เหลี่ยมเสน่หา

ตอนที่ 13 : หัวหินถิ่นมีเรา

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 5,451
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 17 ครั้ง
    10 ธ.ค. 60


13

 

            ตติย...โทรศัพท์มา

            อคิน...อยู่ในห้องน้ำ

            เอายังไงดี กริการ์หันซ้ายขวา นึกหาคำตอบดีๆ เพื่อปฏิเสธเพื่อนชาย เหตุผลอะไรที่จะไม่ทำให้เขาเสียใจ นัดหมายเป็นมั่นเป็นเหมาะแล้วก็ต้องพลาดอีก ครั้งนี้มันกลายเป็นสองงานซ้ำซ้อนที่เขาผิดหวัง

            สายตัดไป หญิงสาวพยายามคิด แต่ไม่ทันเพราะเขาโทร. มาซ้ำอีก เธอจำต้องกดรับสาย

เสียงชายหนุ่มสดใส “กำลังจะออกจากบ้านนะคร้าบ...”

            กริการ์ใจหายวาบ “เต เดี๋ยว! อย่าเพิ่ง ไม่ต้องแล้ว เดี๋ยวก้าไปเอง”

            “อะไรนะ!

            “คือ...” เธอสูดลมหายใจ “ไม่ต้องไปกับก้าแล้ว เดี๋ยวก้าไปเอง เตไม่ต้องออกมานะ”

            เขานิ่งไปเล็กน้อย “ไม่เป็นไร เตว่าง กำลังจะไปแล้ว”

            “ไม่ต้อง!” เธอเผลอตะโกน แล้วก็อยากตบปากตัวเองเสียจริงๆ “คือ...พรุ่งนี้เตมีนัดลูกค้าสำคัญไม่ใช่เหรอ เดี๋ยวจะเหนื่อยนะ”

“หัวหินแค่นี้สบายมาก ไม่เป็นไร”

“แต่ก้าไม่อยากรบกวนเตจริงๆ ก้าจะแวะไปหาเพื่อนด้วย แค่นี้นะเต”

กริการ์ตัดบท เธอรีบวางสายและเปลี่ยนเป็นโหมดสั่นสะเทือนไม่ให้เสียงเรียกดังเป็นที่สงสัย จังหวะนั้นอคินเปิดประตูห้องน้ำออกมาพอดี หญิงสาวสะดุ้งเล็กน้อย เขามองเชิงสงสัยแต่ไม่ถามอะไร แล้วรีบจัดการตัวเอง เธอแอบถอนใจโล่งอก

 

ตติยยังงงไม่หายขณะกดโทร. ออกซ้ำๆ อยู่ดีๆ กริการ์ก็บอกปัดไม่ให้เขาไปส่งงานออกแบบด้วยกัน ทั้งที่รับปากอย่างดี สองครั้งแล้วในรอบสัปดาห์ที่เขาถูกเบี้ยวนัด

ที่ผ่านมาไม่มีสักครั้งที่เธอปฏิเสธไม่ให้เขาไปไหนต่อไหนด้วย ถึงขนาดมานอนค้างที่ห้องก็เป็นการยืนยันความไว้ใจได้เป็นอย่างดี

แล้วทำไม...

ตติยไม่อยากตีตนไปก่อนไข้เรื่องท่าทางแปลกๆ ถึงจะสนิทสนมขนาดเรียกได้ว่าเป็นคู่หู แต่ก็มีหลายครั้งที่กริการ์แสดงให้เห็นว่ามีความลับ มีเรื่องที่ไม่ต้องการให้เขารู้

กริการ์ไม่รับสาย ตติยหงุดหงิด และพาลหัวเสียจนเกือบเขวี้ยงโทรศัพท์ แต่ก็ยั้งใจทันว่าเพิ่งซื้อมาใหม่

หัวใจเขากำลังสั่นคลอนจากลางสังหรณ์

 

แม่ค้าวัยสี่สิบดูรูปที่ชายแปลกหน้าส่งให้พลางเอียงคอครุ่นคิด

“ป้าก็ไม่ได้รู้จักสนิทสนมอะไรมากหรอก รู้แต่ชื่อรัฐ เขาก็เอาส้มมาขายเหมือนคนแถวนี้นั่นแหละ”

“แล้วคนนี้ล่ะครับ” เขาส่งรูปถ่ายให้อีกใบ แม่ค้าปฏิเสธไปครึ่งคำแต่เปลี่ยนใจ “เอ๊ะ! เหมือนเคยเห็นนะ น่าจะมากับรัฐ แต่ชื่ออะไร เป็นอะไรกันป้าไม่รู้หรอก”

เขารับรูปคืน

“ว่าแต่จะตามหาไปทำไม เขาทำอะไรเหรอ”

อีกฝ่ายส่งสายตาวิบวับ นานทีคงมีเรื่องคล้ายละครมาให้ตื่นเต้น ชายนักสืบยิ้มน้อยๆ “ไม่มีอะไรครับ แค่บางทีคุณสองคนนี้อาจจะมีสิทธิ์รับมรดกน่ะครับ”

คนฟังตาโต ท่าทางกระตือรือล้นขึ้นมาทันที เธอหันซ้ายหันขวา เห็นชายหนุ่มคนหนึ่งเดินอยู่ไกลๆ จึงร้องเรียก

“กั้ง ไอ้กั้งโว้ย!

