เหลี่ยมเสน่หา

ตอนที่ 8 : 8 - ลูกหนี้สุดป่วน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 5,148
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 8 ครั้ง
    14 พ.ย. 60


 

8

 

อคินยอมรับว่าตกใจอยู่เหมือนกันที่ได้ยินเสียงผู้ชายรับสาย เพราะในเวลาเกือบสามทุ่มเช่นนี้เธอน่าจะเลิกงานแล้ว

ดูเหมือนอีกฝ่ายอ่านใจออก จึงรีบบอกว่าเจ้าของเครื่องไปห้องน้ำ อคินได้ยินเสียงเซ็งแซ่ คงเป็นผับบาร์หรือร้านอาหารที่ไหนสักแห่ง ขณะที่กำลังจะกล่าวตัดบทเสียงผู้หญิงที่คุ้นเคยก็แทรกเข้ามา

“ฮัลโหล...มีอะไร”

ชายหนุ่มปรับอารมณ์ ต่อบทสนทนาด้วยน้ำเสียงเอาผิดเธอตามเคย

“รับสายเจ้าหนี้แบบนี้เหรอ อยู่ที่ไหน เมื่อไรจะกลับ”

“อยู่ร้านอาหาร ดูบอล”

กริการ์ตอบแบบนั้น แต่อคินคล้ายจะได้ยินเธอหมายความว่า มีปัญหาอะไรไม่ทราบ ดูเหมือนหญิงสาวจะชอบไปสังสรรค์กับเพื่อน เสียงจ้อกแจ้กที่ดังลอดเข้ามาลดลง เธอคงเดินออกมาตรงจุดที่เงียบกว่า

“อยู่แถวไหน”

หญิงสาวงงงันเพราะเขาถามราวกับสนใจ

“ว่าไง...อยู่แถวไหน”

กริการ์ยอมบอกชื่อสถานที่ไปในที่สุด

“จะกลับไหม” อคินถาม

“ถามทำไม”

“ถ้าไม่กลับผมจะไปรับคุณกลับเอง” อคินเน้นคำแล้ววางสายทันที

ไม่นานเสียงโทรศัพท์มือถืออคินก็ดังขึ้นมา เขายิ้มพลางกดรับสาย

“ไม่ให้ต่อรอง” อคินพูดขึ้นก่อนอย่างรู้ทัน

กริการ์ชะงักก่อนบอก “อย่ามาเด็ดขาดเลยนะ ฉันจะกลับเอง”

“ห้ามผมได้เหรอ”

“ก็บอกว่าจะกลับเองไง”

“กลับกี่ทุ่ม”

หญิงสาวได้ทีเมื่อเขาเปิดโอกาส “ประมาณสามทุ่มครึ่ง”

“ผมให้เวลาคุณเดินทางครึ่งชั่วโมง ถ้าสี่ทุ่มยังไม่ถึงพรุ่งนี้ผมจะไปที่บ้านคุณย่าคุณ” เขาตัดบทวางสายทันทีอีกครั้ง หายหงุดหงิดขึ้นเมื่อได้จี้จุดอ่อนให้อีกฝ่ายได้เต้นบ้าง กริการ์ไม่ให้เขาไปเจอคนในโลกของเธอแสดงว่าไม่ต้องการให้ใครรู้ความสัมพันธ์ครั้งนี้

แต่ถ้าเกิดแฟนเขาตามมาหึงล่ะ

            อยู่ดีๆ คำของเพียงดาวก็ดังก้องขวางความเชื่อมั่น เสียงผู้ชายนั่นทำให้ใจแกว่งเล็กน้อยเหมือนกัน เพราะความหุนหันและความโกรธที่งานซึ่งอุตส่าห์เตรียมมาเกือบพังไม่เป็นท่า เขาจึงกระชากเธอเข้ามารับผิดชอบ

จะเรียกว่าตอนทำไม่ได้คิดก็คงได้

แต่อคินยังเชื่อว่าความรู้สึกตัวเองไม่ผิด กริการ์ยังไม่มีเจ้าของแน่ ไม่งั้นเธอต้องบอกออกมาแล้ว นิสัยแบบนั้นไม่น่าจะปิดบังเรื่องนี้ถ้าเห็นว่าตัวเองจะเสียท่า เขาเคยได้ยินเรื่องเล่าชู้สาวของเธอจากปากเพียงดาวบ้าง เป็นต้นว่ามีชายหนุ่มไปรอที่บ้านแต่เจ้าตัวกลับนั่งรถมากับอีกคน หากนั่นมันก็เรื่องเก่า เขาสนใจแค่เวลานี้เท่านั้น

 

กริการ์กลับมานั่งโต๊ะ ตติยเหลือบมองสีหน้าเธอด้วยแววตาลุแก่โทษ เพราะเมื่อสักครู่เธอแทบจะ กระชากโทรศัพท์ออกไปจากมือเขา หญิงสาวปั้นยิ้ม

“เซลส์แมนจากฟิตเนสน่ะ ตามตื้อขายแพ็กเกจ แต่อีหรอบนี้ท่าจะอยากขายอย่างอื่นด้วย น่ารำคาญ”

คนฟังพยักหน้า จะเอ่ยปากถามเหตุผลว่าทำไมต้องตั้งชื่อว่าซันแต่ก็ยั้งไว้ พอเข้าใจอยู่ว่าชายหนุ่มส่วนใหญ่พอเห็นหญิงสาวก็หว่านไว้ก่อน โดยเฉพาะคนที่มีเสน่ห์แบบกริการ์

“ดูบอลต่อเถอะ โหย...อะไรเนี่ยสองศูนย์แล้วเหรอ ใครยิง”

