอสำหรับออสการ์ เขาโผกอดโคลี้แน่น

“ใช่เรายังมีกันและกัน…อึก..” ออสการ์ร้องไห้ออกมา โคลอี้ทำได้เพียงแค่กอดตอบ แต่ความลังเลในใจค่อยๆหายไปทีละนิด  

 

เขาช่างน่าสงสาร....

 

โคลอี้ค่อยๆร้องไห้อีกครั้งเงียบๆครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องของตัวเองแล้ว...

 

คงพูดไม่ได้แล้วว่าฉันไม่ใช่น้องสาวเขา

 

“พี่….ขอบคุณนะคะ..หนูรู้ว่าพี่พยายาม หนูเองก็จะพยายามเหมือนกัน..”

 

 

 

 

 

------------

 

“เอาไงดีล่ะทีนี่…” ฉันพูดกับตัวเองขณะกวาดพื้น ลานหน้าบ้าน พลางรู้สึกปลงๆขึ้นมาบ้างแล้วหลังจากเรื่องเมื่อวาน หลังจากนั้นออสการ์เป็นฝ่ายหลับ บนที่นอนฉันเฉยเลย พอคิดๆแล้วเขาก็เหนื่อยมามาก ครอบครัวก็เหลือแค่คนเดียว...จริงๆก็ไม่ได้อยากจะทำตัวอ้อนคนไม่คุ้นหน้าสักหน่อย 3 วันก่อนฉันทำอะไรลงไปตั้งเยอะแยะเลย….

พอมาคิดๆแล้ว มีแต่เรื่องน่าอาย

ถ้าเป็นแม่ เห็นฉันนอนร้องไห้ทั้งวันคงไล่ไปทำงานแน่ๆ โรงงานก็ไม่มีวันหยุดสำหรับคนร้องไห้หนักด้วย ยิ่งอยู่คนเดียวตอนฟุ้งซ่านมันก็ไปกันใหญ่จริงๆ พอทำนู่นทำนี่หัวก็ค่อยๆโล่ง พื้นที่กวาดก็ค่อยสะอาดขึ้น...ยิ่งทำให้รู้สึกดีขึ้นเป็นกอง

 

ฉันหยิบเจ้าหินสีฟ้าที่เคยโยนไปก่อนหน้านี้ อาจมีประโยชน์ก็ได้ ถ้าจะทิ้งไปตอนอารมณ์ขุ่น ก็ไม่น่าใช้ความคิดที่ดี...เห็นบอกน่าจะติดต่อพ่อแม่ได้ด้วยนี่...แล้วมันใช้ยังไงล่ะเนี่ย

“ฮัลโหล…...มีใครได้ยินไหม?” ไม่น่าใช้แบบนี้แฮะ… ฉันเก็บความสงสัยไว้ก่อนและไปลงแรงกับการทำงานบ้าน...เล็กน้อยๆ เอาจริงจะพูดว่าเล็กน้อยก็ไม่ได้..คฤหาสน์นี่นะ….กว้างพอๆกับลานจอดรถใต้ดินของห้างสรรพสินค้าเลยมั่ง...อาจใหญ่กว่าด้วย...พวกขุนนางนี่คนในครอบครัวก็มีกันอยู่ไม่ถึง10คนแท้ๆ สิ้นเปลืองสุดๆ แต่ถ้ามีอยู่กัน10มันก็ยังกว้างเกินอยู่ดี ฉันเดินไปเดินมา ยังรู้สึกลากเลือดเลย…. ต้องขาแข็งแรงแค่ไหนกันล่ะเนี่ย..

 

ฉันคิดฟุ่งซานไปเรื่อย เพราะบริเวณที่กว้างๆโล่งๆนี่ไม่มีใครนอกจากฉันแล้ว...มันชวนเหงาใจนิดๆแต่...ก็แค่เด็ก แถมยังคิดไม่ออกด้วยสิ...ว่าเอาไงดี

 

ว่าก็ว่าเถอะ..ทั้งๆที่ห้องตัวเองไม่ค่อยทำความสะอาดแต่เลือกมาทำที่สวนหน้าบ้านก่อนเนี่ย ผักชีโรยหน้าจริง…อย่างน้อยๆภายนอกยังดูดี

 

กุบกับ กุบกับ

 

