คัดลอกลิงก์เเล้ว

She is My Summer [Sunmi x Chungha]

ทั้ง ๆ ที่ตอนนี้เป็นฤดูหนาว แต่ซอนมีกลับอบอุ่นเหมือนถูกอาบด้วยแสงแดดฤดูร้อน เพียงเพราะ...ชองฮา

ยอดวิวรวม

203

ยอดวิวเดือนนี้

5

ยอดวิวรวม


203

ความคิดเห็น


2

คนติดตาม


7
จำนวนโหวต : ยังไม่มีคนโหวต
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  19 ธ.ค. 61 / 21:26 น.

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้








วันที่อากาศหนาวแบบนี้ควรเป็นวันที่ควรจะนอนซุกผ้าห่ม ต้มรามยอน นั่งดูรายการโทรทัศน์ไปเรื่อย ๆ หรือเปล่านะ


เรื่องในตอนนี้ อัพเดท 19 ธ.ค. 61 / 21:26

บันทึกเป็น Favorite




          วันที่อากาศหนาวแบบนี้ควรเป็นวันที่ควรจะนอนซุกผ้าห่ม ต้มรามยอน นั่งดูรายการโทรทัศน์ไปเรื่อย ๆ หรือเปล่านะ


          ประโยคนี้เป็นประโยคซอนมีถามตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่าขณะที่ยืนสู้ลมหนาวอยู่หน้าประตูทางเข้าสถานที่ที่เธอลืมไปแล้วว่าเคยมาครั้งสุดท้ายตั้งแต่เมื่อไหร่


          สถานที่ที่มีคนมากหน้าหลายตาทยอยเดินเข้าไปพร้อมกับรอยยิ้มให้กับคณะที่ตนมาด้วย ทั้งที่เป็นครอบครัว กลุ่มเพื่อน และเป็นคู่รัก สถานที่ที่ซอนมีได้ยินเสียงกรี๊ดแว่วมาจากข้างในซึ่งเอไม่แน่ใจนักว่าเสียงร้องนั้นแสดงถึงความตื่นเต้น สนุก หรือหวาดกลัวกันแน่


          คนประเภทไหนกันที่จะทิ้งผ้าห่มนวมอุ่น ๆ มาสวนสนุกตอนฤดูหนาว


          คำตอบคือ คนนิ้วพิมพ์ไวกว่าความคิดอย่างซอนมีนี่แหละ


          หญิงสาวยังคงยืนอยู่ที่เดิม ทว่าเริ่มมีอาการกระสับกระส่าย ก้มหน้าดูเวลาจากนาฬิกาข้อมือก่อนจะเงยขึ้นสอดสายตาแทบจะทุกทิศทางเพื่อมองหาคนที่เธอยังมาไม่ถึงแม้จะเลยเวลานัดมาสิบนาทีแล้ว


          ซอนมีได้แต่ภาวนาว่าเธอคงจะไม่ถูกเทกลางอากาศ


          “พี่ซอนมี!


          เจ้าของชื่อหันขวับตามต้นทางที่มาของเสียงเรียก ตอนนั้นเองที่ซอนมีถอนหายใจอย่างโล่งอกพลางระบายรอยยิ้มกว้างต้อนรับหญิงสาวรุ่นน้องที่วิ่งเหยาะ ๆ มาแต่ไกล ก่อนจะหยุดลงตรงหน้าเธอแล้วโค้งขอโทษขอโพยยกใหญ่ที่มาสาย


          ร่างเล็กกว่าเจ้าของใบหน้าจิ้มลิ้มยิ้มกว้างจนตาหยีเมื่อเธอไม่ถือสาอะไรกับความผิดเล็กน้อยของเจ้าตัว ก่อนที่อาการความตื่นเต้นของหล่อนจะแสดงออกมาอย่างปิดไม่มิดเมื่อหล่อนมองผ่านประตูทางเข้าสวนสนุกเข้าไปเห็นบรรยากาศครึกครื้นข้างใน


ชองฮา คือคนที่ทำให้ซอนมีมาเที่ยวสวนสนุกในฤดูหนาว


สาเหตุที่ทำให้ซอนมีและสาวรุ่นน้องมาอยู่ที่นี่มันเกิดขึ้นเพราะความนิ้วพิมพ์ไวกว่าความคิดของเธอแท้ ๆ


เมื่อคืนนี้ตอนที่ซอนมีกำลังกินข้าวเย็นและดูโทรทัศน์ไปพลาง ๆ ตามประสาคนติดบ้าน ยิ่งในวันที่อากาศหนาวแบบนี้เธอยิ่งไม่อยากไปไหน โทรศัพท์ของเธอก็แสดงข้อความทักทายจากชองฮาขึ้นมาชวนเธอคุยกันในเรื่อง ๆ ทั่วไป จนกระทั่งบนหน้าจอโทรทัศน์ของเธอกำลังฉายโฆษณาสวนสนุกแห่งหนึ่ง


