เหลี่ยมเสน่หา

ตอนที่ 14 : 14 อาการแรกหวง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 5,061
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 23 ครั้ง
    15 ธ.ค. 60


  

14

 

อคินเดินออกจากห้องน้ำ กริการ์นั่งอยู่บนเก้าอี้หวายข้างเตียง ทำท่าเขียนอะไรบนสมุดปกสีเขียว เขาขมวดคิ้ว

“จดไอเดียอีกแล้วเหรอ”

หญิงสาวสะดุ้งจนเขางงว่าเสียงธรรมดาไม่น่าทำให้ตกใจขนาดนั้น เธอกระวีกระวาดเก็บลงกระเป๋า

“ก็วาดต่อสิ”

“ไม่ละ เสร็จแล้ว” กริการ์พูดแล้วเดินมาหยิบรีโมตไปเปิดทีวี อคินเปิดตู้เย็นหยิบชาเขียวมาเปิดแล้วขึ้นไปนอนเอกเขนกบนเตียง

“เดี๋ยวนี้ยังต้องวาดแบบบนกระดาษอยู่อีกเหรอ นึกว่าใช้โปรแกรมสำเร็จรูปกันหมดแล้วซะอีก”

“ก็ยังต้องใช้ อย่างน้อยเวลารับแบบก็ต้องเซ็นชื่อบนกระดาษอยู่ดี” เธอตอบโดยไม่มอง

“พูดอีกก็ถูกอีก” อคินว่า ยกขวดชาเขียวกระดก มองคนร่วมห้องทำตาโตเมื่อกดเจอช่องกำลังถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอล หญิงสาวดึงขาขึ้นนั่งขัดสมาธิ เช็ดผมด้วยผ้าขนหนู วงหน้าสะอาดเกลี้ยงเกลา

“ชอบดูฟุตบอลเหรอ”

“คะ?

อคินชี้มือที่หน้าจอ

“ก็...ชอบอยู่ แต่ไม่ถึงกับเป็นแฟนพันธุ์แท้อะไรหรอก นักฟุตบอลก็ไม่ค่อยรู้จัก รู้แต่ว่าเวลาดูแล้วมันหายเหงาดี”

“หือ”

“มันแก้เบื่อได้” เธอรีบตอบแล้วลุกไปเปิดตู้เย็นบ้าง แต่หยิบโค้กกระป๋องมาเปิด ต่อด้วยฉีกถุงขนมแล้วหันมาทางชายหนุ่มเชิงชวน เขาส่ายหน้า ไม่กี่นาทีต่อจากนั้นฟุตบอลก็พักครึ่ง

“ก้า”

“คะ?” กริการ์หันไปเห็นอคินได้มองเธออยู่จึงขมวดคิ้ว “มีอะไรเจ้าคะ”

เขาเลิกจับจ้อง “ว่าจะถามมาตั้งนานแล้วว่าชื่อคุณแปลว่าอะไร”

จู่ๆ กริการ์ก็นิ่ง หูได้ยินเสียงบทสนทนาระหว่างชายหนุ่มกับเด็กหญิงคนหนึ่ง

ชื่อก้า ชื่อจริงว่ากริการ์เสียงเด็กสาวบอก

กริการ์...แปลว่าอะไรชายหนุ่มถาม

แล้วพี่ล่ะ ชื่ออะไร

ก้า...” อคินตบเตียงดังตุบ ดึงให้สติคนฟังกลับมา เธอกะพริบตาถี่ๆ

“เรื่องชื่อใช่ไหม ไม่ได้มีความหมายอะไรหรอก แค่เอาชื่อพ่อกับแม่มารวมกัน”

อคินพยักหน้า “คุณแยกมาอยู่ตั้งแต่เรียนจบใช่ไหม”

หญิงสาวส่ายหน้า “ตอนอยู่ปีสาม”

อคินถามต่อว่าทำไม กริการ์ย่นคิ้ว “อยากอยู่โดยที่ไม่ต้องมีใครมากำกับชีวิตมั้ง”

ชายหนุ่มคิดตาม สำหรับผู้หญิงวัยยี่สิบ การใช้ชีวิตลำพังเดี๋ยวนี้ไม่ใช่เรื่องยากเย็น พ่อกับแม่ของเธอคงมีมรดกทิ้งไว้ให้ อาจจะต้องแบกความรู้สึกเปลี่ยวเหงาและสร้างเกราะให้ตัวเองเข้มแข็งหน่อยเท่านั้น เท่าที่ดูหญิงสาวก็ผ่านช่วงชีวิตยากลำบากมาได้ดีพอสมควร

อคินไม่รู้ว่านั่นเป็นเหตุผลที่แท้จริงหรือไม่ อารมณ์กับความบาดหมางของทั้งสองฝ่ายน่าจะมีอะไรที่ซับซ้อนกว่านั้น แต่แน่นอน คนอย่างเขาไม่สนใจเรื่องที่ไม่ก่อให้เกิดผลได้เสียกับตัวเองอยู่แล้ว

“คุณทำงานมานานแล้วหรือยัง”

กริการ์ชูนิ้วเป็นเลขสี่

“ชอบไหม”

“ไม่ชอบจะทำได้ยังไงล่ะ”

“รายได้เป็นยังไง”

เธอเลิกคิ้ว

“แค่สนใจน่ะ ผมไม่เคยรู้เรื่องศิลปะอะไรพวกนี้เลย อยากรู้ว่าเขาให้ผลตอบแทนยังไง”

“ขึ้นอยู่กับว่าอยู่ที่ไหนมากกว่า อย่างก้าเองอยู่บริษัทเล็กๆ ก็ได้ตามมาตรฐานนั่นแหละ เพียงแต่งานศิลปะมันต้องอาศัยความสบายใจ ถ้าเป็นองค์กรใหญ่มักจะบีบพนักงานมากกว่าจนบางทีก็ไม่ไหวเหมือนกัน พวกที่เขาเก่งๆ ถึงได้ออกไปรับจ้างเองไง”

“แล้วคุณคิดจะทำเองบ้างไหม”

อีกฝ่ายไหวไหล่ “ยัง เพราะทุกวันนี้ก็โอเคอยู่”

“แล้ววางแผนอนาคตไว้ยังไงล่ะ”

