(หยุดอัพ)Relationship of the villains ถ้าเป็นนางร้ายในเกมส์โอโตเมะแล้วมันทำไมหรอ?

ตอนที่ 13 : 11:: เหล่าคนที่หลงทาง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 48
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    9 ต.ค. 63

เวลาผ่านไป จนฉันจำไม่ได้แล้วว่าใช้เวลาเท่าไร แต่ว่า..ความรู้สึกปวดหน่วงๆที่ท้อง สายตาพร่า ร่างกายที่สกปรก และที่แย่ที่สุด คือเรี่ยวแรงก็ค่อยๆหายไปเรื่อยๆ แถมไม่มีอะไรตกถึงท้องนอกจากน้ำในลำธาร

ทั้งๆที่ฉัน...จะออกมาดูกับดักแท้ๆไหงกลายเป็นแบบนี้ไปได้ล่ะ

หลงทางสะได้

ฉันถอนหายใจกับตัวเองอย่างช่วยไม่ได้ ทั้งๆที่พึงตัดสินใจอยู่คนเดียวแค่ 2วันและจำไม่ได้ว่าหลงมานานแค่ไหน

“พี่สาว ลองไปทางนั้นไหม?” เอวาที่คอยในกำลังใจฉันด้วยความเป็นห่วง แต่สายตานั่นคงบอกราวๆ ‘ที่ฉันรอดมาถึงขนาดนี้ก็ปฎิหารแล้ว’

ฉันยอมรับว่ามันเป็นไปตามที่เอวาคิดทุกๆอย่าง ฉันจับกระรอกหรือกระต่ายไม่ได้ด้วยซ้ำ และยังเจอปีศาจจนเอาชีวิตแทบไม่รอดฉันลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่าที่นี่คือโลกเวตร์มนต์ อยู่ในเมืองจนเคยชิน แล้วก็จบด้วยหลงทางกลางป่า ยังไงสะ ฉันก็เดินมาเจอลำธารและเดินไปตามทางน้ำหวังจะเจอเส้นทางที่คุ้นๆบ้าง จนกระทั้งเอวาชี้ไปที่อาคารสูงมีรูปไม้กางเขนด้านบน ฉันเลยเดินออกมาจากลำธารนั่นก่อน

โครก….

เสียงท้องร้องดังเงียบๆส่งเสียงเตือน ฉันรู้สึกแสบท้องไปหมดและรู้สึกล้าๆ จากการเดินไปอย่างไร้จุดหมาย อย่างน้อยฉันก็ดีใจที่เอวาอยู่กับฉันจนถึงที่สุด และไม่ซ้ำเติมความโง่เง่าของฉัน ดังนั้นก็อุ่นใจได้บ้าง แต่นอกจากการสื่อสารแล้ว เอวาก็ช่วยอย่างอื่นไม่ได้จริงๆ

“พี่สาว ยังไหวไหม อีกนิดเดียวจะถึงแล้ว” เอวาพูด แต่ฉันก็รู้ว่ามันไม่ได้ใกล้ขนาดนั้น ต้องเดินอย่างน้อยอีก 2 กิโล แต่ร่างกายนี้มันก็ล้าเต็มที่ ทัศน์วิสัยรอบๆพล่ามัว และยังมีหมอก กลิ่นเหม็นที่โชยมาเมื่อฉันเดินเข้าไปใกล้ จนรู้สึกแย่ยิ่งกว่าเดิมเสียอีก

"พี่สาว…." เอวาพูดเบาๆ ดูเขาจะแสดงอาการกังวลออกมาแล้ว เมื่อมองภาพตรงหน้า ไม่รู้ว่าควรดีใจหรือเสียใจดี ที่สภาพสกปรกนี่ทำให้ฉันกลมกลืนกับที่นี่เป็นอย่างดี