กริการ์กลับไปใส่ใจกับการดูบอลต่อ ตติยจึงลืมข้อสงสัยนั้นไปโดยปริยาย

เวลาผ่านไปจนจบการแข่งขัน เสียงโห่ร้องของทีมที่ชนะดังก้องลานกว้าง ภาพฉายไฮไลต์ก่อนจะเปลี่ยนช่องไปเป็นการแข่งขันคู่อื่น เพื่อนฝูงสั่งอาหารมาเพิ่ม หญิงสาวสั่งเครื่องดื่มมาเติม แอลกอฮอล์ทำให้กายอุ่นสลับกับมุกตลกทำให้ลืมเวลาไปอีกพักใหญ่

จนเห็นโทรศัพท์กะพริบอีกหน โอ๊ย โทร. มาอีกแล้ว พอดูเวลาก็พบว่าเลยสี่ทุ่มมาร่วมสี่สิบนาที นึกฉุนขึ้นมาจึงไม่รับสาย กระทั่งเห็นสายที่เรียกเข้าเป็นชื่อพรฟ้า

กริการ์ตาเหลือก นี่เอาจริงเหรอ

เธออึ้งอยู่หลายวินาที สายนั้นเรียกซ้ำอีกสองหน เอายังไงดี ดูเหมือนเขาจะรู้ว่าจะต้อนเธอด้วยวิธีไหน ตาบ้า ตาคนขี้ฟ้อง ยอมก็ได้

กริการ์ลุก “กลับแล้วนะ”

ทั้งโต๊ะงงเป็นไก่ตาแตก ตติยตั้งหลักได้ก่อนใครลุกตาม “อะไรก้า อยู่ดีๆ จะกลับ”

“ไม่อยู่ดีๆ หรอก จะกลับแล้ว”

“เฮ้ย เดี๋ยวดิ อะไรวะ ยังไม่ห้าทุ่มเลย” เจมส์ร่วมแย้ง

“ขอโทษแล้วกัน” กริการ์ถอนหายใจ สะพายกระเป๋าแล้วเดินออกไปอย่างรวดเร็วเกินกว่าใครจะยื้อได้ทัน โดยเฉพาะตติยที่ได้แต่ยืนยกมือค้าง พอมองกลับไปเชิงขอความเห็นจากเพื่อนฝูงก็เจอแต่ความว่างเปล่า

 

นาฬิกาที่คอนโซลรถบอกเวลาห้าทุ่มครึ่ง ไฟในบ้านยังไม่ปิด กริการ์นิ่วหน้า แอลกอฮอล์ในเลือดไม่ข้นจัดจึงทำให้เธอขับรถกลับมาได้โดยไม่ถูกเรียกตรวจ แต่ก็มากพอให้ก้าวย่างช้ากว่าเดิมและมึนจนรู้สึกง่วง อยากจะอาบน้ำนอนเต็มที

“ใช้เวลาขับรถนานไปหน่อยนะ ไหนบอกจะกลับตั้งแต่สามทุ่มครึ่ง นี่มันจะเที่ยงคืนแล้ว” เสียงหนึ่งดังขึ้นทันทีที่เธอก้าวเข้าบ้าน อคินยืนอยู่ตรงมุมห้องครัว สีหน้าเขาเรียบเฉยแต่ดวงตาเป็นประกาย หญิงสาวไม่อยากโต้เถียงจึงสาวเท้ายาวๆ เดินเลี่ยงไป

“ก้า”

เป็นครั้งแรกที่กริการ์ได้ยินอคินเรียกชื่อของตัวเอง เธอชะงัก แสร้งทำหน้าเบื่อ รอฟังว่าชายหนุ่มจะพูดอะไร

“ค่ำมืดดึกดื่นออกไปเที่ยวตะลอนแบบนั้นทำไม”

หญิงสาวเลิกคิ้ว “ไม่ได้ตะลอนซะหน่อย ก็เห็นว่าอากาศเย็นดีเลยออกไปหาอะไรดื่มให้อุ่นบ้างก็แค่นั้น”

“อย่างผมอุ่นไม่พอหรือไง”

กริการ์ถึงกับสร่าง คำนั้นไม่เชิงประชดแต่หนักแน่นกระแทกใจ ท่าทางเขาเหมือนพี่ชายสั่งสอนเชิงตัดพ้อ ทำเอาเนื้อกายสาวร้อนวูบวาบ

หากยังไม่ทันได้ทำอะไรเขาก็กล่าวตัดบท

“ไปอาบน้ำซะ เรามีเรื่องต้องคุยกัน”

 

พออคินมาหยุดยืนตรงข้างทีวี กริการ์ซึ่งกำลังทาครีมที่ต้นขาก็หยุดแล้วมาถูมือไปมาแทน

คุณรู้จักคนที่พาแพรวาไปไหม

อีกฝ่ายทำหน้าฉงน

“เป็นคนยุให้น้องแพรหนีก็ต้องรู้สิว่าให้น้องแพรไปที่ไหน ไปกับใคร”

หญิงสาวเข้าใจแล้วว่าเขาหมายถึงอะไร ข้อหาเดิม “ฉันไม่รู้เรื่อง นี่ก็มารับผิดชอบให้แล้วจะเอาอะไรอีก”

“ยังยืนยันปฏิเสธใช่ไหม”

“อยากจะคิดยังไงก็เชิญ ความจริงย่อมเป็นความจริงวันยังค่ำ” เธอสะบัดเสียง เชิดหน้าไม่ยี่หระ อคินพยักหน้า กระตุกมุมปาก

“ถ้าอย่างนั้น ความจริงแฟนคุณก็คงโกรธผมสิ”

“อะไรนะ!” หญิงสาวขมวดคิ้ว

“ก็คนที่รับโทรศัพท์ไง”

“เขาไม่ใช่แฟนฉัน!” อีกแล้ว จะรีบปฏิเสธไปทำไมเนี่ย พอเห็นรอยยิ้มมุมปากของเขาเธอก็ยิ่งหัวเสียที่ถูกหลอกถามไม่ทันตั้งตัว แบบนี้ก็เข้าทางเขาน่ะสิ