แต่คนถูกเรียกไม่ได้ยิน เขากระโดดขึ้นท้ายรถกระบะก่อนที่ยานพาหนะนั้นจะเคลื่อนตัวออกไป

“ทำไมเหรอครับพี่”

“อ๋อ รู้สึกว่าไอ้เจ้านั่นมันจะอยู่หมู่บ้านนั้น น่าจะรู้จักคนที่คุณตามหาอยู่ น่าเสียดายที่เรียกก็ไม่ได้ยิน ปัดโธ่!

เธอตบเข่าไม่ได้ดั่งใจ ชายหนุ่มรู้สึกเสียดายแต่ก็ตื่นเต้นที่รู้ว่าตัวเองเข้าใกล้เป้าหมายที่ตามหาอยู่เข้าไปทุกที เขาหยิบกระเป๋าสตางค์ควักธนบัตรออกมาซื้อผลไม้และไม่รับเงินทอน สร้างรอยยิ้มให้แม่ค้าไม่น้อย

 

เช้าวันอาทิตย์บนถนนมียานพาหนะบางตา อคินจึงขับรถไปโดยไม่รีบร้อน แต่คนโดยสารกลับตื่นเต้นอย่างไม่มีสาเหตุจนต้องระงับตนเองด้วยการหายใจเข้าออกลึกๆ หลายหน ถึงจะอยู่ร่วมบ้านกันหลายวัน มีอะไรลึกซึ้งก็หลายครั้ง แต่กริการ์ก็ยังรู้สึกวูบไหว ท้องไส้ปั่นป่วนเหมือนอยากเข้าห้องน้ำก็ไม่ใช่หิวก็ไม่เชิง คล้ายกับมีอะไรลอยไปมาอยู่ในร่าง เหมือนกลับเป็นเด็กสาวอายุสิบเจ็ดอีกครั้ง

            กริการ์เหลือบมอง ชายหนุ่มสวมเสื้อยืดสีขาวแขนยาวร่นไปถึงข้อศอก ท่อนล่างเป็นกางเกงยีนกับรองเท้าผ้าใบ ดูลำลองและลดวัยไปเหมือนวัยรุ่นปลายๆ หญิงสาวอดยิ้มไม่ได้

            “มีอะไรเหรอ”

            เธอเบนสายตาไปยังถนน “เปล่าค่ะ”

            ความยินดีมันไม่ใช่เพียงแค่ได้นั่งรถมาด้วยกัน แต่เป็นเพราะอีกฝ่ายเอ่ยปาก เสนอตัวช่วยเหลือ นอกเหนือจากการพูดคุยกินข้าวอย่างที่เคย ทำให้คิดได้ว่ากำแพงความโกรธของเขาทลายลงแล้ว เริ่มมองเห็นพื้นที่อีกฟากฝั่ง ซึ่งเธอ...อยากจะก้าวข้ามไป

            “จอดปั๊มหน่อย” กริการ์บอกเมื่อเห็นป้ายแสดงสัญลักษณ์จุดเติมน้ำมันอยู่ข้างหน้า

            “ไม่ต้องเติมน้ำมันให้นะ ผมเพิ่งจัดการเมื่อวานนี้เอง” เขาบอกขณะเลี้ยวรถ

            “ไม่ได้เติมให้รถ เติมให้ตัวเอง” เธอหยิบกระเป๋า

            ขณะที่อคินยืนรอกาแฟสดไม่กี่นาทีกริการ์ก็ออกมาจากร้านสะดวกซื้อด้วยของกินเต็มสองมือ ขนมขบเคี้ยว ไส้กรอก น้ำอัดลม เธอแกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ตอนเขามอง

            พอขึ้นรถอีกครั้ง อคินก็ยังมอง หญิงสาวพอเข้าใจ นี่ละนะคนมีรถหรู “ไม่ต้องห่วงค่ะ ฉันจะระวังไม่ให้เปื้อนแม้แต่หยดเดียว”

            “ผมยังไม่ได้ว่าอะไรเลย”

            “สายตาคุณไม่ไว้ใจ” กริการ์โต้กลับ เรียกรอยยิ้มแต้มบนใบหน้าคมได้

            รถแล่นไปข้างหน้า กริการ์เคี้ยวลูกชิ้น “หิวไหม กินอะไรหรือเปล่า” เธอถาม

            “ไม่เป็นไร” เขาปฏิเสธ คงอยากจะบอกว่าขับรถอยู่ไม่สะดวก

            “ฉันป้อน” เธอพูดพลางหยิบไม้แหลมจิ้มลูกชิ้นยื่นให้ “อ้ะ...”

            อคินเหลือบมองแวบหนึ่ง เห็นสายตาคะยั้นคะยอแล้วใจสั่นไหว เขาอ้าปากรับ คนป้อนยิ้มแฉ่ง พูดต่อว่าเพราะเธอกับเขายังไม่ได้กินมื้อเช้าด้วยกันทั้งคู่ ต้องอาศัยมากินระหว่างการเดินทางเป็นเรื่องปกติ

            “คุณขับรถก็ขับไป ฉันป้อนของกิน อยากได้อะไรบอกมาเลย จัดให้” เธอจัดการเรียงของทุกอย่างไว้บนตัก อคิน ได้ขนมจีบไปอีกหนึ่งชิ้น

            “ไม่มีซาลาเปาเหรอ”

            “ไม่มี ชอบซาลาเปาเหรอ”

            “เปล่า แค่ถามดู”