เขตสลัม…

ฮะฮะ...ฉันมาถึงจุดนี้แล้วสินะ

โดนแยกจากครอบครัวว่าแย่แล้ว ความรู้สึกอดอยาก ที่กัดกินจิตใจให้บันทรยอมแพ้สะตรงนี้ คงแย่กว่า แต่ถึงจะเหนื่อยจนอยากล้มลงแค่ไหน พื้นเชื้อรา มีเศษกระดูกและขยะอยู่รอบข้างแบบนี้ ไม่เอา! ห้ามล้มตรงนี้เด็ดขาดไม่งั้นมันจะเป็นฝันร้ายของฉันไปตลอดชีวิตแน่เลย

ตั้งแต่ฉันมาอยู่นี่รู้สึกศูนย์เสียตัวตนเข้าไปทุกที….ฉันอยากจะกลายเป็นบ้าและไม่ต้องรับรู้อะไรทั้งนั้นอีกแล้ว ฉันเหนื่อย…

การมีชีวิตทำไมมันเหนื่อยขนาดนี้กันนะ…

"....เธอ" ในขณะที่ฉันตัดพ้อในใจ เด็กสาวผมสีเลือดในสภาพที่มอมแมมไม่ต่างจากฉัน ถ้าจะต่างคือดูสุขภาพดีกว่าเยอะถ้าเทียบกัน ฉันกุมท้องของตัวเองอย่างทรมานและไม่ได้พูดอะไรตอบกลับไป

"ทำไมถึงมาอยู่ที่นี่ได้ล่ะ…. ตามฉันมา" เด็กสาวพูดพร้อมจูงมือลากฉันไปทันที ฉันสับสนแต่แรงก็ไม่เหลือแล้ว จนอีกฝ่ายต้องพยุงฉันเข้าไปใกล้โบถร์มากขึ้นเรื่อยๆ

'พี่สาว ...ผมคิดว่าเธอคงไม่มีอันตราย'

เอวาบอกฉันและฉันก็แค่พยักหน้าตอบกลับไป เด็กสาวตรงหน้าพาฉันมาที่ๆหนึ่งเหมือนเป็นที่หลบออกมาจากเขตสลัมแต่ถึงอย่างงั้นก็ยังพาเดินตรงไป  ไม่ใช่ฉันไม่รู้ว่าการเดินตามคนแปลกหน้าไปเป็นอะไรที่อันตราย ฉันจึงเงยหน้าไปทางเอวา แต่เขาก็จ้องๆเด็กผมสีเลือดคนนี้

'ไม่มีจิตมุ่งร้าย ออกแนวจะเป็นห่วงด้วยซ้ำ'

ฉันลองกรุ่นคิดเล็กน้อย เพราะว่าไม่มีความทรงจำเดิมเลย ฉันเลยไม่รู้ว่าใครเป็นใคร แค่มองเธอ ฉันก็รู้สึกแปลก ฉันรู้ว่าฉันไม่ควรไว้ใจใครง่ายๆอีก  อย่างน้อย...ฉันรู้สิ่งที่ฉันควรทำไม่ควรทำ

ถึงอย่างงั้น ...รู้แต่ทำไม่ได้...สภาพของฉันแทบจะล้มอยู่แล้วน่ะสิ...สุดท้ายฉันก็พึงความหวังดีของคนอื่นจนได้

"เธอรู้จักฉันหรอ?" ฉันลองถามออกไปตรงๆกับเด็กสาวผมสีแดง

“ก็พอรู้…” เธอพูดแต่สายตาไม่ได้มองมาทางฉัน เธอยังคงพยุงฉันไปเรื่อยๆจนถึงหน้ารั้วเหล็กขนาดใหญ่หน้าคฤหาร์หรู ที่ฉันไม่รู้จักเลยสักนิด แต่พอจะหันไปหา เอวา ตัวของเขาก็หายไปแล้ว

“ที่นี่?....ทำไมถึงพาฉันมาที่นี่ล่ะ” ฉันเอ่ยถามแต่เธอก็แค่มองหน้าฉันก่อนจะชี้ไปที่คฤหาร์นั่น