ไม่รู้อะไรดลใจให้นิ้วมือของเธอกดแป้นพิมพ์ในโทรศัพท์อย่างรวดเร็ว


กว่าสมองจะตามทันสิ่งที่เกิดขึ้น ข้อความของเธอก็ไปถึงผู้รับที่อีกฟากของหน้าจอโทรศัพท์เสียแล้ว


“พรุ่งนี้ไปเที่ยวสวนสนุกกันมั้ย”


ซอนมีได้รับคำตกลงแทบจะในทันที พร้อมกับท่าทางกระตือรือร้นรีบซื้อตั๋วสองใบล่วงหน้าผ่านเว็บไซต์ของสวนสนุกในเดี๋ยวนั้นเลยของชองฮา


“เราจะเข้าไปกันเลยมั้ยคะ”


สติของซอนมีถูกดึงกลับมาสู่ปัจจุบันอีกครั้งหนึ่งก็ตอนที่สาวรุ่นน้องข้างกายเริ่มกระตุกชายแขนเสื้อของเธอเบา ๆ เพื่อเรียกให้เธอรู้ตัว และเมื่อซอนมีหันมาจึงพบว่าชองฮาเต็มไปด้วยความตื่นเต้นปรากฎบนใบหน้า อดใจไม่ไหวที่จะได้ไปเล่นสนุกเต็มที่ข้างในอาณาจักรสวนสนุกนั้นเสียที


ท่าทางอย่างนั้น ซอนมีว่ามันน่ารักมาก ๆ เลย


“ไปสิ ไปกันเถอะ”


ในที่สุดทั้งสองคนก็ผ่านด่านตรวจตั๋วเข้ามาข้างในสวนสนุกได้แล้ว ชองฮามองไปรอบ ๆ ซึมซับบรรยากาศเสียงหัวเราะอย่างตื่นตาตื่นใจ โดยมีสาวรุ่นพี่เดินอยู่ข้าง ๆ ที่ใบหน้าประดับรอยยิ้มหวาน


ซอนมีไม่ได้ยิ้มเพราะได้มาเที่ยวสวนสนุก แต่เธอยิ้ม...เพราะคนที่มากับเธอน่ารักมาก ๆ ต่างหาก


“ชองฮาคะ อยากไปเล่นอะไรก่อนดี” ร่างสูงกว่าเอ่ยถาม เมื่อเห็นว่าตอนนี้พวกเธอเริ่มเดินโดยไม่รู้ว่าจะไปถึงไหน


“ฉันอยากเล่นรถไฟเหาะค่ะ” เจ้าหล่อนตอบกลับมาด้วยรอยยิ้มแก้มปริ...ตรงข้ามกับซอนมีอย่างสิ้นเชิง


แม้ซอนมีจะพยักหน้ารับด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม และเดินตามรุ่นน้องสาวไปยังเครื่องเล่นหฤโหดนั้นโดยไม่โต้แย้งอะไร หากแต่ในใจของเธอกำลังเริ่มสวดภาวนาให้ตัวเองมีชีวิตรอด


เธอไม่อยากเล่นเลย เพราะมันน่ากลัว


แต่ถ้าสาวรุ่นน้องคนนี้อยากเล่นมากขนาดนั้น เธอจะยอมขึ้นไปนั่งหลับตาหวีดสุดเสียงบนเครื่องเล่นนั้นก็ได้


ยิ่งต้นแถวเขยิบเข้าใกล้เครื่องเล่นน่าหวาดเสียวมากขึ้นเท่าไหร่ หัวใจของซอนมีก็ยิ่งสูบฉีดเลือดมากขึ้นเท่านั้น เสียงของก้อนเนื้อใต้หน้าอกของเธอที่กำลังทำงานอย่างหนักดังก้องอยู่ในโสตประสาท จังหวะการเต้นของหัวใจหนักหน่วงจนแทบจะหลุดออกมา


และเมื่อเธอและชองฮานั่งลงในเครื่องเล่นที่เตรียมพร้อมจะพุ่งทะยานไปตามรางที่ฉวัดเฉวียน ซอนมียิ่งไม่อยากจะลืมตาขึ้นมามองอะไรเลย ในขณะที่คนข้างกายของเธอดูตื่นเต้นจนเก็บอาการไม่อยู่ คล้ายอยากจะให้รถไฟเหาะออกตัวเดี๋ยวนั้นเลย


หัวใจของซอนมียิ่งทำงานหนักขึ้นไปอีก เมื่อเครื่องเล่นเริ่มเคลื่อนไปข้างหน้าและมันกำลังขึ้นสู่จุดสูงสุดของราง และเตรียมจะร่วงลงมาด้วยความเร็วในตัวมันเองประกอบกับแรงโน้มถ่วงโลก


