(หยุดอัพ)Relationship of the villains ถ้าเป็นนางร้ายในเกมส์โอโตเมะแล้วมันทำไมหรอ?

ตอนที่ 12 : 10 :: การตัดสินใจที่เด็ดขาด

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 56
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 7 ครั้ง
    2 ต.ค. 63

“ช่างเถอะ จะอะไรก็ช่างมัน....” ฉันตื่นสายพร้อมอารมณ์แปรปรวน ความรู้สึกแบบไม่อยากทำอะไร หันไปมองหนังสือและคุ๊กกี้ที่ว่างอยู่ ฉันหยิบมากินและก็มองหนังสือ ที่น่าจะเป็นอักษรและหนังสือสำหรับฝึกอ่าน 2-3 เล่ม  และสมุดเปล่าอีกอัน แปลกดีตรงที่มันก็พอเข้าใจง่าย ฉันจดตามและเรียงไปเรื่อยๆ แต่ก็ไม่รู้ว่ามันอ่านออกเสียงยังไงอยู่ดี จนกระทั้งเอวาปรากฎตัว

“อ่านหนังสือออกหรอ?”

“ก็ไม่….”ฉันพูดพลางพลิกหน้ากระดาษไปมาพลางถอนหายใจอย่างแรง

“เดียวผมช่วย”

“รบกวนด้วยนะ” ฉันพูดพร้อมกินคุ๊กกี้ไปด้วยและวันนี้ทั้งวันฉันตัดสินใจอ่านหนังสือไม่ออกไปไหน แม้เอวาจะหันมามองหันอย่างห่วงๆ แต่ฉันก็แต่จดตามการอ่านออกเสียง มีอักษรแบบเดียวกันเอาไปเทียบกับภาษาไทย และก็จดๆ ดูท่าจะไม่ยากเท่าที่คิด แค่ฉันต้องจำให้ได้ว่าอักษรตัวไหนออกเสียงยังไง และอ่านเยอะๆเดียวก็จะจำและใช้ได้ไปเอง มันเหมือนภาษาไทยแต่แค่เปลี่ยนฟรอน์เป็นภาษาไทยแสดงผลแบบต่างดาว ที่เหลือก็พึงความจำเอา ว่าจะจำเทียบอักษรได้มากน้อยแค่ไหน

ฉันถอนหายใจ แต่ก็เงยไปหาเอวาพร้อมขอบคุณเบาๆ (ที่สอนได้ ก็น่าจะสอนฉันตั้งนานแล้ว)และเดินออกไปลงมาชั้นล่างของโรงเตี๊ยม ตอนนี้เป็นช่วงเกือบเย็นๆ คนจึงโล่งแต่อีกสักพักคงมีคนมา ฉันเดินไปตามทางและไปหยุดที่โกดังสินค้า...ฉันเข้ามาได้ง่ายๆด้วยการบอกมาหาพี่ แล้วก็เดินดูของอันนู่นอันนี้ ไม่ได้ถามใครแต่ฟังที่เขาพูดเกี่ยวกับสินค้าเอา

สรุปคร่าวๆที่แห่งนี้นี้น่าจะส่งออกพวกจาน แก้ว เรื่องเรือนเซรามิกเป็นหลัก ส่วนของที่น่าจะมาจากเมืองข้างๆคือพวกเครื่องประดับ อุปกรณเวตร์ที่ใช้ในชีวิตประจำวัน และศิลากักเก็บพลังเวตร์ ดูๆไปแล้วค่อนข้างเจริญสุดๆ มีของที่ดูเหมือนกับอุปกรณไฟฟ้าในโลกเก่าเยอะแยะ แค่แทนพลังงานด้วยศิลา ทำงานเหมือนกับแบตเตอรี่ จากจำนวน น่าจะใช้อย่างแพร่หลาย และเป็นที่นิยมในทุกเมือง

โลกนี้ไม่ใช่แค่โลกเวตร์มนต์ในยุคกลาง แต่เป็นโลกเวตร์มนต์ที่กำลังพัฒนา หรืออาจจะพัฒนาแล้ว เด็กอ่านหนังสือออก การเรียนรู้พื้นฐานน่าจะเป็นภาคบังคับของที่นี่ แต่ก็ยังมีชนชั้นอยู่

