เหลี่ยมเสน่หา

ตอนที่ 11 : 11 คำสารภาพในวันปีใหม่

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 4,728
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 11 ครั้ง
    29 พ.ย. 60


        

11

 

อคินเดินตรงไปยังคฤหาสน์ รตีกำลังให้คนใช้เปลี่ยนผ้าม่านผืนใหม่พอดี เธอเห็นตั้งแต่เขาขับรถเข้ามาด้วยความแปลกใจเธอจึงถามแทนคำทักทาย

“เอารถใครมาขับจ๊ะ”

“รถก้าครับ”

“อ้าว” เธอทำหน้าตกใจ แต่ชายหนุ่มอมยิ้ม นึกถึงสีหน้าเจ้าตัวที่ถูกเขารู้ทันและแกล้งเอารถมาใช้เพื่อดัดหลังไม่ให้เธอออกจากบ้านไปไหนแล้วอดขำไม่ได้

“แล้วเขาอยู่ไหน ที่บ้านสวนเหรอ”

“พ่ออยู่ไหมครับ” อคินเปลี่ยนเรื่อง บางทีเขาก็ไม่ชอบสายตาวิบวับของรตี รู้สึกเหมือนเครื่องจับผิด

เธอพยักหน้าให้ เขาเดินจากไป ชินแล้วกับอาการเฉไฉเย็นชา จะว่าไปตอนนี้ถือว่าปฏิสัมพันธ์ดีขึ้นกว่าแต่ก่อน เธอหันมามองรถญี่ปุ่นคันเขียวนั้นอีกหน ไม่ได้คุยกันหลายวันแล้วเป็นยังไงบ้างนะ

 

รตีเหลือบมองนาฬิกา เกือบสี่โมงเย็นที่อคินกับอติภพออกมาจากห้องทำงาน สองพ่อลูกยังคุยเรื่องงานไม่หยุดปากแม้จะเดินมาถึงหน้าบ้านแล้วก็ตามจนเธออดเย้าไม่ได้

“ต่อเวลาพิเศษไหมคะคุณภพ”

สามีหัวเราะ “เห็นไหม เป็นอย่างที่บอกไหมคิน เขาคงเคืองตั้งแต่พ่อไม่ออกมากินข้าวกลางวันด้วยแล้วแหละ”

“อย่างอนเลยครับ ผมส่งคืนแล้ว”

หญิงสาวคนเดียวค้อน “มางอนตอนนี้ก็คงช้าไปแล้วสิ ใช่ไหมคะ”

ชายหนุ่มอมยิ้มเมื่อผู้เป็นพ่อยกมือสองข้างเชิงยอมแพ้ให้สายตาของอีกคน

“งั้นผมกลับเลยแล้วกันครับ ยังต้องไปแก้รีพอร์ตใหม่” อคินขยับ

“อ้าว จะกลับเลยเหรอ อยู่อีกสักหน่อยสิ กินข้าวด้วยกันก่อน”

“ไม่ละครับ”

“ทำไมล่ะ ไม่ได้มีโปรแกรมไปไหนไม่ใช่เหรอ” อติภพเลิกคิ้ว เห็นอาการอิดออดของลูกชาย

“คุณก็...คินเขาอยากจะกลับไปกินข้าวที่บ้านสวนมากกว่าไงคะ”

รตีแทรกเข้ามา ถ้าเป็นปกติอคินจะโกรธกับคำพูดล้อเล่นแบบนี้ หากครานี้กลับรู้สึกวูบวาบไปกับรอยยิ้มของแม่เลี้ยง หนักกว่านั้นพ่อเขาดันต่อบทสนทนา

“อ้อ! เหรอ จริงสิ พ่อก็ลืมไปเลย แล้วนี่แกทิ้งเขาไว้ที่บ้านคนเดียวด้วยเหรอ เอ๊ะ! เดี๋ยวนะ รู้สึกว่านั่นจะรถหนูก้าใช่ไหม”

ชายหนุ่มอยากหายตัวไปเดี๋ยวนั้น เขาจะตัดบทก็กลัวว่าจะเสียมารยาท แต่หากแสดงอาการปฏิเสธมากไปก็อาจกลายเป็นว่าเขาร้อนตัว 

“ตอนนี้ยังไม่เกิดเรื่องอะไร ให้คอขาดบาดตายก่อนแล้วค่อยมารุมซักนะครับ ผมกลับละ สวัสดีปีใหม่ครับ”

อติภพเลิกคิ้วสูง ก่อนจะตามมาด้วยเสียงหัวเราะชอบใจ ครั้นแล้วก็เดินจากไป ความจริงแล้วเขาก็แค่แกล้งยั่วลูกชายไปอย่างนั้น เพราะเรื่องของกริการ์เขาได้รับการบอกเล่าจากรตีมาหลายครั้งแล้ว

อคินกระชากประตูรถ คิ้วเข้มขมวดมุ่น

“คิน”

เขากรอกตา รตียังอุตส่าห์เดินตามมาส่งอย่างไม่จำเป็นราวกับกลัวจะหลงทาง

“น้า...ไม่ได้รังเกียจก้านะ”

ชายหนุ่มชะงัก ค่อยๆ หันมาสบตาคนพูด ไม่เข้าใจ สีหน้าอีกฝ่ายไม่บอกวัตถุประสงค์

“แล้วไงครับ”

“แค่อยากจะบอกให้ระวังเอาไว้”

อคินหัวเราะแห้งๆ คิดว่ามีคนเป็นห่วงเขาเรื่องยายตัวแสบทำฤทธิ์อีกคนแล้วสิ “ไม่ต้องห่วง เธอก็แค่เด็กขี้โวยวาย ทำอะไรผมไม่ได้หรอก”

“น้าไม่ได้หมายถึงก้า แต่หมายถึงหัวใจคิน น้าให้คินระวังหัวใจตัวเองต่างหาก”

บทสนทนาค้างอยู่เท่านั้น ต่างฝ่ายต่างพยายามค้นหาความหมายที่แท้จริงในคำพูด โดยเฉพาะอคิน รอยยิ้มลึกลับฉายแวบขึ้นมาบนดวงหน้าสาวใหญ่ ก่อนจะกลายเป็นความร่าเริงเข้ามาแทนที่

“ขับรถดีๆ นะ สวัสดีปีใหม่เช่นกันจ้ะ”

 

บรรยากาศที่บ้านสวนยางคึกคัก เนื่องจากเป็นเทศกาลสิ้นปีและบรรดาญาติพี่น้องที่กลับมาเยี่ยมบ้านเกิด ทุกคนช่วยกันต้อนรับแขกกันตั้งแต่เช้า ส่วนใหญ่เป็นบรรดาเพื่อนฝูงของรัฐที่ทำงานในกรุงเทพฯ ขณะที่เจ้าของบ้านยังคงง่วนอยู่กับงานในสวนจึงมาแล้วก็กลับออกไป