“ก็เธออยู่ที่นี่ไม่ใช่หรอ?” ฉันมองอีกฝ่ายที่ไม่รู้ตีหน้ามึนหรือว่าพูดจริง แต่ฉันก็รีบส่ายหัว

“ไม่ๆ ฉันไม่รู้จักที่นี่…บางที” เมื่อฉันหันไปมองคฤหาร์นั่นอีกครั้ง ร่างกายมันก็รู้สึกต่อต้านขึ้นมา มีใครบางคนมองฉันอยู่ด้วยจิตสังหารทำให้ร่างกายตอบสนองขนลุกอย่างพวาดผวา 

 

“….ฉันต้องหนี”

 

“หะ! แต่เธอพึงมาถึงเองนะไม่เข้าไปหรอ? เธอเองก็แทบไม่ไหวแล้ว” เด็กสาวพูดเกี่ยกล่อมแต่ฉันก็พยายามพลักเธอออกไม่งั้นเธอคงลากฉันเข้าไปแน่ๆ ที่นี่คือคฤหาร์อันแบร์โต้ ที่ๆยัยแม่เลี้ยง พยายามพาฉันมา

“ฉันตายแน่ ถ้าเข้าไป ปล่อยฉันนะ!!” เด็กสาวผมแดงพยายามพยุงฉันเอาไว้ทั้งๆที่ฉันพยายามผลักเธอด้วยแรงทั้งหมดในตอนนี้

“เธอเป็นคนอันแบร์โต้ ทำไมเขาต้องฆ่าเธอล่ะ?” เด็กสาวพูดอย่างสับสน แต่ก็ค่อยๆคลายมือของตัวเองลง แต่ยังคงพยุงฉันอยู่

“ยัยนั่น...เผา” ยังไม่ทันที่ฉันจะพูดจบ ร่างสีดำเพยตัวด้านหลังของฉันง้างมีดเฉือดคอ แต่ก็แค่ฉิวเฉียด เพราะมีคนไวกว่าดึงฉันหลบออกไป

ฉันกุมคอของตัวเองที่มีเลือดไหลออกมา แม้จะเพียงแค่เชียดเล็กน้อย แต่มันก็ทำให้ฉันกลัวยิ่งกว่าเดิม

"เดียวสิเกิดอะไรขึ้นเนี่ย!!" เด็กสาวผมสีแดง ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยความสับสนแต่ก็พยายามพะเชิดหน้าแทนฉัน ตอนนี้ฉันตกใจจนแทบจะสลบแล้ว มือของฉันสั่นด้วยความกลัว รู้สึกเหมือนมีด้ายสีแดงเต็มมือไปหมด แม้จะไม่อาจเข้าใจได้ก็ตาม

โครก….

"ใช่เวลาไหมเนี่ย!!" เด็กสาวผมสีแดงตะโกนออกมาเมื่อได้ยินเสียงท้องร้อง ฉันมองไปรอบๆราวกับจะเสียสติไปช้าๆ ภาพคนที่เกลียดก็ดันโพล่มา

"...ในที่สุดก็ยอมแพ้กลับมาหาแม่สินะ"

ฉันมองเห็นชายชุดดำกลายเป็นแม่เลี้ยง ที่กำลังง้างมีดในมือจะฟันฉันในตายสะตรงนี้

ทำไมฉันถึงเห็นแบบนั้นไปได้นะ…

เหมือนเวลามันจะไหลไปเรื่อยๆแต่แม่เลี้ยงก็ไม่ขยับและนิ่งค้างแบบนั้นเส้นด้ายที่พันร่างตึงเขาไว้กับที่ ก่อนที่ร่างจะกลับเป็นชายชุดดำเช่นเดิมเพราะไฟที่ลุกท่วมร่าง

"เกิดอะไรขึ้นกันแน่เนี่ย…" เด็กสาวผมแดงยังดูดด้วยความสับสน เธอหันมามองฉันอย่างไม่เข้าใจ ถึงอย่างงั้นสติของฉันมันก็พล่าเลื่อน ร่างกายเอียงลงกระทบพื้นแม้จะเจ็บแต่ฉัน ไม่มีแรงลุกเหลืออีกแล้ว

"โคลอี้!!"