            “ฉันชอบขนมจีบมากกว่า” กริการ์บอก “เวลาให้ใครเขาจะได้รู้ว่าหมายความว่ายังไง” หางตาเธอมองเห็นคนได้ยินชะงักเล็กน้อยจึงหลบไปมองข้างทาง ไม่กล้ามองมากกว่านั้น ไม่อยากให้เขาเห็นสายตาเขินอายที่ฟ้องความในใจ เธอรู้สึกว่าแก้มร้อนผ่าว แต่ไม่กี่นาทีก็หันมาบริการต่อ

            “นัดลูกค้ากี่โมง”

            “บ่ายโมงค่ะ แต่ว่าต้องเข้าไปตรวจงานก่อน”

            ชายหนุ่มพยักหน้า รถแล่นกินระยะทางอีกสักพัก “ฟังเพลงได้นะ”

            กริการ์มองแผ่นซีดีแล้วหยิบขึ้นมาดู ส่วนใหญ่เป็นเพลงสากลเก่า ถ้าเดาไม่ผิดอาจจะยุคปีเจ็ดศูนย์

            “แต่สงสัยคุณจะไม่ชอบแนวผมมั้ง” เขาบอกยิ้มๆ

            “ไม่ใช่ไม่ชอบ แต่ไม่รู้จัก” เธอเลือกมาหนึ่งแผ่น “แต่ฟังดูก็ได้ ไม่รู้จักไม่ได้แปลว่าไม่เพราะ หน้าตาดูเก่าหรือไม่สวยไม่ได้แปลว่าไม่มีคุณภาพ”

            หญิงสาวพูดไปเรื่อย ขณะวางแผ่นลงเครื่องเล่น เสียงเพลงเนิบนาบจากดนตรีที่ปรุงแต่งไม่มาก กริการ์นั่งอ่านรายละเอียดศิลปิน ได้ยินเสียงฮัมเพลงจากอคิน ความอ่อนละมุนในสีหน้าเขากลืนกินหัวใจเธอ

            ไม่ดีเมื่อแรกพบ ไม่ได้แปลว่าจะเลวร้ายตลอดไป

            ขอเวลาให้เธออีกนิดเถิด

 

            รถข้ามจังหวัดร่วมร้อยกิโลเมตรมายังจุดหมายเมื่อใกล้เที่ยง ตรวจเช็กงานกับโฟร์แมนซึ่งเป็นชายวัยเกือบสี่สิบเสร็จตอนเกือบจะบ่าย

“ที่เหลือรอให้ลูกค้ามาดูก็เสร็จแล้วสิ”

“ค่ะ” หญิงสาวยิ้ม ค่อนข้างพอใจเพราะได้ดูด้วยตนเองก็เห็นว่างานทั้งหมดตรงตามแบบและได้คุณภาพเรียบร้อย

“ไปหาอะไรกินก่อนเถอะ”

อคินดูเวลา “จะทันเหรอ”

“ทันไม่ทันก็ต้องกิน คุณอุตส่าห์ขับรถมาให้ทั้งที”

“ผมไม่หิวเท่าไรนะ กินขนมคุณไปตั้งเยอะ”

“แต่ฉันหิวนี่ ไปเถอะน่า” กริการ์ดึงแขนอคิน เธอต้องยืนยันว่าลูกค้าคุยกันได้และเธอรู้จักร้านอาหารซึ่งอยู่ไม่ไกลจากตรงนี้มากนักเขาถึงยอม ลูกค้าโทร. เข้ามาพอดีตอนเรียกเก็บเงิน ทั้งคู่เดินกลับมา คู่นัดหมายยืนรออยู่แล้ว กริการ์ยกมือไหว้

“สวัสดีจ้ะ”

ลูกค้าเป็นหญิงสาวร่างท้วมตัดผมสั้น เธอแต่งกายด้วยเสื้อเชิ้ตกับกางเกงยีนคล้ายผู้ชาย น้ำเสียงห้าวและถ้อยคำโผงผาง เธอปรายตามองมาที่อคิน เขายิ้มให้

“อ้าว พี่นึกว่าก้าจะมากับเต แล้วเตไปไหนล่ะ”

อคินหุบยิ้มทันควัน เริ่มรู้สึกว่าชื่อนี้ระคายหูขึ้นทุกที ออกนอกเมืองมาไกล ตัวไม่ได้มาก็ยังมีคนเอ่ยให้ได้ยิน

“คุณเล็กคะ ก้าว่าเราไปดูงานกันดีกว่าค่ะ” กริการ์รีบตัดบท เธอหันมามองอคิน “ไปด้วยกันก็ได้นะคะ”

ชายหนุ่มเดินตามไปโดยไม่ตอบอะไร เมื่อสักครู่ตอนคุยกับโฟร์แมนกริการ์ขอให้เขารอเพราะเป็นคนไม่เกี่ยวข้อง อคินเข้าใจดี การกระทำของหญิงสาวบอกให้รู้ว่าเธอให้ความสำคัญกับงานมากแค่ไหน

