(หยุดอัพ)Relationship of the villains ถ้าเป็นนางร้ายในเกมส์โอโตเมะแล้วมันทำไมหรอ?

ตอนที่ 17 : 15 :: รูปแบบพลังเวทย์

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 34
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    13 ธ.ค. 63

ถ้าคำผิดเยอะขออภัยล่วงหน้า

#########################

 

 

[อีก2วันก่อนถูกพบตัว]

"อืม...ก่อนที่เราจะเข้าป่ากันมั่วๆ ไหนดูสิทุกคนทำอะไรได้บ้าง?"เชลซีพูดพลางมองทุกคนอย่างวิเคราะห์ และเฟอร์เดียก็ยกมือขึ้นมา

"ฉันใช้ได้หลายธาตุ ดิน น้ำ ลม ไฟ และธรรมชาติก็รักฉัน~" เฟอร์เดียพูดด้วยสีหน้าภาคภูมิใจ แต่เพราะเชลซีรู้อยู่แล้วเลยได้แค่กรอกตาไปมานิดๆ

"แล้วเธอล่ะโคลอี้? ควบคุม? บังคับ? เพราะข้อมูลของเธอมีน้อยที่สุดเลย นอกจากฉายาปีศาจอารัคเน่” เชลซีพูดและหันไปมองโคลอี้….ปีศาจอารัคเน่ หรือปีศาจแมงมุม ที่จะล่อล่วงผู้ชายให้ติดกับโดยใช้เส้นใยของตัวเอง ทั้งดึงควบคุม และไม่ปล่อยให้เหยื่อหนีออกจากใย นั้นเป็นสิ่งที่เล่าๆกันมาในตัวเกมส์

แต่ในมุมของโคลอี้เธอรู้จักผ่านตำนานกรีซ อารักเน่คือผู้ที่หยิ่งในศักษศรีและมั่นใจในฝีมือทอผ้าของตัวเองจนท้าทายเทพ และได้รับชัยชนะ แต่ผืนผ้าที่ทอเป็นรูปภาพที่ดูหมิ่นเทพเจ้า ดั่งนั่นจึงโดนสาป และกลายเป็นแมงมุมให้ทักทอใยต่อไป

สำหรับโคลอี้จึงเปรียบได้ถึงคนที่หยิ่งและมั่นใจตัวเอง

“ปีศาจแมงมุมน่ะหรอ...บางทีฉัน….คงทำได้ และอาจทำได้มากกว่านั้นสะด้วยน่ะสิ มันขยับได้ตามใจราวกับเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายฉัน ...” โคลอี้พูด สีหน้าที่กังวลของเธอแสดงออกมาชัดเจน เธอรู้สึกว่าเส้นด้ายพวกนี้มันขยับไปไวพร้อมๆกับความคิดของเธอเองเสียอีก แม้กระทั้งความคิดชั่ววูบ ที่รู้ๆด้ายพวกนี้ไม่ได้มีไว้ถอผ้าอย่างแน่นอน

"อ่า..แล้วของเธอล่ะ?" โคลอี้ที่ยังไม่แน่ใจเรื่องพลังของตัวเองนักก็หันไปถามเชลซี

"ของฉันตามเกมส์คือ ธาตุแสงและมืด หลักๆก็เหมือนตัวฮิลนั่นแหละ.. ฉันพยายามใช้เวตร์นี้แต่...ไม่ได้ผล….ฉันไม่สามารถใช้ได้" เธอพูดและดูท่าทางจะเสียดายสุด เวตร์ของเธอตอนนี้ทำได้แค่ห้ามเลือดและปิดแผลตื้นๆชั่วคราว แต่ไม่สามารถรักษาอาการบาดเจ็บของโดมินิกได้ทั้งหมด

"คงต้องฝึกเอานั่นแหละ" เฟอร์เดียพูดเสริม และมุดออกไปด้านนอก เมื่อคนอื่นตามออกมา(โดยที่โดมินิกยังคงนอนพักอยู่ เขาฟื้นแล้ว เพียงแต่บาดแผลยังคงสาหัส แต่ว่าก็ยังสามารถมองออกไปข้างนอกได้อยู่)