ชายหนุ่มกอดอก “งั้นมาตกลงกันใหม่ ระหว่างที่คุณอยู่กับผมห้ามเที่ยวกลางคืน ห้ามคบกับใคร”

กริการ์อึ้ง เขาขยับตัว “หมายความว่ายังไงที่ว่าห้ามคบใคร”

“ก็หมายความว่าห้ามคบ ห้ามไปจีบหรือให้ความหวัง ผมไม่ชอบไปแย่งชิงอะไรกับใครทั้งสิ้น เข้าใจไหม”

หญิงสาวงงงัน พยายามตีความ เธอรู้สึกเหมือนถูกริดรอนอำนาจ หมายความว่าเขามีสิทธิ์ เอาเปรียบเธอได้คนเดียวงั้นสิ แน่ละกริการ์ไม่ใช่ผู้หญิงเหลวแหลก แต่แบบนี้มันบังคับขู่เข็ญกันเกินไปแล้ว

ชายหนุ่มทำท่าจะผละออกไป

คุณก็เหมือนกัน!

เขาหันมา หญิงสาวเชิดหน้ามองตอบอย่างท้าทาย “คุณก็ห้ามไปคบใคร เพราะฉันไม่ชอบใช้ของร่วมกับคนอื่น”

อคินเลิกคิ้วเอียงคอราวกับไม่เข้าใจ “คุณสั่งผมเหรอ” เขาถาม

“มันก็เหมือนกับที่คุณสั่งฉันนั่นแหละ”

“แล้วถ้าผมไม่ทำตามล่ะ คุณจะทำยังไง” อคินลอยหน้าถาม

กริการ์เห็นแล้วฉุนสุดขีด เธอไหวไหล่ “แล้วถ้าฉันไม่ทำตามล่ะ”

ชายหนุ่มจ้องหน้าหญิงสาวครู่หนึ่ง แล้วเขาก็เดินออกไปโดยไม่มีคำตอบ

 

บรรยากาศรอบตัวโชติกเหมือนอยู่ในเมืองแห่งความฝัน ที่ขอบฟ้าทอแสงระยับพอให้แสงสว่าง โชติกจดปลายมีดบนต้นยางแล้วกรีดจากซ้ายไปขวาโดยกรีดเป็นเส้นเฉียงเอียงลงประมาณสามสิบองศา ถึงจะยังเก้งก้าง แต่เพราะมันไม่ใช่ยางต้นใหม่เขาจึงแค่กรีดตามรอยเท่านั้น น้ำยางสีขาวซึมออกมา มันไหลลงไปตามรางแล้วหยดลงในถ้วยรับน้ำยางที่ผูกติดไว้กับลำต้น

แพรวายืนมองโชติกด้วยความสนใจ นี่เป็นครั้งแรกที่เธอตามเขามากรีดยาง แม้ว่าเธอสวมเสื้อกันหนาวและพันผ้าพันคอไว้ แต่ก็ยังต้องกอดตัวเองเพราะอากาศยามเช้าเย็นยะเยือก

“ขอ...”

“ไม่ต้องเลย เป็นจานชามยังพอว่า นี่ต้นยางนะ ถ้าเน่าไปจะซื้อใช้เขายังไง มิต้องอยู่เลี้ยงเป็นสิบปีเลยเหรอ” โชติกดักคอเพราะรู้ทันว่าหญิงสาวจะพูดอะไร

เธอนิ่วหน้า ทำกระฟัดกระเฟียด

“ก็ดีสิ จะได้อยู่นานๆ”

“ไม่ดีหรอก” โชติกบอก เขาลองนับจำนวนต้นที่ทำ เมื่อพบว่าครบตามที่รัฐสั่งไว้ก็ละมือ “เสร็จแล้ว ไปกันเถอะ หิว” ชายหนุ่มตัดบทและแตะแขนเธอให้เดินตามไป

สองสัปดาห์พอดีที่พวกเขามาอยู่ที่นี่ เงินสดติดตัวมีไม่มากแล้ว โชติกครุ่นคิดขณะที่แพรวาเข้าห้องน้ำ ยังไม่ทันได้คำตอบเธอก็เดินออกมา เอียงคอมองคนรักด้วยท่าทางสงสัย

“มีอะไรเหรอ” แพรวาถาม

“เปล่าหรอก เสร็จแล้วเหรอ” เขาขยับทำท่าจะไปอาบน้ำบ้าง แต่เธอดึงแขนเขาไว้

“คิดอะไรอยู่ บอกบ้างสิ”

ชายหนุ่มโคลงศีรษะ อ้าปากจะปฏิเสธ แต่อีกฝ่ายพูดก่อน “อย่าปิดแพร มีอะไรต้องคุยกันนะ เราอยู่ด้วยกันแล้ว”

โชติกถอนใจ บอกสาเหตุที่ทำให้เขากังวลจนแสดงออกทางสีหน้า แพรวาไม่ได้แปลกใจอะไร เธอเดินไปที่กระเป๋าตนเอง ค้นรื้ออะไรสักพักก็หยิบตลับเล็กๆ ออกมายื่นให้เขา

“ของแพรเองแหละ แพรไม่แน่ใจว่าจะได้เท่าไรเพราะไม่รู้ราคาตอนซื้อ แต่มันก็น่าจะช่วยได้นะ”

ชายหนุ่มค่อยๆ เปิดดู ไม่ผิดจากที่คาดนักว่าต้องเป็นเครื่องประดับอะไรสักอย่างของเธอ เขาปิดแล้วยื่นส่งคืนเจ้าของ

“ไม่เอาหรอก”

“ทำไมล่ะ” เธอทำเสียงผิดหวัง

“ก็มันของของแพรจะให้เอาไปขายได้ยังไง โชต้องเป็นฝ่ายดูแลแพรมากกว่า”

