เหลี่ยมเสน่หา

ตอนที่ 10 : 10 ตัวแทนแสนซน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 4,892
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 13 ครั้ง
    24 พ.ย. 60


 

10

 

“เยี่ยมเลย”

“อะไรเยี่ยม ผ้าไหมหรืออาหาร”

ไมค์หรี่ตายกนิ้วชี้ไปยังอคินที่สัพยอกหยอกเย้าเขาระหว่างมื้ออาหารกลางวัน

“อย่าเลย ผมไม่หลงกลคุณหรอก ผมหมายถึงแกงเขียวหวานนี่ต่างหาก ผมชอบมากๆ เลย” ไมค์เอ่ยคำชมโดยหันไปทางผู้ร่วมโต๊ะอีกสองคนคือเพียงดาวกับพรฟ้า

ไมค์ เป็นชาวอเมริกันวัยสามสิบปลาย รูปลักษณ์แบบชาวต่างชาติทั่วไปคือผมทอง ตาสีฟ้าอ่อน แต่มีรอยยิ้มและความร่าเริงคล้ายเด็ก เขากระตือรือล้นที่จะซักถามอยู่ตลอดเวลาทำให้บรรยากาศค่อนข้างผ่อนคลาย ยิ่งเพียงดาวกับพรฟ้าพอสื่อสารภาษาอังกฤษได้ยิ่งทำให้การสนทนาเต็มไปด้วยความครื้นเครง

“ไบรอันมาถึงวันที่สามสิบเอ็ด เอาเป็นว่าเจอกันเที่ยง คุยกันสักครู่แล้วกินข้าวนะ”

อคินพยักหน้ารับ งานเสร็จไปแล้วครึ่งหนึ่ง ไมค์ไม่มีอำนาจตัดสินใจ แต่ถ้าผู้ช่วยอย่างเขาพอใจและเข้าใจแผนงานก็มีหวังไม่น้อย เมื่อถึงบ่ายจัดก็ได้เวลาบอกลา เจ้าบ้านทั้งสองเดินมาส่งเพราะเพียงดาวกับพรฟ้านั้นตั้งใจจะพักค้างคืน

“น่าเสียดายจังครับ ที่พักสวยๆ แบบนี้ โชคไม่ดีผมต้องรีบกลับไปทำงานต่อ” ไมค์บอกพลางมองเรือนไทยอีกครั้ง

“ยังมีงานต่ออีกเหรอคะ นึกว่ามาแค่ที่นี่แล้วจะไปพักผ่อนเสียอีก” เพียงดาวพูด

            หนุ่มต่างชาติหลิ่วตา “งานของครอบครัวไงครับ ผมพาภรรยากับลูกมาด้วย”

            “อุ๊ยตาย! ฉันแอบหวังว่าคุณโสดนะคะเนี่ย” เพียงดาวเย้า

            “ผมก็เสียดายตัวเองเหมือนกันครับ”

            ทั้งคู่ต่างหัวเราะชอบใจกับมุกตลกของตนเอง พรฟ้ากับอคินก็พลอยยิ้มไปด้วย

            “คินจ๊ะ” เพียงดาวเรียก เธอก้าวออกจากทางเดินเล็กน้อย แสดงความหมายว่ามีบางอย่างอยากพูดกับชายหนุ่มเป็นการส่วนตัว ขณะที่ไมค์กำลังสนใจโคมไฟบริเวณสวนซึ่งทำจากกะลามะพร้าวโดยมีพรฟ้าตอบคำถาม

            อคินหันไปหาเพียงดาว

            “น้าพอรู้แล้วนะว่าน้องแพรอยู่ที่ไหน” เพียงดาวบอก “นักสืบบอกว่าน้องไป...ถูกพาไปจังหวัดทางใต้ น่าจะเป็นชุมพร”

            “ชุมพรเหรอครับ” อคินขมวดคิ้ว

            “ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมเป็นที่นั่น แต่นักสืบกำลังรีบตามอยู่ อีกสองสามวันคงเจอ” เพียงดาวใช้น้ำเสียงแสดงความมั่นใจ แต่พอเห็นสีหน้าชายหนุ่มไม่บอกอารมณ์ดีใจเท่าไรนักเธอก็ขุ่นเคืองเล็กน้อย

            “แล้วนี่ก้าทำเรื่องอะไรอีกหรือเปล่า”

            ใจอคินนึกไปถึงเหตุการณ์ที่ร้านอาหารทันควัน

            “ไม่นี่ครับ”

            คนถามกอดอก คราวนี้ทำกิริยาเหนื่อยหน่าย “ไม่ใช่อะไรหรอก น้าเป็นห่วง กลัวก้าทำให้คินเดือดร้อน ตอนก้าอยู่บ้านน้าน่ะนะ ขนาดมีคุณแม่อยู่ยังไม่เคยเกรงใจ ไปอยู่คนเดียวยิ่งก้าว...เอ่อ ได้ใจ” เหมือนว่าเพียงดาวอยากจะใช้คำว่า ก้าวร้าว แต่ยั้งไว้