"ตอนแรกก็เริ่มจากคาถาก่อน พูดปกติตอนนี้กับภาษาญี่ปุ่น...เดียวจะแสดงให้ดูนะ"เฟอร์เดียอธิบาย พร้อมพูดออกมาอย่างชัดเจน

"ไฟ" เพื่อเธอพูดออกมาก็ปรากฎไฟเล็กๆเหมือนกับแสงจากไม้ขีด

"炎(เปลวเพลิง)" เมื่อเธอพูด ก็ปรากฎเปลวเพลิงสีแดงลุกท่วมไปทั่วบริเวญที่เรายืนอยู่ เฟอร์เดีย ขยับมือออกสลายไฟอย่างชำนาญ ก่อนจะเริ่มอธิบายต่อ

"แล้วบางที...พอฉันใช้Flames" เมื่อเธอพูด ไฟก็ออกมาเช่นกันแต่พลังค่อนข้างอ่อนลงมากเมื่อเทียบกับก่อนหน้านี้ แต่ดูเฟอรเดียจะคุมได้ง่ายกว่าใช้ภาษาญี่ปุ่น

"มันเป็นความต่าง … บางทีฉันก็คิดว่าการที่เราเลือกใช้ภาษาพวกนี้มาเป็นคาถา มันก็สำคัญ แล้วก็ถ้าเราสามารถนึกคาถาที่จะใช้ไว้ในหัว เราก็จะใช้แบบไร้คำร่ายเวทได้ด้วย"

"....อ๊ะ ภาษาญี่ปุ่นน่ะหรอ" เชลซียืนคิดสักแปป ดูท่าทางเธอจะไม่ได้คาดคิดเรื่องอะไรแบบนี้เลย ก่อนจะมุมเข้าไปในรังของเฟอร์เดีย กางมือยื่นไปทางโดมินิกและร่ายเวตร์

"怪我を癒す(รักษาอาการบาดเจ็บ)" เมื่อเชลซีพูดออกไป ร่างของโดมินิก็มีแสดงปกคลุมทั่วร่าง ตอนนี้บาดแผลของเขาได้รับการรักษาอย่างรวดเร็ว แต่ยังคงทิ้งรอยแผลเป็นเอาไว้

"ทำได้ " เชลซีพูดกับตัวเอง ดูท่าทางจะคาดไม่ถึงจริงๆ โคลอี้ได้แต่นั่งเอ๋อๆ มองทั้งสองคน แม้จะลองทำตาม แต่ไม่ว่าจะพูดคาถาตาม ก็ไม่ปรากฎพลังเวตร์เลยสักนิด

"ฉันไม่รู้ว่าเวตร์ว่างเปล่าควรใช้คำแบบไหน" โคลอี้พูดมองทั้งสองที่กำลังตื่นเต้นและโดมินิกก็ออกมาเพราะเชลซีเลย อาการเขาถึงดีขึ้นมากขนาดนี้

"คิดว่า… ภาษาที่พวกเธอใช้ คงเป็นภาษาโบราณที่สาปสูปไป มันเป็นคำร่ายที่สามารถดึงประสิทธิภาพของพลังเวทออกมาได้มากที่สุดตามที่ประวัติศาสตร์ได้บันทึกไว้ เฟอร์เดียมีพลังอยู่ในร่างกายนั้นเยอะอยู่แล้ว คนปกติพูดว่า ไฟ ไม่นับเป็นคาถาหรอกนะ" โดมินิกร่ายยาว เขาจับจ้องไปที่พลังเวตร์ก่อนหน้าอย่างสนใจ(และเก็บความดีใจเอาไว้ที่ไม่ต้องนอนเป็นผักอยู่ในรังโทรมๆของเฟอร์เดีย)

"อะ..โทษทีฉันขัดจังหวะหรอ?" โดมินิกเอ่ยต่อ เมื่ออีกสองคนจ้องมองมาทางเขาและพากันเงียบไปดื้อเลย

"หายแล้วจริงๆหรอ?" เฟอร์เดียพูดพลางกรุ่นคิดเดินเข้ามาดูบาดแผล ทั้งรอยช้ำ และรอยบาดเจ็บหายไปแทบทั้งหมด เหลือไว้แค่รอยแผลเป็นสีน้ำตาลเท่านั้น