แพรวารู้สึกได้ว่ามีสายตาหลายคู่จับจ้องมาที่เธอ แรกทีเดียวเธอก็ไม่คิดอะไร เพราะคิดว่าความที่เป็นคนต่างจังหวัดกิริยาจึงตรงไปตรงมา แต่เมื่อเวลาล่วงมาจนบ่าย สายตาหลายคู่เริ่มมองเธอเกินพอดี ทำให้เธอรู้สึกอึดอัดจนต้องหลบไปนั่งหลังบ้าน กระทั่งเย็นจึงโผล่หน้ามาถามรุ่นพี่

“พี่รุ่ง พี่รัฐยังไม่กลับมาเหรอคะ”

“ยังจ้ะ” รัฐเดินออกมาแกล้งตอบแทน แพรวาหัวเราะ พึมพำถามว่าเขากลับมาตั้งแต่เมื่อไร

“โชล่ะคะ”

ชายหนุ่มเคี้ยวลูกชิ้นปิ้ง “อ้าว ยังไม่มาเหรอ พี่ให้มันเอาส้มไปส่งตลาดแล้วก็ให้กลับตั้งนานแล้วนี่ หายไปไหนของมัน โทร. ไปหาสิ”

แพรวาส่ายหน้า “เมื่อกี้ให้พี่รุ่งโทร. หาแล้วแต่ติดต่อไม่ได้ค่ะ สงสัยแบตหมด หายไปไหนก็ไม่รู้เนี่ย” หญิงสาวมีสีหน้ากังวลขึ้นมาทันที รุ่งเดินมาสมทบ ในมือถือใบกะเพราที่ตัดมาจากแปลงข้างบ้าน และรู้เรื่องในทันที

“เอ้า ยืนกินอยู่ได้ โทร. ตามลูกน้องสิ เมียเขาตาละห้อยแล้ว”

ชายหนุ่มรีบกลืนลูกชิ้น เขาพยักหน้าถี่ๆ ล้อเลียน แล้วหยิบเครื่องมือสื่อสารมากดเลขหมาย

แพรวามองท้องฟ้าที่ระบายสีส้ม

รุ่งยิ้มพลางกล่าว “อากาศเย็น อยากนอนกอดสามีแล้วสิ”

“พี่รุ่ง!” คนอ่อนวัยกว่าร้องแบบเขินๆ “แพรแค่เป็นห่วง เมื่อวานโชบ่นว่าเหมือนจะเป็นหวัด แพรกลัวเขาไม่สบาย”

รุ่งยิ้มชอบใจ รัฐหันมาพอดี “เจอตัวแล้ว ไปเตะตะกร้ออยู่กับพวกคนงานที่โรงเรียนน่ะ พี่บอกให้มันรีบกลับแล้ว หรือจะให้พี่ไปตามให้ไหม” เขาบอกขณะเดินมาหาทั้งคู่

หญิงสาวคิดครู่หนึ่ง “โรงเรียน...อยู่ตรงไหนคะ ไกลไหม”

“ก็...สามสี่กิโลเมตร เดี๋ยวพี่ไปตามให้แล้วกัน” เขาขยับตัว

“ไม่เป็นไรค่ะพี่รัฐ แพรไปเอง”

“หา!” สองสามีภรรยาแทบจะพูดพร้อมกัน ทำเอาคนอาศัยเกือบหมดความมั่นใจ แพรวาต่อรองอธิบายว่าขอทำอะไรด้วยตัวเองบ้าง ขอให้ทั้งคู่เขียนแผนที่ให้และขอยืมจักรยาน

“เอาโทรศัพท์พี่ไป หลงแล้วรีบโทร. มานะ” รุ่งยัดโทรศัพท์ใส่มือ แพรวารู้สึกว่าตนเองดูเหมือนเด็ก หากแต่ก็ยอมรับว่ามีมุมที่ไม่มั่นใจอยู่บ้างเช่นกัน ในที่สุดหญิงสาวก็ขี่จักรยานพ้นสายตาออกไป

“นึกว่าจะว่าง่าย แพรนี่ หวงเอาเรื่องเหมือนกันนะ” รัฐพูด

“ไปว่าน้องได้ไง คนเขาเพิ่งผ่านเรื่องร้ายมาก็ต้องเป็นห่วงกันเป็นธรรมดาแหละ”

ชายหนุ่มหันมามอง “รุ่งไปตามรัฐแบบนี้บ้างสิ”

หญิงสาวค้อนควักแล้วเดินหนีไปทำงานครัวต่อ

 

แพรวาเบรกจักรยานแล้วมองลอดช่องรั้วปูนเข้าไป เห็นชายหนุ่มหกเจ็ดคนรวมกันอยู่ใต้ร่มไม้ มีแค่เชือกฟางสานหยาบๆ ขึงแทนเน็ต คนที่มองหายืนอยู่ฟากหนึ่งกำลังสนุกสนานกับเกม หญิงสาวยืนมอง

คิดถึงครั้งแรกที่เห็นโชติก ชายหนุ่มกำลังเล่นฟุตบอลกลางสนามของมหาลัย ใบหน้าเปื้อนเหงื่อเปล่งประกายชิงหัวใจเธอไปทันที หากกว่าจะได้คุยและทำความรู้จักกันก็ล่วงเข้าปีการศึกษาที่สอง พอได้รู้จักกันเธอก็มักจะไปยืนดูเขาเล่นฟุตบอลเสมอ บางครั้งยอมโกหกกับทางบ้านว่ามีติวหนังสือ ทำรายงาน เพื่อจะได้ใช้เวลาสักนิดมองดูเขา

แพรวาแย้มยิ้ม ชายหนุ่มขึ้นชื่อว่าพอปพิวลาร์ในหมู่สาวๆ ไม่น้อย ด้วยอารมณ์ขัน เป็นนักกีฬา และขี่มอเตอร์ไซค์สุดเท่ห์ โชติกไม่ใช่ผู้ชายสมบูรณ์แบบ ไม่ได้อ่อนหวาน บางครั้งใจร้อน ยามอยู่กับเพื่อนก็เฮฮาตามประสา แต่เธอก็รักเขา อย่างไรเสียหากใช้ชีวิตร่วมกันก็ต้องยอมรับสิ่งที่เขาเป็นให้ได้

เธอปั่นจักรยานเข้าไปในเขตโรงเรียน

“เฮ้ย เมียใครมาวะ”