ฉันเคยบอกชื่อเธอไปยังนะ..จำไม่เห็นได้เลย

-----------------------------

ฉันตื่นขึ้นมา พลางรู้สึกแปลกๆในใจ

นานแค่ไหนแล้ว… จากชีวิตประจำวันที่แสนจำเจ กลายเป็นหลุดโลกได้ขนาดนี้ ฉันเลยหน้ามองหลังคาที่ทำจากพุ่มไม้ขนาดใหญ่ และเด็กผมสีแดงข้างๆที่นั่งคอพับอยู่

โครก….

ปวดท้องอีกแล้ว.. ฉันรู้สึกราวกับจะร้องไห้

แม่ค่ะ...หนูไม่เคยรู้สึกหิวแบบนี้มาก่อนเลย

พ่อค่ะ…หนูไม่เคยห่างจากพวกเขานานมากขนาดนี้เลย

วันเวลาที่แม่ชวนเล่นเกมส์จีบหนุ่มกับพ่อที่นั่งเก็บข้อมูลและนั่งหวานแหววจีบแม่ เวลาที่แสนสุขจะไม่มีวันหวนกลับมาอีกแล้ว

น้ำตาของฉันมันไหลออกมาเงียบๆถึงกระนั่นยังคงรู้สึกไร้เรียวแรงที่จะขยับจึงนอนไปสักพัก

"ตื่นแล้วหรอ?" เด็กสาวผมสีแดงพูด ก่อนจะหยิบถ้วยซุปออกมาและยื่นให้กับฉัน

ฉันรับมาเงียบๆและมองในถ้วยนั่น มันเป็นซุปที่มีเศษผักเห็ดผสมเปลือกอ่อนของไม้ ฉันลองยกซด แม้มันจะมีกลิ่นไหม้ และรสชาติก็ออกจะ...เหมือนรสชาติของน้ำฝนและถ่านแปลกๆ แต่ในสภาพนี้แค่มีอะไรรองท้องสักนิดก็ดีถมเทแล้ว...ฉันซดมันไปครึ่งถ้วยและก้มมองอีกฝ่ายที่จดจ้องมาที่ฉัน ฉันคงกินมากไปสินะ

"คือว่าขอบคุณ…" ฉันพูดและยื่นถ้วยคืนไป และเธอก็ซดต่อจากฉันทันที… คงหิวแหละ...ทำเอารู้สึกละอายใจที่เหมือนไปแย่งเขากินตั้งครึ่ง

"ฮา!...ขอโทษที ที่เสียมารยาทนะ" เด็กสาวพูดพลางยิ้มร่า หลังจากซดน้ำซุปเข้าไปแล้ว เธอก็จดจ้องฉันด้วยสายตาเป็นประกาย

"เออ...ไม่เป็นไร ขอบคุณที่ช่วยนะ.."ฉันยิ้มตอบอย่างรู้สึกไม่ค่อยวางใจเท่าไรและค่อยๆลุกขึ้นจากพื้น แต่ก็ถูกจ้องจนรู้สึกเกร็งนิดหน่อย

"....เธอน่ะ...ขอถามได้รึเปล่า เธอชื่ออะไร"

"ไม่ใช่ว่าฉันบอกไปแล้วหรอ?" ฉันเอียงคออย่างสงสัย เพราะถ้าจำไม่ผิดฉันเคยได้ยินเธอเรียกนะ…….เอ๊ะ..แปลกๆแล้วสิ

"ยังไม่ได้บอกนะ...อ่า..ฉันเฟอร์เดีย" อีกฝ่ายพูดชื่อของตัวเองก่อน ฉันก็พยักหน้านิดๆและตอบกลับไป

"ฉัน...โคลอี้"

"ว่าแล้ว!! ฉันจำไม่ผิดแน่ๆ โคลอี้ อันแบร์โต้แต่ทำไม..."