            “อ้อ! คินไม่ต้องไปบอกหรือถามเรื่องน้องแพรจากเขาหรอกนะ ถึงยังไงก็คงยืนกระต่ายขาเดียวไม่บอก แล้วถ้ารู้ว่าน้ามาบอกจะยิ่งอาละวาดใหญ่”

            อคินพยักหน้ารับไปอย่างนั้น เพราะทั้งสองข้อที่เธอกังวลมันเกิดขึ้นแล้วทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นการออกฤทธิ์ที่ร้านอาหาร หรือจะเป็นตอนที่เขาถามเธอเรื่องแพรวา และมันก็ทำให้เขาโมโหทุกทีเสียด้วย

            ไมค์เดินมาหาอคินแล้วก็ชวนขอตัวกลับ เจ้าบ้านยืนส่งแขกจนลับสายตา

            อคินขับรถกลับบ้านหลังจากไปส่งไมค์ที่โรงแรม สามทุ่มสิบห้าพอดีที่ถึงคอนโดฯ ที่พัก เขารู้สึกเพลียจนอยากจะหลับไปทั้งอย่างนั้น แต่ก็ฝืนใจเดินเข้าห้องน้ำ สายน้ำทำให้สดชื่นขึ้นเล็กน้อย ขณะยืนปล่อยอารมณ์ล่องลอยคำถามของเพียงดาวก็หวนกลับมาในมโนนึก

            คิน...ยังจะแต่งงานกับน้องแพรใช่ไหม

            จำได้ว่าตอนนั้นเขาชะงักไปเล็กน้อย สายตาคนถามต้องการคำตอบยิ่งยวด ไม่ว่าถึงตอนนั้นแพรวาจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร ในกรณีแบบนี้คนเป็นแม่คงต้องปกป้องลูกตนเองไว้ก่อน...อคินเข้าใจดี จึงตอบให้เธอสบายใจว่าเขายังไม่เปลี่ยนใจจากแพรวา

เพียงดาวมักจะพูดถึงข้อเสียของผู้หญิงคนอื่นเพื่อให้ลูกสาวตนเองโดดเด่นขึ้นมาแบบที่ทำกับกริการ์ ทำให้เขามองเธอแบบติดลบ ซึ่งความจริงเพียงดาวไม่จำเป็นต้องทำถึงขนาดนั้นก็ได้ เพราะแม้อคินจะมีอารมณ์วูบไหว หากในท้ายที่สุดเขาก็จะเลือกแพรวา เพราะเธอเท่านั้นที่คู่ควรกับเขา

 

วันนี้โชติกกับแพรวากินข้าวเย็นที่เรือนใหญ่ เพราะโชติกไปช่วยรัฐขายผลไม้ที่ตลาดเลยกลับช้า

ระหว่างทางที่เดินกลับกระต๊อบทั้งคู่ต้องฝ่าความมืดและความเย็นอย่างไม่คุ้นเคย ซึ่งเขาก็พยายามพูดคุยทำลายความเงียบและความหวาดหวั่น

 คนที่จะแต่งงานกับแพรเขาเป็นคนยังไง โชติกถาม

“ว่าไงนะ” แพรวาถามซ้ำเพราะนึกว่าตนเองหูฝาดที่ได้ยินคำถามนี้จากโชติก เขาลืมไปหรือเปล่าว่ากำลังถามถึงผู้ชายที่เกือบเป็นคู่แข่ง “ทำไมถึงถามล่ะ”

“ไม่มีอะไรเป็นพิเศษหรอก แค่อยากรู้น่ะ” ชายหนุ่มตอบพลางฉายไฟส่องทางเดิน

            “ก็...เคยเล่าให้ฟังแล้วนี่ ครอบครัวเรารู้จักกัน”

            “ไม่ใช่ หมายถึงนิสัยใจคอ การพูดจา ชอบไม่ชอบอะไรแบบนี้”

            หญิงสาวนึก “พี่คินเหรอ ก็...เงียบๆ นิ่งๆ เป็นผู้ใหญ่น่ะ เขาอายุมากกว่าแพรตั้งหลายปี เวลาเจอกันก็ไม่ได้คุยอะไรกันมาก ไม่พูดมากเหมือนใครบางคน”

            ท้ายประโยคเธอแกล้งแขวะเขา “อ๋อเหรอ...อย่างอื่นล่ะ”