            กลุ่มคนร้องโห่ฮา โชติกหยุดเล่นกลางคัน ยกมือขอเวลานอกแล้วกึ่งวิ่งกึ่งเดินมาหา

            “มาถึงนี่เชียว”

            “ก็เห็นว่าไม่กลับสักที เป็นห่วง โทร. มาก็ติดต่อไม่ได้” แพรวาตอบน้ำเสียงรวนนิดๆ ชายหนุ่มหยิบเครื่องมือสื่อสารมาแล้วร้อง “อ้าว แบตหมดตั้งแต่เมื่อไรหว่า”

            “จะกลับหรือยัง”

            โชติกยังไม่ทันตอบ ชายหนุ่มคนหนึ่งก็เดินมาสมทบ เขามีไรเครารอบใบหน้า ดวงตาหวานมองหญิงสาวอย่างชื่นชม

            “เมียมึงเหรอ สวยฉิบเลย”

            “น้อยๆ หน่อยไอ้กั้ง” โชติกยกมือยันหน้าคนเป็นเพื่อนให้ออกห่าง เขาหัวเราะร่วนแล้วถอยออกไป ไม่วายส่งเสียงแซวย้อนหลัง

            “อากาศเย็นขนาดนี้ เป็นกูละก็ไม่ปล่อยออกมาเห็นตะวันหรอกมึง”

            เสียงแซวดังขึ้นอีกครั้ง แพรวาหน้าร้อนผ่าว เธอคงต้องเผชิญกับคำตรงผ่าซากจากบรรดาเพื่อนของโชติกไปอีกพักใหญ่กว่าจะคุ้นชิน

            “จะให้กลับใช่ไหม” เสียงโชติกดึงเธอกลับมา หญิงสาวมองฟ้าเริ่มสลัว

“ยังจะเล่นอีกเหรอ มืดแล้วนะ”

            ชายหนุ่มโคลงศีรษะ “ยังไม่เท่าไรเลย นางฟ้าเริ่มเปลี่ยนโหมดแล้วแฮะ”

            “อะไรนะ!” เขาหัวเราะ หันไปตะโกนบอกกลุ่มคนว่าขอตัวกลับก่อน ซึ่งก็ได้คำแซวสนั่นกลับมาดังคาด

            จักรยานถูกเปลี่ยนมาให้โชติกเป็นคนปั่น แพรวานั่งซ้อน เธอโอบเอวเขาซบใบหน้าบนแผ่นหลัง ท้องฟ้าระบายสีส้ม ลมพัดผ่านแทรกความเย็นเข้าในผิวกาย ณ ที่แห่งนี้ เงียบสงบ ไร้ภาระ ไร้ความกดดัน ไม่ต้องปั้นหน้าแต่งยิ้ม สามารถแสดงออกได้อย่างที่ต้องการ ยามที่แพรวามองไปยังต้นยางที่เรียงราย มันเหมือนกำแพงที่กั้นเธอจากความวุ่นวายทั้งปวง จนบางครั้งก็ปรารถนาให้มันเป็นแบบนี้ตลอดไป

 

อคินเอียงกระทะให้ไข่ที่เริ่มสุกห่อตัวก่อนจะตักใส่จาน เนื้อไข่สีเหลืองตัดด้วยสีแดงจากมะเขือเทศ กลิ่นเนยหอมฟุ้งไปทั้งครัว นอกจากนี้บนโต๊ะยังมีขนมปังปิ้ง ซอสและสลัดผักอีกหนึ่งถ้วย

ชายหนุ่มเช็ดมือกับผ้าขนหนู ดูนาฬิกาที่ผนังแล้วถอนใจ เขาเดินเข้าไปในห้องนอน

“นี่คุณ ตื่นได้แล้ว”

เขาตบบนผ้าห่มเบาๆ ไม่มีการตอบสนอง “กริการ์ ตื่น จะเก้าโมงแล้ว”

กริการ์มีอาการเคลื่อนไหวขยุกขยิก แต่ไม่กี่วินาทีก็นิ่งสนิท

อคินชักฉุน เขาดึงข้อเท้าเธอ

“โอ๊ย!

คราวนี้ได้ผลเพราะกริการ์เปิดผ้าลุกพรวด ผงกศีรษะออกมา สีหน้าไม่สบอารมณ์

“ไม่ต้องโวยเลย ตื่นได้แล้ว เป็นผู้หญิงนอนให้พระอาทิตย์ส่อง น่าเกลียด”

กริการ์เกาท้ายทอย เบ้ปากเหมือนเด็กเอาแต่ใจ เธอลุกขึ้นมานั่ง ดึงผ้าห่มมากอดพลางทำตาปรือมองไปนอกหน้าต่าง ภาพตรงหน้าเหมือนจะทำให้ไฟในอกคุกรุ่นขึ้นมาจนอคินต้องดึงตัวออกห่างก่อนมันจะลุกลาม

“เร็วด้วย” เขาสั่งกำชับอีกครั้งแล้วรีบเดินออกไป

ครู่ใหญ่หญิงสาวจึงเดินออกมาจากห้อง เธอมองอาหารบนโต๊ะด้วยสีหน้าทึ่ง ก่อนจะขยับเก้าอี้ลงนั่ง ตักไข่คนเข้าปากโดยไม่พูดอะไร

“เป็นไง”

หญิงสาวเหลือบมอง ก่อนจะปรับกิริยาพยักหน้าและยิ้มเล็กน้อย ข้าวต้มเมื่อวานก็โอเคระดับหนึ่งแล้ว แต่มื้อเช้าวันนี้รสชาติดียิ่งกว่า กลิ่นเนยหอมขึ้นจมูก เนื้อไข่นุ่ม แทรกด้วยมะเขือเทศกับหอมใหญ่ อร่อยไม่แพ้ในโรงแรม แต่ด้วยนิสัยทำให้เลือกตอบอย่างไว้เชิง “อืม”

อคินจ้อง “ยังโกรธผมเรื่องแย่งรถไปขับอยู่อีกเหรอ”

เธอหน้าตึงทันที “เปล่าซะหน่อย”

“หรือโกรธเรื่องที่ไม่ได้ไปเที่ยว”

“ยิ่งไม่เกี่ยวเลย” เธอพูดเสียงสูงกว่าปกติ แต่หน้าเขายังนิ่งเลยรู้สึกเสียแต้มเล็กน้อย เธอยกกาแฟขึ้นดื่มแก้เก้อแล้วมองไปนอกหน้าต่าง วันนี้อากาศดี น่าจะเริ่มทำในสิ่งที่ควรทำ อย่างเช่นชวนคุยเรื่องอาหาร...