"โคลอี้ โรชินันเต้"

พอฉันพูดชื่อนามสกุลออกไป ดูเธอจะเหวอไปหน่อยๆและเอามือกุมศรีษะของตน

โอเคแปลกจริงๆด้วย

ฉันเงยหน้าเรียกเอวาในใจ เขาโพล่มาด้วยท่าทีตื่นกระหนก แต่ก็พยักหน้า

'พี่สาวถ้าผมเข้าไปยุ่งมากกว่านี้ ผมจะโดนสั่งห้ามมาแล้วนะครับ'

ฉันพยักหน้าตอบกลับเอวา แต่ก็พอเดาๆได้แม้ไม่เข้าใจว่าเอวาทำไมถึงดูกังวลนัก

"นิยาย...หรือเกมส์?" ฉันพูดออกมา เพราะเรื่องราวที่ฉันรับรู้จากโคลอี้ตัวจริงมันน้อยมากๆ แต่เอวาก็ชิ่งหายไปสะก่อน

"เกมส์…" ฉันมองเฟอร์เดียพูด สภาพฉันตอนนี้ไม่มีแรงสะดุ้งหรอกนะ...แต่อีกฝ่ายดูจะตื่นเต้นจนใกล้เคียงคุยไม่รู้เรื่องแล้ว

"กริ๊ดดดด!! ไม่จริง ให้ตายสินึกว่าจะเป็นคนเดียวที่ถูกดึงมาสะอีก!! เหงาแทบแย่แถมเอาเรื่องนี้ไปคุยกับใครก็หาว่าบ้า โอ้ยให้ตายฉันโครตมีความสุขจริงๆเลย" เฟอร์เดียพูดอย่างเก็บกดเธอจับไหล่เขย่าร่างกายฉันจนมึนหัว

"ยะ..หยุดก่อน คือฉันมากจากที่นั่นแต่ไม่รู้เนื้อเรื่อง" เฟอรเดียหยุดตามที่ฉันบอก พลางจ้องฉันอย่างวิเคาะห์

"มาจากไหน ที่ๆจากมาน่ะ!"

"ฉัน มาจากนนทบุรี ประเทศไทย"

"ฉัน ซัปโปะโระ ประเทศญี่ปุ่น   แต่….เธอไม่ได้หลอกฉันใช่ไหม ฉันไม่รู้จักประเทศที่เธออยู่เลย" เฟอร์เดียพูดและจ้องมองทางฉันอย่างไม่ค่อยวางใจ

"ฉันก็ไม่รู้จักซัปโปะโระ มันมีอยู่ในญี่ปุ่นด้วยหรอ? ฉันรู้จักแค่โตเกียว ฮอกไกโดเอง" ฉันพูดออกไปตามตรง แต่นั่นดูจะเหมือนจะทำให้สายตาเป็นเป็นประกายอีกครั้ง

"กริ๊ดดด!!งั้นเราก็มาจากโลกเดียวกันจริงๆน่ะสิ ไว้เนื้อเรื่องเกมส์ ฉันจะเล่าให้ฟังอีกทีนะ แต่ต้องไปหาที่คุยที่ดีกว่านี้ก่อน" เฟอรเดียยิ้มร่า เธอลุกขึ้น พลางเดินออกไปข้างนอกและกวักมือให้ฉันลุกตามไปด้วย 

ทำไมกันนะแค่เห็นเธอร่าเริงและรู้สึกเหนื่อยใจ...แต่มองจากสภาพที่นอนและรอบๆก็...เธอคงลำบากกว่าฉันเยอะเลย พอออกมามองข้างนอกที่ฉันนอนเมื่อกี้มันเหมือนเป็นซุมจากเศษไม้ที่ถูกทิ้ง