ในความมืดที่ซอนมีสร้างด้วยการหลับตาปี๋ก่อนรถไฟเหาะจะเลื่อนลงจากยอดด้วยความเร็วสูงไปตามเส้นทางที่เวียนวน เธอได้ยินเสียงของชองฮากระซิบเบา ๆ กับเธอ


“ถ้าพี่กลัว พี่ก็กรี๊ดออกมาดัง ๆ เลยนะคะ”


และเธอก็ทำอย่างที่ถูกแนะนำในวินาทีสุดท้ายก่อนที่เธอเหมือนจะเสียความสามารถในการรับรู้ทั้งหมดไปชั่วคราว


          เสียงหวีดร้องของซอนมีดังผสมปนเปไปกับผู้เล่นคนอื่น ลมเย็นของฤดูหนาวพัดกระทบใบหน้าของเธอจนชาแทบไม่สามารถลืมดวงตาที่ปิดสนิทได้เลย


          กว่าที่นาทีชีวิตอันโหดร้ายของซอนมีจะผ่านพ้นไป เธอก็แทบแย่ เมื่อเครื่องเล่นหยุดเธอแทบจะรีบรุดออกไปจากรถไฟเหาะนั้นทันที โดยมีสาวรุ่นน้องที่พยายามเร่งฝีเท้าเดินตามมาติด ๆ เพื่อไม่ให้คลาดกับเธอ


          “ตอนที่รถไฟมันค้างอยู่บนยอด วิวสวยมากเลยค่ะพี่ซอนมี” ชองฮาพูดด้วยดวงตาเป็นประกาย ขณะที่พวกเธอเดินไปจากโซนรถไฟเหาะ


          “พี่ไม่ได้มองอะไรเลย” ซอนมีหัวเราะแห้ง ๆ


          “ก็พี่หลับตาอยู่ตลอดเลยนี่คะ” หญิงสาวอายุอ่อนกว่ายิ้มขำ “พี่กลัวเหรอคะ”


          ตอนนั้นเองที่เกิดคำถามขึ้นในใจของซอนมี ถ้าเธอยอมรับความจริงว่าเธอกลัวเจ้าเครื่องเล่นนั้นมาก ๆ เธอจะเสียฟอร์มมั้ยนะ


          แต่ถึงจุดที่ความจริงทุกอย่างมันปรากฏออกมาจนหมดแล้ว ก็ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะโกหกต่อไป ซอนมีจึงพยักหน้ารับโดยไม่เอ่ยคำใดอย่างจำนนต่อความจริง


          “พี่ไม่ชอบเล่นแล้วทำไมไม่บอก จะขึ้นไปให้กลัวทำไม”


          “ก็พี่เห็นเธออยากเล่น พี่ก็เลยอยากเล่นเป็นเพื่อนเธอ”


          ซอนมีลอบเห็นรอยยิ้มน้อย ๆ บนริมฝีปากรูปสวยของสาวรุ่นน้องที่วาดขึ้นเมื่อได้ฟังคำตอบของเธอ และรอยยิ้มเหมือนขัดเขินนั้นเองที่ทำให้หัวใจของเธอเต้นแรงอีกครั้ง


          ไม่ใช่เต้นแรงด้วยความกลัวเหมือนก่อนหน้านี้ แต่เป็นเต้นแรงเพราะท่าทางน่ารักของผู้หญิงข้างกายที่หล่อนแสดงมันออกมาอย่างเป็นธรรมชาติ


          “งั้นต่อไปพี่ซอนมีเลือกบ้างว่าอยากจะเล่นอะไร ครั้งนี้ฉันจะตามใจพี่”


          ทั้งสองร่างหยุดเดินเพื่อให้คนที่มีสิทธิเลือกเครื่องเล่นในคราวนี้ได้ครุ่นคิดว่าจะไปที่ไหนต่อ


          “งั้นไปบ้านผีสิงกัน พี่อยากเล่นบ้านผีสิง”


          “ได้เลย ไปกันค่ะ” ชองฮาวาดรอยยิ้มขึ้นบนใบหน้า พลางถลาตัวเข้าคล้องแขนของเธอก่อนจะเริ่มเดินอีกครั้งไปยังเส้นทางที่จะนำไปสู่บ้านผีสิง


          ถ้าหากซอนมีสังเกตซักนิด เธอจะเห็นว่าสาวรุ่นน้องคนนี้แอบกลืนน้ำลายอึกใหญ่อยู่ตลอดทาง


          ความมืดมิดเข้าปกคลุมบริเวณทันทีที่ทั้งสองคนก้าวเข้าสู่บ้านผีสิง ซอนมีรู้สึกว่าชองฮาที่จับกุมแขนของเธอมาตลอดทางเริ่มเพิ่มแรงจับมากขึ้นจนสังเกตได้