แพรวาไม่ได้ถือสากับอาการฟึดฟัดของชายหนุ่ม เธอจับมือเขามาวางบนตลับต่างหูคู่สวยแล้วกุมไว้ “โชอย่าคิดมากสิ แพรยอมรับชีวิตแบบนี้ เพราะแพรคิดไว้แล้วว่าต้องเจออะไรบ้าง แพรไม่ได้เสียอะไรนะ เพราะความสุขของแพรคือการได้อยู่กับโช”

เธอยิ้มแล้วพูดต่อ “แพรเข้าใจโชนะ แต่ขอให้โชรู้ว่าแพรรักโช ถ้าโชอยากดูแลแพรดีๆ ก็นี่ไง ช่วยซื้อของมาให้แพรหน่อย แพรอยากกินขนม อยากได้เสื้อผ้าอีกสักชุด นะโชนะ”

หญิงสาวใส่น้ำเสียงออดอ้อน ในที่สุดชายหนุ่มก็ใจอ่อน ค่าความเป็นผู้ชายย่อมรู้สึกเสียฟอร์มอยู่บ้างที่ต้องให้ผู้หญิงรับผิดชอบเรื่องเงิน แต่นั่นก็เป็นเพราะเขายังไม่สามารถกดเงินจากตู้เอทีเอ็มได้ในตอนนี้เพราะอาจจะเป็นร่องรอยให้ทางบ้านตามตัวเจอได้

โชติกดึงแพรวามากอด หญิงสาวกอดตอบด้วยความรู้สึกรักล้นใจ

 

บ่ายแก่ๆ โชติกไปถามหาร้านที่รับซื้อเครื่องประดับจากรัฐ พอได้ข้อมูลมาก็กระโดดขึ้นรถมอเตอร์ไซค์ขี่ออกไปทันที รัฐนึกอะไรขึ้นได้จึงก้าวยาวๆ ตามออกมาแต่ไม่ทัน รุ่งเดินมาเห็นพอดีจึงสงสายตาถาม

“จะบอกไอ้โชว่าให้เอารถบ้านเราไปแทน” รัฐบอก

“ทำไมเหรอ”

“รถมันเด่นสะดุดตาน่ะสิ วันก่อนก็มีคนมาถามด้วย เลยไม่อยากให้มันขี่ออกไปข้างนอกนัก”

“ถ้าเป็นคนรู้จักถามก็ไม่เป็นไรหรอก บางทีเขาคงรู้ว่าโชรู้จักกับเราเลยมาถามเพราะชอบ รถโชสวยออกนี่นา” รุ่งเสนอความเห็น ขณะที่รัฐเดินไปเปิดตู้เย็นหยิบขวดน้ำมาเทใส่แก้ว

“หวังว่าจะเป็นอย่างนั้นนะ” เขาดื่มน้ำ ท่าทางครุ่นคิด “จำที่มีคนโทร. ผิดมาได้ไหม นี่โทร. มาอีกแล้วนะ คราวนี้เป็นเสียงผู้หญิงขอสายบอล พยายามจะถามว่าอยู่อำเภออะไร รัฐเห็นแปลกๆ เลยวางสายไปเลย”

รุ่งละมือที่กำลังตักข้าวสาร “รัฐจะบอกว่าเป็นคนจากบ้านน้องแพรเหรอ”

“ก็ไม่รู้นะ แต่เบอร์เดียวกันเลย”

หญิงสาวนิ่ง เข้าใจได้ทันที “บอกโชหรือยัง”

“ว่าจะบอกอยู่เหมือนกัน กลัวมันคิดว่ารัฐระแวง”

“ไม่หรอก รุ่งว่าโชรู้อยู่แล้วด้วยซ้ำว่าจะมีเรื่องแบบนี้ บอกเขาเถอะ อย่างน้อยเขาก็จะได้เตรียมตัวไว้” เธอบอกแล้วเดินไปทางหลังบ้านเพื่อหุงข้าว

รัฐถอนใจ อดไม่ได้ที่จะรู้สึกหวั่นวิตกแทนรุ่นน้องคู่นี้

 

บนโถงบ้านของรัฐ แพรวานั่งอยู่ท่ามกลางกองข้าวของที่โชติกซื้อมา ส่วนใหญ่เป็นของกินมีทั้งสดและแห้งเพื่อเป็นการลดภาระที่รุ่งจะเตรียมปิ่นโตให้พวกเขาเกือบทุกมื้อนั่นเอง

นอกจากนั้นก็เป็นเสื้อผ้า “ซื้อมาหมดห้างแล้วมั้งเนี่ย” แพรวาแกล้งแซว โชติกค้อน เธอหัวเราะ “แล้วนี่อะไร อุ๊ย!” หญิงสาวทำท่าจะดึงออกจากถุง แต่พอรู้ว่าเป็นอะไรก็รีบยัดกลับที่เดิมแล้วหันไปจ้องคนซื้อ

“ซื้อมาได้ยังไงเนี่ย”

โชติกเลิกคิ้ว “ก็เห็นบ่นว่าไม่มีใส่”

“กล้าซื้อด้วย คนขายไม่แซวแย่เหรอ”

“กลัวที่ไหนล่ะ” เขาบอก “แค่เอาตัวอย่างไปให้ดู บอกจะซื้อให้เมียแค่นี้เอง” แพรวาพยายามกลั้นยิ้มขวยเขินแล้วมองรูปแบบจากในถุง แกล้งบ่น

“มีลูกไม้ แพรไม่ค่อยชอบเท่าไรเลย”

“อ้าวเหรอ แต่โชชอบนะ” เขายิ้มทะเล้น หญิงสาวแทบจะแดงไปทั้งตัว และเพราะเขินจึงไม่รู้จะทำอะไรนอกจากไล่ทุบเขา โชติกหัวเราะชอบใจ ไถลตัวนอนหนุนตักเชิงอ้อน แม้หัวใจจะเต็มไปด้วยความหวั่นวิตกและรู้ว่าช่วงเวลานี้ไม่ยั่งยืน แต่ชายหนุ่มก็ยอมรับว่าเขามีความสุขมากเหลือเกิน

