(หยุดอัพ)Relationship of the villains ถ้าเป็นนางร้ายในเกมส์โอโตเมะแล้วมันทำไมหรอ?

ตอนที่ 19 : 17 :: สิ่งที่เรียกว่า 'เวลา'

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 18
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    27 พ.ย. 63

…..

เมื่อมองหน้ากระจก ฉันมักมองเห็นตัวเองไม่ใช่ตัวเอง

ไม่ใช่ที่เป็นอยู่ ไม่ว่าจะเงาสะท้อนส่วนสูงและรูปร่าง ฉันฝันที่ ร่างนี้จะดับสิ้นด้วยฝีมือของฉันเอง

ฉันคือเบล

เบลที่มีครอบครับที่อบอุ่น แต่ว่าถูกเจ้าของร่างนี้ช่วงชิงไปแล้ว

แต่ยิ่งใช้เวลาผ่านไปมากเท่าไร ความแค้นที่มีมันก็เจือจาง พร้อมกระแสของกาลเวลาที่ไม่อาจย้อนกลับ

ฉันมีชีวิตใหม่ครอบครัวใหม่ และเพื่อนใหม่ รวมถึงเวตร์มนต์

ฉันอยากที่จะแค้นอยู่

แต่แล้วตัวฉันในฐานะ...โคลอี้  มันก็แจ่มชัดขึ้นในทุกๆวันที่ฉันพยายามที่จะมีชีวิตรอด

 พวกเขาดีกับฉัน

และฉันจะดีต่อพวกเขา

-------------

หลังจากผ่านไป 2-3 เดือน พวกเราได้รับความช่วยเหลือจากคุณลุงเจ้าของโรงเตี๊ยมและพี่แองเจล่าก็มาช่วยดูแลสวน ฉันไม่ค่อยเข้าใจความสัมพันธ์ของพี่แองเจล่ากับพี่โซเฟียเท่าไร ถ้ารู้จักกัน ทำไมต้องแกล้งทำเป็นไม่รู้จักด้วย 

แล้วก็ในที่สุดคำขอของฉันก็สำเร็จ คุญลุงสัญญาว่าจะคืนเงินทั้งหมดให้พี่ออสการ์ ก็นะ...ฉันเล่นดื้อรั้นไม่ยอมรับเงินหรืออาหารด้วยเหตุผลที่ว่า

ฉันหาเองได้ ฉันเลี้ยงตัวเองได้

แม้พี่แองเจล่าจะตามมาดูแลบ้างชวนพูดคุยบ้าง แต่ก็ต้องพบว่า ฉันมีความเป็นอยู่ดี กินอิ่มหลับสบาย ถึงจะไม่เก็บความกังวลที่สื่อออกมา ทั้งฉันและคนอื่นๆ กินข้าวกันมื้อเดียวต่อวัน  แต่มันเป็นความเคยชินและเราค่อนข้างสุภาพดี และสามารถเริ่มงานได้อย่างเต็มที่ในทุกเช้าของทุกวัน และทั้งพักและทานอาหารมื้อหนักตอนบ่าย และมื้อง่ายๆ น้ำซุปที่เหลือจากมื้อเที่ยงดื่มก่อนนอนตอนหัวค่ำ

หลักๆเราทั้ง 4 จะใช้ชีวิตกันเองสะมากกว่า พี่แองเจล่าก็ต้องไปเปิดร้านขายดอกไม้ พี่โซเฟียก็ต้องไปทำงานเช่นกัน แม้ยังอุสาทิ้งเงินไว้ให้ แต่เราทุกคนก็ไม่มีใครกล้าใช้

ยกเว้น ช่วงที่จำเป็นจริงๆ ที่เชลซีต้องนำเงินนี่ไปซื้อของใช้ อ่าาาาา...เป็นเรื่องที่หญิงสาวต้องเจอทุกเดือน เพื่อสุขอนามัยของทุกคนจึงเลี่ยงซื้อไม่ได้...ก็นะ...สาวๆเริ่มโตกันแล้ว จากนั้นก็ซื้อสบู่ ส่วนยาสระผม เราตกลงกันแล้วว่าไม่จำเป็น แต่พี่แองเจล่าก็ค้านอย่างหนัก ด้วยเหตุผลว่าใช้สบูสระผมมันจะทั้งแห้งและหยาบ เราเลยต้องซื้ออย่างเลี่ยงไม่ได้ ทั้งๆที่ไม่จำเป็นแท้ๆ

นอกนั้นก็แค่เรื่องการกิน ที่เราสามารถหาของป่าได้ และเนื้อที่นี่ก็ไม่เคยมีขาดเลย โดยเฉพาะเนื้อมอนเตอร์