ฉันเงยหน้าไปมองเห็นคนขี้ม้าตรงมาตามทาง ก่อนจะหยุดตรงหน้าฉันอย่างชวนสงสัย

“คือว่าออสการ์อยู่ไหม?” คนรู้จักของพี่หรอ...ฉันคิดในใจพลามมองผมสีแดงน้ำตาลนั่น....ก่อนจะชี้ไปที่คฤหาสน์

“คิดว่ายังอยู่ในคฤหาสน์นะคะ” ฉันพูดอย่างสุภาพกับเขา ที่พยักหน้ารับรู้

“ขอบใจ” พอพูดจบเขาก็ควบม้าตรงไปเลย… พึงเคยเห็นม้าครั้งแรก แอบกลัวนิดๆแหะ….

 

แต่พอคิดแบบนั้นไม่ทันไรฉันก็มองพื้นที่มีแต่รอยเกือกม้ารูปตัวยู สีน้ำตาลเต็มพื้น…คงจะป็นรอยโคลน

 

“ฉันไม่ทำแล้วนะ” ฉันพูดพลางรู้สึกหงุดหงิด ให้ฝนมันทำความสะอาดให้แล้วกัน...ฉันแบกน้ำมาล้างหมดนี้ไม่ไหวหรอก...

 

ฉันวางไม้กวาดไว้แถวนั้นพลางเดินกลับไปคฤหาสน์ ทั้งที่มีแค่สองคนแต่ก็ยังหนวกหูได้

“ออสการ์อยู่ไหม!!”

“โคลอี้!! น้องอยู่ไหน”

ฉันได้ยินสองเสียงดัง ความรู้สึกแย่ปนลำบากใจนี่มันอะไรกัน...อีกคนตะโกนหน้าบ้านอีกคนตะโกนในบ้าน

“ออสการ์!!!”

“คือว่าประตูมันไม่ได้ล็อคนะคะ” ฉันพูดกับผู้ชายหัวสีแดงน้ำตาลที่พอฉันพูดไปเขาก็เกาหัวหน่อยๆ

“หน้าที่เปิดประตูเป็นหน้าที่ของเมดนี่น้า” ฉันมองอีกฝ่ายอย่างปลงๆ เป็นคุณชายหลุดมาจากไหนกันเนี่ย..แต่คุณชายเขาคงไม่ตะโกนหน้าบ้านหรอกไม่ไหวแหะ

“คือว่า….ที่นี่ไม่มีเมด….” ยังพูดไม่ทันจบเขาก็ชี้มาทางฉัน..

“อ้าวเธอไม่ใช่เมดหรอ”

 

ฉันเงยหน้ามองเขาหน่อยๆพลางถอนหายใจ สภาพฉันตอนนี้ดูคงดูเป็นอย่างนั้นล่ะมั่ง กระโปรงยาวสวมเอียม เพราะชุดทำงั้นทำความสะอาดง่ายดีแต่ก็ไม่ได้ใส่เครื่องแบบจัดเต็มนี่…

ฉันเปิดประตูโดยไม่อยากสนใจคนข้าง ทันทีที่เปิดออสการ์ก็พุ่งมากอดฉันที่เนื้อตัวมอมแมมสุดๆ

“พะ พี่”

“พี่นึกว่าน้องหายไปสะแล้ว” ออสการ์พูดพลางทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ ฉันแค่กอดตอบ ...พลางทำหน้าไม่ถูกนิดๆ ทำอย่างกับถ้าไม่กอดฉันจะหายไปอย่างงั้นแหละ

“หนูแค่ไปกวาดลานหน้าบ้านเอง…ไม่ได้หายไปไหนสักหน่อย”

“อ้าวนี่น้องสาวนายหรอ?” ชายหนุ่มผมแดงผู้มีความรู้สึกตัวช้าแบบสุดๆ ก็เอ่ยถามพลางชี้มาทางฉัน พี่ชายที่พึงจะมาสังเกตเห็นก็ค่อยๆลุกขึ้น แต่ดันอุ้มฉันไว้ในอ้อมกอดราวกับพ่อหวงลูกสาว

“ใช่ แล้วนายมีธุระอะไร” ออสการ์ตอบพร้อมทำสีหน้าเคร่งขรึม นึกถึงพ่อขึ้นมาเลยแหะ..แม้ฉันจะคิดว่าตัวเอง ตอนนั้นหรือสภาพนี้ก็ไมได้ดูดีนักหรอก