เดี๋ยวผมจะออกไปข้างนอกนะ กริการ์ยังไม่ทันได้ชวนคุยดังที่คิด อคินก็พูดขึ้นมาก่อน เธอขมวดคิ้วทันที รู้สึกขุ่นใจ น้อยใจ และหงุดหงิด

“ห้ามเราไป แต่ตัวเองไปทุกวันเลย”

“ผมไปทำงาน”

“งานอะไรนัดวันสิ้นปี” กริการ์แกล้งพูด แอบเห็นอคินหรี่ตา

“ไปด้วยกันไหมล่ะ จะได้รู้ว่างานอะไร”

“ไม่” เธอตอบไปแล้วก็ชะงัก หยิบขนมปังมากัดพลางถอนหายใจและปรับน้ำเสียง “แล้ว...จะกลับกี่โมง”

“บ่ายๆ” อคินลุกจากที่นั่ง กริการ์เบิกตาโตเมื่อเห็นว่าชายหนุ่มจัดการอาหารเช้าหมดอย่างรวดเร็ว พวกนักธุรกิจกินไวแบบนี้เหรอ “ออฟฟิซคุณเปิดวันไหน”

“วันที่สาม”

อคินทำท่าคิดเล็กน้อยแล้วพยักหน้าก่อนจะเดินเข้าห้องไป กริการ์นึกขึ้นได้ว่าควรจะถามเขาบ้างก็ช้าเกินไป กริการ์ยกมือตบแก้มตัวเองเชิงเรียกสติ เวลาอยู่ด้วยกันเธอมักจะไม่เป็นตัวของตัวเองสักทีสิน่า

 

ผลการพูดคุยกับไบรอันเป็นที่น่าพอใจ นักธุรกิจชายวัยมากกว่าไมค์สามปีมีบุคลิกนิ่งขรึมกว่า กระนั้นยังมีรอยยิ้มและดวงตาเป็นประกายอยู่ตลอดเวลาที่อคินเสนอผลงาน ท้ายสุดก็จบตรงที่จะติดต่อแจ้งความคืบหน้าหลังจากที่ฝ่ายเขาได้ทำตลาดที่ประเทศแม่ให้เรียบร้อยเสียก่อน

เสร็จธุระเรื่องงานตอนบ่ายสองโมง แต่อคินขับรถกลับมาถึงบ้านตอนสี่โมงเย็นเพราะแวะซูเปอร์มาร์เกต เขานึกขึ้นได้ขณะขับรถผ่านห้างสรรพสินค้าว่า นานแล้วที่เขาไม่ได้มีโอกาสอยู่กรุงเทพฯ ในเทศกาลปีใหม่ แต่ปีนี้แตกต่างออกไปเพราะงานกับสถานการณ์

ถ้าแพรวาอยู่ ณ จุดที่กริการ์อยู่อย่างที่ควรจะเป็น เธอก็คงไม่ได้ไปฉลองปีใหม่เช่นกัน บางทีเขาก็คิดเหมือนกันว่าตนเองให้ความสำคัญกับงานมากเกินไปหรือเปล่า ขนาดเทศกาลเฉลิมฉลองยังนัดคู่ค้ามาคุยธุรกิจ

อคินคิดเพลินกระทั่งขับรถมาถึงบ้านและไม่เห็นรถอีกคัน เขาคว้าถุงข้าวของมากองไว้บนโต๊ะอาหาร เหลียวซ้ายแลขวา เดินเข้าออกทุกห้อง ไม่เห็นเจ้าของเช่นกัน

ชายหนุ่มเม้มปาก อารมณ์โกรธพลุ่งพล่าน ไปไหนอีกแล้วล่ะ อยู่เฉยๆ โดยไม่ต้องก่อกวนให้อารมณ์เสียสักวันสองวันไม่ได้หรือไง เขาหยิบโทรศัพท์ จังหวะนั้นสายตาเขาก็เห็นเธอขับรถเข้ามาพอดี เขาออกไปยืนที่เชิงบันได แล้วพูดเสียงแข็ง

“ไปไหนมา”

“ไปถวายสังฆทาน...ให้พ่อกับแม่”

อารมณ์โกรธลดลงฮวบฮาบเพียงชั่ววินาที มิน่าล่ะ หญิงสาวสวมเสื้อขาวกับกางเกงสีครีมเรียบๆ ดูแปลกตา กริการ์คงรู้ว่าเขาคาดไม่ถึงจึงได้เดินลิ่วๆ เข้าบ้าน อคินรู้สึกตัวเดินตาม

“ทำไมไม่บอก จะได้ไปด้วยกัน”

กริการ์ที่กำลังเปิดตู้เย็นหันกลับมามองอีกฝ่าย “ไม่ต้อง...เอ่อ ไม่เป็นไรค่ะ ฉันก็เพิ่งคิดได้เหมือนกัน” เธอเทน้ำใส่แก้วแล้วยกขึ้นดื่ม

“พ่อกับแม่คุณเสียไปนานแล้ว” คำพูดดูลอยๆ คล้ายชายหนุ่มต่อบทสนทนาไม่ถูก ทำให้กริการ์อมยิ้ม

“สิบสองปี ตั้งแต่ฉันอายุสิบสี่ ตอนวันปีใหม่พอดี” เธอพูดพลางเดินมานั่งที่โต๊ะอาหาร ตาโตกับถุงที่เขาวางไว้

“ความจริงผมก็รู้นะ แต่ลืมไป” อคินบอก เรื่องระหว่างสองครอบครัวถูกถ่ายทอดให้ฟังอยู่เนืองๆ กริการ์ยกมือเมื่อเห็นสีหน้าสลดของเขา

“ไม่แปลก ฉันเองก็ยังลืม บางทีไปเที่ยวก่อนกลับมาก็ไปทำบุญให้ อย่างว่าแหละ ถึงจะรู้ว่ามันสำคัญแต่บางทีก็อยากสนุกก่อน พ่อกับแม่คงไม่ว่าเพราะท่านคงไม่อยากให้ฉันเศร้าวันปีใหม่” เธอพูดยิ้มๆ “ตอนแรกว่าจะไปพรุ่งนี้แต่คิดว่าคนเยอะแน่ คิดปุ๊บก็ไปปั๊บเลย แล้วนี่คุณซื้ออะไรมาเยอะแยะ โห ของกินเพียบเลย ดีจัง กำลังหิว” เธอเปลี่ยนเรื่อง

อคินแกล้งเอามือทับถุง “คุณก็ออกไปข้างนอก ไม่เห็นซื้ออะไรมาบ้าง”