            แพรวาทำท่านึกแล้วส่ายหน้า “ไม่รู้สิ ไม่เคยเห็นเขาโกรธหรือโมโหอะไรด้วย” พอตอบชายหนุ่มไปแบบนี้เธอก็นึกขึ้นได้ เหตุการณ์หนีงานแต่งกลางคันทำให้อคิน โกรธได้แน่นอน และคนที่จะถูกรองรับอารมณ์ก็น่าจะเป็นพี่สาวต่างสายเลือดคนนั้น

            “เท่าที่จำได้ รวย เก่ง ฉลาด ขรึม คุณสมบัติพร้อมแบบนี้สาวๆ คงเยอะ”

            “ทำนองนั้น” แพรวาตอบอย่างไม่ใส่ใจ โชติกรู้สึกดี ครั้นแล้วเธอก็พูดต่อ “จะถามทำไมเนี่ย เปรียบเทียบเหรอ”

            “เปล่า” เขากระชับมือเธอที่จูงอยู่ “เพราะเปรียบเทียบยังไงโชก็แพ้เขาอยู่ดี แต่ถึงเขาจะดีเลิศยังไงก็สู้โชไม่ได้เรื่องหนึ่ง”

            “หืม”

            “ก็โชมีแพรอยู่ตรงนี้แล้วไง”

            แพรวายิ้ม เพื่อนเคยพูดว่าวิศวกรมักจะขาดชั้นเชิงโรแมนติก แต่พวกเขาก็มีข้อดีตรงความไม่อ้อมค้อม หญิงสาวรู้สึกว่าตลอดเวลาที่คบกัน ยิ่งได้มาถึงขั้นเป็นของกันและกัน โชติกยิ่งแสดงความเป็นเจ้าของออกมาชัดเจน

            บทสนทนาขาดช่วงไปเล็กน้อย แพรวาหันมองรอบกาย ลมพัดวูบๆ

            “มืดจังเลยนะ ยังไม่สองทุ่มเลยมองทางแทบไม่เห็นแล้ว แถมเงียบกริบอีกต่างหาก”

            “บ้านนอกน่ะ ค่ำลงก็บ้านใครบ้านมัน ห้างร้านอะไรไม่มี แสงไฟไม่มีมันเลยมืดสนิทแบบนี้แหละ” โชติกบอก “กลัวละสิ”

            “ถ้าเดินคนเดียวก็กลัวหัวหดเลยแหละ” สายตาแพรวาลอกแลกและเริ่มเบียดกายเข้ามาชิดโชติกมากขึ้น “ต้นยางพวกนี้กลางวันยังดูปกติ แต่พอกลางคืนมันน่ากลัวพิลึกนะ”

            “ก็นี่ไง สมัยก่อนที่คนมากรีดยางตอนตีสามตีสี่น่ะ เขาไปกรีดอะไรก็ไม่รู้แต่ไม่ใช่ต้นยาง  ได้ยินเสียงกรีดร้องโหยหวน” ชายหนุ่มทำเสียงกระซิบ

            “อะไรเหรอ”

            “ขาเปรต”

            “โช!” หญิงสาวร้อง “แล้วจะพูดทำไมเนี่ย อยู่ในป่านะ พอแล้วๆ”

            “เอ้า ก็ตัวเองพูดก่อน” เขาหัวเราะคิกคัก แต่ก็เร่งฝีเท้ากระทั่งมาถึงกระต๊อบหลังจากนั้นไม่กี่นาที

            ทั้งคู่ล้างมือล้างเท้าดับตะเกียงเรียบร้อยก็เข้านอน คืนนี้อากาศเย็นกว่าปกติ แพรวานอนขยุกขยิกพลิกซ้ายพลิกขวาจนโชติกบ่น

            “เป็นอะไร ทำไมไม่หลับซะที” เขาลืมตามามอง “คิดเรื่องอะไร เรื่องผีแน่ๆ”

            “ก็โชนั่นแหละ เล่าทำไมก็ไม่รู้ แพรนอนไม่หลับเลย”

            “ผีเผออะไร มีที่ไหนกัน” เขาลากเสียงเนือยๆ “คิดมาก นอนนิ่งๆ หลับตาซะ เดี๋ยวก็หลับเอง”

            แพรวาพยายามทำแบบที่เขาบอก แต่ไม่ได้ผล หูแว่วคล้ายได้ยินเสียงหวีดหวิวของลมเป็นเสียงโหยหวนของอมนุษย์ ความจริงข้อหนึ่งที่เธอลืมไปตลอดหลายวันที่พำนักอยู่ก็คือ...ที่นี่อยู่กลางป่า

            โชติกดูไม่สะทกสะท้าน “โช...”