“ก็เรื่องที่นายบอกจะมีคนมาแทนไง เมื่อวานไม่เห็นมีใครมาเลย แถมหัวหน้ายังโยนงานให้เด็กที่ไหนไม่รู้ทำอีก ฉันเลยอดค่าจ้างเลยเนี่ย”

 

“แค่เนี่ย” พี่ชายพูดออกมาได้หน้าตาเฉย เอาจริงๆโดนอุ้มก็ลำบากใจแล้วนะ…

“ให้มันน้อยๆหน่อย ออสการ์นายก็รู้ว่าฉันเองก็มีปัญหาเรื่องเงินน่ะ” แม็กดูเริ่มหัวเสีย

“ฉันบอกแล้วไงว่าฉันมีธุระ แล้วฉันก็ขอร้องหัวหน้าไว้ เดียวฉันไปถามแล้วกัน” ออสการ์ค่อยวางฉันลง และค่อยๆลูบหัวฉันเบาๆ

“เร็วเข้าล่ะ” แม็กพูดเร่ง

“เดียวพี่ไปทำงานก่อนนะ ไปอาบน้ำและทานขนมปังรอไปก่อนเดียวจะกลับมาอีกที่ช่วงเย็นๆ” ฉันแค่พยักหน้ารับอย่างว่าง่าย และมองตามทั้งสองที่ขี่ม้าออกไป

“หนูจะรออยู่นี่…”

 

 

 

 

 

ว่าไปนั้น

ฉันลองเดินรอบที่กว้างเกินไป ทั้งพรมทั้งม่านไม่ได้ทำความสะอาดเลยสักนิด พื้นก็เต็มไปด้วยฝุ่น แต่บ้านกว้างๆกับเด็กตัวคนเดียว ฉันขอไม่ทำอะไรเลยดีว่า.. ปล่อยให้มันรกไปทั้งอย่างนั้น และเดินไปสำรวจห้องครัวพร้อมหาอะไรกินไปด้วย ปกติออสการ์เตรียมให้ ซึ่งฉันก่อนหน้านี้ก็กินไม่ค่อยลง เลยไม่คิดอะไร ยังไงสะฉันเป็นคนกินง่ายอยู่แล้ว แค่ขนมปังอย่างเดียวก็กินได้ แต่พอมาเอาเองจริงๆ เรื่องน้ำนี่ไม่ไหว….แค่มองลงไปในก้นไหก็มีตัวยาวๆดิ้นไปดิ้น เป็นตัวอ่อนของยุง ถึงจะมีก็อกน้ำดูระบบน้ำประปา แต่ฉันก็ไม่สามารถทำให้มันใช้งานได้เลย มีบ่อน้ำด้านหลังแต่เมื่อเอาหินโยนก็ไม่มีเสียงเลยสักนิด….เหมือนเป็นของประดับ

ทุกอย่างเมื่อไม่มีคนงานแล้ว มันต่างเกินความจำเป็นไปมากๆ เดินก็ไกล ทำความสะอาดวันเดียวไม่มีทางเสร็จแต่ถึงอย่างนั้นมันก็ยังสกปรกได้ทุกวัน

การที่ไม่รู้อะไรเลยนี่มัน...ทำให้เรากังวลได้ตลอดเลย

 

ฉันลองหยิบก้อนหินสีฟ้ามากำไว้และลองเรียกดูเบาๆ

“.....โคลอี้” ฉันลองพูดเบาๆดู ก็ไม่ใช่ว่าหายโกรษแต่ยังไงฉันก็มาอยู่ในที่ๆแบบนี้โดยไม่รู้อะไรมันก็……

[อึก..ฮือ… หายโกรษฉันแล้วใช่ไหมค่ะ] เสียงที่ดังมาในหัวของฉันโดยตรง

“ติดต่อได้จริงด้วย!!” ฉันพูดเบาๆ แต่ร่างของเด็กชายก็ปรากฎขึ้นอีกครั้ง

“เพราะผมเอวาและอี่วี่ เป็นสื่อกลางให้ไงครับ..พี่สาวใจเย็นขึ้นแล้วสินะ” ฉันเงยหน้ามองเจ้าของเสียง