สถานที่เป็นบ้านไม้สองชั้น ตามคำบอกเล่าเป็นบ้านเก่าที่สร้างมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่หก เจ้าของได้รับมรดกตกทอดมาและปรับปรุงให้เป็นรีสอร์ต ตัวไม้ด้านนอกทาสีเหลืองอ่อน ล็อบบีโอเพ่นแอร์ตกแต่งด้วยธีมสีขาว มีชุดโต๊ะเก้าอี้ตามมุมต่างๆ จุดเด่นคือกำแพงระแนงไม้ที่ด้านนอกแขวนไม้เลื้อยสีเขียวตัดกันทำให้ดูสดใส เขาเดินตามขึ้นไปชั้นสองซึ่งเป็นห้องพัก อคินไม่รู้เรื่องศิลปะมากนักแต่ลักษณะการเพนต์ลายดอกไม้บนกำแพงฝั่งหัวเตียงห้องหนึ่งทำให้ได้อารมณ์อ่อนหวาน ขณะที่อีกห้องดูย้อนยุคด้วยอิฐสีโอลด์โรส ผ้าม่าน โคมไฟ นาฬิกา หรือแม้กระทั่งกระจกก็เป็นไปในสไตล์เดียวกัน ของประดับในแต่ละห้องบ่งบอกว่าได้ทำการเลือกเฟ้นมาเป็นอย่างดี ขณะที่กริการ์ตอบคำถาม ลูกค้าก็มีสีหน้าพออกพอใจที่การตกแต่งเป็นไปตามที่ต้องการ เขาเองก็ทึ่งไม่น้อย หญิงสาวมีความสามารถมากกว่าที่คิด

“เยี่ยมเลยก้า พี่ชอบมากเลย ไอ้ของตกแต่งบางอย่างที่คิดว่ามันคร่ำครึแล้วพอเอามาวางนี่มันดูมีสกุลรุนชาติขึ้นมาทันทีเลย”

“ต้องขอบคุณที่คุณเล็กขนมาให้นะคะ ทำให้ก้าวางคอนเซปต์ง่ายขึ้นด้วย” คนแต่งถ่อมตัว แม้ว่าตนเองก็ยิ้มหน้าบานไม่แพ้กัน

“ร้านอาหารข้างนอกก็สวย โต๊ะเก้าอี้ไม่ได้ล็อกใช่ไหม”

“ค่ะ ก้าเลือกแบบนี้มาให้เพราะมันเคลื่อนย้ายได้ ถ้าคุณเล็กอยากปรับเปลี่ยนให้เป็นลานโล่ง หรือให้ลูกค้าทำกิจกรรมบาร์บีคิวก็ได้ค่ะ”

อีกฝ่ายพยักหน้า แล้วใช้เวลาอีกสักพักตรวจความเรียบร้อยก่อนจะลงชื่อยืนยันการรับงาน เธอเหลือบมองชายอีกคนเล็กน้อยก่อนกระซิบ

“ตอนแรกนึกว่าเตมา กะจะเลี้ยงข้าวซะหน่อย นี่คงไม่ได้แล้วมั้ง” อีกฝ่ายทำสีหน้าหวาดหวั่น

กริการ์เลิกคิ้ว “ทำไมล่ะคะ”

“ท่าจะอารมณ์ไม่ดี”

หญิงสาวยิ้มแหย “ไม่หรอกมั้งคะ”

“แล้ว...ใครกัน แฟนก้าเหรอ”

“เอ้ย! ไม่ใช่ค่ะ ไม่ใช่” เธอรีบปฏิเสธ หน้าร้อนวูบ “เขาขับรถมาให้เฉยๆ”

สาวมาดหนุ่มยิ้มเจ้าเล่ห์ ถอดความเป็นลูกค้าทิ้ง “นั่นสิ ไม่งั้นเตเสียใจแย่”

“คุณเล็ก!

“โอเค เรียบร้อย เดี๋ยวอาทิตย์หน้าพี่โอนค่าใช้จ่ายให้ ไปก่อนนะ” พูดจบเธอก็เดินหัวเราะคิกคักไปผงกศีรษะบอกลาอคิน ชายหนุ่มยิ้มให้แล้วก็เดินมาหากริการ์

“คุยอะไรกัน”

กริการ์กำลังจะตอบแต่เสียงโทรศัพท์ขัดจังหวะ หน้าจอขึ้นชื่อตติย เธอเหลือบมองอย่างเกรงๆ แล้วกดรับ

“ว่าไง”

“เป็นยังไงบ้าง” เสียงชายหนุ่มกลับมาปกติแล้ว คนฟังพลอยโล่งใจ

“ชั้นนี้แล้ว ไม่มีปัญหา คุณเล็กเพิ่งเซ็นรับงานไปเมื่อกี้เอง”

“โอเค งั้นก็รีบกลับนะ ขับรถดีๆ”

“ค่า...” เธอแกล้งทำเสียงเหมือนตอบรับคุณพ่อจอมขี้ระแวง รู้สึกดีเพิ่มขึ้นอีก

แต่พอหันกลับมาเห็นอคินมองอยู่ รอยยิ้มก็หายไปทันที อาการทำตัวไม่ถูกกลับมาอีกระลอก

“เรียบร้อย กลับกันเถอะ”

หญิงสาวเดินนำออกมาที่รถ อคินสตาร์ตเครื่องยนต์ บรรยากาศอึมครึมอย่างประหลาด แต่กริการ์ไม่อยากคิดมาก งานที่ยากมากๆ เสร็จแล้วก็ควรโล่งใจได้แล้ว แต่พอเห็นรถยนต์เลี้ยวออกนอกเส้นทางที่กลับกรุงเทพฯ ก็ขยับตัวขึ้นมา

“อ้าวคุณ กรุงเทพฯ ไปทางนั้นนี่”

“ก็ใครว่าเราจะกลับกรุงเทพฯ” เขาพูดหน้าตาเฉย

กริการ์นิ่งอยู่ครู่ใหญ่ก่อนจะร้องออกมา “เฮ้ย! ไม่ได้นะคุณ เสร็จงานแล้วก็กลับสิ ลืมแล้วหรือไงว่าพรุ่งนี้วันจันทร์นะไม่ใช่วันอาทิตย์”