ฉันนึกถึงนิยายแนวต่างโลกที่เคยอ่าน เมื่อมาต่างโลก ก็จะได้รับพลังโกงๆสักอย่างและไม่มีใครพูดถึงโลกเขา เพราะพวกเขาเหล่านั้นตายลงที่โลกเดิม

ฉันมองเส้นด้ายที่มือของผู้คนที่ผ่านไปมา บางคนเส้นด้ายขาด บางคนยังเชื่อมต่อ ฉันยังไม่แน่ใจเกี่ยวกับพลังนี้เท่าไร

"โคลอี้" ฉันสะดุ้งเมื่อมีผู้ชายจับที่ไหล่ของฉัน พอหันไปมองก็เห็นคนๆเดิมกับแมวสีดำที่เกาะไหล่เขาอยู่ แต่สักพักมันก็กระโจนมาหาฉัน

"คาลวิน…" ฉันเอ่ยชื่อเขาเบาๆและมองเจ้าแมวที่พยายามคล้อเคลียฉัน

"สีหน้าเธอดูดีขึ้นนี่ คืนดีกับพี่ชายแล้วใช่ไหม"

"ทำไมถึง…." ฉันเอ่ยถามแต่เขาก็โบกมือไปมา

"ก็ทุกคนที่นี่และพี่ชายของเธอช่วยกันประกาศและออกตามหาไง ตอนแรกก็อยากจะบอกหรอกว่าอยู่ที่ห้องฉัน แต่พอไปถึงเธอก็หายไปเลย" คาลวินพูดพลางทำแก้มป่อง จนฉันหลุดขำออกมานิดๆ

"ขอโทษๆ" ฉันพูดและถอนหายใจนิดๆขณะที่อุ้มแมวไปด้วย ตอนนี้ฉันเริ่มอยากหนีออกไปอีกรอบสะแล้ว

"แล้วเธอมาหาพี่หรอ?" ฉันพยักหน้าแทนคำตอบ แล้วคาลวินก็จูงมือฉันไปทีๆหนึ่ง ตรงนั้นมีพี่ออสการ์อยู่ เขาคุยและวางแผนการเดินทางด้วยแผนที่บนโต๊ะโล่งๆ โกดังนี่ไม่มีอะไรปิดบังเลย แค่คนไปรวมตัวกันและแนะนำเส้นทางให้กัน ดูแล้วสามัคคีและไว้ใจกันดี สักพักพวกเขาก็แยกย้าย ออสการ์เขาตั้งใจทำงานไม่หันมามองทางนี้ด้วยซ้ำ แต่มันก็ดีแล้ว

"เขาประชุมกันเสร็จแล้วให้ฉันไปเรียกไหม?" คาลวินถามแต่ฉันก็แต่ส่ายหน้า

"ฉันสร้างปัญหาให้เขาเยอะแล้ว ไม่ต้องหรอก" พอฉันพูดเขาก็เงียบไปสักพัก

"ตระกูลโรชินันเต้ไม่น่ามาจบแบบนี้เลยนะ...ฉันเคยได้ยินมาว่าเป็นตระกูลที่ก่อตั้งสมาคมค้าขาย แต่หลังจากผู้นำตระกูลคนก่อนตาย ออสการ์ก็ไม่ได้รับการยอมรับ และถูกปล่อยตำแหน่งให้ว่าง"

ฉันรู้สึกว่าพอเดาได้เลย...สถานะการเงินมันชัดเจนแล้ว 

คงไม่ได้ไม่ยอมรับแต่จะฮุบกันไว้เองมากกว่า

"จะบอกว่าจริงๆเราควรได้รับส่วนแบ่งและไม่ควรตกต่ำถึงขนาดนี้สินะ" ฉันพูดพลางถอนหายใจ "แต่นั่นไม่ใช่เรื่องที่ฉันกังวลหรอก ว่าพี่ชายจะทำอะไรยังไง"