ตามปกติถ้าฆ่ามอน มันก็จะสลายไป แต่ด้วยเหตุผลบางอย่าง ถ้าหาก เซลซีเป็นคนลงมือมันจะไม่สลายไป แถมเนื้อมันก็ค่อนข้างใช้ได้แม้จะมีรสฝาดๆไปบาง แต่การแก้ปัญหารสชาติมันก็ง่ายเช่นกัน

แต่ก็ยังไม่สามารถเข้าใจได้อยู่ดี ว่าทำไมถึงไม่สลายไป แต่เราไม่คิดจะสงสัยไปมากกว่านี้ หากเราสามารถกินอิ่มนอนหลับได้ทุกวัน

"เบื่ออะ" เฟอร์เดีย หรือตอนนี้เราทุกคนต่างเรียกเธอว่าเฟล พูดออกมาอย่างเหนื่อยหน่าย เรากินเนื้อปลา ผัก เหนือปลาและพัก สำหรับเธอ ถึงจะมีชีวิตอยู่แบบเลือกกินไม่ได้มาแล้ว แต่ให้ได้กินดีกว่าเดิม หัวใจมันก็เรียกร้องหาอาหารบ้านเกิด

"ที่นี่ไม่ได้นิยมทานข้าวสวยร้อนๆ และต่อให้รู้ว่าซื้อได้จากไหน เราก็ไม่มีเงินอยู่ดี" โคลอี้พูด แม้ความจริงเรากินดีอยู่ดีกว่าคนทั่วไปสะอีกก็ตาม แต่ต้องยอมรับว่ากินแต่เนื้อมันก็เลี่ยนจริงๆ มีแค่เชลซีและโดมินิกที่ไม่ได้บ่นอะไร

"และต่อให้มีข้าวก็ใช่ว่าจะเป็นข้าวแบบที่ญี่ปุ่นสะหน่อย" เชลซีเสริม ขณะนั่งล้อมวงทานสตูจเนื้อ เป็นรอบที่เท่าๆไรแล้วก็ไม่รู้

"เธอก็พูดได้สิเชลซี ก็เธอคุ้นชินกับเครืองเทศแทบยุโรปนี่น้า" เฟลพูดพลางต้องเชลซีที่ทานอาหารนิ่งๆเขม็ง

"โคลอี้มาจากไทยยังไม่บ่นเลย บ้านเธอก็ทานข้าวสวยเหมือนกันใช่ไหม"

"ฉันยังไงก็ได้นะ(' ' ;;)" ฉันพูดพลางเลิกลั่กหน่อย แต่เอาจริงๆ ฉันก็คิดถึงข้าวกระเพราไข่ดาวเหมือนกัน แต่ที่นี่มันไม่มีเครื่องปรุงที่ชวนจะทำอาหารแบบนั้นได้สักนิดไหมล่ะ!! แต่ก็พูดไม่ได้ ทั้งๆนั่งกินสตูลอยู่แท้ๆกลับท้องร้องเมื่อนึกถึงกระเพรา(T-T )

โครก…..

"เดียวฉันไปตัดไม้ให้ก่อนแล้วกันนะ" ฉันวางชามไม้ที่ทำเอง ก่อนที่ฉันจะเริ่มงานอีกอย่างนอกเหนือจากการล่าสัตว์ ก็มีทำข้าวของเครื่องใช้ เนี่ยแหละ

ตัดไม้ด้วยเส้นด้ายและให้โดมินิกช่วยประกอบ ทั้งเตียงและเฟอร์นิเจอร์แทบจะเป็นฝีมือฉันทั้งนั้น แต่ก็ต้องให้คนอื่นช่วยเช่นกัน

เรื่องที่น่าตลกก็คือเราไม่ได้หวังจะเริ่มต้นอะไรแบบนี้ในตอนแรก เราก็นอนพื้นกันนั่นแหละ จนกระทั้งมี แมงมุม แมงสาป ตะขาบ แมงป่อง เพื่อป้องกันตรงนั้นเลยจำเป็นต้องมีเตียง

จนบางทีก็อดคิดไม่ได้ว่า ทุกอย่างที่เราใช้ในโลกก่อน ที่มาของมันและความสะดวกสบายเหล่านั้น เราพึงมาเห็นความจำเป็นของมันจริงๆนี่เอง เรามีผ้าจากม่านเก่าที่ไม่ได้โดนไฟไหม้ มาปูนอน ห่อกันทั้ง4คนนั่นคือสิ่งที่คิดไว้ จนไม่นานมานี้โดมินิกขอที่นอนแยก หลังจากที่ตัวเองทนนอนพื้นมาตั้งนานด้วยเหตุผลกลัวโซเฟียเข้าใจผิด