“รู้สิถึงได้จะค้างนี่ไง เข้าสายสักชั่วโมงสองชั่วโมงบริษัทไม่ล่มจมหรอก” เขาบอกสายตามองป้ายบอกทางไปโรงแรม

“แต่ฉันไม่ได้บอกว่าจะค้างนะ เราไม่ได้คุยกันก่อน”

“ก็คุยตอนนี้เลยไง”

“แต่...ฉันไม่เตรียมตัว เสื้อผ้าก็ไม่ได้เอามา”

“มันใช่ปัญหาซะที่ไหน”

น้ำเสียงเขาไม่รู้ร้อน กริการ์ฉุนขึ้นมา “นี่คุณอคิน พรุ่งนี้ฉันต้องทำงานนะ อย่าพูดเอาแต่ใจฝ่ายเดียวสิ”

“ก็ผมจะเอาแต่ใจ ผมอยากอยู่กับคุณ มีอะไรไหม”

กริการ์อึ้ง ไม่เคยเห็นอคินทำท่าทางลอยหน้าลอยตาและน้ำเสียงยียวนแบบนี้มาก่อน รถยนต์แล่นไปจนใกล้โรงแรมมากขึ้นทุกที เธออดหงุดหงิดไม่ได้ที่ถูกมัดมือชก รู้ดีว่าหนทางที่ไปยากหลีกเลี่ยงไม่ให้เปลืองตัว แต่แท้จริงแล้วหัวใจกลับโอนอ่อนยอมให้ความรู้สึกเสน่หารัดรึงจนดิ้นไม่หลุดจากการถูกอารมณ์พิศวาสครอบครอง เพื่อให้ได้สิ่งที่เรียกว่า หัวใจจากผู้ชายคนนี้

 

            ที่พักเป็นโรงแรมริมทะเล ดูสถานที่และการตกแต่งแล้วเดาได้ว่าไม่ต่ำกว่าสามดาว พอเดินเข้าล็อบบีอคินก็เจอเข้ากับคนรู้จักซึ่งเป็นผู้จัดการฟรอนต์ออฟฟิซ ยิ่งไปกว่านั้นห้องพักยังถูกจองไว้เรียบร้อยแล้ว กริการ์ยกมุมปาก ไม่รู้ว่าควรจะดีใจกับความสะดวกหรือโกรธกับการใช้สิทธิพิเศษจนเคยตัวของเหล่าผู้บริหารกันแน่

            คนรู้จักปรายตามองหญิงสาวแล้วยิ้ม “สวยดีนะคนนี้”

            กริการ์ทันได้ยิน เธอตวัดสายตา อีกฝ่ายผงกศีรษะเชิงทักทายก่อนจะเคลื่อนตัวออกไปอย่างรู้งาน ชายหนุ่มรับกุญแจ โชคดีที่เขาไม่ใช่คนที่รู้เรื่องงานแต่งงาน

อคินหันมาทางกริการ์ที่ยืนกอดอกนิ่งๆ

“โกรธเหรอ”

เธอส่ายหน้า

“แล้วทำไมทำหน้าบึ้ง”

“ฉันเปล่า”

“ก็ยิ้มหน่อยสิ เสร็จงานแล้วก็พักผ่อนหน่อยเป็นไรไป” เขายิ้ม “ที่พามาเพราะผมเห็นว่าปีใหม่คุณก็ไม่ได้ไปไหนเลย ถึงเวลาจะน้อยไปหน่อยแต่ก็พอเที่ยวได้”

หญิงสาวหันไปมอง เห็นสายตาอบอุ่นวูบหนึ่ง ก่อนจะเปลี่ยนเป็นความนิ่งเย็นเหมือนเคย

“บางทีคุณอาจจะไม่ชอบทะเล แต่ชอบไปภูเขากางเต้นท์อะไรแบบนั้น”

ประชดเชียวนะ “ไม่ใช่ไม่ชอบ คุณน่าจะบอกตั้งแต่แรกสิว่าอยากอยู่เที่ยว”

“เห็นคุณตื่นตูมแล้วตลกดี”

“ใครตื่นตูม!” อคินหัวเราะหึหึแล้วเดินออกไป ปล่อยให้อีกฝ่ายบ่นอุบอิบพลางก้าวยาวๆ ไล่ตามหลังมา

สองหนุ่มสาวเลือกมาที่พระราชวังไกลกังวลเพราะใกล้เวลาจะปิดให้เข้าชม กริการ์ได้รูปสวยๆ จากศิลปะสไตล์สเปนซึ่งเดิมทีเป็นที่ประทับของรัชกาลที่ 7 อคินยืนมองผ่านกระจกบานสูง ทิวทัศน์จากตรงนี้มองเห็นทะเลผืนงาม พอรู้สึกตัวว่ามีคนจ้องก็หันไป

กริการ์สะดุ้ง แกล้งเดินไปทางอื่นทำเหมือนไม่มีอะไร

จากนั้นก็เดินเที่ยวสถานีรถไฟที่สวยขึ้นชื่อ แวะซื้อเสื้อผ้าที่จำเป็นในห้างสรรพสินค้าใกล้ๆ และกินมื้อเย็นที่ตลาดโต้รุ่งแทนในร้านอาหารตามที่กริการ์เสนอ แรกทีเดียวเธอก็ไม่แน่ใจว่าผู้ชายในตำแหน่งผู้บริหารอย่างอคินจะสามารถเดินกินและกินของข้างทางได้หรือเปล่า แต่พอเห็นท่าทางสนใจกับสีหน้ามีอารมณ์ร่วมแล้วก็โล่งอก