"ให้ตายสิ! ฉันล่ะลองผิดลองถูกตั้งนาน" เฟอร์เดียพูดอย่างอารมณ์เสีย ก็ตั้งแต่มาที่นี้เธอพยายามเรียนเวตร์ทุกวิธีที่คิดได้ทั้งๆที่ไม่มีใครสอน แต่คนที่บอกรอบเดียวดันทำได้เนี่ยสิ เธอเลยหงุดหงิดออกมานิดหน่อย โคลอี้เงยหน้ามองพลางงงๆ นิดๆ

"เธอก็มาจากญี่ปุ่นหรอ?" โคลอี้ถาม แต่เชลซีส่ายหน้า

"ฉันเป็นคนอังกฤษ แต่ก็เคยเรียนที่ญี่ปุ่น….แล้วโคลอี้?" เชลซีรีบเปลี่ยนเรื่องทันที เฟอร์เดียเมือนึกขึ้นได้เธอก็จ้องมาทางโคลอี้

"ฉันมาจากประเทศไทย แต่ฉันไม่ค่อยรู้เรื่องทั้งภาษาอังกฤษและญี่ปุ่นหรอก จ้องไปฉันก็ทำไม่ได้หรอกนะ" เชลซีแสดงใบหน้าผิดหวังออกมาชัดมาก แต่เฟอร์เดียกลับดูตื่นเต้นสุด

"ไม่เป็นไรนะโคลอี้ ฉันจะสอนเธอเองตั้งแต่แรกเลย" เฟอร์เดียพูด

"คิดว่าคงเป็นไปไม่ได้หรอก" โดมินิกพูดเขาโชว์หน้าต่างสเตตัสให้ทั้งเชลซีและเฟอร์เดียดู

 

โคลอี้  เบลรีเล ฟานดิริก Lv :: ∞   
ธาตุ ว่างเปล่า
มานา :: [0/0] 
สถานะ :: (ไม่สามารถใช้มานาได้ ถาวร)
อาชีพ :: █████████
อาชีพรอง :: นักสร้างสรรค์
สกิล ::

 

เฟอร์เดีย  เมดิสัน Lv :: 15   
ธาตุ ดิน น้ำ ลม ไฟ
มานา :: [1170 /1200] 
สถานะ :: เป็นที่รักโดยง่าย
อาชีพ :: นักแปรธาตุ
อาชีพรอง :: นักวิจัยเวตร์
สกิล :: [ดิน Lv.3]  [น้ำLv.7 ] [ลม Lv.5 ] [ไฟ Lv.9 ] 
[พืชLv.1 ] [น้ำแข็งLv.4 ] [หมอกLv.2 ] [ลาวาLv.1 ] 
[สายฟ้าLv.1 ] [ยั่วยวนLv.2 ] [แย่งชิงLv.0 ] [แยกธาตุLv.10 ]

 

สเตตัสที่ขึ้นมา  มานาของเฟอร์เดียถึงจะใช้เวตร์ไปขนาดนั้นแต่มานาแทบไม่ลด แต่ปัญหาจริงอยู่ที่ โคลอี้ไม่มีมานาเลยต่างหาก

โดมินิกเขาใช้สเตตัสตรวจสอบบ่อยๆ ของเฟอร์เดียปกติ แต่ว่าของโคลอี้นี่มัน...

"ติดสถานะ ไม่มีมานาแบบถาวร? แม้แต่เลเวลและอาชีพก็ถูกปิด" โดมินิกอธิบายแต่เมื่อถุกคนดูจะตั้งใจฟังเขาเลยถอนหายใจนิดหน่อยพร้อมอธิบายต่อ

"ตามปกติ คนเราเกินมาตามธรรมชาติของมนุษย์ ดินคือดิน น้ำคือแม่น้ำ ไฟคือไฟ ลมคือมานา เราเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ และอากาศก็มีมานาไหลเวียนอยู่ ดังนั่นผู้คนที่เกิดบนโลกแห่งนี้จึงมีธาตุสถิตอยู่ในร่างกาย แล้วแต่ชาติกำเนิด พันธุกรรม หรือได้รับพรจากภูติ ระดับพลังขึ้นอยู่กับความเข้มข้นของสายเลือดกับการได้รับพร