โดมินิกออกตัวแรงมาก แต่ฉันยังไม่เคยเห็นด้ายแดงของทั้งสองคนเชื่อมกัน อาจจะรักข้างเดียวแล้วด้ายเลยไม่เชื่อม แต่มือของพี่แองเจล่าเชื่อมดีเสมอต้นเสมอปลาย หากคู่อยู่ไกลเกินไปปล่อยไว้ ด้ายมันก็จะยิ่งจางเพื่อไม่ให้สับสน แต่ถ้าฉันแตะมัน ก็จะเห็นว่าพี่ออสการ์อยู่ทิศทางไหน ถือเป็นอะไรที่มีประโยชน์แบบสุดๆ และฉันก็รู้ด้วยว่าพี่เขากำลังกลับมาหลังจากการเดินทางมายาวนาน

ถึงพี่แองเจล่าจะบอกไม่เป็นไร แต่ฉันรับรู้ถึงความเคืองเป็นอันดับแรก สำหรับความดื้อรั้นของฉันเอง ตามมาด้วยความหงุดหงิดในเรื่องของส่วนอื่นๆที่น่าจะเกี่ยวกับงานที่เขาทำอยู่

"........"ในขณะที่ฉันยังนั่งเหลาไม้ไปเรื่อยๆ อย่างที่ปกติสตรีไม่ควรต้องมาทำแบบนี้ เสียงควบม้าที่ดังตรงมาทางคฤหาร์มันก็ชัดเจน ปรากฎคนผมสีเขียวมิ้นท์ กับดวงตาสีเหลือง ใบหน้าของเขาเรียบเฉย แต่ก็มองเด็กสาวที่มีผมสีเดียวกัน เพียงแต่แววตาเป็นสีฟ้า ฉันเอง…

"พี่ออสการ์ ...ยินดีต้อนรับกลับบ้านค่ะ" ฉันพูดและส่งยิ้มให้ผู้ชายตรงหน้าที่ไม่ได้เจอกันมาตั้งนาน เขาหยิบถุงกระดาษออกมาและวางตบลงบนหัวของฉันเบาๆ(มันเป็นถุงกระดาษใส่ปึกเงินเอาไว้)

"เธอนี่มันดื้อรั้นกว่าที่คิด" ฉันแค่เงยหน้ามองเขาอย่างสับสน เขาไม่โกรษฉันหรอ? แต่ยิ่งดู ก็มีเพียงแต่รอยยิ้มที่ยากจะเข้าใจ

"พี่ไม่โกรษหรอ?" ฉันถามออกไปตามตรง แต่อีกฝ่ายก็ยังคงยิ้มอยู่ แม้มีความขุ่นเคืองเข้ามาปะปนกับรอยยิ้มนั่นแล้ว

"โกรษสิ ไม่ใช่ว่าพี่บอกว่าอย่าเอาดึงใครมาร่วมชะตากรรมน่ะ" ออสการ์ทำเสียงดุนิดหน่อย แต่ก็ยังเอามือลูบหัวฉันและขยี้แรงๆจนผมยุ่งไปหมด

"แต่ทุกคนมีชะตากรรมของตัวเองนะคะ หาพวกซวยไปด้วยกัน ก็ดีกว่าอยู่คนเดียว" ฉันพูดอย่างที่เตรียมเอาไว้ในใจมาตลอด และยิ้มให้อย่างไม่เป็นธรรมชาติ ออสการ์ทำแค่มองที่น้องสาว อย่างปลงๆก่อนจะมองไปรอบๆ คฤหาร์แม้จะมีร่องรอยไฟไหม้อยู่ แต่การดูแลจัดการอื่นๆกลับดูเรียบร้อยดี เขาเลยไม่อยากจะบ่นอะไรให้มากความ

"แล้วนี่ทำอะไรกันบ้างล่ะ"

"พี่แองเจล่าไม่ได้ส่งจดหมายเล่าให้ฟังหรอค่ะ" ฉันถาม

"ส่งแล้ว แต่ว่าฉันยังไม่เคยเห็นตัวเป็นๆ ก่อนจะพาใครเข้ามาก็ไม่ถามผู้นำตระกูลอย่างฉันด้วย" ออสการ์ดีดหน้าผากของโคลอี้ไปครั้งหนึ่งแม้จะไม่เจ็บแต่เธอก็ผงะไปชั่วครู่

"อ๊ะ… ขอโทษนะคะ…ไม่ได้หรอ?" โคลอี้ถามอย่างกังวลเล็กน้อย

"ต้องดูก่อนแล้วค่อยลงโทษทีหลัง"