เธอทำท่าจะตอบแล้วแต่นึกได้ “นี่คุณสัมภาษณ์ก้า เอ๊ย! ฉันเหรอ”

อคินยิ้ม “เรียกตัวเองว่าก้าเถอะ น่ารักดี”

แอร์ในห้องเย็นฉ่ำ แต่หน้าคนฟังร้อนผะผ่าว ทว่าดูเหมือนคนพูดจะไม่ได้ใส่ใจอาการขวยเขินสักเท่าไรเพราะเขาต่อบทสนทนา

“ถามเอาไว้ เผื่อวันไหนคุณเบื่องานอินทีเรียร์จะได้ลองจ้าง”

“ท่าจะยาก ก้าทำอะไรไม่เป็นนะ งานบ้านห่วย อาหารก็ไม่ได้เรื่อง ชงกาแฟยังไม่อร่อยเลย”

“เอามาให้ตามทวงหนี้ ปาก...โอ๊ย!” อคินพูดไม่จบเพราะกริการ์เขวี้ยงหมอนใส่ เธอบ่นอุบอิบว่านึกแล้วว่าจะถูกเขาหักมุมกลับแบบนี้

“แล้ว...”

“ไม่เอา ไม่ตอบแล้ว ง่วง จะนอน” เธอกดรีโมตปิดโทรทัศน์แล้วดึงหมอนที่อคินถือไว้กลับมา ขยับขึ้นเตียง โทรศัพท์ซึ่งวางอยู่บนโต๊ะข้างเตียงดังสนั่น กริการ์รีบเอื้อมมือไปหยิบแต่ช้ากว่าอคิน เขาคว้าไปก่อนในเสี้ยววินาที

อคินมองหน้าจอ เขากดตัดสายทิ้งแล้วกดปิดเครื่อง เจ้าของได้แต่ยกมือค้าง

“จะอิจฉาดีไหมเนี่ย ขนาดนี้ยังไม่เลิกเป็นห่วง”

กริการ์มึนงงอยู่ครู่หนึ่งจึงตอบโต้ได้

“แต่เขาอาจจะมีธุระ...”

อีกฝ่ายเลิกคิ้ว “ธุระตอนห้าทุ่มเนี่ยนะ สงสัยจะเห็นคุณเป็นเด็กสิบขวบเลยอยากกล่าวราตรีสวัสดิ์” เขาโยนโทรศัพท์คืนให้ “ผมไม่รู้ว่าปกติเป็นยังไง แต่ถ้าคุณยังอยู่กับผม ช่วยบอกให้เขาเลิกตามจิกเป็นคนวิตกจริตซะที”

กริการ์หน้าแดง

“หรืออยากให้ผมรับสาย บอกไปเลยว่าคุณกับผมกูดไนต์คิสกันอยู่”

“คุณอคิน!

หญิงสาวอ้าปากจะเถียงด้วยอารมณ์เดือด ทำมาเป็นพูดจาหึง...

หึง!

พอคำนี้แล่นเข้าสมอง ทะเลในอกที่ปั่นป่วนกลับเรียบสงบในทันใด และแปรเป็นความอบอุ่นแผ่ซ่านไปทั่วใจ คิดแล้วก็ป่วยการที่จะเถียง สู้เก็บความรู้สึกวาบหวามนี้ไว้เองดีกว่า เธอสูดลมหายใจลึก ทิ้งตัวลงนอนหันหลังให้ ชายหนุ่มเอนตัวลงนอนบ้าง เบียดร่างวาดแขนไปกอด

กริการ์หันมามองอคินอย่างสงสัย

“ทำไม กอดไม่ได้หรือไง”

ใบหน้าทั้งคู่อยู่ห่างกันไม่ถึงคืบ หัวใจกริการ์รัวจังหวะ เธอหลุบตาเขิน “ได้ไปตั้งเท่าไรแล้ว ยังจะมาถามอีก”

“ใช่น่ะสิ ผมทำมากกว่านี้ตั้งเยอะ ทำไมแค่กอดก้าต้องทำตาขวางด้วยล่ะ”

กริการ์ไม่รู้ว่าตนเองมอง ตาขวางออกไปยังไง หากพอเห็น ตากรุ้มกริ่มของคนพูดก็แย้งไม่ออก ยอมให้เขากอดไปแบบนั้น กระทั่งรับรู้ถึงลมหายใจสม่ำเสมอ บอกให้รู้ว่าอีกฝ่ายหลับสนิทแล้ว จึงจับมือเขามาจูบเบาๆ แล้วกอดไว้แนบอก สัมผัสนี้อบอุ่นยิ่งกว่าหมอนแบบใดในโลก ไม่รู้ว่าความสุขนี้จะยั่งยืนถึงเมื่อไร หากแต่ถ้าเปรียบมันเป็นอาหาร ตอนนี้เธอจะขอตักตวงกินทุกอย่างให้อิ่มหมีพีมันเผื่อเอาไว้ในวันที่หิวโหย มันคงไม่มากเกินไปหรอก ใช่ไหม

 

ตติยผลักประตูสำนักงานเข้ามา โยนกระเป๋าไว้ข้างโต๊ะ กระแทกตัวลงนั่ง ถอนหายใจฟืดฟาด ทำให้เจมส์ซึ่งนั่งอยู่ก่อนและตั้งใจจะทักรีบปิดปาก ยักไหล่ให้ตัวเองแล้วหันกลับไปมองหน้าจอ

ทั้งที่บรรยากาศเช้านี้สดใส แต่หัวใจชายหนุ่มกลับขุ่นมัว หลายนาทีกว่าตติยจะระงับอารมณ์ให้สงบลงได้ เขาลุกไปชงกาแฟ เมื่อเห็นเพื่อนยังนั่งนิ่งอยู่ก็อดรนทนไม่ได้

“ไม่ทักกันเลยนะ”

เจมส์หันมาเลิกคิ้ว แค่นยิ้มให้คนพูด “ง้างเขี้ยวมาแต่ไกลแบบนั้น ใครจะกล้าขอรับคุณชาย เป็นอะไร ได้ไปเที่ยวมาด้วยกันแล้วยังจะอารมณ์เสีย ไม่อยากหมั่นไส้นะครับเนี่ย”

คนอารมณ์เสียถอนหายใจแล้วทิ้งตัวลงนั่ง เขาพึมพำตอบ “ไปซะที่ไหน”