แต่นั่นมันส่วนน้อยมากคนส่วนมาก สำหนับผู้ที่อยากมีเวตร์แข็งแกร่ง อย่างขุนนางจะรักษาความเข้มข้นของสายเลือดไว้ แต่ก็ไม่ใช่ทุกตระกูล ถึงแม้จะผสมกันมั่ว จนสายเลือดจางแต่ก็มีผู้รับเลือกถูกส่งต่อความเข็มข้นนั่นได้เหมือนกัน แต่เพราะเข้มข้นนั่นล่ะ เลยไม่สามารถใช้เวตร์อื่นๆได้เลย"

"งั้น...ฉันก็" โคลอี้มองหน้าต่างสเตตัสเธอไม่ได้ตกใจที่ตัวเองไม่สามารถใช้เวตร์อื่นได้ แต่เป็นนามสกุลกับชื่อกลางต่างหาก เธอนึกว่าตัวเองนามสกุลโรชินันเต้เสียอีก…

"โคลอี้ไม่สามารถใช้เวตร์อื่นได้.." เฟอร์เดียพูดอย่างเสียดายแทน

"อือ..แล้วไงอะ? ก็ดีนี่ ฉันก็ไม่ต้องนั่งเก็บเวลด้วย โห้~เฟอร์เดียเวลตั้ง15เลย" ท่าทางที่ไม่ได้คิดอะไรของโคลอี้ทำให้ทั้งเชลซีและเฟอร์เดียรู้สึกบอกไม่ถูก

ไม่รู้ว่าโคลอี้มองโลกในแง่ดีหรือกลบเกลือนกันแน่ สิ่งที่ดีที่สุดของการมาต่างโลกคือพลังโกง ต่อให้ไม่โกง ก็สามารถเรียนรู้ทักษะเวตร์มนต์ได้

“เธอไม่เสียใจหรอ?”เชลซีถามอย่างไม่แน่ใจ และหันหน้าไปมองโดมินิก

“....มีเรื่องมากมายให้เสียใจ ก็แค่ใช้เวตร์ไม่ได้ ก็ไม่เห็นเป็นไรเลยนี่? มันสำคัญขนาดนั้นเลยหรอ แล้วก็ฉันยังมีพลังด้ายพวนนี้อยู่ด้วย?” โคลอี้พูดด้วยสีหน้าเต็มไปด้วยคำถาม เธอพูดอะไรผิดรึเปล่าที่โดนถามแบบนี้ แต่ก็พูดออกไปตามตรง เธอก็ไม่ได้ถึงกลับไร้พลังนี่น้า?

โดมินิกส่ายหน้านิดหน่อย ก่อนจะเริ่มพูดต่อ

“มันก็ดีนะ ที่ไม่ต้องเก็บเวลน่ะ ฉันสิพึงเวล 3 เองน้อยกว่าเด็กในหมูบ้านสะอีก”

“ก็นะ ทั้งฉันและโดมินิกอยู่ในโบรถ์ เราไม่ได้รับอนุญาติให้ทำตามใจ เลยไม่มีเวลาเก็บเวลน่ะ ตอนนี้ฉันก็เวล7” เชลซีพูดต่อ เฟอร์เดียพอได้ยินแบบนั้นเธอก็รู้สึกดีใจขึ้นมาทันที

“โฮ่ นี่ฉันเลเวลมากที่สุดงั้นสินะเนี่ย”

“ใช่ เราคงต้องพึงพาเธอแล้วละเฟอร์เดีย” โดมินิกพูด ตัวเขาแม้จะเป็นผู้ชายก็เถอะในที่นี่เขาอ่อนแอที่สุดเลยก็ว่าได้ถ้ามั่วยึดติดกับศักษศรีเขาก็คงตายไปแล้ว แถมยังเกือบลากเชลซีมาโดนไปด้วย การที่รอดมาได้ และไม่ทำให้ร่างกายของเพื่อนที่แสนสำคัญแปดเปื้อน เขาก็รู้สึกดีมากพอ ที่จะไม่ขอร้องอะไรอีกแล้ว