"พี่ค่ะ!!" ออสการ์หัวเราะเบาๆขณะที่หัวเราะดังลั่น เขายังคงหยิบซองน้ำตาลเอาไว้ในมือ เขารู้ดีว่ามันมีเงินจำนวนมากขนาดไหน แต่เงินบางส่วนที่ถูกนับรวมเข้าไปมันก็ไม่ได้มาจากโคลอี้แน่ๆ มันมีมากกว่าเดิมถึง3เท่า ทั้งๆที่แค่400เหรีญทองใหญ่ที่เขาจ่ายมันก็มากพออยู่แล้ว นี่รวมกับอีกที่เขาไปทำงานอีกได้ 15,000เหรียญทอง ก็นับว่าคุ้มค่า สำหรับ3เดือน….

รึเปล่านะ 

พอคิดแค่นั้นมันก็แทบจะสลด แต่ก็ต้องยอมรับว่านี่เป็นรายได้ที่ดีที่สุดเทียบกับรับจ้างทั่วไปที่ได้เพียง3เหรียญทองต่อวัน

การแก้แค้น คงใช้เวลายาวไกลกว่าที่ตัวเขาคิดเอาไว้มากๆและปัญหาที่ตามมามันก็ไม่ใช่น้อยๆ

ในขณะที่จะไปเดินดูความเปลี่ยนไป

กาลเวลามันน่ากลัว มันทำให้ความแค้นจางได้ แต่ว่าความเจ็บทุกๆอย่างที่ได้รับ 'เวลา' ใช่ว่าจะเยียวยาทุกสิ่ง

ตรงหน้าของออสการ์กับผู้หญิงที่เขาเคยรักและเชื่อใจ

"โซเฟีย…" ออสการ์เอ่ยชื่อคนตรงหน้าเบาๆ เวลาไม่ได้ทำให้ความเจ็บในอกของเขาหายไปโดยเฉพาะคนตรงหน้า

แต่ว่า โคลอี้เป็นคนนำเขามาที่นี่

"ลองคุยกันก่อนเถอะค่ะ" โคลอี้พูด แม้โซเฟียจะแค่พยักหน้า แต่ก็ยังคงนั่งปลอกมันฝรั่งอยู่ เธอคิดอยู่แล้วว่าโคลอี้ต้องทำแบบนี้ เลยเอางานมาทำด้วยไม่ให้เสียเวลา

"แต่พี่ไม่มีอะไรจะคุย" ออสการ์พูดพร้อมจะเดินออกจากห้อง แต่โคลอี้ยืนควาง และใช้พลังปิดทางเอาไว้ "หลบไป"

"พี่ออสการ์ต้องฟัง!"

"ไม่มีอะไรต้องฟังทั้งนั้น!" ออสการ์ใช้พลังลมของตัวเองพลักโคลอี้ไปอีกทาง แต่ใส่แรงเกินไปจนกระแทกกับกำแพง

โคลอี้ไม่แม้จะร้องออกมาเธอรู้สึกเจ็บมาก แต่ยังทนได้อยู่ ออสการ์เลยโล่งอกนิดที่เผลอใส่อารมณ์ทำให้อีกฝ่ายบาดเจ็บ ถึงอย่างั้นเขาก็เปิดประตูไม่ได้อยู่ดีแม้จะใช้[คมมีดวายุ] แต่ว่ามันก็ไม่ได้ผล

"......บางทีคงเป็นทิฐิทั้งความเห็นแก่ตัว ความรู้สึกที่ปวดหนึบในอกที่ไม่อยากให้ลืม… แต่ว่ารับฟังหน่อยเถอะค่ะ ถ้าพี่อยากแก้แค้น ข้อมูลก็เป็นสิจำเป็น……." โคลอี้พูดอย่างจริงจัง แต่ก็มีสีหน้าทั้งลังเลและลำบากใจหน่อยๆ "ไม่ต้องเข้าใจ แต่ว่าอย่างน้อยช่วยฟังความจริง"

"เหอะความจริงอะไรอีกล่ะ ฉันต้องยืนหยัดเพื่อตระกูล แต่ยัยนี่กลับละทิ้งทุกอย่างแม้กระทั้งสัญญาโง่ๆ ที่ทำให้ชีวิตฉันต้องเป็นแบบนี้" ออสการพูดใส่อารมณ์อย่างน้อยใจ