          สองเท้าค่อย ๆ สืบไปตามเส้นทางเล็ก ๆ สาวรุ่นน้องเดินช้า ๆ ตามเส้นทางที่ซอนมีเดินนำ แล้วเสียงหวีดร้องสองเสียงก็ประสานกันขึ้นทันทีด้วยความตกใจที่ผีตัวหนึ่งโผล่ออกมาจากเหลือบมุมอย่างกระทันหันพุ่งเข้ามาทำให้ทั้งสองแทบวิ่ง


          ในที่สุดทั้งสองคนก็พาตัวเองมาถึงทางออกจนได้ในสภาพเหงื่อซึมผุดตามไรผม หายใจหอบถี่จากการวิ่งหนีผีที่หลอกหลอนอยู่ข้างใน หัวใจเต้นรัวแรงด้วยความตกใจปนหวาดกลัว


          หากแต่ซอนมีกลับรู้สึกสนุกเหมือนกับเป็นการกระตุ้นให้เธอได้ใช้พลังงาน ในขณะที่ชองฮายังคงเกาะแขนของเธอแน่นเหมือนตอนยังอยู่ข้างใน พลางพยายามปรับลมหายใจให้สม่ำเสมอเป็นปกติ


          “ไหวมั้ยชองฮา”


          “แปบนึงค่ะพี่ ฉันเหนื่อย”


          ซอนมีเห็นท่าทางของสาวรุ่นน้องเริ่มจะไม่ไหวจึงพาไปนั่งพักผ่อนที่ม้านั่งไม่ไกลให้ชองฮาได้ปรับให้ร่างกายกลับสู่ภาวะปกติอีกครั้ง ความเป็นห่วงแล่นเต็มหัวใจ พร้อม ๆ กับความรู้สึกผิดที่ไม่รู้ว่าหล่อนไม่ถูกกับบ้านผีสิง เหมือนกับที่เธอไม่กล้าเล่นรถไฟเหาะ


          “คราวหน้าถ้าไม่อยากเล่นก็บอกพี่สิคะ”


          “ก็ฉันอยากตามใจพี่นี่คะ” ชองฮาที่สีหน้าเริ่มดูดีขึ้นเอ่ยตอบเสียงแผ่ว


          สาวรุ่นพี่ไม่ตอบอะไร เธอเพียงแต่ระบายรอยยิ้มเอ็นดูพลางลูบเรือนผมของรุ่นน้องที่นั่งพักบนที่นั่งคล้ายจะปลอบประโลม


          เด็กคนนี้น่ารักเกินไปแล้ว


          ในเมื่อต่างคนต่างมีเครื่องเล่นที่ไม่ถูกโฉลกด้วย ตัวเลือกที่จะให้ทั้งสองคนได้สนุกด้วยกันจึงเหลือไม่มากซึ่งพวกเธอก็เข้าไปสำรวจครบทุกแห่งในช่วงเย็นนั้นเอง


          ตอนนี้สองสาวจึงหยุดนั่งเล่นที่ม้านั่งตัวหนึ่งข้างทางเดินที่ปูด้วยอิฐไปสู่เครื่องเล่นต่าง ๆ พูดคุยในเรื่องทั่วไปพลางมองคนที่ยังคงเดินขวักไขว่ไปมาไม่มีท่าทางจะบางตาลงเลย


          “เราจะทำอะไรกันต่อดีคะพี่ซอนมี” ชองฮาเอ่ยถาม


          “นั่นสิ ทำอะไรกันดี” เธอเท้าคางกับฝ่ามือ ขมวดคิ้วด้วยความคิดไม่ตก


          “ฉันอยากดูพาเหรดตอนช่วงค่ำค่ะ เราอยู่ที่นี่จนถึงตอนนั้นได้มั้ยคะ” ในที่สุดก็หล่อนที่พูดความต้องการของตัวเองออกมา


          “เอาสิ” ซอนมีไหวไหล่ เธอไม่เห็นว่าการอยู่ที่นี้ต่ออีกซักหน่อยจะเป็นปัญหาอะไร


          ยิ่งมันทำให้เธอได้ใช้เวลาอยู่กับรุ่นน้องสาวมากกว่าขึ้น ได้ฟังหญิงสาวเล่าเรื่องต่าง ๆ อย่างน่ารัก ได้ยินเสียงหัวเราะที่มีไพเราะราวกับเสียงร้องเพลง หัวใจก็ของเธอก็ฟูจนจะลอยเป็นลูกโป่งสวรรค์อยู่แล้ว


          “พี่อยากกินไอติมมั้ยคะ”