“........” โคลอี้แค่มองทั้งสองเงียบๆ มือที่กุมลูกแก้วสีฟ้าเอาไว้พร้อมความรู้สึกที่หวาดกลัวในใจ เธอเสียใจมาพอแล้ว...เธอทำอะไรไม่ได้ เธอแก้ไขไม่ได้ เธอยังไม่ได้เล่าเรื่องของเอวาให้พวกเขารู้

โคลอี้รีบส่ายหัวไปมาไล่ความคิดแย่ๆอย่างที่ทำประจำ

“ไหนๆเราก็จะเข้าป่า ตอนนั้นก็ถือโอกาสเก็บเวลไปเลยไหม?” โคลอี้พูดแนะนำ

“แล้วถ้าเกิดเหตุอะไรฉันจะช่วยเหลือเอง”เฟอร์เดียพูด

แม้จะคิดแบบนั้น แต่จริงๆก็มีแค่คนหลงทางกับเด็ก4ที่ตัวเปล่ากันทั้งหมด

มันก็ดีกว่าอยู่ในที่ๆมีคนตายกำสถาพแวดล้อมในสลัม

[อีก1วันก่อนถูกพบตัว]

“ฉันจำได้ว่าตัวเองเดินตามแม่น้ำนี่มาล่ะ ก่อนที่จะไปที่โบถร์ อย่างน้อยฉันก็จำได้บ้าง” โคลอี้พูดเธอเดินหลับตาไปด้วยฝึกใช้เส้นด้ายสัมพัสกับรอบตัว มีเฟอร์เดียที่เดินค่อนข้างชิวแต่ก็เดินช้าๆ เพื่อระวังความปลอดภัยให้คนอื่นๆ

“นี่ถามจริงๆเถอะ เธอหลงมาไกลขนาดนี้ได้ยังไงเนี่ย” เชลซีบ่นๆ แต่ก็ยังคงเดินตามไม่ห่าง แต่โดมินิกท่าทางเขาน่าจะใช้พลังเวตร์แทบหมดตัวเสียมากกว่า พึงเดินจริงๆจังๆ เกือบชั่วโมงนอกนั้นใช้เวตร์ลอยตัวมาตลอดทางเลย

“นั่นสิ...ตอนแรกว่าจะมาดูกับดักที่วางไว้ในป่าน่ะ แต่ก็หลงเฉยเลย” โคลอี้พูดพลางหัวเราะฝืนๆ แต่คนอื่นเขาขำกันไม่ออกแล้ว

โครก…

"......." ทั้งหมดเงียบ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาได้ยินเสียงนี้ แต่เป็นได้ยินมาตลอดทางเลยต่างหาก แล้วสิ่งที่กินก็มีแค่ผลไม้ที่บังเอิญเจอ เห็ด หญ้าและเปลือกไม้อ่อนๆ และน้ำ

"เหมือนจะถึงขีดจำกัดแล้วล่ะ…" เฟอร์เดียพูดและนั่งลงตรงนั้นเลย ท่าทางที่ขาดสารอาหารของเธอมันชัดมาก แม้เธอจะไม่แสดงอาการตลอดการเดินทางที่แสนสั้นนี่ก็ตาม

"พักดื่มน้ำอีกสักหน่อยก็ดีเหมือนกัน" เชลซีพูดทั้งๆที่แทบจะหน้ามืดอยู่แล้ว และโดมินิกที่สุดทเายก็ล้มหน้าทิ่มจนได้เพราะหมดแรง

ก็นะ...ทั้งสามคนผ่านอะไรกันมาตั้งเยอะ มีฉันนี่สิกินดีอยู่ดี เลยยังไหวอยู่ ฉันเงยหน้ามองเอวา อย่างขอความเห็น ฉันยังไม่ขอให้เอวาปรากฎตัวต่อพวกเขา แต่ตอนนี้ฉันต้องการความช่วยเหลือมากๆเลย

'ถึงงั้นผมก็ช่วยไม่ได้หรอกนะพี่สาว'

"ก็ว่าแล้ว" ฉันพูดออกมาพลางถอนหายใจ แต่ยะลไม่มีอารมณจะนั่งแบบคนอื่นหรอก ฉันเดินไปที่ริวธารใกล้ๆพลางจ้องมองในแม่น้ำ ฉันพึงสังเกตว่ามีปลาหลายตัวเลย แต่พอจะดื่มน้ำพวกนั่นก็มุมหลบใต้หินและดินโคลน