"........แล้วทำไมเธอถึงมาที่นี่ล่ะ" คาลวินเอ่ยถาม

"ฉันก็แค่อยากจะรู้ว่ามีอะไรที่ฉันทำได้บ้าง แต่..มันเปล่าประโยชน์ ไม่มีเลยสิ่งที่ฉันทำได้…" ฉันพูดและลูบแมวที่นอนอย่างสบายในอ้อมแขนของฉัน

"......โลกนี้มันกว้างเกินไปที่เธอจะคิดแบบนั้นนะ" คาลวินยิ้มและลูบหัวฉันแรงๆเพื่อเตือนสติ แต่ฉันก็แค่พยักหน้ากลับ

"อีกไม่กี่วันฉันจะลองคิดอะไรเรื่อยเปลื่อยดู” ฉันพูดและก้มหน้านิดๆ

“ฉันเองก็มีเรื่องต้องไปทำด้วย...คงอยู่นานๆและเอาเจ้าเหมียวนี่ไปด้วยไม่ได้” คาลวินพูดและชี้ไปที่เจ้าแมว ฉันแค่มองมันนิ่งๆและพยายามกลั้นน้ำตาเอาไว้ ก่อนจะส่ายหน้านิดๆ

“ฉันยังเอาตัวเองไม่รอดเลย...แล้วจะดูแลใครได้ยังไง”

“ลองพยายามอีกสักหน่อยสิ…” คาลวินพูดขณะที่ยืนอยู่ข้างๆ “สิ่งที่ฉันพูดมันอาจเป็นแค่ลมปากแต่ว่า เธอน่ะยังไม่ได้ลองทำอะไรจริงๆเลยนี่ แล้วถ้ามีปัญหาเรื่องเงิน ลองไปหากิลด์เก็บสมุนไพร ถึงจะไม่ได้เงินเยอะ แต่ก็พอจะอยู่ได้ ถ้าประหยัดๆหน่อย”

“........”ฉันเงยหน้ามองเขาเงียบๆ เขาเลยหันมามองกลับ

“ฉันต้องอธิบายไหม ว่าประหยัดคืออะไร” เขาพูด ดูท่าเขาคงคิดว่าฉันน่าจะเป็นลูกคุณหนูแบบสุดโต่งคงทนไม่ได้ที่อดมือกินมื้อแล้วต้องประหยัดมั่ง ฉันเลยส่ายหน้า

“ขอบคุณ ….ฉันไปล่ะ ขอบคุณที่แนะนำจริงๆ” ฉันโค้งตัวให้เขาและออกมาเลย

ฉันถอนหายใจเบาๆขณะที่กอดเจ้าแมว มันค่อยๆกระโดดลงและหันมามอง เพียงแต่พอฉันไม่สนใจมันก็เข้ามาสะกิด เหมือนกับจะให้เดินตาม ถึงฉันจะไมสน แต่ก็ถูกแมวนั่นคลอเคลีย ฉันจึงเดินตามมันอย่างช่วยไม่ได้

มันพาฉันมาที่คฤหาร์โรชินันเต้ เอาจริงๆฉันไม่ค่อยเข้าใจนักแต่มันก็นั่งลงตรงหน้าประตูแถมยังไม่่ขยับเขยื้อนจนอดสงสัยไม่ได้

“เธอเนี่ยทั้งแสนรู้แล้วก็เชื่องเลยนะ มีอะไรรึเปล่า?” ฉันลองเอ่ยถามแมวสีดำ แต่มันก็ส่ายหน้าและเงยหน้ามองคฤหาร์

“ฉันไม่เข้าใจที่เธอจะสื่อหรอกนะ” ฉันพูด แต่เจ้าแมวมันก็แค่ก้มหน้าลงและค่อยๆนอนพุบอยู่หน้าคฤหาร์หลับไปทั้งๆแบบนั้น 

ฉันไม่เข้าใจการกระทำของมันเลยเกาหัวนิดๆและเดินกลับโรงเตี๊ยม แต่ก็หันมามองเจ้าแมวที่ไม่ยอมขยับไปไหนแค่นอนนิ่งๆ ไว้ฉันจะกลับมาคราวหลังแล้วกัน