เจมส์รีบลากเก้าอี้หันมาเผชิญหน้า ลดเสียงลงเพราะเริ่มเข้าสู่ชั่วโมงการทำงานแล้ว “มึงไม่ได้ไปหัวหินกับก้าเหรอวะ ทำไมล่ะ เห็นนัดกันซะดิบดี”

ตติยขมวดคิ้ว “ไม่รู้ อยู่ดีๆ ก้าก็โทร. มาบอกว่าไม่ต้องไปแล้ว จะไปหาเพื่อนด้วย ไม่ทันได้ถามอะไรสักอย่างก้าก็วางสายไปเฉยเลย” เขาบ่นด้วยท่าทางหัวเสีย เจมส์เลยจนคำพูด ความจริงเขาก็พอมีคำที่จะช่วยอธิบายให้อีกฝ่ายหายหงุดหงิดได้บ้าง แต่คิดว่าอาจจะทำให้อาการหนักกว่าเดิมจึงเลือกที่จะเงียบดีกว่า

“แล้ววันนี้ก้าจะเข้าออฟฟิซไหม”

“เห็นบอกว่าจะมาช้าสักสองชั่วโมง” ตติยตอบ คนฟังพยักหน้า จากข้อมูลแสดงว่าเพื่อนซี้ได้พูดคุยกับหญิงสาวที่ถูกอ้างถึงแล้ว ก็คงไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร

นั่นคือสิ่งที่เจมส์กลั่นกรอง หากสำหรับตติย เขาใช้การประมวลความมากกว่านั้น

หลายสิ่ง...และครั้งที่ท่าทางของกริการ์ส่อพิรุธ เขาพยายามไม่คิดมาก พยายามไม่เชื่อลางสังหรณ์ แต่ว่าใจหวั่นไหวทุกที หญิงสาวไม่เคยพลาดเรื่องไปเที่ยว ต่อให้มีงานด่วนต้องขับรถตามไปสมทบก็เคยทำมาแล้ว เย็นย่ำค่ำเมื่อไรก็เป็นฝ่ายมาชวนเขาออกไปหามื้อเย็นกินกันเสมอ

อันที่จริงเธอก็ยังสดใสร่าเริง ทะเล้นเฮฮาและคุยกับคนอื่นอย่างเป็นปกติ แต่เขารู้สึกว่ามีบางอย่างแปลกไป เวลามีโทรศัพท์มาเธอจะเดินเลี่ยงไปคุยที่อื่น พอพูดเสร็จท่าทีก็เปลี่ยนไป บางทีโกรธปึงปัง บางทีอมยิ้ม โดยเฉพาะ...เซลส์แมนจากฟิตเนสชื่อซันคนนั้น กวนความคิดตติยยิ่งกว่ายุงรำคาญ

ชายหนุ่มรู้ตัวเองว่าไม่ได้มองกริการ์เป็นเพื่อน แต่ฐานะที่ได้เป็นแค่เพื่อนมานาน มันอาจจะเป็นเช่นนี้ตลอดไป ตราบใดที่ไม่มีใครก้าวล้ำเส้น และเขาพอใจที่จะเดินไปกับหญิงสาวในฐานะ สถาปนิกคู่หู

หนูว่ามันเหมือนรอยจูบ

ถึงไม่เห็น แต่เขารู้ว่ารอยจูบเป็นยังไง จนถึงวินาทีนี้ก็ทำได้แต่ภาวนาให้ชุลีคิดไปเอง

กลางวันนะคะ ที่เดิม ได้ค่ะ แล้วเจอกัน เสียงสดใสพร้อมหุ่นสวยคุ้นตาเดินผลักบานประตูออฟฟิซเข้ามา กริการ์วางสาย กล่าวทักทายเพื่อนร่วมงานโดยไม่ได้เน้นใครเป็นพิเศษ ตติยหันไป ใจเต้นโครมคราม หญิงสาวสวมเดรสสีครีมพิมพ์ลายดอกไม้ ทับด้วยแจ็กเกตสีกรมท่า ทรงกระโปรงเป็นสุ่มนิดๆ อวดเรียวขากลมกลึงบนรองเท้าส้นสูงสีน้ำทะเล สีหน้าเบิกบาน แววตาเป็นประกายสดใส

“ว่าไง โอ๊ะ! วันนี้จะไปหาลูกค้าเหรอ” ดนัยที่กำลังยืนคุยกับอิ๋วหันไปทัก

อีกฝ่ายเลิกคิ้ว “เปล่านี่คะ ทำไมเหรอ”

“ไม่ได้ไปหาลูกค้าแล้วจะใส่สั้นจู๋มาแบบนี้ทำไม ไม่มีใครให้อ่อยซะหน่อย”

“แหม พี่” หญิงสาวเท้าเอว “จะให้ก้าใส่ไปไซต์งาน ก้มๆ เงยๆ เกิดอะไรต่อมิอะไรมันออกมาเพ่นพ่านตามเก็บไม่ทันจะทำยังไงล่ะ”

“ก็ไม่ต้องทำอะไร ปล่อยมันไป” หัวหน้าอมยิ้ม

“ใครว่าที่นี่ไม่มีเหยื่อให้อ่อย” เจมส์พูดลอยๆ บรรยากาศเป็นหลุมดำในชั่ววินาที กริการ์ปรายตาไปยังชายอีกคนซึ่งเขาเหลือบมองแวบเดียวก่อนจะกลับไปทำท่าราวกับงานบนหน้าจอละสายตาไม่ได้

“อ้อ! พี่ดนัย เกือบลืม เอกสารส่งงานค่ะ”

หญิงสาวยื่นแฟ้มที่ถือมาส่งให้ คนเป็นหัวหน้ารับพร้อมพยักหน้าก่อนจะหันไปคุยกับลูกน้องอีกคน กริการ์เคลื่อนกายไปที่โต๊ะกลาง วางถุงขนมก่อนจะกลับมานั่งที่เก้าอี้

“เต ก้าซื้อขนมมาฝากด้วยนะ” กริการ์ไม่รู้ว่าได้แสดงความรู้สึกเปรมปรีดิ์ไปทางสีหน้าบ้างหรือเปล่า เพราะเหตุนี้ชายหนุ่มถึงนิ่งเหมือนงอน

“เต...” เธอลากเสียง “ขอโทษที่เปลี่ยนใจกะทันหัน พอดีเพื่อนก้าโทร. มา...”