          “จะกินตอนอากาศหนาวแบบนี้น่ะเหรอ” คู่สนทนาอย่างซอนมีถึงกับต้องขมวดคิ้วมุ่น


          “ไม่เห็นจะเป็นอะไรเลยนี่คะ ของที่ชอบจะกินเมื่อไหร่ก็ได้ทั้งนั้นแหละ” ว่าจบชองฮาก็ลุกขึ้นยืน เห็นดังนั้นคนโตกว่าก็เลยลุกขึ้นตาม และเริ่มสาวเท้าตามสาวรุ่นน้องที่ออกเดินมุ่งหน้าไปยังบูธขายไอศกรีม


          ร่างสูงเลือกที่จะยืนรออยู่ห่าง ๆ ขณะที่ปล่อยให้ชองฮาเข้าแถวต่อคิว เพียงไม่นานร่างเล็กก็วิ่งดุกดิกพร้อมกับโคนซอฟท์ครีมในมือตรงมาหาเธอ


          ซอนมีเหลือบมองสาวรุ่นน้องผ่านหางตาขณะที่ทอดน่องไปอย่างไม่มีจุดหมาย ภาพความน่ารักโจมตีหัวใจของเธอเข้าอย่างจังอีกครั้ง เมื่อสิ่งที่อยู่ในสายตาของเธอคือร่างเล็กที่งับซอฟท์ครีมอย่างเอร็ดอร่อยพร้อมรอยยิ้มพึงพอใจ ร่างกายที่สั่นไหวเบา ๆ ขณะที่ความเย็นจากไอศกรีมแล่นผ่านภายในร่างกายประกอบกับลมหนาวที่ยังคงพัดมาอย่างต่อเนื่อง


          “หนาวอะ” หล่อนว่าออกมา ถึงอย่างนั้นก็ยังคงไม่หยุดกินของหวานในมือ


          “ก็มันหน้าหนาวนี่ แล้วยังจะกินไอติมอีก”


          “ก็มันอร่อยนี่คะ”


          ร่างสูงคิดว่ามันคงอร่อยอย่างที่ชองฮาว่าจริง ๆ หล่อนถึงกินจนเกิดรอยเปื้อนน้อย ๆ ข้างมุมปากราวกับเด็กไม่มีผิด


          “ไอติมเปื้อนแหนะ” เธอชี้ไปยังมุมปากของหญิงสาว


          ร่างเล็กตกใจเลิกคิ้วเบา ๆ ก่อนจะพยายามลบรอยเปื้อนนั้นด้วยการแลบลิ้นออกมากวาดความหวานเข้าปากไป


          ท่าทางอย่างนั้นทำให้ชั่ววูบหนึ่งซอนมีคิดดีไม่ได้เลย





         

          เมื่อฟ้าเริ่มมืดลง แสงไฟประดับตามบริเวณตึกรามต่าง ๆ ในสวนสนุกก็ถูกจุดขึ้นเพื่อให้ความสว่างและบรรยากาศความสวยงามในยามค่ำคืน


          สองร่างของหญิงสาวรุ่นพี่รุ่นน้องเดินเคียงข้างกันไปตามทางเดินทอดยาวเพื่อมุ่งหน้าไปจับจองพื้นที่สำหรับรอชมขบวนพาเหรดที่กำลังจะเริ่มแสดงในเวลาอีกไม่นาน


          แม้จะห่วงว่าถ้าไปช้าอาจจะไม่มีที่เหมาะ ๆ ในการรับชมการแสดง แต่เมื่อทางผ่านเป็นสวนที่ประดับไฟสวยงาม ทั้งสองคนก็อดไม่ได้ที่จะเถลไถลเข้าไปชื่นชมบรรยากาศดูอบอุ่นท่ามกลางความหนาวเย็นของฤดูกาล


          ชองฮายังคงมีอาการตื่นตาตื่นใจ แหงนมองไฟประดับที่พันเกี่ยวกิ่งต้นไม้ห้อยลงมาเป็นระย้าแล้วค่อยระบายรอยยิ้มออกมาอย่างพึงพอใจ


          ซอนมีก้าวเดินตามอยู่ไม่ห่างกวาดสายตาซึมซับบรรยากาศโรแมนติกที่สวนแห่งนี้แผ่นออกมา หากแต่ไม่ว่าจะพยายามเลี่ยงไม่มองสาวรุ่นน้องจนผิดสังเกตเท่าไหร่ เธอก็เหมือนจะสอบตกทุกที


          ยิ่งใบหน้าของชองฮากระทบกับแสงไฟพวกนี้ ยิ่งคล้ายว่าจะช่วยสะท้อนความน่ารักของผู้หญิงคนนี้ออกมาสู่สายตาของผู้เฝ้าสังเกตการณ์


          แสงไฟก็สวยดีอยู่หรอก แต่ซอนมีกลับคิดว่าร่างเล็กตรงหน้าสวยกว่ามาก ๆ เลย


          กว่าทั้งสองคนจะพ้นบริเวณสวนมาได้ ลานแสดงพาเหรดก็เต็มไปด้วยผู้คนอย่างที่คาดคิดทำให้ทั้งสองคนไม่สามารถที่จะแทรกตัวเข้าไปเพื่ออยู่แถวหน้าได้แล้ว จึงไม่เหลือทางเลือกอื่นนอกจากยืนมองอยู่ห่าง ๆ จากแถวหลังสุด