 

“จิงเกิลเบลส์ จิงเกิลเบลส์ วันนี้ไปจิงเกิลเบลส์ที่ไหนดีวะ” เจมส์เดินร้องเพลงเปิดตู้เย็นในออฟฟิซแล้วหยิบโค้กมาเปิด ขณะที่คนอื่นๆ กำลังจมอยู่กับสมาธิในงาน

“ทำงานได้ครึ่งวัน มันคิดเรื่องเที่ยวอีกแล้ว” อิ๋วบอก ไม่ละสายตาจากหน้าจอคอมฯ ตรงหน้า

“พี่อิ๋วคร้าบ อย่าซีเรียสครับ วันนี้คริสต์มาส”

“แล้วไง ราคาน้ำมันลงหรือไง”

เสียงหัวเราะคิกคักดังเป็นกระหย่อม เจมส์หน้าบูดเดินกลับมากระแทกตัวนั่งที่โต๊ะด้วยอาการกึ่งงอน

“สักบ่ายสี่ค่อยกระวนกระวายอีกทีนะเจมส์” ตติยบอก

โทรศัพท์บนโต๊ะกริการ์ดัง เธอรับสาย “ก้าพูดค่ะ” หญิงสาวคุยกับคู่สนทนา “คงไม่ได้ค่ะคุณเล็ก มันไม่เสร็จจริงๆ ถึงจะเหลือไม่เยอะแต่พรุ่งนี้ก็เก็บไม่ทันหรอกค่ะ” เธอเว้นระยะ “ก้าก็ไม่อยากเร่งเขา กลัวงานจะไม่สวย อืม...งั้นเดี๋ยวก้าถามนายก่อนแล้วจะโทร. กลับนะคะ”

หญิงสาววางสาย เดินกลับไปหาดนัยในห้องที่แยกส่วนไว้ต่างหาก รายงานผลเรื่องลูกค้าเจ้าของงานหัวหินอยากให้ส่งงานวันศุกร์แทนที่จะเป็นวันเสาร์ตามกำหนดการเดิม

“เขาบอกจะไปต่างประเทศวันเสาร์พอดี กว่าจะกลับมาก็หลังปีใหม่นู่น”

“จะเลื่อนจ่ายเงินละสิ” ดนัยเคาะปากกากับกระดาษบนโต๊ะ “ได้ช้าดีกว่าไม่ได้ นัดเขาใหม่อีกทีแล้วกัน ดีเหมือนกันจะได้ไม่พลาด อ้อ! ก้า นัดช่วงบ่ายนะ ตอนเช้าก้าเข้าไปดูก่อน”

“ค่ะ” กริการ์ผละออกมา เธอโทร. นัดกับลูกค้าเพียงครู่เดียวก็ตกลงกันได้เรียบร้อย

“งานที่หัวหินเหรอ” ตติยชะโงกหน้ามาถาม

หญิงสาวพยักหน้า “เลื่อนส่งไปเมื่อไร”

“วันที่ห้า”

ชายหนุ่มกอดอก “ก็ไม่เป็นไรนะ ยังไงเราก็เปิดงานแล้ว เฮ้ย เจมส์ ที่มึงบอกว่าจะไปกางเต็นท์กลับเมื่อไรนะ” เขาหันไปถาม แต่เจมส์ปิดการสื่อสารด้วยหูฟังอันใหญ่จนตติยต้องลุกไปตบไหล่จึงสะดุ้ง

“ถามว่าไปกางเต็นท์กลับเมื่อไร” ตติยถามย้ำอีกครั้ง

“วันที่สองไง ออฟฟิซเปิดวันที่สาม ไม่รู้พี่ดนัยจะเหลือเป็นไส้ติ่งไว้ทำไม ไม่งั้นจะยิงยาวซะหน่อย”

“ไม่ยาวน่ะดีแล้ว จะได้มีเงินเหลือบ้าง” เขาเดินกลับมานั่งที่เดิม “ไปด้วยกันนะก้า”

กริการ์กำลังคิดเรื่องงานเพลินจนไม่ทันฟัง “หมายถึงเรื่องไหนล่ะ งานหรือเที่ยว”

ตติยยิ้มย่อง “ทั้งสองอย่างเลย”

กริการ์เออออตอบ เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้เป็นมือถือ ชื่อที่ปรากฏทำให้ต้องลุกจากโต๊ะ

“ค่ะ”

ตติยมองตาม ได้ยินท้ายประโยคแว่วๆ ว่าวันนี้วันพุธ ชวนให้เขานึกสงสัย ไม่ถึงสองนาทีเธอก็เดินกลับมา ท่าทางเหมือนหัวเสียกับปลายสายที่เพิ่งวางไป

“เต วันนี้ไปร้านพี่ภัทรกัน เขาจัดงาน”

คนถูกชวนเบิกตา “จริงเหรอ”

“เปล่า ก้าเดา แล้วจะไปไหม”

ชายหนุ่มไม่ต้องคิดอยู่แล้ว และก็ไม่ต้องรอให้ถึงบ่ายสี่คำชวนก็ถูกส่งต่อไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะเจมส์ที่ยกนิ้วให้อย่างสมใจ

 

ฉันไม่ไป วันนี้วันพุธ จะไปฟ้องคุณย่าหรือเปาบุ้นจิ้นที่ไหนก็เชิญเลย มันไม่ได้อยู่ในข้อตกลง แค่นี้นะ!