“ไม่เป็นไร  ไม่ต้องขอโทษ” เขาพูดแทรกขึ้นมาโดยไม่รอฟังให้จบประโยค “ดีแล้ว เพราะเผอิญเตมีงานยังแก้ไม่เสร็จ เดี๋ยวบ่ายก็ต้องไปหาลูกค้าด้วย” ตติยบอก ริมฝีปากยิ้มแต่ดวงตาไม่ยิ้มตาม แล้วก็หันไปทิศเดิม หญิงสาวแอบถอนใจ

 

ไม่ได้เจอกันตั้งหลายวันเป็นยังไงบ้าง แผนการลักพาตัวเจ้าบ่าวม่ายไปถึงไหนแล้ว

กริการ์ยกมือที่กำลังจะไหว้ค้าง ไอร้อนแล่นปรี๊ดขึ้นหน้าเมื่อคู่นัดหมายทักทายราวกับยิงกระสุนใส่

“คุณน้า!

รตีหัวเราะชอบใจขณะรับเมนูจากพนักงานเสิร์ฟ เธอเป็นฝ่ายนัดหญิงสาววัยอ่อนกว่าออกมาเจอ สถานที่คงเดิมแต่เปลี่ยนจากร้านกาแฟเป็นร้านอาหารอีกมุมหนึ่งของตัวอาคาร

“ทำไมพูดแบบนั้นล่ะคะ”

“โอ๊ย...แค่เห็นเธอเดินหน้าบานมาขนาดนั้นก็รู้แล้วว่าเหตุการณ์กำลังไปได้ด้วยดี” เธอหันไปสั่งเมนูอาหาร กริการ์ยกมือประกบใบหน้าตนเอง “รู้ไว้นะสาวน้อย ทุกอย่างที่เธอคิดน่ะมันฟ้องอยู่ในตาหมด”

สาวน้อยหลบการจ้องมองทันที

“เปล่าๆ น้าไม่ได้ตำหนินะ เธอเองก็สมควรได้รับอยู่หรอก เพราะมันก็เป็นสิ่งที่เธอคาดหวังนี่”

“ก้าไม่ได้...”

“แน่ะ พูดอยู่หยกๆ ว่าตาฟ้อง ยังจะมาปฏิเสธอีก”

กริการ์คราง “ใจคอจะไล่ต้อนให้ก้าจนมุมแบนแต๊ดแต๋เลยใช่ไหมคะ คุณน้านี่ก็เล่นเป็นเด็กไปได้ ไม่เอาแล้ว พูดเรื่องอื่นเถอะค่ะ คุณน้ามีธุระอะไรหรือเปล่าคะ”

รตียิ้มไม่ถือสา “พอเถียงสู้ไม่ได้ก็เปลี่ยนเรื่องเชียว”

กริการ์รินน้ำใส่แก้วแล้วยกดื่ม เธอนึกถึงเรื่องราวที่ผ่านมาซึ่งมีรายละเอียดมากมายเสียจนอยากจะถอดใจออกมาวางชำแหละให้รู้แล้วรู้รอด เธอเข้าใจดีว่าความเป็นผู้ใหญ่และการเป็นคนกลางทำให้รตีไม่สามารถแสดงความเห็นอย่างโจ่งแจ้ง แต่แค่รตีแสดงความเป็นมิตรก็คือว่าเป็นกำลังใจชั้นดีสำหรับเธอแล้ว

น้ามีเรื่องงานจะให้ก้าช่วย รตีกล่าว

 

“คุณน้ารตีจะทำห้องรับแขกใหม่ อยากให้เราไปคุยแล้วก็ดูสถานที่ ก้าว่าจะไปพรุ่งนี้ตอนเย็น ไปด้วยกันไหม”

กริการ์กลับมาคุยให้ตติยฟังอีกครั้งตอนมื้อเย็นแถวสำนักงาน ซึ่งเธอเป็นฝ่ายชวนเขา ชายหนุ่มอุตส่าห์ถือขนมของเธอติดมือมานั่งกิน ทำให้บรรยากาศระหว่างกันเริ่มดีขึ้น

“น้ารตี...คนที่เราเคยเจอที่ร้านพี่ภัทรใช่ไหม”

กริการ์พยักหน้า “เตต้องไปด้วยเหรอ แค่แต่งบ้าน ไม่น่าเปลี่ยนโครงสร้างนะ”

“ไปเถอะน่า เพราะยังไม่รู้ว่าเขาจะทำอะไรบ้าง ถ้าเขาถามก้าก็ตอบไม่ถูกอีก นะเตนะ”

กริการ์จิ้มลูกชิ้นมาป้อน ใจลึกๆ รู้ว่าเธอต้องการปลอบใจเรื่องไม่ได้ไปหัวหินเลยยกงานนี้ขึ้นมาเพื่อเอาใจ ซึ่งเขาเองจะทำเป็นเฉยชาต่อเสียก็ได้ หากแต่ยามที่หญิงสาวทำตาอ้อน ทำเสียงพะเน้าพะนอแบบนี้ทีไร...เขาแพ้เสมอ

 

                กริการ์บอกตัวเองว่าเธอมาในฐานะ คนถูกจ้างเพื่อไม่ให้ตติยที่เธอมาด้วยสังเกตเห็นความผิดปกติและเพื่อลดความตื่นเต้นขณะก้าวไปในโลกของอคินและครอบครัว ชายหนุ่มซึ่งเธออยู่ร่วมบ้านในฐานะ ลูกหนี้ตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมา บ้านที่มีพ่อ มีแม่เลี้ยง มีความเป็นมาของชายหนุ่ม ทว่าท้ายที่สุดอาการก็ไม่ดีขึ้นเลยเมื่อเธอเห็นรถเบนซ์คันนั้นจอดอยู่ ให้มันได้อย่างนี้สิ

                รตียืนยิ้มรออยู่หน้าบ้าน หลังจากแนะนำตัวและทักทายกันพอหอมปากหอมคอ เจ้าของบ้านก็กระซิบ

                “ต้องใช้สถาปนิกด้วยเหรอก้า”