          แม้จะอยู่ไกลและมองได้ไม่ชัดก็ไม่เป็นอุปสรรคที่ทำให้ชองฮาเสียรอยยิ้มและความตื่นเต้นราวกับเด็ก ๆ ไปจากดวงตากลมทอประกายคู่นั้น หล่อนพยายามยืนเขย่งยืดตัวขึ้นเพื่อมองเห็นได้มากขึ้นและจับแขนของสาวรุ่นพี่เพื่อช่วยให้ทรงตัวอยู่บนปลายเท้าได้นานขึ้น


          และท่าทางอย่างนั้น ซอนมีเห็นว่ามัน...


          “น่ารัก”


          “พี่ว่าอะไรนะคะ”


          ซอนมีสะดุ้งตกใจเมื่อรู้ตัวว่าเธอเผลอพูดความคิดในหัวของตัวเองออกมาจากปากโดยไม่รู้ตัว และยิ่งกว่านั้นคือคนตรงหน้ายังได้ยินเสียด้วย


          เธอเขินจนพูดอะไรต่อไม่ถูกแล้ว


          “หมายถึงพาเหรดน่ะ...น่ารักดี” ถึงอย่างนั้นเธอก็สามารถพอจะหาช่องทางเฉไฉออกไปได้


          แม้จะดูไม่เนียนเลยก็ตาม


          ระหว่างที่ความเงียบเข้าโรยตัว และความสนใจทั้งหมดก็เบนไปให้ขบวนพาเหรดที่ยังคงแสดงต่อเนื่องไม่หยุดพัก ความคิดหนึ่งก็โผล่ขึ้นมาในความคิดของซอนมี


          “เราไปขึ้นชิงช้าสวรรค์กัน”


          “ตอนนี้เลยเหรอคะ” สาวรุ่นน้องหันขวับมายังผู้พูด หัวคิ้วแทบผูกเป็นโบว์ด้วยความงุนงง


          “ตอนนี้แหละ...คนกำลังมาดูพาเหรดกัน ที่ชิงช้าสวรรค์น่าจะคนไม่เยอะแล้ว”


          แต่แรกซอนมีตั้งใจอยากจะขึ้นชิงช้าสวรรค์ให้ได้ แต่ไม่ว่าพวกเธอจะวนกลับมาที่เครื่องเล่นนั้นอีกกี่รอบหลังจากไปเล่นอย่างอื่นมาแล้ว แถวเข้าคิวรอขึ้นเครื่องเล่นนั้นก็ไม่ได้ดูจะสั้นลงเลย สุดท้ายเธอก็ตัดสินใจที่จะตัดใจ


          ถึงอย่างนั้นซอนมีก็อยากจะลองไปลุ้นอีกซักที


          “ไปสิคะ” สาวรุ่นน้องตอบรับพลางผงกหัวตกลงกับความคิดนั้น


          ตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ที่พวกเธอสองคนไม่ได้อยู่แถวหลังสุดอีกแล้ว เมื่อหันกลับไปถึงได้มีคนยืนมุงซ้อนหลังพวกเธออีกเป็นแพ


          ซอนมีสอดสายตาหาช่องทางเพื่อจะแทรกตัวออกจากกลุ่มฝูงชน และเธอก็เอื้อมมือไปคว้าข้อมือของสาวร่างเล็กให้ก้าวเดินตามเมื่อเธอเห็นลู่ทางออกจนในที่สุดพวกเธอก็เข้าสู่ทางเดินที่ผู้คนบางลง


          ทว่าสาวรุ่นพี่ก็ยังไม่ยอมปล่อยมือ ทั้งยังจูงข้อมือของชองฮาลากนำทางไปจนถึงชิงช้าสวรรค์


          โชคดีที่เป็นอย่างที่ซอนมีคิด คนส่วนใหญ่พากันไปมุงอยู่ที่ขบวนพาเหรดกันหมด จึงแทบไม่ต้องต่อแถวยาวกว่าจะได้ขึ้นเครื่องเล่นชิ้นนี้


          กระเช้าที่มีเพียงแค่เธอและชองฮาเป็นเจ้าของค่อย ๆ เคลื่อนขึ้นไต่ระดับความสูง สาวรุ่นน้องยังคงเปื้อนรอยยิ้มบนใบหน้าขณะที่เกาะขอบกระจกเพื่อชมวิวเมืองที่เล็กลงเรื่อย ๆ เพราะความสูงที่มากขึ้นจากตำแหน่งที่หล่อนอยู่