"เราจะไปไหนกันหรอ?" ฉันเอ่ยถาม

"ในโบรถ์มีห้องลับเก็บเสียงน่ะ เราพูดเรื่องความเป็นความตายข้างนอกไม่ได้หรอก...ใช่ไหม" เฟอร์เดียพูดด้วยสีหน้าจริงจัง ฉันจึงตามไปด้วย

เรามาถึงโบถร์อย่างรวดเร็ว เฟอร์เดียดูชำนาญทางมากๆ เธอปีนหน้าต่างกระโดดเข้าไป เดินไปหยิบขนมปังจากครัวกินหน้าตาเฉย แม้จะเอามาแบ่งฉันด้วยก็เถอะ...จะมารู้สึกแย่ตอนนี้ก็สายไปแล้วมั่ง...ฉันเลยเก็บใส่กระโปงไว้ก่อน

"ถึงแล้วๆ" เฟอรเดียวพูดเบาๆและชี้ไปที่ประตู และหยิบลวดเหล็กงัดแงะอย้างช้ำช่อง

"ตอนเดินเข้ามา..ไม่เห็นนักบวชเลยนะ?"ฉันเอ่ยถาม ถึงจะมีขนมปังก็เถอะ แต่ว่าไม่เห็นวี่แววคน ให้โจรตัวน้อยบุกเข้ามาแบบนี้ได้ง่ายๆเดินชิวเลยน่ะสิ

"ก็เงี่ยแหละ… ไม่ค่อยมีใครอยากอยู่ในโบถร์ที่เต็มไปด้วยคนจรจัดหรอก.. แค่บางทีเขาก็อยากจะเอาขนมปังขึ้นรามาโยนให้...แต่ไม่มีใครประจำทีนี่หรอก.." ฉันฟังเสียเศร้าๆของเฟอร์เดีย เธอเข้มแข็งมากเลย แต่ตอนที่พูดคุยเธอทั้งเต็มไปด้วยอารมณ์ที่หลากหลาย จริงคงจะผ่านเรื่องมาเยอะเกินไป..รู้สึกนับถือนิดหน่อยแหะ

"กริ๊ดดดดดด ช่วยด้วย!!!"

"หุปปากสะ!! อีกไม่นานก็ขึ้นสรววค์แล้ว หึหึ"

"กริ๊ดดด! ไอ้หมูตอนออกไปนะอย่ามาแตะตัวฉัน!!"

"โอ๊ย!!! มันกัดมือ หาผ้ามาปิดปากมันดิวะ!!!!"

ฉันวิ่งเข้าไปตามเสียงทันที

เฟอร์เดียก็ดูจะตกใจ ถึงจะรู้ว่ามีห้องเก็บเสียงแต่ไม่คิดว่าจะเอามาทำเรื่องแบบนี้ แต่ก็วิ่งมาคว้ามือฉันไว้

"อย่าทำอะไร….ฉันว่าเรารีบไปก่อนตอนที่พวกเขาไม่รู้ตัว" เฟอร์เดียพูดแต่ฉันก็ปัดมือเธอออก ไม่ทันสังเกตสีหน้าที่วิตกกังวลของเฟอร์เดีย

ฉันเพียงแต่มองด้ายสีขาวในมือและเดินตามไปและยิ่งใกล้เท่าไรมันก็กลายเป็นสีดำ

"ช่วยด้วย!! อึกฮือ!!" ภาพที่ฉันเห็นตรงหน้าคือเด็กสาวผมสีชมพูถูกฉีกเสื้อออกกับชายในชุดนักบวชที่มีด้ายสีดำพันรอบตัวหยุดนิ่งกับที่

"อะไร!!เกิดอะไรขึ้น!!" นักบวชโว้ยวาย ไวเท่าความคิดของฉันด้ายมันรัดคอพวกนั้นทันทีทั้งๆที่ฉันยังไม่ได้ควบคุม เมื่อการคุกคามร่างกายถูกหยุด เด็กสาวผมสีชมพูก็รีบออกมาทันทีที่มีโอกาส