'นั่นสิ...ถ้าพี่คิดจับปลาคงไม่หลงทางมาตั้งแต่แรก'

"ช่วยก็ไม่ช่วย ก็อย่าบันทรกันสิ" ฉันบ่นออกมา และใช้พลังของตัวเองจับพวกปลาขึ้นมาทันทีเลย เอาด้ายมาทำแห…..โครตสะดวก

ทำเอาที่เคยดูสารคีที่เคยดูกลายเป็นเรืองง่ายไปเลย ฉันได้สูตรโกงมาสินะเนี่ย

ฉันที่คิดแบบนั้นอยู่ไม่รู้ตัวเลยว่าพูดความคิดของตนออกมาด้วย จนทั้งสามคนที่ได้ยินมองหน้ากัน แต่ตาประกายยิ่งกว่าเมื่อเห็นปลา5ตัวลอยขึ้นจากพื้นน้ำ

"โคลอี้ทำไมไม่ทำแบบนี้ตั้งแต่แรกเนี่ย!" เฟอร์เดียพูดโว้ยแต่ใบหน้าดูจะมีความสุขมากๆ

"แบบนี้คงพออยู่ได้สินะ"เชลซีพูด เธอพยายามพยุงตัวเองขึ้น และหาไม้แห้งใกล้

โดมินิกที่เหมือนจะไม่ไหวกลับลุกขึ้นมาเรียงหินเป็นวงกลม ทำแคมป์ไฟอย่างไม่ได้นัดหมาย

"แบบนี้มีโคลอี้เราก็รอดตายสินะเนี่ย" โดมินิกพูด

"เออ….ก็ไม่ขนาดนั้นหรอกมั่ง" ฉันพูดตอบอย่างเกร็งๆ แต่ก็เอาแท่งไม้เล็กไปล้างและเสียบเข้าปากของปลา หรือว่าฉันควรล้าง ผ่าใส้ออกก่อนนะ?...

ภาพคนที่คอขาดลอยเข้ามาในหัวของฉันทันที แต่ฉันก็รีบปัดความคิดเล่านั้น

"ก็คงต้องย่าง...ทุกคนพอจะรอได้ไหม?" ฉันถามกับทุกคนที่ยิ้มอย่างมีความหวังที่จะมีอะไรลงท้องนอกจากน้ำเสียที

"รอได้อยู่แล้ว รออีกสักนิดจะเป็นไรไปล่ะ" เฟอร์เดียพูด และคนอื่นๆก็พากันพยักหน้า

"ถ้างั้นเออ...ระหว่างรอฉันขอไปทำธุระส่วนตัวก่อนนะ" ฉันพูดพลางยิ้มให้ไหนๆก็จะพักกันแล้ว ฉันยื่นปลาเสียบไม้ไปให้เชลซี เธอปักไม้รอบๆกองไฟที่เฟอร์เดียเป็นคนจุด

"ตามสบาย เดียวทางนี้จะดูไฟให้"เชลซีพูด

"อ่า...เด็ดดอกไม้สินะ ฉันไปด้วย"เฟอร์เดียพูดพลางรีบลุกออกตามโคลอี้ที่ไปทำธุระของตัวเอง

ตรงนี้เลยมีแค่โดมินิกกับเชลซีที่นั่งกันอยู่สองคน

"คิดว่าไง" เชลซีเป็นฝ่ายเริ่มถามด้วยใบหน้านิ่งๆ

"โคลอี้แม้จะตอบแบบสับสนแต่เธอก็ไม่โกหก แต่บอกไม่หมด ส่วนเฟอร์เดีย ฉันว่าเธอปิดบังอะไรอยู่" โดมินิกพูดเขาเองก็หน้านิ่งไม่ต่างกัน ในความจริงสิ่งที่ทำให้เขาถูกตามล่าไมาได้มีเธอพลัง และอำนาจอะไรเลย แต่เพราะพรสรรค์ที่น่ากลัวนี่แหละจะทำให้พวกตีสองหน้าอยู่ลำบาก