                “แล้วต้องใช้ลูกชายมาตัดสินเรื่องแบบห้องใหม่ด้วยเหรอคะ” หญิงสาวบุ้ยหน้าไปทางรถหรู รตีฉีกยิ้มทำตาโตเกินกว่าเหตุ

                “น้าไม่รู้เรื่อง”

                “แต่รู้ว่าเขาจะมาวันนี้ เลยนัดก้าวันนี้”

                “โอ๊ย...ตายแล้ว น้าไม่จ้างก้าดีกว่า เปลี่ยนๆ”  รตีแสร้งร้องเสียงหลง กริการ์หลุดหัวเราะ เดินตามเข้าไปในตัวบ้าน โดยไม่ลืมที่จะหันมาพยักหน้าให้ตติยซึ่งยืนทำหน้างงอยู่ให้เดินตามมา

                แววตาอคินเปลี่ยนไปเมื่อเห็นกริการ์ และยิ่งวาวจัดเมื่อเห็นชายที่มากับเธอ ตลอดเวลาที่อติภพกับรตีบอกสไตล์ที่ต้องการในแบบใหม่ อคินไม่ได้พูดอะไร เขานั่งนิ่งๆ อยู่ตรงมุมหนึ่งใกล้ห้องครัว หากนั่นก็เพียงพอแล้วที่ทำให้กริการ์หนาวๆ ร้อนๆ เหมือนจะเป็นไข้

                ผู้ใหญ่สองคนทำให้กริการ์นับถือ ไม่เพียงแต่ในฐานะผู้จ้างอย่างเดียวเท่านั้น แต่ในฐานะญาติผู้ใหญ่คนทั้งคู่ก็แสดงตนได้โดยไม่หลุดเรื่องระหว่างกันออกมาอย่างที่เธอกลัว มิหนำซ้ำสายตาที่มองเธอยังเจือความห่วงใยปนเอ็นดู ซึ่งตรงข้ามกับสายตาจากคนในครอบครัวแท้ๆ ของเธออย่างสิ้นเชิง

                “ลุงอยากได้บรรยากาศแบบเก่าๆ หน่อย แต่ไม่ใช่โบราณ เอ...เรียกไม่ถูก”

                “แบบนี้หรือเปล่าคะ วินเทจ” กริการ์เปิดแฟ้มตัวอย่างให้ดู อติภพพยักหน้าร้องใช่ๆ จากนั้นก็ขยายความว่าต้องการอะไรบ้าง หญิงสาวตั้งใจฟังและจดลงสมุด ทิ้งให้ตติยซึ่งนานๆ ได้พูดทีนั่งเงียบ

                ชายหนุ่มพยายามแก้เบื่อด้วยการกวาดสายตามองไปรอบๆ ทำนองสำรวจพื้นที่การทำงาน แต่แล้วก็ต้องสะดุดกึกเมื่อเห็นสายตาลูกชายเจ้าของบ้านที่มองกริการ์ แต่เมื่อรู้ตัวว่าเขามองอยู่ ไม่กี่วินาทีอีกฝ่ายก็หันไปทางอื่น ไม่ตื่นตระหนกจนดูมีพิรุธ แค่ขยับตัวเปลี่ยนอิริยาบถราวกับเป็นการมองผู้มาเยือนซึ่งรู้จักในฐานะญาติเท่านั้นเอง

                “เต...”

                ตติยยืดตัว เมื่อถูกดึงเข้าบทสนทนาจึงละความสงสัยและหันไปฟังคำถามโดยปริยาย

 

                วันต่อมา

                อคินรับกล่องใส่ผ้าไหมและตัวอย่างเสื้อมาจากเพียงดาวก่อนจะส่งต่อให้ไบรอัน ชายทั้งสองจับมือกัน ต่อมาก็หันมายื่นมือให้พรฟ้าและเพียงดาวในฐานะเจ้าของธุรกิจตัวจริง

                “ผ้าสวยมากๆ ครับ ทั้งประณีต ละเอียด แถมเป็นงานทำมือแบบนี้ ผมเชื่อว่างานของคุณจะได้รับการยอมรับในทั่วโลกแน่ๆ” นักธุรกิจหนุ่มกล่าวอย่างเป็นงาน

                “ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกมั้งคะ” เพียงดาวยิ้มหวาน รู้สึกเขินแต่ก็ยินดี “เราเพิ่งจะลองตลาดต่างประเทศเป็นครั้งแรก ต้องค่อยเป็นค่อยไปค่ะ”

                “ไม่จำเป็นต้องถ่อมตัวหรอกครับ ผ้าไหมไทยได้รับการยอมรับจากชาวต่างชาติมานานแล้ว สตรีหมายเลขหนึ่งของประเทศผมยังใส่เลย” ไบรอันอธิบายเพิ่มว่า การที่เขาขอตัวอย่างผ้าไปก็เพื่อให้ที่ประชุมได้ร่วมกันพิจารณาและจะลองให้ดีไซเนอร์ได้ออกแบบเพื่อเป็นการเพิ่มมูลค่าในการออกโชว์มากยิ่งขึ้น

                “เดี๋ยวผมจะส่งอีเมลมานัดคุณอีกที คุณอาจจะต้องบินไปเอาใบสั่งซื้อหน่อยนะ” ไบรอันยักคิ้วให้อคิน เจ้าของโครงการผงกศีรษะรับ ยิ้มน้อยๆ ทว่าในแววตาแสดงออกถึงความยินดี หัวใจพองโตชุ่มชื่นด้วยงานที่คิดกำลังจะสำเร็จเรียบร้อยในไม่ช้า ทั้งหมดเดินออกจากห้องตัดเย็บเพื่อไปที่ลานจอดรถ

                “ผมได้มีโอกาสเห็นโรงทอผ้าไหมหลายที่แล้ว แต่เลือกคุณเพราะที่นี่มีศักยภาพพอจะผลิตลอตใหญ่ได้ ผมไม่คิดจะเอาไปโชว์แค่มุมหนึ่งของร้าน แต่จะจัดห้องผ้าไหมไทยโดยเฉพาะ” คำพูดของไบรอันยิ่งทำให้อคินมั่นใจ ไบรอันหันมาทางพรฟ้า

                “คุณโชคดีมากที่ได้ร่วมงานกับคุณพรฟ้า เธอเป็นคนเก่งมากที่ดูแลรักษามรดกซึ่งเป็นวัฒนธรรมของคนไทยได้ดีขนาดนี้”

                “มิสเตอร์ไบรอัน” พรฟ้าแทรกด้วยน้ำเสียงนุ่มทว่าหนักแน่น “ทางตระกูลเราต่างหากที่ต้องขอบคุณอคิน เป็นโชคดีของเรา ต้องยกความดีความชอบให้หลานฉันค่ะ”

                “หลาน?