"เร็วเข้าทางนี้!" ฉันตะโกนและเธอก็รีบวิ่งมาทางฉันทันที

"มีเด็กอีกคนติดอยู่ด้านใน" เด็กสาวผมชมพูร้องบอกทั้งน้ำตา เธอกำเศษผ้าที่เคยเป็นชุดที่เธอสวมใส่เอามาคุมร่างกายเอาไว้ และฉันก็พยักหน้ารับคำที่เธอบอก รีบเดินเข้าไปด้านใน แต่เส้นด้ายมันก็สะบัดคอพวกนั่นขาดตรงหน้าฉันทันที

"อึก!" ฉันตกใจ แต่ก็พยายามจะไม่สน เดินเข้าไปด้านในมีเด็กผู้ชาย สภาพปางตายอยู่ ร่างกายเขามีแต่รอยช้ำและรอยตีจนผิวแตกเลือดออก

"เฟอร์เดีย! มีคนบาดเจ็บ!!" ฉันพยายามพยุงเขาแต่จะจับตรงร่างกายส่วนไหนเขาก็ร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด เพราะบาดแผลและผิดหนังที่ถูกลอกออก อย่างน่าสยอดสยอง

'พี่สาวใช้ด้ายสิ! ควบคุมมัน'

ฉันได้ยินเสียงเอวา โดยไม่ต้องคิด ฉันพยายามคิดว่าฉันคุมเส้นด้ายเหล่านี้ได้โดยใช้จินตนการ และมันก็ยึดร่างกายเหมือนควบคุมหุ่นเชิดร่าง แม้ฉันจะพยายามคิดถึงเปลก็ตาม แต่ขยับได้ก็พอ!!

"เฟอร์เดีย!" ฉันวิ่งออกมา เห็นใบหน้าซีดของเฟอร์เดียชัดเจน

"รีบหนีตอนที่มีโอกาสเถอะ!" เด็กสาวหัวชมพูพูดด้วยสีหน้าเยือกเย็น แม้จะมีคราบน้ำตาอยู่แต่เธอก็พยายามคุมมือที่สั่นๆของตัวเองเอาไว้

"งั้นจะไปไหนล่ะ" เฟอร์เดียพูดพลางก้มหน้าลง "เธอก็เห็นว่าฉันอยู่เขตสลัม ลำพังตัวเองยัง..เอาตัวไม่ค่อยจะรอดเลย"

"แต่เธอก็ช่วยฉัน" ฉันเอ่ยถามออกไป

"นั่นเพราะฉันรู้สึกผิดต่อเธอ….ตามเนื้อเรื่องไม่ควรจะเป็นแบบนี้สิ…" เฟอร์เดียพูดพลางน้ำตาคลอด้วยใบหน้าสับสน ฉันหันไปมองเด็กสาวผมชมพูที่ตัวเธอเองก็อยากที่จะร้องไห้เหมือนกัน

".....ไว้คุยกันทีหลังเถอะนะ..เข้าไปหลบในป่ากันก่อน" ฉันพูด แม้ในใจจะรู้สึกวิตกพลางมองมือของตัวเองที่ควบคุมด้ายอยู่ในมืออย่างน่ากลัว ฉันเองก็อยากร้องไห้

"แต่ฉันดีใจนะ...ที่ไม่ได้เล่นไปตามเกมส์น่ะ" เด็กสาวหัวชมพูพูด ทำให้เฟอร์เดียเงยหน้าขึ้นมา "โคลอี้พูดถูก...ไว้ค่อยคุยกัน"

 

 

หวังว่าชะตาของพวกเขาจะไม่จบลงง่ายๆ 

 

ตัวละครเพิ่มเติมในตอนนี้

เฟอร์เดีย/เซลซี/โดมินิก

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

8 ความคิดเห็น