"งั้นเฟอร์เดียเชื่อถือไม่ได้หรอ" เชลซีถาม สำหรับเธอถึงเฟอร์เดียจะ มั่นใจในตัวเอง และเสแสร้ง แต่ก็ไม่ได้ชวนให้รู้สึกแย่ขนาดนั้น

"ความจริงใจของเธอเป็นของจริงที่พ่วงมากับความรู้สึกผิด" โดมินิกพูดพลางจ้องมองเปลวไฟตรงหน้า

"งั้นหรอ…" เชลซีตอบมาแค่สั้นๆเท่านั้น จะว่าไปก็คงมีแต่ตัวธอเองที่ไม่ได้อยากเล่าทุกๆอย่างให้ฟัง...ยังไม่ได้มีความไว้ใจขนาดนั้น

"แล้วคิดว่าโคลอี้ซื่อๆไหม?" เชลซีถามเพราะเธอรู้สึกว่าโคลอี้ยอมรับเรื่องนี้ง่ายไป

"เรียกว่าสมองช้า ไม่ก็โง่ดีกว่า ไม่มีทาง้ป็นคนซื่อๆแน่นอน ตอนที่มาช่วยเราเธอฆ่าคน แต่แทบไม่แสดงออกเลยนะ" โดมินิกพูดอย่างกังวล เขารู้สึกได้ว่าถ้าตามไปปัญหามากมายต้องเขามารุมกระหน่ำแน่ แต่เขาก็ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร

"ตอนนี้นายรอดแล้ว ฉันคงไม่ฝืนให้นายอยู่กับเราหรอกนะโดมินิก เราต่างรู้ดีว่ายังไงก็ต้องจากกัน เพื่อความปลอดภัยของนาย"เชลซีพูด เธอมองปลาตรงหน้าที่แทบจะไหม้อยู่และค่อยๆถอยเอาปลาห่างออกจากไฟ

"เลยจะไล่?"

"เปล่า...ไม่ใช่แบบนั้น…" เชลซีถอนหายใจ "จากนี้เราต้องทำอะไรอีกเยอะ และ..ตะวตนนายก็จะมีปัญหา ถ้ามีคนรู้เข้า"

"ฉันรู้ว่าทั้งความพิเศษนี้มันทำให้ปัญหาตามมา แต่ว่าให้ฉันทำอะไรเพื่อ เพื่อนที่ห่วงใยฉะนมาตลอดไม่ได้หรอ? ฉันเป็นประโยชน์ให้เธอได้" โดมินิกพูดหันไปมองเชลซีด้วยสีหน้าจริงจัง แต่ก็ทำได้เพียงส่ายหัว

"มันเสี่ยงเกินไป แล้วนายก็รู้ ถึงร่างนี้แค่12 แต่จริงๆแล้ว ฉันอายุรุ่นย่า รุ่นยายเธอเลยนะ ฉันห่วงนายแบบห่วงลูกหลาน" เชลซีพูดออกมา เธอเป็นคุณยายวัย84 ที่ไม่ประสบการ์ณด้านความรักโดยสิ้นเชิง เพราะชาติที่แล้วแสดงสีหน้าไม่ค่อยได้และค่อนข้างเก็บตัว สุดท้ายก็ตายแบบไม่มีใครรู้

"รู้…" โดมินิกพูดก่อนจะหันไปที่กองไฟ

"แต่ฉันก็ไม่ว่านะ ถ้านายอยากอยู่กับเราจริงๆ แต่ต้องเป็นเพราะหัวใจ ไม่ใช่ตอบแทนบุญคุณ" เชลซีพูดพลางยกมือขึ้นมาลูบหัวของโดมินิก เขาก็ทำแค่พยักหน้า

ด้วยหัวใจงั้นหรอ….เขาชอบเชลซีที่เป็นผู้ใหญ่ใจดี อบอุ่น แต่ก็มีมุมที่เอาแต่ใจและขี้บ่น แบบนั้นเขาก็อยู่เพื่อเธอไม่ได้หรอ…

โดมินิกคิดในใจเช่นนั้นแต่ก็รู้ระยะห่างของตัวเองและเชลซีดี

 


 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

8 ความคิดเห็น