“ก็รีบไปรีบมานี่” เธอว่า “มัวแต่แวะเดี๋ยวคุณกลับมาไม่เจอก็โวยฉันอีก”

“ถ้าคุณบอกผมก่อนก็ไม่ถูกโวย”

“แต่ถ้าฉันบอกแล้วคุณคิดว่าฉันโกหกให้ได้ไปเที่ยวล่ะ”

ชายหนุ่มอ้าปาก ครั้นแล้วก็เปลี่ยนมายืนตรง กอดอก เอียงคอมองหญิงสาวเหมือนมองเด็ก “คุณนี่ทำไมช่างต่อปากต่อคำนัก ผมพูดอะไรแล้วไม่เถียงกลับไม่ได้หรือไง ไม่ต้องกลัวว่าผมจะคิดว่าคุณโกหกซะทุกครั้งหรอก”

“แต่ก็ไม่เชื่อ”

“ยังอีก”

กริการ์บ่นไม่มีเสียง เธอสะบัดหน้าทำท่าจะลุกหนี

“จะไปไหน” อคินขัด

“ก็ไปหาของกินไง”

อคินเดินอ้อมโต๊ะมา จับไหล่กริการ์หมุนให้หันหน้าเข้าหาโต๊ะอีกครั้ง “หยิบถุงแล้วตามมา” เขาพูดจบก็เดินเข้าครัวไป “ถ้าจะกินก็เร็วๆ” เขาเร่งเมื่อเห็นอีกฝ่ายไม่ขยับ

            เธอยืนนิ่งชั่ววินาที แต่พอคิดได้ว่าเขาหมายความว่ายังไงก็รีบหอบหิ้วทุกอย่างวิ่งพรวดตามไปทันที

 

            อคินกระดกปลายกระทะเล็กน้อยเพื่อให้เส้นสปาเกตตีคลุกเคล้ากับเนื้อเป็ดรมควันที่เพิ่งใส่ลงไป กริการ์ยืนมอง ปากก็เคี้ยวเกี๊ยวห่อชีสที่เขาทอดให้กินรองท้อง เขาโรยเกลือ ใส่พริกแห้งกับกระเทียมหั่นบางๆ ด้วยท่าทางคนเคยผ่านงานครัว เธอแอบมองเสี้ยวหน้าอีกฝ่าย ดวงตาจริงจังทอดมองของในกระทะ คิ้วขมวดนิดๆ ตอนชิมรสชาติ พาให้นึกถึงคำพูดของชุลี

            จะบอกให้นะ ผู้ชายน่ะมีเสน่ห์ที่สุดเวลาทำอาหาร เวลาที่เขาจับตะหลิว หยิบขวดน้ำปลา หรือใช้มีด มันเหมือนเขากำลังสร้างงาน ทั้งเร้าใจและเซ็กซี่สุดๆ ไม่เชื่อพี่ลองสังเกตดู

            รอยยิ้มผุดขึ้น ถึงบทสรุปของการสนทนาครั้งนั้นหญิงสาวจะถูกแซวว่า เป็นเพราะเธอมีแฟนทำกับข้าวเก่งจึงชมผู้ชายในแง่มุมนี้ หากแต่เมื่อกริการ์ได้เห็นเองก็ยอมรับว่ารุ่นน้องพูดถูก ยิ่งเทียบกับเธอซึ่งคะแนนทำครัวเป็นศูนย์แล้วอคินจึงทั้งน่าชื่นชมและหลงใหล

            บางครั้งรสชาติแทบไม่สำคัญ แค่ได้มองคนที่รักทำให้ก็อิ่มพอแล้ว

            ก้า!

            กริการ์สะดุ้งโหยง เธอเห็นอคินกำลังมองมาเขม็ง “อะ...อะไร”

            “เอาจานมา”

            เธอกระวีกระวาดหยิบให้ ใจเต้นตุ๊มๆ ต้อมๆ มัวแต่มองและวาดฝันอะไรเพลิน เขาตักสปาเกตตีแบ่งใส่สองจาน ยื่นส้อมให้ลองชิม

กริการ์ม้วนเส้นเข้าปาก รสชาติเค็มปะแล่มและเผ็ดเล็กน้อย เธอได้กลิ่นหอมของเนยจางๆ ผสมกับ

กลิ่นหอมของเป็ดรมควัน

“อร่อย” เธอพยักหน้าถี่ๆ “รสชาติพอดีเลย อร่อยดีค่ะ”

            สีหน้าอคินฉายความภูมิใจ เขาถือจานเดินนำหญิงสาวออกมาด้านนอก บนโต๊ะมีอาหารหลายอย่างวางอยู่ก่อนแล้ว พออีกสองจานสุดท้ายมาสมทบทั้งสองคนจึงหย่อนก้นลงนั่ง

            “ไม่รู้มาก่อนนะเนี่ยว่าคุณทำอาหารเก่งขนาดนี้” กริการ์ชมขณะจิ้มเนื้อเป็ดเข้าปาก

            อคินยิ้ม ทำอย่างอื่นก็เก่งนะ

            กริการ์หน้าร้อนฉ่า รอยยิ้มหายไปแทนที่ด้วยความเขินจัด วินาทีที่หูได้ยินสมองก็แปรภาพทันใด เธอมองเขาตาเขียว

            “ทะลึ่ง ลามก”

            คนฟังทำหน้างงอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะหัวเราะออกมา

“อะไรคุณ ผมหมายถึงเรื่องงานต่างหาก คุณนั่นแหละทะลึ่ง คิดไปถึงไหน” เขาเลิกคิ้วแสร้งทำหน้างงงันแต่สายตาปิดความล้อเลียนไม่มิด หญิงสาวรู้ตัวว่าพลาดท่าจึงปั้นหน้าบึ้ง ก้มหน้าก้มตากินกลบเกลื่อน           

“แม่ผมสอนทำกับข้าวให้ตอนก่อนจะไปเรียนต่อน่ะ”

            กริการ์เงยหน้า เท่าที่รู้แม่ผู้ให้กำเนิดของเขาก็จากไปแล้วเช่นกัน

“แต่ก็เป็นอะไรง่ายๆ อย่างไข่เจียว ข้าวผัด แต่พอไปอยู่จริงๆ สัญชาตญาณก็บังคับให้เรียนรู้เอง”

            “พูดซะหรู ที่จริงก็แค่ท้องหิว”

            “จริง” อคินยิ้ม

“แล้วที่ผ่านมาล่ะ ฝากท้องที่ไหน”

“ไม่แน่นอน วันธรรมดาไปกินกับพ่อบ้าง ลูกค้าบ้าง เสาร์อาทิตย์ก็อืม...นานๆ ทำที แล้วคุณล่ะ” ประโยคท้ายถามกลับแต่เธอไม่ทันตอบ “อ้อ! ผมว่าคุณฝากท้องนอกบ้านร้อยเปอร์เซ็นต์ อย่างว่านะ ขนาดข้าวต้มยัง...”