"........ไม่ได้ผลหรอก" โซเฟียทำทีเป็นเมินเฉยและนั่งปลอกเปลือกมันฝรั่งต่อ

ฉันต้องทำอะไรสักอย่าง แม้จะรู้ตัวดีว่ายุ่งไม่เข้าเรื่อง

"แต่เราลงเรือลำเดียวกันแล้วไม่ใช่หรอ...ถ้าพี่เอาแต่เงียบ...แล้วเราจะรู้ได้ยังไง หนูอยากให้พี่พูดเองนะคะ ถึงจะขังไว้ในห้องนี้...แต่มันคงไม่มีประโยชน์…" ฉันพูดพลางถอนหายใจ แต่ทั้งสองคนยังทำเป็นหนูทวนลม

"หนูคงไม่มีค่าพอให้ฟังด้วยใช่ไหมค่ะ"

ทั้งสองคนไม่พูดแต่ฉันก็ได้แค่ทำทีเฉยชาต่อพวกเขาเช่นกัน

"ที่พี่โซเฟีย เล่าเรื่องนั้น แค่อยากจะระบาย?"

ฉันพูดแต่ทั้งสองก็ยังเงียบกับคำพูดของฉัน

ออสการ์ถอนหายใจ

"มันไม่เกี่ยวกับเธอ"

"อ่อ...ไม่เกี่ยว ก็ไม่เกี่ยวจริงๆนั่นแหละ"ฉันพูดและถอนหายใจ แต่แน่นอนฉันยังไม่คิดจะปล่อยให้พวกเขาออกไปจากห้องอยู่ดี ทั้งหมดเลยนั่งเงียบตรงมุมห้องไม่มีใครพูดอะไร แน่นอนว่าฉุนใช้พลังสอดส่องด้านนอกห้อง ก็เลยเฉยๆ

ขนาดนนี้แล้วยังไม่มีใครพูดอะไร ใจแข็งเกินไปแล้ว

"พี่โซเฟียรู้ใช่ไหมค่ะ ว่าโดมินิกชอบพี่" ฉันลองถามนอกเรื่อง แวบหนึ่งที่ฉันเห็นว่าเธอสีหน้ากระตุกนิดๆและค่อยเงยหน้ามองมาทางฉันอย่างไม่เข้าใจ "พี่คิดยังไงกับเขาหรอ"

"รุ่มร่ามน่ารำคาญ"

หือ...จุกแทน 

แม้คำพูดของพี่โซเฟียจะไวมาก ตอบแบบไม่คิด แต่หูแดงๆกับเส้นด้ายสีแดงจางๆ ปรากฎ แต่ก็เลือนหายอย่างรวดเร็ว

"หืม~ พี่โซเฟีย ไหนๆหนูก็มีเรื่องจะบอกอีกเรื่อง"

"อ่อ...ด้ายแดงสายสัมพันธ์อ่านะ..ที่มองเห็นว่าใครชอบใคร" ออสการเข้าร่วมบทสนทนาทันที แม้จะมีใบหน้าอย่างไม่ชอบใจเท่าไรในตอนแรก

"หนูคิดว่าเพื่อนหนูน่าจะมีความหวังอยู่น้า~" โซเฟียพอได้ยินฉันพูดเธอก็จ้องขเม็งใส่โคลอี้ทันที

เธอรู้แค่ว่าโคลอี้จะทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างดีขึ้น เธอเชื่อแบบนั้นตามคำทำนาย แต่การกระทำแบบนี่เธอไม่เห็นด้วยเลยสักนิด

ใครจะรักผู้หญิงที่ร่างกายโสโทรมแบบเธอได้ลง

'อย่าให้ความหวังตัวเองเลยโซเฟีย เธอสมควรอยู่คนเดียวไปตลอดชีวิต' เธอคิดในใจ

โคลอี้สังเกตเส้นด้ายนั่นที่เลื่อนหายพร้อมกับเข้าใจเพราะรับรู้อดีตตรงนั้นมาแล้ว

"ถ้าโดมินิกรักพี่โซเฟียจริง เขาก็ต้องรับทุกอย่างให้ได้" ฉันพูดทำให้โซเฟียมีสีหน้าที่วิตกกังวลกว่าเดิม

ออสการ์มองอยู่

สิ่งที่เขาไม่ฟัง สิ่งที่เขาพึ่งสังเกต ตอนนี้เขาเริ่มที่จะอยากฟังขึ้นมาบางนิดหน่อย เพราะท่าทีของทั้งสองคน แต่ก็ไม่อยากจะเป็นฝ่ายถาม

"อยากรู้แล้วใช่ไหมค่ะ?" โคลอี้พูดพร้อมหันมาถามออสการ์ ที่พยักหน้า 

แล้วเราก็เริ่มเล่าเรื่องของตน

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

8 ความคิดเห็น