---------------------------

ในช่วงเวลาที่ผ่านไป ฉันวนไปลองสมัครงานที่กิลด์ แต่ก็โดนปฏิเสธ เพราะเด็กเกินไป เลยไปช่วยงานขายของร้านของแองเจล่าฆ่าเวลา ได้อาหารฟรีมื้อหนึ่งฉันก็รู้สึกดี มันเป็นสิ่งที่ฉันได้รับเพราะตัวของฉันเอง

การที่ฉันต้องกลืนโจ๊ก(รีซ็อตโต้)ในทุกๆเช้า กลับเป็นเรื่องที่รู้สึกผิดทุกครั้ง

ท้องของฉันมันหิว แต่ฉันไม่อยากเรียกร้อง จนกระทั้งวันนี้ออสการ์ต้องไปส่งของไกล ฉันก็แค่โบกมือ เขางานยุ่งมากและต้องหาเงินเพิ่มอีก เมื่อรถม้าไปลับสายตาฉันก็กลับไปที่โรงเตี๊ยม วันนี้คุณลุงเจ้าของน่าจะอยู่ แม้ฉันจะไม่ได้คุยหรือทำความรู้จักกับเขาตรงๆก็ตาม

“คุณลุง…”

“อ้าว โคลอี้วันนี้ไม่ได้ไปช่วยแองเจล่าหรอ?” ลุงเจ้าของร้านพูดด้วยความแปลกใจแต่ฉันก็ส่ายหน้า

“มีเรื่องจะขอร้องค่ะ… ถ้าฉันอยากยกเลิกห้องที่พี่ออสการ์จองไว้ให้ จะได้เงินคืนไหมค่ะ” คำพูดของฉันทำเอาคนเป็นลุกดูตกใจไม่หน่อยเขาละสายตาขากการทำความสะอาดเคาร์เตอร์และจ้องมาทางฉัน

“ไม่ได้หรอก นั่นเป็นเงินทั้งหมดที่ออสการ์ใช้ฝากฝังเธอไว้ที่นี่”

“ถ้าฉันไม่พักจะคืนเงินรึเปล่าค่ะ คืนให้พี่ออสการ์” คุณลุงมองและเดินออกมาจากหลังเคาร์เตอร์

“แล้วหนูจะไปอยู่ไหน หนูอยู่ที่นี่ตัวคนเดียวนะ” ฉันเพียงแค่ก้มหน้า แต่คุณลุงเหมือนจะถอนหายใจ

“กลัวพี่ชายเดือดร้อนงั้นหรอ?” ฉันไม่ตอบแต่ก็ถอยหลังก่อนจะโค้งตัว

“ฉันไม่อยากให้ใครเดือดร้อนเพราะฉันค่ะ ฉันมีที่พักและหาอาหารเองได้ เงินจำนวนนั้น พี่ออสการ์ควรใช้มันประโยชน์มันได้มากกว่าเอามาให้เด็กตัวเล็กๆอย่างฉัน” คุณลุงลูบหัวฉันราวกับอยากจะปลอบโยนเพียงแต่ว่าฉันปัดมือเขาออกและโค้งตัวให้เขาอีกครั้ง

“ฉันพึงความใจดีของใครไม่ได้ทั้งนั้น โดยเฉพาะกับพี่ออสการ์ ถ้าเขากลับมา ได้โปรดคืนเงินจะนวนนั้นให้พี่” ฉันพูดและเดินออกมาจากตรงนั้นทันที โดยไม่ฟังเสียงตะโกนไล่หลัง

เรื่องที่ต้องพูดก็พูดแล้ว จากนี้ฉันควรกลับไปที่คฤหาร์ก่อนเป็นอันดับแรก

ฉันพยายามหลอกตัวเองและหาจุดยืนให้ตัวเองมาตลอดบอกตัวเองซ้ำๆว่า 'ฉันสามารถอยู่ด้วยตัวคนเดียวได้'