          ซอนมียังคงทำหน้าที่ผู้สังเกตการณ์อย่างไม่บกพร่อง...ทุกความน่ารักที่แสดงออกมาจากตัวผู้หญิงที่นั่งอยู่บนฝั่งตรงข้าม เธอบันทึกมันไว้ในความทรงจำทั้งหมด


          “พี่ซอนมี” คนถูกเรียกชื่อสะดุ้งโหยง “ขอบคุณที่ชวนฉันมาเที่ยวด้วยกันนะคะ วันนี้สนุกมากเลย”


          ยังไม่ทันที่เธอจะได้คิดคำไหนตอบกลับไป กระเช้าของพวกเธอก็หยุดชะงักอยู่บนยอดสูงสุดพอดีเป็นจังหวะเดียวกันที่ดอกไม้ไฟถูกจุดขึ้นสว่างวาบบนท้องฟ้าสีดำ


          แสงสีสวยงามเรียกความตื่นตาให้ทอประกายออกมาจากใบหน้าของสาวรุ่นน้องอีกครั้ง ครั้งนี้ชองฮาเห็นจะตื่นเต้นมากจริง ๆ หล่อนถึงได้ลุกขึ้นยืนและเกาะกระจกเพื่อชื่นชมพลุให้เต็มตา


          สาวรุ่นพี่ไม่เห็นท่าทีว่ากระเช้าจะขยับเร็ว ๆ นี้ เธอถึงลุกขึ้นยืนเพื่อดูดอกไม้ไฟบ้างโดยยืนซ้อนอยู่ข้างหลังร่างเล็กกว่าที่เก็บความพึงพอใจไว้ไม่มิดซึ่งแสดงออกมาทั้งทางใบหน้าและท่าทาง


เจ้าตัวอาจจะไม่รู้ด้วยซ้ำว่ากำลังแสดงอาการแบบไหนออกมา แต่ซอนมีในฐานะผู้สังเกตการณ์เธอจึงเห็นทุกอย่าง และเธอก็อดไม่ได้ที่จะตกหลุมรักรุ่นน้องคนนี้มากขึ้นทุกที


          ตั้งแต่ครั้งแรกที่พบกันในซาลอน...ไม่มีวันไหนเลยที่เธอสามารถถอนตัวถอนใจออกมาจากความน่ารักของชองฮาได้เลย


          คล้ายว่าร่างเล็กกว่าจะมีตาวิเศษอยู่ข้างหลัง เมื่อหล่อนรู้ตัวว่าซอนมีลุกขึ้นมายืนอยู่ข้างหลัง หล่อนจึงเหลียวใบหน้าช้า ๆ เพื่อสบดวงตากลมโตของสาวรุ่นพี่ที่ไม่ได้สนใจจะจับจ้องพลุที่ถูกจุดสว่างอยู่บนฟ้าเลยแม้แต่น้อย


          ดวงตาคู่นี้มันเอาแต่จับจ้องความน่ารักของผู้หญิงที่ชื่อชองฮา


          ราวกับว่าดวงตามีแรงดึงดูดอย่างไรอย่างนั้น มันถึงดึงดูดให้ใบหน้าของซอนมีเคลื่อนโน้มลงมาใกล้ชิดวงหน้าจิ้มลิ้มนั้นมากขึ้นเรื่อย ๆ


          ชิดเสียจนริมฝีปากของเธอสัมผัสกับกลีบปากนุ่มนิ่มที่มีรสชาติของลิปกลอสของสาวรุ่นน้องที่เหมือนจะหยุดหายใจไปอย่างฉับพลัน


          และหัวใจของซอนมีก็ทำงานหนักอีกครั้งเมื่อเจ้าของกลีบดอกไม้บนใบหน้าเม้มริมฝีปากล่างจูบตอบเธออย่างแผ่วเบาและอ่อนโยน


          หัวใจของเธอเต้นแรงจนสามารถได้ยินเสียงจังหวะของมันได้ แม้เสียงพลุที่ถูกจุดจะดังสู้ก็ตาม


          ทันใดนั้นช่วงเวลาที่เหมือนหลุดอยู่ในความฝันของเธอก็จบลง เมื่อกระเช้าเริ่มเคลื่อนไหวเพื่อจะลงสู่พื้นดินอีกครั้ง และกระเช้าที่กระตุกโดยไม่ทันมีใครได้ตั้งตัว ทำให้ทั้งสองคนต่างเสียการทรงตัว ส่วนที่สัมผัสจำต้องแยกจากกันเมื่อแต่ละฝ่ายล้มลงกลับไปนั่งในที่ของตัวเอง


          ซอนมีไม่กล้าที่จะสบตารุ่นน้องตรงหน้าอีกแล้ว เธอถึงเลือกที่จะทำเฉไฉเป็นมองดูทิวทัศน์เมืองในเวลาค่ำคืนผ่านกระจกด้านข้าง