กริการ์กวาดผัดไทยจานพิเศษลงท้องจนเกลี้ยง รวมทั้งยำลูกชิ้น ท้ายสุดก็ยังสั่งลอดช่องมาอีก

“กินเก่งนะ แต่ไม่เห็นจะอ้วนเลย”

เขาออกความเห็น หญิงสาวเลิกคิ้ว “ฉันมีสามกระเพาะ ในท้องมีสอง อีกอันถอดฝากพระฤๅษีไว้”

ชายหนุ่มหัวเราะเต็มเสียง กริการ์บันทึกสีหน้าสดใสด้วยหัวใจพองโต

“เล่นตลกก็เป็นนะ”

“คุณก็หัวเราะเป็นเหมือนกัน”

ทั้งสองสบตากัน ความอบอุ่นค่อยๆ ก่อตัวขึ้น หากพอถึงจุดที่ได้ความสุขเสียงบางอย่างก็ร้องเตือน

กริการ์ล้วงกระเป๋า

ตติย

จะโทร. มาทำไมตอนนี้?!’

กริการ์เห็นแค่เสี้ยวหน้าของอคินก็พอรู้ว่าเขาไม่เหลือความเบิกบานแล้ว

“ถึงไหนแล้วคร้าบ...”

“เอ่อ ก้า...ไม่ได้กลับกรุงเทพฯ จะค้างกับเพื่อน”

“อ้าว ค้างที่ไหน บ้านเพื่อนเหรอ แล้วจะกลับเมื่อไร พรุ่งนี้เหรอ”

กริการ์เหลือบมอง เพื่อน ที่ตนเองหมายถึง ท้ายสุดก็ตอบได้แค่อือ ทำเอาอีกฝ่ายงงเพราะยิงมาหลายคำถามแต่ได้แค่คำเดียว “ก็ตามนั้นแหละ แค่นี้ก่อนนะเต กินข้าวอยู่ พรุ่งนี้เจอกัน”

หญิงสาวค่อยๆ เก็บโทรศัพท์ ตติยทำเสียบรรยากาศสองหนแล้ว แต่จะโทษเขาก็ไม่ได้ เพราะตนเองเป็นฝ่ายผิดนัดก่อน และเพื่อนชายก็มักแสดงความเป็นห่วงออกมาอยู่เสมอเวลาเธอไปไหนคนเดียว

“โทร. หาทุกสามชั่วโมงเลยนะ ท่าจะเป็นห่วงมาก”

กริการ์เขี่ยลอดช่องในถ้วย เกลียดคำพูดแดกดัน แต่ ณ จุดนี้ไม่อยากเถียงให้สถานการณ์เลวร้ายไปกว่าเดิม เท่านี้ก็ย่ำแย่พอแล้ว

“เขาไม่ใช่แฟนคุณแน่เหรอ” อคินถาม

ชั่วขณะหนึ่งกริการ์เกิดความรู้สึกอยากลองใจอคิน เธอช้อนสายตาขึ้นมองเขา “แล้วถ้าใช่ล่ะ คุณจะทำไม”

อคินนิ่งไป

“ถ้าฉันโกหกคุณมาตลอด ถ้าความจริงเขาเป็นแฟน คุณจะโกรธฉันอีกไหม”

            อคินเอาแต่มองกริการ์จนเธอคิดว่าเขาไม่อาจตอบได้ กระทั่งมุมปากเขายกขึ้นยิ้ม “ถ้าเขาเป็นแฟนคุณจริงคงไม่ปล่อยให้คุณมางานแต่งคนเดียว และคงไม่ปล่อยให้คุณถูกผู้ชายคนอื่นพาไป...”

            กริการ์ตัวแข็ง ไอเย็นๆ แล่นพล่านไปทั่วร่าง

            “หรือจะให้ผมบอกชัดเลยก็ได้ว่าคุณน่ะไม่เคย...”

            “เออๆ รู้แล้ว” หญิงสาวแย้งลั่น คนเดินผ่านไปมาหันมอง ตัวเธอร้อนเหมือนอยู่ในภูเขาไฟ “ก็ได้ ฉันไม่ได้โกหกอะไรทั้งนั้นแหละ เตเป็นเพื่อน”

            “แต่เขาไม่ได้คิดกับคุณอย่างเพื่อนแน่”

            “จะยังไงก็ช่างเขาเถอะ คุณนั่นแหละเมื่อไรจะเลิกประชดประชันแล้วก็เลิกสนใจเรื่องนี้สักที”

            ท้ายประโยคเธอกระแทกเสียงใส่ก่อนจะหันไปเรียกเด็กเสิร์ฟมาเก็บเงินแล้วจ้ำเท้าออกไปจากร้าน อคินอึ้งอยู่หลายวินาทีก่อนรีบก้าวตามไป แล้วต่างฝ่ายต่างก็เงียบไป ไม่ได้สนทนากันอีกเลย

กระทั่งเข้าที่พักซึ่งเป็นบังกะโลหลังเดี่ยวแยกมาจากอาคารหลักอยู่ภายใต้หมู่แมกไม้

อคินรับสายจากเพียงดาว กริการ์รู้สึกอึดอัด หงุดหงิดและพาลจนไม่อยากได้ยินชื่อแพรวา เธอเดินเข้าห้องน้ำ ถอดเสื้อยืดตัวนอกและเปลี่ยนเป็นกางเกงขาสั้น เห็นชายหนุ่มยังไม่วางสายจึงค่อยๆ เดินออกมา

สมกับเป็นโรงแรมหรู ไม่กี่ก้าวก็ถึงทะเล กริการ์เดินเลียบหาด ท้องทะเลยามค่ำคืนให้ความรู้สึกแตกต่าง ผืนน้ำสีฟ้าครามสดใสกลายเป็นความลึกลับ ภูเขากลายเป็นเงาทะมึนคล้ายอสูรกาย ท้องฟ้ามีดาวส่องแสงประปราย มองแล้วใจหวิว ถ้าของที่อยากได้อยู่สูงขนาดนี้ ทำยังไงถึงจะได้มา

หญิงสาวเดินเตะน้ำ เธอถูกกลิ่นเค็มและความสวยงามของทะเลยั่วใจจึงเดินลุยลงไปเรื่อยๆ จนน้ำสูงเหนือเข่า

ก้า!