และก็คิดมาตลอดว่านั่นมันไม่มีทางเป็นความจริง 'ฉันอยู่ด้วยตัวคนเดียวไม่ได้' แม้สถานการ์ณที่เลวร้ายจะบอกคำตอบนี้ให้กับฉันอย่างชัดเจน และฉันไม่สามารถหัวเราะยิ้มร่าหนีความจริงได้อีก

นั่นเป็นสิ่งที่ฉันเลือก ฉันทำลงไปแล้ว แม้จะเสียใจมากๆก็ตาม

"ในป่าอย่างน้อยก็ต้องมีกระต่ายหรือกระรอกล่ะน่า… คงไม่ยากหรอก" ฉันพูดปลอบใจตัวเองอย่างที่ทำประจำไม่ว่าจะเป็นเวลาไหน สิ่งที่ฉันรู้อาจเอามาใช้ที่นี้ก็ได้ ที่ของน้ำสะอาดที่ฉันเคยตกลงไป ต้นไม้ที่นอนพักได้ ทำสัญลักษณ์กันหลง เวลาเข้าป่า และทำกับดักไว้

ฉันทำสิ่งเหล่านี้ในตอนที่ยังมีแรงอยู่ แม้เอวาจะทำสีหน้าเป็นห่วงอย่างไม่ปกปิดเลยสักนิด แน่ล่ะเด็กผู้หญิงคนเดียวจะทำอะไรแบบนี้ได้ยังไง..แต่ไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว

ขอบคุณสำหรับความหวังดีนะคะ พี่ออสการ์ ทั้งๆที่อุสายอมรับฉันเป็นน้องสาว ถ้าพี่สู้ฉันก็จะพยายาม แม้จะไม่รู้ได้มากแค่ไหน ถ้าพี่กลับมาพี่ต้องตกใจแน่ๆ

----------

"แองเจล่า ช่วยส่งจดหมายนี่ให้ออสการ์ที" ชายตัวใหญ่พูด เขาเป็นเจ้าของร้านมานาน และอยู่ที่นี่ตั้งแต่เด็ก แม้จะเคยออกไปทำงานที่อื่นและรับแองเจล่าเป็นลูกสาวบุตรธรรมของตน แม้หน้าตาโหดๆไปบ้าง แต่เขาเป็นคนรักเด็ก

"....ออสการ์พึงเดินทางไปเองนะคะ แถมยัง.." แองเจล่าพูดพลางกรุ่นคิดอย่างกังวล

"ออสการ์คงไม่ทิ้งงานหรอก และสิ่งนี้อาจทำให้เขารู้สึกกังวลอย่างไม่จำเป็นตลอดการเดินทาง แต่ พวกเขาเหลือกันแค่สองคน รู้ใช่ไหมที่ฉันพูด" แองเจล่าพยักหน้า ก่อนจะเสกจดหมายในมือแปลงร่างเป็นนกพิราบสีขาวและบินออกไป

"......."

"เป็นห่วงใช่ไหมล่ะ" ชายตัวใหญ่พูดและลูบหัวแองเจล่า

"ฉันจะแวะไปดูที่คฤหาร์บ่อยๆ ฉันไม่อยากให้โคลจังต้องฝืนตัวเอง" แองเจล่าพูดพลางขบฟันตัวเองอย่างไม่สบายใจ เธอรู้สึกในใจมันโหว่งๆ แตเธอก็ไม่กล้าที่จะแสดงออก

"เธอเองก็เหมือนกันนี่ ทั้งๆเป็นลูกสาวเจ้าของโรงเตี้ยมก็นั่งๆนอนๆอยู่สบายๆก็ได้ ไม่เห็นต้องเหนื่อยเปิดร้านดอกไม้เลย"

"ระ...เรื่องนั่น….ฉันไม่กล้าหรอกค่ะ แค่ช่วยฉันก็เป็นพระคุณมากแล้ว แล้วก็เป็นความฝันที่อยากจะอยู่ท่ามกลางดอกไม้" แองเจล่าพูดค่อยๆยิ้มบางๆ