“หยุดเลย ไม่ต้องมาทับถมกัน” กริการ์รีบขัด อคินหัวเราะเบาๆ เธอทำหน้างอนขณะรวบช้อนส้อมแล้วลุกไปคว้าจานของเขาซึ่งจัดการเรียบร้อยแล้วเช่นกัน ก่อนจะเดินปึงปังเข้าครัวเพื่อเอาไปทำความสะอาด

อคินยิ้มอย่างสนุกสนาน อาจเพราะวัยและประสบการณ์ที่น้อยกว่าทำให้หญิงสาวยังมีมุมเดียงสาเล็ดลอดให้เห็น ซ้ำยังแสดงออกทางสีหน้าทุกอย่าง กวน โกรธ ดีใจ เพียงแต่ยังไม่มีรอยยิ้มกับเสียงหัวเราะให้เขาเท่านั้นเอง เวลาที่ไม่ต้องใช้อารมณ์ใส่กันดูไปก็น่ารักดี

            วูบหนึ่ง เขานึกถึงแพรวา

            ถ้าเป็นหญิงสาวอีกคน ความรู้สึกรื่นรมย์แบบนี้จะมีเหมือนกันหรือเปล่า

            กริการ์เอกเขนกอยู่หน้าทีวี กดรีโมตไปเรื่อยแทบจะไม่หยุดที่ช่องใด จนอคินซึ่งพลิกหน้านิตยสารอยู่อดไม่ได้

            “ถ้าไม่คิดจะดูสักช่องก็ปิดเถอะ กดไปกดมาน่าเวียนหัว”

            หญิงสาวร้องเฮ้อ แม้ไม่พูดออกมาแต่อาการก็ฟ้องอยู่ว่าเธอกำลังเบื่อสุดขีด ได้ยินเสียงเฮฮาแว่วมาจากบ้านหลังใดหลังหนึ่ง คืนส่งท้ายปีแบบนี้คนส่วนใหญ่อยู่ท่ามกลางเพื่อนพ้องญาติมิตร กิน ดื่ม เล่าเรื่องไร้สาระกันไม่รู้จบ กริการ์คงหงุดหงิดที่ไม่มีโอกาสแบบนั้น

            มาถึงตอนนี้อคินอารมณ์เย็นลงบ้างแล้ว จริงอยู่เธอติดหนี้เขา แต่หลายวันที่ผ่านมาเธอก็ รับผิดชอบ โดยตลอด เป็นเขาเสียอีกที่ฉกฉวยเอาเปรียบเพื่อให้ตัวเองไม่ขาดทุน กระนั้นหญิงสาวก็ไม่ได้มาคร่ำครวญสนิมสร้อยเป็นนางเอกละคร ทั้งที่เป็นฝ่ายเสียหายมากกว่าแค่เสียหน้า...เช่นเขา

            ลับหลังเธอแอบมีน้ำตาบ้างหรือเปล่านะอคินสงสัย เขาปิดหนังสือแล้วลุกขึ้นยืนมองนาฬิกา พบว่าสี่ทุ่มครึ่งแล้ว “ไปข้างนอกกันไหม” เขาชวน เพราะความจริงเขาก็เบื่อเหมือนกัน

            กริการ์หันมาเหมือนได้ยินไม่ถนัด

“ผมชวนคุณไปข้างนอก ถ้ายังหูตึงไม่ได้ยินก็นั่งดูทีวีไปคนเดียวแล้วกัน” อคินทิ้งท้ายแล้วผละออกไป กริการ์เด้งตัวจากโซฟาทันควัน เผลอตัวยิ้มกว้างและเดินตามไปอย่างร่าเริง

                       

            ทั้งคู่มาถึงร้านอาหารกึ่งผับ ตกแต่งเรียบๆ แต่ดูหรูหราด้วยไม้โอ๊ก แสงตะเกียงสลัวทำให้บรรยากาศโรแมนติก ทั้งยังตั้งอยู่ริมน้ำที่ซึ่งอากาศเย็นสบาย วงดนตรีกำลังแสดงสดอยู่บนเวที อคินกับกริการ์ได้โต๊ะริมพอดีจึงสามารถมองเห็นสายน้ำนิ่งเรียบและกอผักตบชวาที่ขึ้นอยู่ริมฝั่ง

            “สวยไม่เบาเลย” หญิงสาวพูดพลางมองไปรอบร้าน นิสัยอินทีเรียร์ทำให้เธอมักจะมองรูปแบบของสถานที่อยู่เสมอ ขณะที่อคินไม่สนใจ มองเมนูในมือ เขาสั่งอาหารว่าง เครื่องดื่ม จากนั้นก็มองอีกฝ่ายเชิงถาม

            กริการ์มองกลับ “หนูสั่งเบียร์ได้ไหมคะ คุณพ่อ” เธอแกล้งทำเป็นกล้าๆ กลัวๆ

“ถ้าห้ามก็คงแอบกินแล้วเอากระป๋องไปซ่อนไว้ในตู้ใต้อ่างล้างจานอีก”

กริการ์ยกเมนูขึ้นบังหน้าทันที เธอเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าอาทิตย์ที่แล้วเกิดครึ้มใจซื้อเบียร์มา ตั้งใจว่าจะเอากระป๋องเปล่าไปทิ้งทีหลังแต่...ลืมจนได้

“ถ้าคุณเป็นลูกผมป่านนี้โดนตีไม่รู้กี่รอบแล้ว เถียงคำไม่ตกฟาก” เขาพูดเรื่อยๆ แล้วยกแก้วขึ้นดื่ม

“ฉันไม่เถียงพ่อกับแม่หรอก ฉันเป็นเด็กดี”

อคินแกล้งทำเป็นเชื่อ ทั้งคู่ไม่ได้คุยกันมากนัก แต่เพียงเท่านั้นกริการ์ก็สุขใจ และดูเหมือนเขาเองก็ผ่อนคลายกับบรรยากาศ เธอเห็นเขาเคาะนิ้วกับโต๊ะตามจังหวะเพลง

            เวลาผ่านไป อาหารพร่อง เครื่องดื่มเพิ่ม ความสุขทวีคูณ ดนตรีเริ่มหวาน เตรียมต้อนรับวินาทีนับถอยหลัง

            “ที่คุณว่าจะไปเที่ยวน่ะมันที่ไหนนะ”