            เขาลืมตาร้องเฮ้อ...หญิงสาวทำหน้าสำนึกผิดไม่ได้ตั้งใจจะยื้อให้เขาอยู่เป็นเพื่อน แต่เธอก็ยังไม่หายกลัว

“งั้นโชมียาแก้นอนไม่หลับ”

“อะไรเหรอ”

โชติกจุดยิ้ม เขาพลิกกายขึ้นไปอยู่เหนือร่างเธอ ส่งสายตาที่บอกความนัยก่อนจะประทับริมฝีปาก

 

วันเสาร์ กริการ์นั่งอ่านหนังสือเกี่ยวกับการออกแบบอยู่ที่ระเบียงบ้าน บ่ายแล้วแต่อากาศเย็นสบาย เธอสวมแค่เสื้อยืดบางๆ ซ้อนทับเสื้อกล้าม กางเกงขาสั้น มีผ้าพันคอสไตล์พื้นเมืองถักมืออีกผืนคลุมบ่า ตั้งแต่มายังไม่เห็นเจ้าของบ้าน เข้าใจว่าเขาคงทำงานวันเสาร์ด้วย

ตามกำหนดการเดิมวันนี้เธอน่าจะไปส่งงานออกแบบที่หัวหิน แต่เนื่องจากลูกค้าขอเลื่อนนัดเธอก็เลยตรงมาที่นี่แทน การได้หยุดก่อนกำหนดอย่างไม่คาดฝันเช่นนี้ทำให้เธออารมณ์ดีเป็นพิเศษ ตอนที่ขับรถมากริการ์เห็นร้านรวงเริ่มตกแต่ง เริ่มมีร้านขายของขวัญ หลายคนเตรียมตัวจับจ่ายและเดินทาง ปีใหม่คือเทศกาลแห่งความสุข และมันกำลังจะมาถึงอีกสามวันข้างหน้า

หญิงสาวลุกเข้าบ้านไปหยิบน้ำดื่ม บ่ายสามพอดีตอนกลับมานั่งที่เดิม ไม่ถึงห้านาทีรถคันนั้นก็แล่นเข้ามา

อคินลงจากรถ กริการ์เหลือบมอง ตกใจเล็กน้อย ร่างสมส่วนสวมเสื้อเชิ้ตพับแขน เนกไทถูกคลายปมหลวมๆ หัวไหล่สะพายกระเป๋า ท่าทางอ่อนเพลีย หน้าแดงก่ำ

“ก้า หาอะไรร้อนๆ ให้กินหน่อย”

กริการ์เลิกคิ้ว “ไฟล่ะ ร้อนพอไหม”

อคินส่งสายตาแบบตำหนิให้กริการ์ทันที เธอหน้าเจื่อนรีบปิดหนังสือ

“ได้” กริการ์บอกแล้วลุกไปทำให้ตามคำขอ

“ยกไปที่ห้องนอนนะ ขอยาแก้ปวดด้วย” อคินบอกแล้วผละไป

กริการ์เดินไปที่ครัว กวาดสายตาและใช้ความคิดว่า ร้อนๆของชายหนุ่มควรจะเป็นอะไร เพราะมันสำคัญตรงที่ว่า เธอทำอะไร ร้อนๆที่ว่าได้บ้างไหม

ร้องขอยา คงไม่สบาย ถ้าอย่างนั้นแค่มีอะไรรองท้องนิดหน่อยก็น่าจะได้ เธอคิดพลางไล่เปิดตู้และลิ้นชัก มีทั้งมาม่า ขนม และโจ๊กซองซึ่งเธอเลือกหยิบอย่างหลังขึ้นมาดูวันหมดอายุ เพราะจำไม่ได้ว่าซื้อมาตั้งแต่เมื่อไร แต่เอาเถอะ ไม่หมดอายุเป็นอันใช้ได้

กริการ์ฉีกซองโจ๊กเทใส่ถ้วย เทน้ำเดือดตามลงไป จากนั้นคนให้เข้ากัน เอาจานมารอง เรียบร้อยแล้วเธอก็จัดการยกไปที่ห้องนอนตามคำสั่ง โดยไม่ลืมยาแก้ปวดที่ตนเองพกติดตัวไว้ประจำ

ชายหนุ่มกึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่บนเตียง เปลือกตาปิดสนิท เนกไทถูกถอดออกไปแล้ว เธอวางถาดอาหารที่โต๊ะข้างเตียง

“คุณ...ข้าวต้มมาแล้ว ร้อนจี๋เลย”

ไม่มีสัญญาณตอบรับว่าได้ยิน

“คุณอคิน...” กริการ์คิดว่าอคินหลับจึงยื่นมือไปแตะที่แขนหมายจะปลุก แต่แล้วก็ชักมือกลับ ผิวกายเขาร้อนกว่าอาหารที่สั่งเสียอีก เธอลองแตะหน้าผากเขา ไม่ผิดจากที่คิดเลย ไข้สูงเสียด้วย