                “อคินเป็นสามีของหลานสาวฉัน เป็นหลานเขยน่ะค่ะ ที่กิจการของฉันขยายใหญ่โตได้ขนาดนี้ก็เพราะเขามาช่วยดูแลค่ะ ถ้าเขากับคุณทำธุรกิจร่วมกัน ฉันคงวางใจให้เขาดูแลได้”

                Oh Great!” ไบรอันแสดงสีหน้าชื่นชม “ไม่ยักรู้ว่าคุณแต่งงานแล้ว”

                ที่ผ่านมามีแต่เพียงดาวเท่านั้นที่แสดงออกนอกหน้าว่าเป็นปลื้มเขา ทั้งกรุยทางทั้งเปิดโอกาสเรื่องแพรวาให้เสร็จสรรพ แน่นอนว่าอคินไม่ได้รังเกียจ เพียงแต่จุดประสงค์ของเขาครอบคลุมอยู่ในคำว่า เหมาะสม เท่านั้นทว่าคราวนี้พรฟ้าถึงกับออกโรงเอง อ่านใจเขาแล้วถอดออกมาเป็นคำพูดอย่างไม่จำเป็น เหมือนล้อมรั้วที่มองไม่เห็น บีบไม่ให้พูดอะไรนอกทาง อันที่จริงตำแหน่ง สามีก็ยังไม่เกิดขึ้นเสียด้วยซ้ำ ชายหนุ่มไม่ชอบความรู้สึกนี้ขึ้นทุกที เขาเมินเฉยกับสายตาสองคู่แล้วหันไปคุยกับไบรอันแทน

 

                คราแรกที่อคินเห็นกริการ์นั่งอยู่ในห้องรับแขกก็ดีใจ แต่พอเห็นว่าข้างกายหญิงสาวมีชายอีกคนมาด้วยความหงุดหงิดก็เบียดเข้ามาแทนทีทันที อุตส่าห์สละเวลาพักกลางวันที่เอาไว้ทำงานขับรถกลับบ้านเพื่อมากินข้าวเพราะรู้ว่าวันนี้เธอจะเอาแบบที่เขียนเสร็จมาให้ผู้เป็นพ่อดู หวังจะได้เห็นหน้ากับตากลมใสยามจดจ่อกับงาน แต่พอมีใบหน้าอีกคนอยู่ร่วมเฟรมก็พานหมดอารมณ์

                “อ้าวคิน มาพอดีเลย เดี๋ยวกินข้าวกันนะ พ่อคุยกับหนูก้าแป๊บเดียว”

                ชายหนุ่มทำเพียงผงกศีรษะ แล้วเดินเลี่ยงไปบริเวณห้องรับประทานอาหาร บริภาษในใจต่อชายอีกคนที่สายตาวาวไม่เป็นมิตร ตามหวงตามติดเป็นองครักษ์พิทักษ์เจ้าหญิงอยู่ได้ น่ารำคาญ

                สิบนาทีต่อจากนั้นทั้งหมดก็พากันมาที่โต๊ะอาหาร     

“อร่อยไหม อ้อ! ไม่ต้องชมน้านะ แม่บ้านทำ น้าทำไม่เป็นหรอก”

                ตติยต่อประโยค “อร่อยจริงๆ ครับ ผมอยากมีแม่บ้านทำอาหารเก่งแบบนี้บ้างจัง จะได้ทำของอร่อยให้กินทุกวัน”

                “อ้าว เตยังไม่มีคนหุงข้าวให้เหรอจ๊ะ”

                สายตาคนถูกถามปราดมองไปที่หญิงสาวข้างตัวทันใด “ยังครับ เผอิญคนที่มองอยู่เขาทำกับข้าวไม่เก่ง”

                กริการ์ชะงักมือที่กำลังตักแกงเขียวหวาน ไอ้บ้าเต รู้นะว่าหมายถึงอะไร เธอเหลือบมองอคิน ชายหนุ่มเอาแต่สนใจกับอาหารตรงหน้า

                “เดี๋ยวนี้น่ะ ทำกับข้าวเก่งหรือเปล่าไม่สำคัญแล้ว แต่มันอยู่ที่ทั้งสองคนมีเวลากินข้าวด้วยกันหรือเปล่าต่างหาก ต่อให้มีอาหารหรูมาวางตรงหน้า แต่ผู้ชายไม่มาหา ไม่มากิน ก็เปล่าประโยชน์ จริงไหมก้า”

                “เอ่อ...ใช่มั้งคะ” กริการ์เกือบจะรับไม่ทัน

                “ก้ากับเตรู้จักกันมานานแล้วเหรอ” อติภพเป็นฝ่ายถามบ้าง แน่นอนว่าตติยเป็นฝ่ายตอบ และเต็มใจที่จะตอบ พอเขาบอกว่าสองปี ผู้สูงวัยก็เลิกคิ้ว “สองปีเองเหรอ แต่ดูสนิทเหมือนรู้จักกันสักสิบปี”

                “ด้วยเนื้อหาของงานน่ะครับ เราต้องทำด้วยกัน ที่ออฟฟิซเองก็มีกันไม่กี่คน เวลาไปไหนก็ยกกลุ่มกันไปก็เลยสนิทกัน”

                บทสนทนาไหลลื่น ลูกจ้างนายจ้างคุยกันได้อย่างเป็นธรรมชาติสมกับที่เป็นญาติและคนรู้จัก มีชายคนเดียวเท่านั้นที่กริการ์ไม่ได้ยินเสียงเขาเลยตลอดมื้ออาหาร

                เมื่อท้องอิ่มก็น่าจะได้กลับทันที แต่อติภพพูดถามว่าถ้าอยากเอาบาร์เหล้าไปแต่งใหม่พอจะทำได้ไหม หญิงสาวจึงหยุดยืนมอง ตติยยืนอยู่อีกฝั่งของห้อง

                “กลับแล้วเหรอ” เสียงรตีถามใครสักคน และก็มีเสียงตอบ หญิงสาวพยายามบังคับสายตาให้พิจารณาที่เฟอร์นิเจอร์ว่ามันทำมาจากวัสดุอะไรเพื่อจะให้คำแนะนำแก่เจ้าบ้าน หางตาเห็นร่างสูงกำลังจะเดินผ่านไป

                จังหวะที่เขาเฉียดกายมาใกล้เพียงชั่วแวบ มือข้างซ้ายซึ่งปล่อยข้างตัวถูกลูบที่ปลายนิ้ว หญิงสาวสะดุ้ง รีบดึงกลับมาวางบนโต๊ะ อติภพเลิกคิ้ว กริการ์ต้องยิ้มเจื่อน อคินเดินไปที่รถแล้ว

                ติ๊ด...