แล้วกริการ์ก็วางสายไป อคินไม่ได้โกรธที่ถูกตะคอกใส่ หากรู้สึกแปลกๆ มีอารมณ์บางอย่างเกิดขึ้นในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา

หลง...ใช้คำนี้ได้หรือเปล่านะ

คิดทบทวนไปยังคืนนั้นที่บ้านสวนทีไร หัวใจแช่มชื่นทุกที อคินเผลอยิ้มอีกจนได้

ผิดคาดเล็กน้อย เห็นเปรี้ยวๆ แบบนั้น ไม่คิดว่าจะใหม่ถอดด้าม...

ในฐานะผู้ชาย มันก็เป็นปลื้มอยู่ไม่น้อยที่ได้ แกะกล่อง ของขวัญเป็นคนแรก รวมทั้งย่ามใจเมื่อได้รู้ว่าจะได้ใช้ชั้นเชิงที่เหนือกว่าทำให้หญิงสาวในอ้อมกอดยั้งใจไม่ไหวกระทั่งยอมแพ้อย่างระทดระทวย

กริการ์ก็ช่างน่ารัก ช่วงเวลานั้นจับแตะไปตรงไหนก็สั่น ลูบไล้หน่อยก็สะท้าน จากหญิงสาวแข็งกระด้างถูกเขาหลอมให้ละลายเป็นขี้ผึ้งได้อย่างสิ้นเชิง หากแต่เช้ามาเหมือนขี้ผึ้งหล่อตัวเองกลับเป็นเหล็กกล้าได้ทันควัน เขาถูกแว้ดใส่เสมือนว่าสัมพันธ์พิศวาสที่ผ่านมาเป็นเรื่องฝันไป ไม่มีอะไรเกิดขึ้นมาก่อน ไม่มีหลบตา ไม่มีสะเทิ้น ไม่มีการยอมลงให้ ในครั้งต่อๆ มากริการ์ก็เหมือนเดิม ไม่ต่อรอง ไม่ฟูมฟาย มาตามที่เรียก แต่ยังคงเถียง ยังคงบ่น และทำให้หัวเสียอยู่หลายหน

แรกทีเดียวอคินอยากจะฉีกเธอเป็นชิ้นๆ ที่ทำให้ทุกอย่างล่ม ถึงตอนนี้ก็ยังไม่หายเคือง แต่เขาโยนความรับผิดชอบให้ครอบครัวหัตถเมธไปแล้ว ส่วนที่เหลืออยากไล่เบี้ยเอากับยายตัวแสบมากกว่าจึงได้แกล้งมึนโทร. ไปตามให้เธอมาอยู่ด้วยทั้งที่รู้ว่าจะต้องถูกค้านอย่างแน่นอน

บางครั้งเขารู้สึกวูบวาบในอก เพราะกริการ์เป็นผู้หญิงสวยและมั่นใจในตัวเอง เธอมีบุคลิกแบบที่เขาชอบ...

ยามได้พบหน้า เขาเคยลองตั้งใจปล่อยให้เธออยู่ในที่ของเธอ แต่ไม่รู้ทำไม พอเห็นร่างบางนั่นเคลื่อนไหวเลือดในกายมันระอุได้ทุกที ถึงจะพูดว่าขอให้ชดใช้ แต่ความจริงมันเป็นแค่ความอยากพบผสมปนเปกับความเสียหน้า...เท่านั้นเอง

โทรศัพท์บนโต๊ะเบรกอารมณ์ที่กำลังเตลิดไปไกล

“คุณอคิน คุณไมค์อยู่ในสายค่ะ”

“โอเค” ชายหนุ่มกลับมาตั้งสมาธิกับงาน เขายกหูโทรศัพท์เพื่อรับสาย “Hi Mike

อคินพูดสายอยู่ไม่นานเพราะอีกฝ่ายนัดหมายเรื่องทั้งหมดผ่านทางอีเมลที่แจ้งมาก่อนหน้านี้แล้ว เพียงแค่ติดต่อมาเพื่อยืนยันการมาประเทศไทยและทบทวนกำหนดการพูดคุยเท่านั้นเอง

We are going to pick you up at the hotel at seven o'clock. Ok...See you, Bye.

สรุปว่าพรุ่งนี้เขาจะไปรับไมค์ที่โรงแรมตั้งแต่เช้า ก่อนจะไปที่บ้านหัตถเมธเพื่อเดินทางไปดูโรงทอผ้าไหมพร้อมกับพรฟ้า ถ้าทุกอย่างเป็นไปตามที่คิด วันที่สามสิบเอ็ด นักธุรกิจที่ไมค์ติดต่อให้ก็จะมาเจอเขาพร้อมกับการเจรจาเพื่อซื้อขายแน่นอน

อคินเคาะโต๊ะ ถึงจะเป็นวันพุธแต่บรรยากาศคริสต์มาสเบื้องนอกก็ชวนให้ออกไปเที่ยวเล่น เขาเองก็ไม่ได้ไปย่ำราตรีมาพักใหญ่แล้วเหมือนกัน บางทีวันนี้เขาน่าจะชวนเพื่อนไปเที่ยวด้วยกันบ้าง

เสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้น ชายหนุ่มฉีกยิ้มเมื่อเห็นเบอร์ที่หน้าจอ

“ยิ่งกว่าจุดธูปเรียกผีอีก กำลังคิดถึงเลยว่ะ”

“ไอ้คิน” อีกฝ่ายคำราม “แล้วไง มีอะไรมาเซ่น”

“แกสิต้องเป็นฝ่ายเอามาให้”

ปลายสายหัวเราะ “ได้เลย ว่าแต่เจ้าพ่อว่างหรือเปล่าล่ะ ไปหาหัวหมูกินกัน”

 

ในร้านอาหารกึ่งผับ คนที่นั่งตรงข้ามอคินคือวรปีย์ คนชวนครั้งนี้ บนโต๊ะที่คั่นระหว่างพวกเขามีอาหารและเครื่องดื่มวางอยู่ ด้านข้างเป็นโต๊ะอื่น ส่วนบริเวณรอบๆ เป็นการตกแต่งด้วยต้นไม้กับน้ำพุ ถัดออกไปเป็นโซนกลางแจ้งที่มีวงดนตรีขับกล่อม