“คุณอคิน ตื่นก่อน” กริการ์เขย่าตัวเขา ชายหนุ่มค่อยๆ ปรือตา “ตื่นมากินข้าวกินยาก่อนแล้วค่อยนอน ไปทำอะไรมาล่ะเนี่ย ตัวร้อนขนาดนี้” เธอขยับหมอนให้เขาเอนกายได้สะดวกขึ้น แล้วยกถ้วยข้าวต้มส่งให้

คนไม่สบายมองหน้าอีกฝ่าย ไม่ยอมรับถ้วย

หญิงสาวกำลังจะอ้าปากถามว่ามองอะไร แต่สามัญสำนึกเตือนซะก่อน เธอตักข้าวต้มกำลังจะป้อนให้

“นี่...” เขาขัดจังหวะ

“หืม”

“เปล่า” เขาส่ายหน้า

กริการ์เป่าข้าวในช้อนเล็กน้อยแล้วป้อนให้ อีกฝ่ายยิ้มมุมปาก

“นึกว่าจะให้กินเองซะแล้ว”

“ความจริงคุณก็ไม่ได้มือเจ็บหรือแขนหักอะไร กินเองก็ได้อยู่นะ”

“มันคงดูดีเนอะ คนสบายดีนั่งมองคนไข้กินข้าว”

เธอเม้มปากกลั้นคำโต้ตอบ เพราะไม่เช่นนั้นก็จะกลายเป็นฝ่าย ดูดายเขาไปอีก เท่านี้ก็ไม่มีภาพลักษณ์อะไรดีๆ เหลือแล้ว

กริการ์ค่อยๆ ป้อนข้าวต้มไปจนเกือบหมดถ้วยอคินจึงบอกให้พอ เธอดูแลเขาต่อจนกระทั่งเขากินยาเรียบร้อยแล้วก็เตรียมเก็บภาชนะออกไปล้าง

“ขอบคุณ”

กริการ์นิ่งไปครู่หนึ่งจึงพยักหน้ารับ เธอหันไปเห็นเขายังนั่งอยู่จึงพยายามช่วยขยับหมอนให้ได้นอนสบาย ทว่าชายหนุ่มไม่ยอมขยับตัว

“เช็ดตัวให้หน่อยสิ”

คราวนี้กริการ์อึ้งไปนาน เธอทวนคำซึ่งไม่แน่ใจว่าเป็นคำขอร้องหรือคำสั่งกับตัวเอง เช็ดตัวเหรอ นั่นเท่ากับเป็นการดูแลที่ใกล้ชิดมากๆ เลยนะ ถ้าไม่ใช่คนที่ผูกพันกัน หรือไม่ก็พยาบาล

อคินทอดสายตาเหมือนรอคำตอบ

จากตรงที่กริการ์ยืนอยู่นั้นเธอสัมผัสได้ถึงไอร้อนจากตัวอคิน เธอรีบบอก “ได้ รอแป๊บนึง”

กริการ์ไปได้กะละมังใบเล็กมาจากครัว เดิมทีใช้ทำอะไรไม่รู้ แต่ตอนนี้มันกลายเป็นที่ใส่น้ำสำหรับเช็ดตัวลดไข้

อคินถอดเสื้อ หญิงสาวหายใจไม่ทั่วท้อง เธอบิดผ้าขนหนูแล้วเช็ดไปตามลำตัว แขน ข้อพับแขน ให้ความเย็นของน้ำช่วยลดอุณหภูมิจากร่างกายที่ถูกพิษไข้เล่นงาน

แต่ใครจะรู้ คนดูแลกลับร้อนเหมือนอยู่ในกองเพลิงเสียเอง หัวใจกระหน่ำจังหวะจนกลัวว่ามันจะทะลุทรวงอกออกมา เคยเห็น เคยสัมผัส แต่ไม่ใช่ในช่วงเวลาที่ไม่มีอารมณ์มาครอบครองสติแบบนี้ มันต่างกันสุดขั้ว เธอต้องพยายามบังคับมือไม่ให้สั่นขณะวางผ้าบริเวณซอกคอ ใบหน้า และแผ่นอกกว้าง รวมทั้งไม่เผลอไปสบสายตาที่ไม่รู้ว่ามองด้วยความหมายแบบไหน เวลาไม่กี่นาทีแต่ตราตรึงความรู้สึกยาวนาน

“อ้ะ ที่เหลือทำเอง”

เปลือกตาที่เพิ่งปิดลงไม่นานเปิดขึ้นมาอีกครั้ง กริการ์ยื่นผ้าที่ชุบน้ำให้อคิน เขารับมามองมองแล้วเข้าใจทันที

“ทำให้เสร็จสิ” อคินว่า

“ไม่เอา แล้วก็ไม่ต้องมากระแนะกระแหนอะไรด้วย ไม่ทำให้” กริการ์ปฏิเสธพร้อมทั้งรีบดักคอ

“ทีพยาบาลเขายังทำได้เลย”

“ก็นั่นเขาพยาบาล ดูแลคนไข้ตั้งเท่าไร เขาก็ชินแล้วสิ”

“แล้วคุณยังไม่ชินอีกเหรอ เคยเห็นมาแล้วนี่ โอ้ะ!