                เสียงโทรศัพท์ทำให้กริการ์สะดุ้งอีกครั้ง เธอรีบหยิบมาดูเกรงว่าจะเป็นสายด่วน แต่เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าเป็นแค่เสียงเรียกข้อความเข้าก็เมื่อหยิบมาแล้ว คู่สนทนาก็ไม่ได้ทำท่าตำหนิอะไรที่ถูกขัดจังหวะ เธอจึงคิดว่าควรเปิดดูเสียหน่อย

                See you tonight?

                พอรู้ว่าเป็นใครที่ส่งมา ก็เห็นสายตาจากกระจกรถยนต์ที่จับจ้องมาที่เธอพอดี ชายหนุ่มนั่งอยู่ในตำแหน่งคนขับ ไม่จับพวงมาลัยหรือทำกิริยาใดที่บอกว่ากำลังสตาร์ตเครื่องยนต์ เขานั่งเฉยๆ เหมือนรอ...

                ตติยเดินมาหา “ใครเหรอ”

                กริการ์เบี่ยงตัวหลบ “แป๊บหนึ่งนะเต” เธอควรจะดีใจที่อคินแสดงอาการเป็นเจ้าของ หรือสับสบเพราะอีกฝ่ายเริ่มรุกรานหว่านล้อมมากขึ้นจนเธอกลบพิรุธไม่ได้ หรือจะรำคาญเพื่อนชายที่คอยจ้องจับผิดในทุกอิริยาบถกันแน่

                เห็นได้ชัดว่าอคินจะไม่ขับรถออกไปแน่ถ้ายังไม่ได้คำตอบ ตติยจะรู้ตัวไหมว่ากำลังมีคู่แข่ง แต่เธอไม่กล้าบอกว่าเขาจะไม่ชนะ

                ในที่สุดกริการ์ก็กดส่งข้อความ เธอถอนหายใจแล้วหันมายิ้มกว้างให้ชายทั้งสองคน

                “โอเค ต่อเลยค่ะ”

 

                ตอนอคินออกจากห้องน้ำก็ไม่เห็นกริการ์บนเตียงแล้ว แต่พอเดินออกไปก็เจอหญิงสาวอยู่ที่โต๊ะอาหาร เธอนั่งชันเข่า สองมือประคองแก้วกาแฟที่วางบนเข่า อาภรณ์มีแค่เสื้อยืดตัวโคร่งจึงเห็นทั้งเรียวขาเปล่าเปลือย นัยน์ตามองไกลๆ มุมปากยกยิ้มนิดๆ เหมือนกำลังดื่มด่ำกับบรรยากาศยามเช้าอันสดใส ภาพนั้นตรึงเขาอยู่นาน กระทั่งเธอหันมา

                “ยังไม่รีบแต่งตัวอีก เดี๋ยวก็ไปทำงานสายหรอก” อคินทำเสียงดุ แต่อีกฝ่ายอมยิ้ม

                “ขี้เกียจจัง วันนี้ไม่น่าทำงานเลย อืม...เบี้ยวดีกว่า โดดงานด้วยกันไหม”

                อคินหยิบเนกไท “พูดเป็นเด็ก”

                “ก็หัดทำตัวเป็นเด็กซะบ้างสิ ทำอะไรไร้สาระโดยที่ไม่ต้องหาเหตุผล บางทีคำตอบมันอาจจะเดินเข้ามาหาเราเอง” ดูเหมือนเธอจะรำพึงกับตัวเองมากกว่าพูดกับเขา

                “ฝนไม่ตก อากาศก็ไม่ร้อนตับแลบ อย่าเพิ่งเพี้ยนเลยน่ะ ไปได้แล้ว”

                กริการ์หุบยิ้ม “ลืมไปว่าคุณเป็นผู้บริหาร ยิ่งต้องรับผิดชอบมากกว่าลูกจ้างแบบฉัน”

                ทั้งคำพูดคำจาและท่าทางเซื่องซึมดูไม่เป็นธรรมชาติ ชายหนุ่มเดินไปหยุดตรงหน้า “ถามจริง เป็นอะไรไป” หญิงสาวสั่นศีรษะ พอเธอทำตัวเรียบร้อยเขากลับรู้สึกขาดชีวิตชีวา อคินวางมือบนโต๊ะ โน้มตัวลงไปใกล้

                หรือว่าเมื่อคืนทำให้ไม่ถูกใจ

                เท่านั้นแหละ ดวงหน้าเกลี้ยงเกลาก็แดงจัดขึ้นทันใด เธอทะลึ่งพรวดจนเขาดึงตัวหลบแทบไม่ทัน

                “คุณอคิน! นี่!

                อคินหลุดหัวเราะออกมา ท่าทางหญิงสาวที่อยากจะต่อว่าแต่ก็เขินอายจนเลือกคำพูดมาใช้ไม่ทันดูตลกจนเขาอดขำไม่ได้ เธอกำมือเหวี่ยงไปมาด้วยความไม่ได้ดั่งใจแล้วเดินย่ำเท้าปึงปัง ชายหนุ่มรั้งตัวไว้

                “เดี๋ยวสิก้า”

                “ไม่ต้องมาจับเลย คุณน่ะมัน...”

                “ผมทำไม แล้วตกลงว่าเมื่อคืนทำให้ไม่ถูกใจใช่หรือเปล่า” เสียงเขากระซิบ แต่เธอกระแทกกระทั้น

“ไม่รู้! ปล่อย!