“ฉันใจเย็นลงไม่ได้หมายความว่าหายโกษร” ฉันพูดพร้อมจ้องเขม็งแต่ เด็กชายก็เริ่มที่จะหัวเราอีกครั้ง

[ฮือ…] แต่สำหรับปลายสายมีเพียงเสียงร้องไห้

“ช่างเถอะ ฉันไม่ได้ติดต่อมาเพื่อตะคอกหรอก แค่ฉันไม่รู้อะไรเกียวกับโลกที่เธออยู่ เลยสักนิด”

[นั่นฉันก็เป็นค่ะ… ที่นี่วันวิเศษมากๆ แบบทุกคนไม่มีเวตย์มนต์แต่ก็สามารถใช้ชีวิตได้สะดวกสบายสุดๆ ทั้งๆที่ไม่มีคนรับใช้แท้ๆ] ฉันแค่ฟังเงียบๆ กับเสียงของเธอที่ดูจะตื่นเต้นกับชีวิตใหม่ มันทำให้ฉันรู้สึกคิดถึงบ้านขึ้นอีกครั้ง..

“ที่พูดคือ....ยั่วโมโหฉันหรอ”

[ไม่ใช่ค่ะ….ไม่ใช่เลย….] เสียปลายสายดูจะออกรู้สึกผิดเล็กๆ ฉันถอนหายใจ

“ช่างเถอะสมใจเธอนี่ อยู่ไปก็ชินเอง แต่ฉันมีปัญหามากๆ”

[ปัญหา……เป็นปัญหา...ความต่างกันของวิวัฒนาการสินะคะ…]

“ไม่ใช่ กลไกของที่นี่มันไม่เหมือนกับโลกของฉัน ฉันเลยไม่เข้าใจเลยสักอย่างไง ฉันเปิดก็อกน้ำไม่ได้ด้วยซ้ำ” ฉันพูดตะคอก ทำไมถึงดูจะเข้าใจยากอะไรแบบนี้กันเนี่ย…

[เพราะที่นั่นใช้เวตร์เวตร์มนต์เป็นทุกคำตอบของการใช้ชีวิตค่ะ ตรงด้านล่างจะมีหินแร่กักเก็บน้ำอยู่ ส่งพลังเวตร์อ่อนๆ กระตุ้นทำให้น้ำไหลออกมา กลางคืนใช้ศิลาเวตร์แสงและทำความสะอาดใช้ธาตุลม น้ำและความมืด]  

“แล้วมันใช้ยังไงล่ะ.." ฉันพูดเข้าประเด็น ไม่ใช่ว่าฉันจะไม่ตื่นเต้นกับเวตร์มนต์หรอก แต่ฉันอยากจะรู้และใช้ชีวิตโดยการสร้างปัญหาให้คนอื่นน้อยที่สุดมากกว่า…จึงรู้สึกค่อนข้างร้อนใจ

 

[ก็….เรื่องนั่น] จากเสียงปลายสายที่สั่นครือ จากโคลอี้ตัวจริง ฉันเงียบและรอฟังอย่างใจเย็น

 

[ฉันกระแสเวตร์มนต์ธาตุธรรมชาติ อ่อนกว่าคนอื่นค่ะ การใช้เวตร์ประจำวัน ด้วยตัวเองเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้]

 

“หะ..” ฉันสถบออกมาเบาๆด้วยความรู้สกหงุดหงิดเล็กน้อย จึงรีบถามออกไปอีกครั้ง

 

“นี่เธอ ทำอะไรไม่เป็นเลยงั้นหรอ”

 

[ใช่แล้วค่ะ] ราวกับทุกอย่างมันพังทลาย การโทรหายัยนี่เป็นความคิดที่ผิดสุดๆ ฉันปาหินสีฟ้าลงกับพื้นอีกครั้ง ยิ่งอคติเรื่องที่ผ่านมาด้วย ทำให้ฉันรู้สึกโกรษมากกว่าเดิม

“ยัยคนไร้ประโยชน์”

 

[ขะ ขอโทษค่ะ ขอโทษจริงๆ คือฉันไม่เคยทำอะไรเกี่ยวกับเรื่องนั้น มีคนรับใช้ทำให้ตลอดฉันก็เลย...ไม่ได้เป็นปัญหาอะไร]  งอมืองอตีนของแท้เลยนี่หว่า ฉันโกรษจัดแต่ก็นั่งลงตรงเก้าอี้ในครัว และเอามือปิดหน้า ถอนหายใจให้ดังที่สุด