กริการ์ไม่ต้องการให้อคินพูดจบประโยคจึงโยนผ้าขนหนูใส่

“นี่...ผมไม่สบายอยู่นะ”

“ก็ยังไม่โคม่านี่”

อคินอมยิ้ม เห็นท่าทางปั้นปึ่งของกริการ์แล้วชวนให้หมั่นไส้ แม้จะปวดหัวและตัวร้อนแต่เขายังอดไม่ได้ที่จะต่อปากต่อคำด้วย

“โอเค ทำเองก็ได้” เขาตัดบทแล้วทำท่าปลดเข็มขัด กริการ์ตาเหลือก

“เฮ้ย! อย่ามาทำอะไรแบบนี้นะ น่าเกลียด” เธอรีบดึงผ้าห่มไปคลุมตัวเขา

กริการ์ยืนอยู่ข้างเตียง เห็นเขา เขี่ยกางเกงออกมาจากใต้ผ้าห่มจึงก้มหยิบ ตั้งใจจะเอาไปใส่ตระกร้า แต่แล้วก็ชะงักมือเมื่อมีผ้าอีกชิ้นที่โผล่ออกมาตามกัน เธอเห็นแววตาวิบวับบนสีหน้าไม่รู้ไม่ชี้ของเขา เธอเม้มปาก รู้ว่าโดนแกล้งกลับ ถึงจะทะโมนโลดโผน ทว่าตั้งแต่เกิดมา...กริการ์ยังไม่เคยจับกางเกงในผู้ชายสักครั้ง!

กริการ์ถอนใจ รีบคว้าเสื้อของเขามาห่อทั้งหมดรวมกัน แล้วรีบเดินงุดๆ ออกจากห้อง

หลังจากอคินเปลี่ยนเสื้อผ้าเรียบร้อย ยาก็เริ่มออกฤทธิ์

กริการ์กลับมาดูอคินอีกครั้ง เธอดึงผ้าห่มคลุมให้เขา เลื่อนบานกระจกตรงหน้าต่างออกครึ่งหนึ่งให้ลมผ่านออกแทนการเปิดแอร์ เสร็จแล้วก็ทำท่าจะเดินไป

“คืนนี้คุณไปนอนอีกห้องนะ นอนด้วยกันเดี๋ยวติดหวัด”

หญิงสาวหรี่ตา บ่นงึมงำ “ทำอย่างกับว่าฉันอยากนอนกับคุณงั้นแหละ”

อคินหัวเราะเบาๆ “เหรอ แต่ผมอยากนอนกับคุณนะ”

กริการ์เบิกตากว้าง พอรู้สึกตัวก็รีบถลันตัวออกจากห้องจนเผลอปิดประตูดังปัง หน้าร้อนผะผ่าวราวกับจะลุกไหม้ เธอไม่ต้องส่องกระจกก็รู้ว่าหน้าตัวเองตอนนี้แดงยิ่งกว่ามะเขือเทศ ก้อนเนื้อในอกเต้นระรัวจนน่าเป็นห่วง

บ้าเหรอ พูดออกมาได้หน้าตาเฉย คนบ้า คนฉวยโอกาส คนเอาเปรียบ เธอก่นด่าเขาในใจ

เขาจะพูดเล่นหรือพูดจริงเธอไม่รู้ แต่มันทำให้วิญญาณเธอเหมือนจะหลุดลอย เขาทำให้เธอรู้สึกละอายใจ ทำให้เธออาย ทำให้หัวใจเธอหวาบหวามในสถานการณ์ขื่นขมจนแทบควบคุมตัวเองไม่อยู่

กริการ์ยืนพิงประตู สูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วถอนหายใจยาวซ้ำแล้วซ้ำเล่า เธอดื่มด่ำความรู้สึกนั้นอยู่หลายนาที จากนั้นจึงค่อยๆ แง้มประตูและแอบย่องเข้าไป

อคินหลับสนิทไปแล้ว กริการ์กอดอกยืนมองใบหน้าตอนหลับของเขาซึ่งดูผ่อนคลายจนคล้ายเด็กหนุ่ม ต่างจากยามปกติที่เหมือนว่าเขาจะปั้นแต่งหน้ากากนักธุรกิจผู้เคร่งขรึมอยู่เสมอ

หญิงสาวเปิดกระเป๋า หยิบดินสอกับสมุดปกเขียวขึ้นมา

 

เช้า...สายมากกว่าเพราะมันจะสิบโมงแล้ว กริการ์ลุกจากเตียง เธอเปิดประตูออกมาและกำลังจะเดินไปเข้าห้องน้ำที่อยู่ใกล้กัน แต่สายตาเธอที่มองผ่านโถงทางเดินออกไปคล้ายจะเห็นการเคลื่อนไหวตรงห้องรับแขกจึงรีบเดินไปดู