กริการ์สะดุ้งโหยง อคินยืนอยู่ริมหาด เสียงเขาดังฝ่าสายลมจนรับรู้อารมณ์ไม่พอใจ กริการ์คอหด ขณะที่เขาเดินลุยน้ำลงมา

“ใครเขาบ้ามาเล่นน้ำตอนกลางคืนแบบนี้ มันอันตรายรู้ไหม!

คนถูกดุลอยหน้า “กลัวที่ไหน อยู่กับคนอันตรายกว่ายังไม่กลัวเลย”

“ไม่ต้องมาเถียง ขึ้นมาเดี๋ยวนี้!

กริการ์เอามือวักน้ำใส่อคิน “ไม่!” เธอบอก

“เฮ้ย!

“อยากให้ขึ้นก็ตามมาลากไปสิ ตามมาเล้ย...” เธอหันกลับไปวักน้ำใส่เขาอีก อคินเม้มปาก เดินลุยน้ำลงมา พอจับมือหญิงสาวได้ข้างหนึ่ง มืออีกข้างเธอก็ไม่เลิกสาดน้ำใส่

“ก้า ไม่เล่นนะ เปียก”

“โดนน้ำก็ต้องเปียกน่ะสิ มาทะเลไม่เล่นน้ำทะเลแล้วมาทำไม”

“มันจะซนเกินไปแล้ว ยายตัวแสบ” อคินดึงกริการ์เข้ามาช้อนร่างบางขึ้นอุ้มแล้วแกล้งโยนลงผืนน้ำดังตูม กริการร้องกรี๊ด ทะลึ่งพรวดขึ้นมาหัวหูเปียกปอน ชายหนุ่มหัวเราะชอบใจ

“คุณแกล้งฉันเหรอ!” เธอพุ่งตัวเข้าชาร์จ ชายหนุ่มไม่ทันระวังหงายหลังเซล้มจมลงไปในทะเลทั้งตัว

สรุปว่าจากที่ไม่มีโปรแกรมเล่นน้ำก็กลายเป็นชุ่มโชกไปทั้งคู่ ต่างฝ่ายต่างสาดน้ำใส่กันอย่างเอาเป็นเอาตาย เสียงหัวเราะสดใสของกริการ์ทำให้อคินผ่อนคลาย นานแล้วที่ไม่ได้รู้สึกมีความสุขแบบนี้ จนแทบลืมไปว่าเธอเคยทำให้เขาโกรธมากเพียงใด

ท้ายสุดก็มายืนตัวสั่นกันในห้องพัก

“คุณไปอาบก่อนเลย” ชายหนุ่มบอกพลางถอดเสื้อแล้วหยิบผ้าขนหนูของโรงแรมมาเช็ดศีรษะ ห้องน้ำไม่มีประตู แต่ใช้ผ้าม่านพลาสติกสีฟ้าอ่อนเพนต์ลายทะเลกั้น กริการ์เปิดดู พื้นห้องโรยกรวดแต่ยกพื้นไม้เป็นระแนงสำหรับน้ำไหลผ่าน ให้ความรู้สึกเป็นธรรมชาติ เธอยืนรีรออยู่พักใหญ่

“ทำไม กลัวผีเหรอ”

กริการ์โคลงศีรษะ “เปล่า”

“หรืออยากอาบด้วยกัน”

แก้มหญิงสาวแดงระเรื่อ อึกอักปฏิเสธ อคินก้าวเข้ามาประชิด พูดด้วยเสียงเกือบเป็นกระซิบ “คราวก่อนผมชวน แต่คุณปฏิเสธ แล้วถ้าคราวนี้ผมชวนอีกจะว่าไง”

กริการ์ไม่ตอบ

อคินชะโงกหน้ามองด้านใน “แต่ห้องน้ำไม่มีอ่าง”

“ไม่มีแล้วอาบไม่ได้เหรอ หรือเคยชินกับการลงอ่าง อุ๊ย!” กริการ์พูดไม่ทันจบอคินก็ดันตัวเธอเข้ามาด้วยกัน

“ท้านัก ทำไมจะอาบไม่ได้” เขาเอื้อมมือเปิดผักบัว สายน้ำเย็นฉ่ำรินรดร่างทั้งสองคน กริการ์ยืนตัวแข็ง เพิ่งรู้ตัวว่าคำพูดตนเองได้ ยั่วอารมณ์ชายหนุ่มเข้าให้แล้ว...แถมยังยั่วขึ้นเสียด้วย

“จะอาบน้ำก็ถอดเสื้อสิ”

เธอเกือบจะทำตามคำสั่งของเขาเหมือนโดนสะกด แต่นึกขึ้นได้เลยชะงัก ออกอาการลังเล

“เอ่อ เดี๋ยว...”