“พะ...พี่สาว” เอวาที่ลอยอยู่ตรงหน้า เขายังคงยิ้มชวนหงุดหงิดเช่นเคย ฉันลองเงียบหายใจเข้าออกสักพัก เพื่อใจเย็นลงมากกว่านี้

 

“เธอรู้ใช่ไหม ฉันถูกส่งย้อนมา8ปี ก่อนเธอจะตาย เกิดอะไรขึ้นช่วงนั้นพอจำได้ไหม” ฉันเงียบรอฟังเสียงของอีกฝั่ง และเงยหน้ามองท้องฟ้าด้วยความรู้สึกว่างเปล่า

 

[นานขนาดนั้น...คือบอกเหตุการ์ณที่เจอคราวๆก่อนได้ไหมค่ะ]

“ตอนนี้ทรัพย์สินทั้งหมดไม่เหลือ ไม่มีคนใช้ ไม่มีแม้กระทั้งเครื่องเรื่อน ทุกอย่างในสวนรกร้างไปหมด …….ถ้านึกออกช่วยบอกที..ว่าฉันต้องเจออะไรบ้าง” ฉันพูดพลางถอนหายใจ

[ตอนที่แม่เลี้ยงออกจากบ้าน...ฉันไปอยู่กับเธอตั้งแต่ตอนนั้นค่ะ..ทุกคนใจดีมาก..และฉันก็เหมือนจะมีพลังในตัวเป็นสิ่งพิเศษที่ไม่เหมือนใคร ฉันใช้พลังนั้นเพื่อพวกเขา และสุดท้าย ฉันก็ตาย] เสียงอีกฟังที่เล่ามามีเสียงสะอื้นปนอยู่... ฉันไม่เข้าใจว่าเธอทำอะไร และไม่ต้องการรายระเอียดขนาดนั้น แต่เดาๆว่าเธอคงรู้สึกเหมือนโดนหักหลัง

“แล้วออสการ์ล่ะ?” ฉันถามออกไปอีกครั้ง

[ออส์การ์ตายในสงคราม..ฉันได้ยินมาแบบนั้น]

“งั้นเธอ….ก็ไม่ได้เลือกที่จะอยู่กับพี่ชายสินะ…. ไม่คิดถึงบ้างหรอ...ตอนนี้เขามีชีวิตอยู่” ฉันพูดอย่างคาดหวังเล็กน้อย ให้เธอรับรู้ความรู้สึกของฉันบ้าง ตั้งแต่ที่ฉันมาที่นี่ ฉันก็เอาแต่ร้องไห้ และคนที่ปลอบฉันคือออสการ์…เขาเป็นพี่ชายที่ดีมาก เธออาจจะคิดถึง เหมือนกับ...ฉันที่คิดถึงพ่อแม่ผู้เป็นครอบครัว ฉันแฝงความรู้สึกนั่นไว้ และหวังว่าเธอจะเห็นใจฉันบ้าง แต่ก็ไม่มีเสียงตอบกลับจากอีกฝ่ายเลย

 

“เอวา” ฉันเงยหน้ามองชายตัวน้อยที่ลอยอยู่ ที่กำลังค่อยๆจางลงจนสลายไป

“ถึงอย่างนั้น...ผมก็ส่งพี่กลับไม่ได้หรอกครับ”  

 

“เฮ้อ…….” ฉันถอนหายใจอีกครั้งเมื่ออยู่ตัวคนเดียว สิ่งที่รับรู้ก็ดูจะใช้ไม่ค่อยได้เท่าไร จับใจความไม่ได้เลยสักนิด แถมความรู้ที่นี่ก็ไม่มี….ยิ่งความรู้โลกเดิม..บวกลบเลขกับท่องสูตรคูณที่จำได้ตอนสมัยเรียน ความรู้นอกเหนือจากนี้ก็มีแค่การตูนที่จำแม่นมาก เลิกหวังว่าจะเอาเรื่องนี้ไปเป็นประโยชน์ได้เลย

“ฉันนี่ไร้ประโยชน์ของแท้”

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 13 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

8 ความคิดเห็น

  1. #1 _ENG_ (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 18 กันยายน 2563 / 17:06
    น้องสู้ๆๆๆๆ
    #1
    0