                “บอกหน่อยสิ อ้อ! เมื่อกี้ชวนผมโดดงานใช่ไหม ดีเลย...เปลี่ยนใจดีกว่า จะได้แก้ตัวใหม่”

                “นี่!

                “ได้ทั้งวันเลยนะ”

                “พอแล้วๆ!” เธอตะโกนใส่ ชายหนุ่มปล่อยมือ หัวเราะงอหายที่เห็นหญิงสาวโวยวายหลุดฟอร์ม ขณะที่อีกฝ่ายหน้านิ่วคิ้วขมวดหายใจฟืดฟาดเหมือนวัวเพราะรู้ว่าตัวเองเสียท่า ก้อนเนื้อในอกเต้นโครมครามเหมือนจะหลุดออกมาข้างนอก รอยยิ้มสดใสของเขามัดเธอจนดิ้นไม่หลุด

                “แบบนี้สิค่อยกลับเป็นคนเดิมหน่อย”

อคินพูด ก่อนจะผละออกไปเมื่อได้ยินเสียงโทรศัพท์ แปลกใจที่มีสายเรียกเข้าแต่เช้า

                “ครับ”

                “อคิน เราเจอน้องแพรแล้ว!

 

  

               


15.12.17

สามารถดาวน์โหลดฉบับเต็มเรื่องพร้อมตอนพิเศษได้ที่

https://www.mebmarket.com/web/index.php?action=BookDetails&data=YToyOntzOjc6InVzZXJfaWQiO3M6NjoiNzk2OTExIjtzOjc6ImJvb2tfaWQiO3M6NToiMzAyNTQiO30

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 23 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

832 ความคิดเห็น

  1. #827 Aortic (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 16 ธันวาคม 2560 / 00:39
    คู่นี้สวีททีไรโดนขัดตลอด
    #827
    0
  2. #735 darika-grammy (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 23 สิงหาคม 2554 / 18:46
    เฮ้ย ทำไมเจอตัวแพรเร็วจัง
    #735
    0
  3. #532 >>Khwanana<< (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 24 กรกฎาคม 2554 / 23:42
     ตัดบรรทัดสุดท้ายออกไปปปปปปปปปปปปปปปปป
    #532
    0
  4. #493 จิรารัตน์ (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 23 กรกฎาคม 2554 / 12:39
    เขากำลังหยอกล้อกันดันโทรมาแจ้งข่าวว่าเจอน้องแพรแล้ว
    #493
    0
  5. #355 MU @ Club (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 12 กรกฎาคม 2554 / 01:21

      อยู่ด้วยกัน แต่ไม่มีโอกาสและจังหวะให้เปิดอกคุยกัน

      มีแต่ความคุมเคลือ และอึดอัด กระจายอยู่ทั่วไประหว่างคุณคินกับนู๋ก้า

      ทั้งหวงทั้งหึงแทบบ้า เวลาเห็นนู๋ก้าใก้ลชิดกับพี่เต

      เฮ้ย..!!! แต่ก็ยังไม่รู้ใจตัวเองรู้สึกยังไงอยู่ดี คุณคินนะคุณคิน

      รีดเดอร์เคืองแทนนู๋ก้าแล้วนะเนี๊ยะ

      แล้วจะทำไงทีนี้ น้องแพรก็จะกลับมาแล้ว

      ดูซิ ไม่มีลูกหนี้ให้กอดนอนแล้วจะเป็นยังไงบ้าง

      สาธุ ขอให้คุณคิน นอนไม่หลับ และนอนฝันร้ายทุกๆ คืนเลย 5555
                   
    #355
    0
  6. #282 prawpraw (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 6 กรกฎาคม 2554 / 18:34

    เอ้า กำลังมีความสุขเลย

    #282
    0
  7. #83 tuatoto (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 3 มิถุนายน 2554 / 20:26
    ว่าเเต่ถ้าเจอเเพรเเล้วอคินจะทำไง ?????
    มันต้องให้รถไฟอีกคันมาช่วยวิ่งบ่อยๆๆเนาะ อคินจะได้รุ้ตัว 5555
    แต่ก้เเอบสงสารเตนะ สงสารก้าด้วยถ้าเจอเเพรเเล้วก้าของเราจะทำงัยดีน้อ
    #83
    0
  8. #81 tabo (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 2 มิถุนายน 2554 / 20:33
    เอ๊ะ ไม่มีฉากต่อจากตอนก่อน 555
    #81
    0
  9. #80 cactus (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 2 มิถุนายน 2554 / 17:23
    อ่านตอนนี้แล้วแอบแปลกไปนิดนึงคะ ตอนที่อยู่ห้องรับแขกกัน แต่อยู่ๆก็วันต่อมาที่อยู่กับคุณเพียงดาว แล้วก็กลับมาที่ห้องรับแขกอีก เอ่อคุณไรเตอร์ผู้น่ารักช่วยหนูหน่อยนะคะ หนูไม่เก็ท^^
    #80
    0
  10. #79 rung_dao (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 2 มิถุนายน 2554 / 16:31
    พี่คิน น่ารัก หนูก้าทำให้พี่คินหลุดมาดน่ารักบ่อยนะ

    #79
    0
  11. #78 MBA (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 2 มิถุนายน 2554 / 16:03
    ว่าแล้วต้องรู้จักกันมาแต่เด็ก อุอุ
    #78
    0
  12. #76 che_ii (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 2 มิถุนายน 2554 / 15:24
    อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก  อึดอัดๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ   เมื่อไหร่จะรู้ดำรู้แดงกันไปซะที  ทรมานอ่ะ  เจอแพรก็ดีแล้ว  จะได้รู้กันไปเลย  อยากอ่านอีกจัง  ไปช่วยพิมพ์ไม๊คะ ?  ไรเตอร์ขาาาาาาาาาาาา  
    #76
    0
  13. #75 kapooksilom (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 2 มิถุนายน 2554 / 15:22
    สนุกจังเลย ชอบมากค่ะ
    #75
    0
  14. #72 Potae Jung (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 2 มิถุนายน 2554 / 14:34
    แล้วพระเอกของเราจะเลือกใครระหว่างน้องแพรกับก้าอ่ะ มาเป็นกำลังใจให้ไรท์เตอร์ค่ะ
    #72
    0