“มาอายตอนนี้ก็ช้าไปแล้ว” เขาแตะเอวเธอ หญิงสาวขืนตัวนิดหนึ่ง แต่พอมองผ่านม่านน้ำเห็นแววตาหวาน หัวใจก็หลอมละลายหมดสิ้น

อคินโน้มตัวเข้ามาจุมพิตไล้เลียบนริมฝีปากเย็นเฉียบแผ่วเบาดุจผีเสื้อหยอกล้อกลีบดอกไม้บอบบาง กริการ์หายใจถี่ อ่อนระทวยปล่อยให้เขาถอดเสื้อกล้ามสีดำออก ปลดตะขอเสื้อชั้นในปล่อยให้ท่อนบนเปลือยเปล่า ผิวเนื้อเนียนเต้นระริกอยู่ใต้สายน้ำตอนเขาดันเธอไปติดผนังและแนบกายทาบทับ แผ่นอกแข็งแรงบดเบียดหน้าอวบอิ่ม ฝ่ามือสากลากปัดป่ายไปทุกตารางนิ้วบนร่างสาว

อาจเป็นเพราะสถานที่หรือบรรยากาศ พายุอารมณ์จึงโหมปั่นป่วนรุนแรงจนเกินยั้งใจ กางเกงขาสั้นถูกดึงไปกองอย่างรวดเร็ว กริการ์เผยอปากรับรสลิ้นที่อีกฝ่ายเสนอ เธอสะท้านเฮือกเมื่ออคินยกขาขึ้นข้างหนึ่งแล้วแทรกกายเข้ามา ชายหนุ่มฝังจมูกลงซอกคอเป่ารดลมหายใจปรารถนา เธอโอบแขนกอดคอเขาแน่น ยอมให้เพลิงเสน่หาซึ่งตอนนี้มีอำนาจอยู่เหนือทุกอย่างควบคุมแต่โดยดี

 

 

 

10.12.17

สามารถดาวน์โหลดฉบับเต็มเรื่องได้ที่

https://www.mebmarket.com/web/index.php?action=BookDetails&data=YToyOntzOjc6InVzZXJfaWQiO3M6NjoiNzk2OTExIjtzOjc6ImJvb2tfaWQiO3M6NToiMzAyNTQiO30

 

 

 

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 17 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

832 ความคิดเห็น

  1. #734 darika-grammy (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 23 สิงหาคม 2554 / 18:20
    หวานกันจังเลย
    #734
    0
  2. #492 จิรารัตน์ (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 23 กรกฎาคม 2554 / 12:39
    ตามไปจนถึงชุมพรแล้วนะ คุณคินร้อน.......แรง
    #492
    0
  3. #437 maple-tree (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 20 กรกฎาคม 2554 / 07:33
    oh god!!!sososos hot!!!555555
    #437
    0
  4. #354 MU @ Club (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 12 กรกฎาคม 2554 / 00:38

      เห่อ.. เห่อ.. ความคิดรีดเดอร์ ร่องลอยไปไกลต่อไหนถึงไหนแล้วเนี๊ยะ

      จนอย่างนี้แล้ว รู้อะยังว่าหัวใจตัวเองมันรู้สึกยังไงมั่งอะค่ะคุณคิน

      แล้วจะให้ห่างกาย จะทนได้มั๊ยคราวนี้

      ตักตวงทุกๆ ความรู้สึกที่ได้รับอยู่ตอนนี้

      ไว้เป็นเครื่องชดเชยเวลาที่ต้องไกลห่างนะจ๊ะนู๋ก้า

      ไรเตอร์ ขา... รีดเดอร์ขอมุขป้อนขนมจีบไปใช้หน่อยนะค่า...

      คิดได้ไงเนี๊ยะ (ประนึ่งว่าตัวเองป้อนคุณคินเองยังยังงั้นเลยค่ะ 555)
                
    #354
    0
  5. #202 phet (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 27 มิถุนายน 2554 / 18:02
    เขิลลลลลลลลลลลลลลลลลล >
    #202
    0
  6. #70 tabo (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 30 พฤษภาคม 2554 / 21:28
    นั่งรอรถไฟชนกัน
    #70
    0
  7. #69 plair (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 30 พฤษภาคม 2554 / 12:46
    แอร๊ยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย ว๊ากกกกกกกกกกกกกก //ตายอย่างสงบ
    #69
    0
  8. #68 Potae Jung (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 30 พฤษภาคม 2554 / 11:06
    ฉากในห้องน้ำอ่านไปเขินไปค่ะ มาเป็นกำลังใจให้ไรท์เตอร์นะคะ
    #68
    0
  9. #67 MBA (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 30 พฤษภาคม 2554 / 10:04
    ฉากในห้องน้ำทำให้ชั้นถึงกับกรี๊ดลั่นออฟฟิศ >< อ่านไปเขินไป
    #67
    0
  10. #64 che_ii (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 30 พฤษภาคม 2554 / 09:55
    ว่าแต่ เต นี่ขยันขัดจังหวะกระตุ้นต่อมอารมณ์เฮียคินแกดีจริงๆ   อิอิ   แล้วรถไฟจะชนกันตอนไหนคะเนี่ย  อยากให้ชนค่ะ  จะได้รู้ดำรู้แดงกันไปเลย 
    #64
    0
  11. #63 che_ii (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 30 พฤษภาคม 2554 / 09:53
    กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด   อิจฉาตาร้อน จนเจ็บตาไปหมดแล้วเนี่ย   ยังงี้เฮียแกจะปล่อยก้าไปได้จริงรึ ?????


    #63
    0