อคินนั่งอยู่ที่โซฟาและกำลังจดจ่อกับคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก หลายวินาทีจึงสังเกตเห็นว่าเธอยืนอยู่

“หายแล้วเหรอ” เธอถาม

“ดีขึ้น” เขาเหลือบมองเธอนิดเดียวแล้วกลับไปสนใจโน้ตบุ๊กตรงหน้าต่อ ดูเหมือนเขากำลังทำงานเพราะมีเอกสารวางรายล้อม

กริการ์เบ้ปาก กลับโหมดเดิมแล้วละสิ เธอหมุนตัวเดินกลับเพื่อไปทำธุระส่วนตัวบ้าง

“มีข้าวต้มนะ” เขาบอกไล่หลัง หญิงสาวอยากจะย้อนกลับว่า แล้วไงแต่ก้าวออกมาแล้วจึงปล่อยเลยตามเลย

ข้าวต้มที่ชายหนุ่มพูดถึงอยู่ในหม้อใบเล็ก กริการ์เปิดดู กลิ่นหอมโชย พอลองใช้ทัพพีคนดูก็เจอหมูก้อน ไข่ และใบขึ้นฉ่าย ถึงจะดูง่ายๆ แต่ก็เป็นข้าวต้ม จริงจะบอกว่าข้าวต้มฉีกซองของเธอมันไม่ได้เรื่องงั้นสิ

กริการ์กลับไปจัดการตนเอง พอเรียบร้อยเธอก็กลับมาตักข้าวต้มใส่ถ้วย ถือไปที่โต๊ะรับแขกพร้อมกับกาแฟ อคินยังสนใจกับงานตรงหน้าเหมือนเดิม แต่ในแววตายิ้มวูบหนึ่งที่เห็นเธอตักข้าวต้มของเขากิน

“คุณทำเหรอ”

“อืม”

“แล้วนี่คุณตื่นกี่โมง” เธอถามน้ำเสียงคาดคั้นเพราะอีกฝ่ายยังอยู่ในฐานะคนป่วย และเมนูนี้ก็ไม่ได้ทำแค่ห้านาทีเสร็จ

“เจ็ดโมง ไม่ต้องคิดมาก...ผมนอนเต็มอิ่มแล้ว” อคินขยับกายพิงโซฟา สีหน้ายังดูเซียว “ผมตื่นมาตอนเที่ยงคืน เห็นคุณหลับแล้ว”

“แล้ว?

“จะให้เช็ดตัวให้หน่อยน่ะสิ”

กริการ์เกือบสำลักกาแฟ เธอกระแอมกลบเกลื่อน ขณะที่คนแซวโน้มตัวกลับมามองหน้าจอเหมือนเดิม

“อร่อยไหม” เขาถามโดยไม่มองหน้า

“ไม่!” เธอลอยหน้าตอบแบบตรงข้ามกับความเป็นจริง รู้สึกเหมือนได้ยินเสียงโทรศัพท์แว่วมาจึงลุกออกไปดู สายเข้าเป็นของตติย อยู่ดีๆ ก็เกิดความรู้สึกอึดอัดที่จะรับสายเขา แต่ในที่สุดก็กรอกเสียง

“ว่า?

“ตื่นหรือยัง”

“ยัง”

ตติยหัวเราะ “ว่างหรือเปล่าวันนี้ ไปซื้อเต้นท์กัน”

“เต้นท์? ซื้อทำไม”

“น้องก้า...” ตติยลากเสียง “ก็เราจะไปกางเต้นท์นอนบนภูกันไงคร้าบ ว่างนะ เจอกันบ่ายโมง...”

“เดี๋ยว” กริการ์รีบเบรก “ไปซื้อวันนี้เหรอ”

“ไม่ซื้อวันนี้แล้วจะไปซื้อวันไหน จะไปพรุ่งนี้อยู่แล้วนะ”

กริการ์เหลือบมองอคิน เขาทอดสายตามาพอดี เธออึกอัก “เอ่อ...ก้าไม่ว่างน่ะ เตไปคนเดียวแล้วกันนะ”

“อ้าว” น้ำเสียงตติยแสดงความผิดหวังชัดเจน “เลื่อนเป็นเจอกันตอนเย็นๆ ก็ได้นะ มีธุระอะไรไปทำก่อนก็ได้”

อย่าตื้อสิ กริการ์หน้าเบ้ เวลาไหนเธอก็ไปไม่ได้ทั้งนั้นแหละ เจ้าหนี้นั่งหัวโด่อยู่แบบนี้