            “คะ” กริการ์กำลังเคลิ้มกับเสียงนักร้องไม่ทันฟัง

            “ตั้งใจจะไปเที่ยวที่ไหน”

            “อ๋อ จะไปกางเต้นท์ที่วังน้ำเขียว”

            “คนนั้นไปด้วยไหม”

            “คนไหน”

            “คนที่รับโทรศัพท์”

            กริการ์ชะงักไปเล็กน้อย สายตาอคินไม่บอกวัตถุประสงค์ที่ถาม “จะอยากรู้ไปทำไม” เธอถามกลับ

อคินโคลงศีรษะ “แค่อยากรู้ คุณไม่ไปแบบนี้เขาคงผิดหวัง”

“รู้ได้ยังไง” เธอขมวดคิ้ว คราวนี้มีรอยยิ้มระบายในดวงตา “ฉันกับเขาเป็นเพื่อนกัน”

“แน่เหรอ”

กริการ์เลือกกระดกแก้วแทนการตอบ

“หึงขนาดนั้น...” เขากำลังย้อนเหตุการณ์ในร้านของภัทร

“แล้วคุณจะมาซักไซ้อะไรกับเรื่องของฉัน คุณน่าจะสนใจเรื่องแพรวามากกว่า” กริการ์พูดแทรก

            “คุณก็บอกผมสิ” เขาสวนกลับห้วนๆ

            “ฉันไม่รู้” พูดไปแล้วเธอก็รู้สึกว่าป่วยการ และรู้สึกว่าตนเองไม่น่าเริ่มก่อนโดยการเอ่ยชื่อแพรวาซึ่งเหมือนเป็นการหยิบมีดมาแทงหัวใจตัวเองอีกหน กริการ์มองไปยังสายน้ำด้านข้าง ขอบตาร้อน เพียงวินาทีเดียวก็เปลี่ยนความเปรมปรีดิ์เป็นความเจ็บปวดได้ เธอเกลียดตัวเองจริงๆ

            “ผมล้อเล่น” อคินโน้มตัวมาหา เห็นกริการ์ยังไม่เลิกมองทิวทัศน์ คล้ายกับว่ามีของเหลวเอ่อคลอสะท้อนแสงไฟ เขาชะงัก “ก้า ผมแค่แซวเล่น”

            หญิงสาวกะพริบตาถี่ ยกมือถูจมูกแดงแล้วถอนหายใจโดยยังไม่มองเขา

            “ฉันไม่ได้โกรธ”

            “แต่ว่าคุณ...”

            “ไม่มีอะไรค่ะ อีกเดี๋ยวอาเพียงดาวก็คงมาบอกข่าวเรื่องน้องแพร” พูดอะไรล่ะนี่ นี่คืนส่งท้ายปีนะ อุตส่าห์มีโอกาสได้อยู่กันสองคนแล้ว พูดอะไรของเธอกริการ์

            “ผมไม่ได้ตั้งใจจะพูดแบบนั้น คือผมก็รู้ แต่...ผมไม่ได้มาทวง...” ดูท่าทางเขาเองก็ทำตัวไม่ถูก อาจเพราะคาดไม่ถึงว่าเธอจะจำนนง่ายขนาดนี้ หรือบางทีคงเป็นเพราะเขาเคยชินกับการเถียงคำไม่ตกฟากอย่างที่เคยเจอมา

            กริการ์รู้ตัวว่าคืนนี้จิตใจอ่อนไหวจนยากจะควบคุม อาจด้วยฤทธิ์แอลกอฮอล์ หรือเพราะย่ามใจไปเองว่าสามารถจัดการทุกอย่างตามที่คิดได้ เธอเพิ่งรู้ว่ามันไม่ง่ายเลย และอยากย้อนเวลากลับไปยังช่วงที่เธอเป็นเด็ก ไม่ต้องมีหน้ากากก็พูดได้ตามที่ใจปรารถนา 

            ด้วยช่องว่างที่ห่างตามเส้นทางชีวิต แค่คำว่า พี่เธอยังไม่กล้าใช้

            เธอยกแก้วขึ้นดื่มอึ้กๆ ดื่มให้ลืมเสียดีกว่า

            “ก้า...”

            “อย่าห้ามๆ” เธอยกมือ “คุณไม่ต้องกลัวเพราะคุณไม่เมา และพาฉันกลับบ้านได้”

            อคินมองเธอ พยายามหาสาเหตุที่ทำให้อารมณ์อีกฝ่ายแปรปรวน พบว่าส่วนหนึ่งเป็นเพราะเขา อันที่จริงคืนนี้น่าจะวางปัญหาไว้แล้วเพลิดเพลินไปกับบรรยากาศของความสุขมากกว่า

            เขาดึงแก้วออกจากมือเธอ กริการ์ทำหน้าเหมือนเด็กถูกขัดใจ

            “ผมไม่ได้ห้าม แต่ถ้าคุณดื่มด้วยความรู้สึกแบบนี้ มันไม่ใช่ความสุข และไม่ทำให้ลืมอะไรที่อยากลืมได้หรอก”

            กริการ์อึ้ง ร่างกายชาเหมือนถูกแช่แข็ง กระทั่งเสียงพิธีกรประกาศให้แขกในร้านร่วมกันนับถอยหลังเพื่อเข้าสู่ปีใหม่ เธอใช้ฝ่ามือคลึงหน้าตัวเอง เรียกสติสัมปชัญญะให้กลับมา ครั้นแล้วก็ลุก “ฉันจะไปห้องน้ำ” เธอบอก

            “เคาน์ดาวน์ก่อนสิ” อคินยกนิ้วโป้งชี้ไปยังเวทีซึ่งอยู้ด้านหลังเขา ท่าทางเขาไม่ติดใจกับอาการประหลาดของเธอแล้ว

หญิงสาวส่ายหน้า “บอกให้เขารอฉันก่อน”

            เธอพูดยิ้มๆ แล้วก้าวออกไป จังหวะนั้นชายอีกคนเดินแทรกเข้ามา ไหล่ปะทะกัน กริการ์เซจะล้มแต่อคินทะลึ่งขึ้นรับได้ทัน

            “อุ๊ย!