          หางตาของเธอแอบเห็นว่าชองฮาก็ทำอย่างเดียวกัน


          แต่เสี้ยววินาทีหนึ่งที่หางตาของเธอเหลือบมอง เธอเห็นร่างเล็กระบายรอยยิ้มจาง ๆ ผ่านเงาสะท้อนของบานกระจกหน้าต่าง


          แม้มันจะเกิดขึ้นเร็วมาก แต่ซอนมีก็มั่นใจว่าเธอไม่ได้มองผิดไป


          ในที่สุดเท้าของพวกเธอก็แตะพื้นดินอีกครั้ง ตั้งแต่บนกระเช้าจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีคำพูดใด ๆ ออกมาจากทั้งสองคน มีเพียงความเงียบที่ปกคลุมระหว่างทางที่ทั้งสองร่างก้าวเดินเคียงคู่กันเมื่อถึงเวลาที่จะต้องแยกกันกลับบ้านของตัวเองเสียที


          หากแต่ก่อนที่จะได้เดินไปถึงทางออก มือข้างที่ว่างเปล่าของซอนมีที่ห้อยอยู่ข้างตัวก็ถูกเติมเต็มด้วยฝ่ามืออุ่นของคนที่เดินข้าง ๆ อย่างไม่ตั้งตัว


          เธอหันขวับก้มลงมองมือของตัวเองที่ถูกจับกุมด้วยมือของสาวร่างเล็ก ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาสบตากับชองฮาที่มองเธออยู่ก่อนแล้วอย่างพอดิบพอดี


          “พี่ซอนมี...” เสียงเล็กของสาวรุ่นน้องเอื้อนเรียกชื่อของเธอ “จูบของพี่ฉันไม่ได้ไม่ชอบนะ”


“ไม่ได้ไม่ชอบแปลว่าอะไรคะ?” หัวใจของซอนมีพองโตราวกับลูกโป่งที่ค่อย ๆ ถูกเติมลมทีละนิด


“แปลว่าชอบไงคะ...ฉันชอบจูบของพี่ แล้วฉันก็ชอบพี่ด้วย”


ยิ้มแก้มปริเป็นยังไง ซอนมีเพิ่งจะรู้ก็ตอนนี้เอง


“พี่ก็ไม่ได้ไม่ชอบเธอนะ” เธอพยายามจะฝืนคำพูดออกจากลำคอทั้งที่รอยยิ้มยังคงวาดอยู่บนใบหน้า


“ไม่ได้ไม่ชอบของพี่แปลว่าอะไรคะ” ชองฮาเอียงคอเอ่ยถามอย่างน่ารัก


“ถ้าแปลว่าไม่ชอบ พี่จะจูบเธอทำไมกัน”


ว่าจบซอนมีก็โน้มตัวลงสัมผัสรีมฝีปากของคนที่ยังกอบกุมมือของเธออีกครั้งเป็นการยืนยันคำตอบของตัวเอง ชองฮาเพียงแต่หัวเราะน้อย ๆ อย่างขัดเขินเมื่อสัมผัสแผ่วเบานั้นละออกไป


ทั้ง ๆ ที่เป็นฤดูหนาว แต่หัวใจของซอนมีกลับรู้สึกเหมือนถูกสาดส่องด้วยแสงแดดเจิดจ้า เป็นเพราะคำพูดเผยความในใจที่ตรงกัน รสจูบที่ยังคงติดตรึงริมฝีปากและรอยยิ้มอาย ๆ ของชองฮาหลังจากริมฝีปากผละออกจากกัน และมือที่กระชับแน่นเผื่อแผ่ความอบอุ่นให้แล่นไปทั่วทุกอณูสัมผัสของเธอ


ชองฮาก็เปรียบเสมือนเป็นฤดูร้อน...ฤดูร้อนของซอนมี


-          END    -




 

ฟิคชั่ววูบมาก ๆ เลยค่ะ แบบเห็นโมเมนต์มี่ชองที่งาน MAMA ฮ่องกง จนตามไปดู Weekly Idol แล้วก็คือเก็บของขึ้นเรือเท่านั้น 5555

แต่พอขึ้นเรือมาดันไม่มีฟิคคู่นี้เลย(หรือมีแต่เราหาไม่เจอเอง 555) ก็เลย เอาวะ เขียนเองก็ได้ สนองนี๊ดตัวเองล้วน ๆ

ยังไงก็มาช่วยกันแจวเรือกันนะคะ!

 

ผลงานเรื่องอื่นๆ ของ Siren006 / JeannJean จากทั้งหมด 7 บทความ

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

2 ความคิดเห็น

  1. #2 Kim1442 (@Kim1442) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 2 เมษายน 2562 / 02:35
    ❤️👍🏻
    #2
    0
  2. #1 Secret_97 (@piitontoonz) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 23 มีนาคม 2562 / 17:28

    เขินนนนน
    #1
    0