"ชะตะของเด็กคนนั้นยังไม่ถึงฆาตเร็วๆนี้หรอก อย่างกังวลไปเลย ขอเพียงความซื่อสัตว์และพระเจ้าจะนำทาง อย่างที่คาลวินชอบพูดบ่อยๆไง" ชายหนุ่มพูดพลางหัวเราะลั่น แต่หารู้ไม่ว่าชายที่นินทานั่งอยู่ด้านหลัง

"คุณเจ้าของร้านครับ" คารวินพูดเสียงเข้น ตัวเอาอวยพรพระเจ้าบ่อยๆไม่ได้หมายความว่าจะให้คนอื่นล้อเสียหน่อย "การที่เมืองดันเต้ ไม่มีใครเคร่งศาสนาแต่ก็ไม่ควรหัวเราะความเชื่อของคนอื่นนะครับ"

"อุ๊บ...นั่นน่ะสิค่ะ.. ฉันหวังว่าพระเจ้าจะนำทางให้โคลอี้ปลอดภัย" แองเจล่าพูดพลางหัวเราะเบาๆอย่างผ่อนคลายลง เธอรู้ว่าคำพูดแปลกๆของคาลวินเป็นการร่ายเวตร์คุ้มครองแบบที่ใช้ในโบถร์ แต่มันก็มักจะแฝงความคิดอุดมการ์ณอุดมคติไว้ด้วย แต่อุดมคติไม่ได้ทำให้เธอสบายใจขึ้น

"นั่นล้อเลียนผมรึเปล่านั่น" คาลวินพูดเมือเห็นว่าแองเจล่าหัวเราะอย่างไม่เต็มใจ

"ก็…… แค่คิดว่า บางทีคุณคาลวินอาจจะเป็นนักบวชที่ร้อนเงินรึเปล่า ...ถึงดูคุ้นชินกับคำอวยพร" แองเจล่าเปลี่ยนเรื่องทันที แม้จะยังมีรอยยิ้มบนใบหน้าก็ตาม

"ก็เคยคิดอยากจะเป็น แต่ว่าดันมีพวกหยิ่งๆเลยปรี๊ดแตกแล้วก็โดนเตะออกมาน่ะ แต่ฉันก็ยังนับถือในพระเจ้า ก็เลยยังพูดอยู่…...แต่คงดีถ้าสามารถเชื่อมั่นในตัวเองมากกว่าพระเจ้าล่ะนะ" คาลวินพูดและหัวเราะตัวเอง ทุกคนล้วนมีปัญหา เขาแค่เลือกคนที่ไม่มีอยู่เพื่อยึดเหนียวจิตใจที่ใกล้สลาย

"ทุกคนก็คงมีปัญหาในแบบของตัวเอง...โคลอี้ก็ด้วย" ชายหนุ่มพูดพลางยักไหล่ด้วยท่าทีสบายๆ ขนาดตัวเขาเองยังไม่ชอบที่จะบอกชื่อใครเลย เพราะงั้นถ้าบ่นไปก็เหมือนเข้าตัวเอง จึงได้แค่หัวเราะและคิดในใจ

'เมื่องนี้อาจเป็นเมืองที่รวมเหล่าคนที่มีปัญหาไว้ก็ได้ จริงๆเรื่องนั่นใครจะไปรู้'

"อ่า...คาลวิน เดียวจะไปเมืองหลวงแล้วใช่ไหม เดียวฉันขอวานช่วยเรื่องจดหมายนี่ด้วยนะ เมืองนี้คงมีอะไรสนุกๆอีกเยอะเลยล่ะ" ชายหนุ่มพูดพลางหัวเราะดังลั่น แม้แองเจล่าและคาลวินจะไม่เข้าใจเลยสักนิด มองจดหมายที่ผนึกตราไว้อย่างหวั่นๆ

"จะส่งให้ แต่เขาคงไม่อนุมัติหรอก" คาลวินโบกมือไปมาและแค่ยิ้มตอบนิดๆ พลางมองคนตรงหน้าไปด้วยและบ่นในใจ…'ใช้คนอื่นเก่งจริงๆ'

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 7 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

8 ความคิดเห็น