            “โอ๊ะ! ขอโทษครับ” คนชนผงกศีรษะให้ พอเห็นว่าอีกฝ่ายอยู่ในอ้อมกอดชายอีกคนอย่างปลอดภัยก็ส่งยิ้ม แล้ววิ่งไปรวมกับกลุ่มคนหน้าเวทีเล็กๆ           

 

            กริการ์ค่อยๆ ดึงตัวเองขึ้นมาตั้งหลัก อคินคลายมือซึ่งจับอยู่ที่ต้นแขนเธอ

            “เป็นอะไรไหม”

            หญิงสาวส่ายศีรษะ เงยหน้าสบตาหมายจะพูดคำขอบคุณ แต่พอเห็นว่าดวงหน้านั้นอยู่ใกล้ไม่ถึงคืบสติก็กระเจิงอีกรอบ

            ไม่ใช่เพราะความใกล้ชิด หากแต่ที่ผ่านมาเธอกับเขาแทบไม่ได้มีช่วงเวลาเช่นนี้ เวลาที่สบตากันนานพอให้ส่งสายใยถักทอร้อยเกี่ยวไปถึงหัวใจ กลิ่นกายชายหนุ่มอ่อนละมุนล้อมอยู่รอบตัว กริการ์สุดจะห้ามใจ

            ขอแค่คืนนี้เท่านั้น

            ก้าชอบ...”

 

 

29.11.17

สามารถติดตามดาวน์โหลดฉบับเต็มเรื่องได้ที่

https://www.mebmarket.com/web/index.php?action=BookDetails&data=YToyOntzOjc6InVzZXJfaWQiO3M6NjoiNzk2OTExIjtzOjc6ImJvb2tfaWQiO3M6NToiMzAyNTQiO30


 

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 11 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

832 ความคิดเห็น

  1. #825 Aortic (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 29 พฤศจิกายน 2560 / 19:09
    ชอบเวลาสองคนนี้คุยกันมากๆ ตอนที่ก้าจะชวนไปทำบุญแต่สุดท้ายต้องไปเองนี่น่าน้อยใจแหละ แต่ก้าสตรองจัง
    #825
    0
  2. #732 darika-grammy (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 23 สิงหาคม 2554 / 17:42
    ก้าชอบอะไรหน่ะ อิอิ
    #732
    0
  3. #490 จิรารัตน์ (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 23 กรกฎาคม 2554 / 12:38
    ไม่มีใครเชื่อก้าเลย น่าน้อยใจแทนจัง
    #490
    0
  4. #352 MU @ Club (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 11 กรกฎาคม 2554 / 23:32

      อ๊าย..!!!! "ก้า..ชอบ..." อย่าเพิ่งพูดออกออกไปเชียวนะนู๋ก้า

      ถึงบรรยากาศมันจะเป็นใจแค่ไหนก็เถอะ

      ให้คุณคิน เป็นคนที่ยอมจำนนต่อความรู้สึกของงตัวก่อนเถอะนะ

      เข้มแข็งไว้จ๊ะนู๋ก้า ( ถึงหัวใจจะเป็นของคุณคินไปหมดแล้วก็เถอะ )

      ตราบใดที่นู๋ก้า ยังไม่บอกออกไป คุณไม่ทางเดาถูกหรอก

      ถึงวันนี้คุณคิน จะทำตัวให้น่าหลงรักแค่ไหนก็เถอะ ( รีดเดอร์ยังหลงละเมอไปแล้วเลยค่ะ )

      ผู้ชายบร้าอะไรอะ เคร่งขรึม, ปากแข็ง, ช่างเสียดสี แต่น่าเอามาเป็นแฟนชิบเป้งเลยอะ

      รีดเดอร์จะลืมสิ้นซึ่งทุกสิ่งที่ร้ายๆ ที่คุณคินเคยทำมาค่ะวันนี้

      จะปลดปล่อยหัวใจตัวเองให้หลงรัก "คุณคิน" ให้เต็มที่ค่ะ ( ไม่รักไม่ได้แล้วอะ )

      แต่สำหรับนู๋ก้า รีดเดอร์ห้ามขาดเลยนะ อย่าพูดออกมาขอเตือนอีกครั้ง

      ให้รีดเดอร์ "รัก" คุณคิน แทนเถอะนะนู๋ก้านะ

      รีดเดอร์ กลัวว่าในวันข้างหน้าคุณคินจะทำนู๋ก้าเสียใจหนักอะค่ะ

      เลยยังไม่อยากให้สารภาพความในใจออกไปค่ะ รีดเดอร์หวังดีจริงๆ น๊า..!!!!

      "คุณคินคะ รีดเดอร์มีเรื่องจะบอก.... I Love U ค่ะ"
                                  
    #352
    0
  5. #41 tuatoto (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 25 พฤษภาคม 2554 / 23:30
    ก้าชอบ????????? อย่านะนู๋ก้า อย่าเพิ่งบอกนายคินเดียวนายคินได้ใจ นู๋ก้าต้องทำให้นายคินตกหลุมรักเราก่อน 55555
    #41
    0
  6. #37 rung_dao (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 24 พฤษภาคม 2554 / 15:38
    ยิ่งอ่านยิ่งชอบ

    พี่คินก็มีมุมน่ารักเหมือนกันนะเนี่ย

    เริ่มชอบหนูก้าแล้วใช่มั้ย

    เฮ้อ...สงสารหนูก้า ไม่ใช่ความผิดของเธอเลยนะ

    ถ้าน้องแพรกลับมาแล้วจะทำงัยเนี่ย

    ถึงเวลานั้น พี่คินจะรู้ใจตัวเองรึยังนะ

    เอาใจช่วยหนูก้านะค้า...



    #37
    0
  7. #36 che_ii (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 24 พฤษภาคม 2554 / 10:25
    อยากอ่านทุกวันๆละตอน สองตอนจังค่ะ  ไรเตอร์ขาาาาาาาาาา   พลีสสสสสสสสสสสสสส  เฮ้อ  !!!!!   เมื่อไหร่จะออกเป็นเล่มเนี่ย ?  จะได้อ่านรวดเดียวจบ  ว่าแต่ยิ่งอ่านยิ่งชอบนู๋ก้าอ่ะค่ะ  น่ารักจัง  เข้มแข็งพอประมาณ กำลังดี เลย 
    #36
    0
  8. #35 che_ii (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 24 พฤษภาคม 2554 / 10:23
    อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก   ก้าชอบอะไร ?????????    อย่าบอกว่าชอบเฮียแกเด้ดขาดนะนู๋ก้า  เด๋วเฮียแกได้ใจ  ยิ่งนิสัยไม่ค่อยดีอยู่ด้วย
    #35
    0
  9. #34 Potae Jung (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 24 พฤษภาคม 2554 / 10:23

    มาอัพเร็วๆๆๆๆๆๆๆนะคะ ก็ขอให้คู่นี้สมหวังกันจริงๆๆๆๆๆๆนะคะ

    #34
    0
  10. #33 MBA (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 24 พฤษภาคม 2554 / 10:21
    ก้าชอบ....เลดี้กาก้า 5555
    #33
    0