“หายไปเลยนะแก งานยุ่งเหรอวะ”

บทสนทนาเริ่มขึ้นทันทีที่พนักงานผสมเครื่องดื่ม

“ปลายปีออร์เดอร์มันเยอะ ไหนจะแผนงานขยายตลาด พรุ่งนี้ก็ต้องไปโคราชอีกเนี่ย” อคินเล่าพลางกระดกแก้ว

“ก็ว่างั้น ดูแกเหนื่อยๆ” วรปีย์พยักหน้า แล้วตักหมูมะนาวในจานเข้าปาก “แต่สงสัยไม่เฉพาะเรื่องงานมั้ง อย่างว่า ช่วงข้าวใหม่ปลามันนี่นะ”

อคินไม่พูดอะไร วรปีย์ที่เหมือนจะจับผิดท่าทางเขาอยู่แล้วจึงเงียบไปบ้าง

“คิน...ถ้าฉันถามอะไรแกสักอย่างจะโกรธไหม”

อีกฝ่ายละสายตาจากนักร้องบนเวที “ถามอะไรวะ อย่าบอกนะว่าที่นัดมานี่เพราะแค่มีเรื่องอยากถามน่ะ”

คนเป็นเพื่อนหรี่ตา ลูบท้ายทอยแก้เขิน “เอาน่า ฉันก็อยากเจอแกด้วยนั่นแหละ แล้วว่าไง จะโกรธไหม”

“ฉันโกรธแน่ถ้าแกมัวแต่อ้อมโลกอยู่อย่างนี้”

วรปีย์ยิ้มแหย ยกแก้วดื่มอึกๆ เหมือนย้อมใจ เป่าปากพรู “ก็...ตอนงานแต่ง คือ...ฉันเห็นตอนแกกลับจากงาน คนที่นั่งรถไปด้วยไม่ใช่เจ้าสาวนี่หว่า”

เขาเหลือบมองคนถูกถามอย่างไม่แน่ใจ เห็นเพื่อนรักนั่งนิ่ง ดวงตาไม่บอกอารมณ์

“ฉันไม่ได้จะมาจับผิดอะไรนะเว้ย ตอนอยู่ในงานเห็นแวบเดียวก็จริง แต่ก็จำได้ว่าไม่ใช่ น้องคนนั้นน่ะ เป็น...สาวชุดแดง”

อคินรู้สึกเหมือนถูกยิงที่กลางอก เขาหมุนปากแก้ว พยายามไม่แสดงอาการใดๆ

“มีใครสงสัยเหมือนแกอีกไหม” อคินถามด้วยน้ำเสียงปกติ

วรปีย์โล่งอกที่อีกฝ่ายไม่ได้โกรธเคืองอะไร “ก็มีบ้าง แต่ก็ดูไม่ได้ติดใจอะไรนะ ฉันก็พูดปัดๆ ไปบ้างว่ะ”

อคินรู้จักวรปีย์ตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย ชายหนุ่มเชื้อสายจีนเป็นทายาทเจ้าของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ มีทั้งอพาร์ตเมนต์และคอนโดมิเนียมให้เช่า เขาเป็นอีกคนหนึ่งที่อคินไว้ใจ และตัดสินใจที่จะเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ฟัง

“มันมีเหตุผลนิดหน่อย คือว่า...”

แล้วอคินก็เล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้เพื่อนรักฟัง ชายหนุ่มถึงกับอ้าปากค้าง

“หนีเลยเหรอ ไม่อยากเชื่อเลยว่ะ เห็นท่าทางเรียบร้อยแบบนั้น” เจ้าของเรื่องคิดในใจว่าแม้แต่ตัวเองก็ไม่อยากจะเชื่อ “แล้วไง แกเลยให้เขามาเป็นตัวแทนเลยเหรอ”

อคินเลิกคิ้ว “ระหว่างตามหาแพร” เขาบอก

“แล้วเขายอมเหรอ” วรปีย์ยังไม่หายตกใจ

“เป็นคนก่อเรื่องเองนี่” พูดไปแล้วอคินก็คิดได้ว่าเขาอาจใช้คำแรงไป จึงพูดแก้เพื่อไม่ให้เธอเสียหาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งมันเกิดจากสิ่งที่เขาทำ “ก็คุยแล้วน่ะ”

“ฉันก็ว่าแล้ว หน้าเหมือนสาวชุดแดงที่ฉันมองๆ ไว้อยู่” อีกฝ่ายยิ้มเจ้าเล่ห์ “แกมันร้ายนะ คิดจะเล่นบทพระยาเทครัวกวาดทั้งพี่ทั้งน้องเลยใช่ไหม”

อคินเกือบจะโกรธ แต่เขารู้ว่าวรปีย์เป็นคนแบบนี้ ถ้อยคำตลกโปกฮาและมิตรไมตรีทำให้เขากลายเป็นคนที่พูดเล่นเรื่องผู้หญิงได้สนุกปาก แถมยังแสดงออกทางการกระทำ แม้จะแต่งงานมีครอบครัวแล้วก็ตาม

“ฉันไม่น่าแต่งงานเล้ย” เขาทำท่าเสียดายสุดๆ แต่อีกฝ่ายอมยิ้ม

“แล้วรูดซิปปากให้สนิทนะเว้ย ถ้าฉันไปได้ยินใครถามเรื่องนี้ฉันจะถือว่าแกปากสว่างไอ้วอ” อคินกำชับ

วรปีย์ทำตาปริบๆ เหมือนขอความเห็นใจ ครั้นแล้วก็คว้าแก้วยกขึ้นดื่ม

“แกนี่มันเขี้ยวลากดินสมคำร่ำลือ บวกลบคูณหารเป็นธุรกิจไปหมด เรื่องความรักน่ะมันไม่มีกำไรหรือขาดทุนหรอกนะ”

“คนอย่างแกกล้าพูดด้วยเหรอ” 

วรปีย์หัวเราะ ด้วยว่าถึงแม้ทั้งคู่จะสนิทกันแต่มีเสียงล้อว่าเป็นคู่หูที่ผกผันกันสิ้นเชิง อคินเป็นคนประเภทพูดน้อยต่อยหนัก ผิวเข้ม ตาคม แค่อมยิ้มก็กระชากใจ ขณะที่วรปีย์ช่างเจรจา คารมเป็นต่อ รูปหล่อน้อยกว่าแต่เงินหนาเป็นฟ่อน แม้จะแต่งงานแล้วก็ยังไม่วายมีเล็กมีน้อยให้เมียได้ปรี๊ดแตกเป็นระยะ ดีว่าเป็นคนที่คบหากันตั้งแต่วัยรุ่นจึงปล่อยหนูให้ร่าเริงได้บ้างในบางครั้งอย่างรู้นิสัย

อคินหยิบโทรศัพท์ออกมาเพราะรู้สึกได้ว่ามีข้อความเข้า

“วอ วันนี้แกได้วีซ่าถึงกี่โมง”

วรปีย์ยิ้มตอบให้หญิงสาวสองคนที่เดินผ่านโต๊ะพวกเขาไปพร้อมกับสายตาหวานเชื่อม “จัดหนักไปเลยเพื่อน เมียไปต่างจังหวัดว่ะ”

อคินยิ้ม “สวย”

“คู่เมื่อกี้เหรอ”

“เปล่า”

“แล้วอะไรสวย”

ก็ไปหาที่สวยกว่านี้ไง

            ชายหนุ่มบอก ก่อนจะส่งยิ้มแบบมีเลศนัย

 


14.11.17


สามารถดาวน์โหลดฉบับเต็มได้ที่


https://www.mebmarket.com/web/index.php?action=BookDetails&data=YToyOntzOjc6InVzZXJfaWQiO3M6NjoiNzk2OTExIjtzOjc6ImJvb2tfaWQiO3M6NToiMzAyNTQiO30

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 8 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

832 ความคิดเห็น

  1. #822 อัศวินสืดำ (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 14 พฤศจิกายน 2560 / 18:42
    ก้าสตรองอะชอบบบ คุณอคินจะทำอะไรฮะ มีการตัดพ้อผมยังอุ่นไม่พอหรอ ว้ายย
    #822
    0
  2. #674 darika-grammy (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 13 สิงหาคม 2554 / 07:35
    คุณอคินจะนอกใจก้าไม่ได้นะ
    #674
    0
  3. #487 จิรารัตน์ (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 23 กรกฎาคม 2554 / 12:37
    ที่ไหนเหรอที่สวยกว่า
    #487
    0
  4. #349 MU @ Club (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 11 กรกฎาคม 2554 / 21:18

      อาการที่เป็นอยู่เนี๊ยะ เค้าเรียกละเมอเพ้อพกได้มั๊ยน๊า....คุณคิน

      ปลอบใจตัวเองซินะ "แค่หลง" อย่ามาเหวี่ยงทีหลังละกันนะ

      จากที่ได้เจอ เสาร์-อาทิตย์ ก็อยากได้เพิ่ม หื้ม....พ่อคุณ..!

      ไม่ค่อยรู้สึกอะไรเยอะเลยเนาะ...

      มีเวลาว่างเป็นไม่ได้ ( นึกถึง"นู๋ก้า"ตลอด 5555 ) แล้วมาทำเป็นปากแข็ง

      จะโง่อย่างงี้อีกนานเลยช่ายมั๊ย ฮึ๊ม.!! คุณคิน ( รึว่าคิดเยอะไปหว่า..)

      แต่..คิดในทางเข้าข้างตัวเองอะนะ

      ถ้ายังทำตัวเชื่อแต่ที่คนอื่นพูดอยู่แบบนี้ ( เชื่อจั๊ง..! อิคำพูดของยัยเพียงดาวเนี๊ยะ )

      อยากตบกระโหลกคุณคิน ซัก..สาม, สี่ รอบ ซ้าย/ขวา จะได้หายมึนอยู่แบบนี้อ๊ะ..!!!

      รีดเดอร์ล่ะอึดอัดแทนนู๋ก้าค่ะ  แต่ก็นะ,คนมัน "รัก" ไปแล้ว อดทนไปซักตั้งนะจ๊ะนู๋ก้า
               
    #349
    0
  5. #256 prawpraw (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 4 กรกฎาคม 2554 / 21:57

    จะเจอเจ็คพ๊อตมั๊ยเนี่ยยย 55555

    #256
    0
  6. #16 che_ii (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 12 พฤษภาคม 2554 / 15:37
    ว๊าวววว  ที่ไหนน๊า  สวยกว่านี้   อิอิ  อยากให้มาทุ๊กกกกกกวัน  วันละหลายๆตอน  ว่าแต่พระเอกไม่มีหัวใจเลยอ่ะ  เฮียแกไร้ความรู้สึกจริงๆ  ไม่นึกถึงความรู้สึกของคนอื่นเลย   สงสารก้าจัง
    #16
    0
  7. #15 rung_dao (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 12 พฤษภาคม 2554 / 13:39
    สนุกดีค่ะ เป็นกำลังใจให้นะคะ
    #15
    0
  8. #14 MBA (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 12 พฤษภาคม 2554 / 13:27
    นางเอกมั่นมากก เสียตัวยังไม่เสียใจ ^^



    พระเอกเริ่มชอบนางเอกแล้วซิ อุอุ
    #14
    0
  9. #13 Potae Jung (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 12 พฤษภาคม 2554 / 13:03

    มาเป็นกำลังใจให้ไรท์เตอร์ค่ะ

    #13
    0