“ไม่เป็นไรเต คือก้าไม่ค่อยสบายด้วย ปวดหัว ขอโทษทีนะ” กริการ์ไม่กล้าตัดบททำร้ายจิตใจ จึงได้แต่ทำใจเย็นรอฟังคำบอกว่าไม่เป็นไรจากเขาก่อนจะวางสาย เธอเหล่ตามองชายอีกคน คราวนี้เขาหันไปมองหน้าจอเหมือนเดิม

กริการ์เกือบจะลืมไปแล้วว่ามีโปรแกรมไปเที่ยวปีใหม่กับเพื่อนๆ และวันเดินทางก็คือพรุ่งนี้แล้ว เธอคิดอย่างหนักใจว่าบางทีเธออาจชวดงานนี้ แต่...ลองขอดูก่อนก็ไม่เสียหายอะไรนี่นะ

กริการ์กลับไปที่โต๊ะรับแขก กาแฟยังไม่หมดแต่เย็นชืด

“คุณ...”

อคินตอบอืมเบาๆ ขณะที่มือเริ่มเก็บเอกสารบนโต๊ะ

“คุณมีแพลนไปเที่ยวปีใหม่ไหม” เธอถาม

“ไม่มี”

“คือ...ฉันตั้งใจว่าจะไป...”

“ไม่ให้ไป” เขาพูดแทรก คนถามอ้าปากค้าง เขาตอบโดยที่ไม่ได้หันมามองเธอแม้แต่นิดเดียว

“ทำไมล่ะ ฉันยังพูดไม่จบเลยนะ”

“ไม่ต้องพูดจบก็รู้ว่าคุณจะไปเที่ยว ผมเลยบอกว่าไม่ได้นี่ไง”

“ทำไมล่ะ”

“ไม่เห็นต้องถาม อยู่ที่นี่แหละ เพราะผมก็จะอยู่ที่นี่”

“แต่...”

“ไม่มีแต่ ไม่ให้ก็คือไม่ให้” เขาปิดคอมพิวเตอร์แล้วลุกออกไป หญิงสาวย่นคิ้ว เบ้หน้า จะโวยด้วยความไม่ได้ดั่งใจ แต่แล้วเขาก็โผล่หน้าออกมาขัดจังหวะ

“อย่าทำเสียงดังล่ะ ผมจะนอน”

แล้วก็เหลือแต่เสียงปิดประตู กริการ์รีบเดินเข้าห้องน้ำ

“อีตาบ้า! ฉันไม่ใช่เด็กห้าขวบนะ มาห้ามไม่ให้ไปไหนเพราะตัวเองไม่ได้ไป บ้าบอ เผด็จการ นี่ถ้าไม่เห็นว่ายังป่วยอยู่จะตามไปจิกมาคุยให้รู้เรื่องเลย มาบังคับแบบนี้ได้ยังไง บ้าๆๆๆ บ้าที่สุด”

หญิงสาวรัวเป็นชุดจนต้องหยุดพักหายใจถี่ รู้ว่ามันเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้ แต่ก็ขอระบายหน่อย สะใจดี

เธอกลับมานั่งที่ห้องรับแขก กาแฟไม่อร่อยแล้ว แต่ข้าวต้มยังกินไม่หมด พอลองใคร่ครวญให้ถี่ถ้วนอีกครั้ง เธอจะได้อยู่ร่วมบ้านกับเขาอีกร่วมสัปดาห์ แถมเป็นการอยู่แบบทั้งวันเสียด้วย คราวนี้จะได้เห็นเขาในแง่มุมอื่นๆ บ้าง

แต่ก็อยากไปเที่ยว...

กริการ์คิดเรื่อยเปื่อยไปถึงแผนการจนมีรอยยิ้มเจ้าเล่ห์แต้มบนใบหน้า

 

วันต่อมา

กริการ์วางแผนไว้ว่าเธอจะเอากุญแจรถออกมาวางไว้แถวๆ ประตูทางออก เมื่อใดที่อคินเผลอ ไม่สิ แค่เวลาที่เขาทำธุระ เช่น เข้าห้องน้ำ หรือนอนหลับพักผ่อน เธอก็จะขับรถออกไป...ไม่ได้จะหนีไปเที่ยว แต่แค่อยากแกล้งให้เขาเข้าใจผิดและวุ่นวายกับการตามหาสักสองสามชั่วโมง แล้วค่อยกลับมาทำหน้าซื่อตาใสบอกว่าแอบไปชอปปิง ดูหนัง ทำผม หรืออะไรสักอย่าง เท่านี้ก็น่าจะพอแก้เซ็งที่ต้องเห็นแต่หน้านิ่งๆ ของเขาแล้ว

ก่อนอื่นต้องรอให้ตติยโทร. มา กริการ์มองนาฬิกาบนผนัง เกือบสิบโมงแล้ว นานไปไหม ปกติเขาน่าจะรีบโทร. จิกเธอตั้งแต่แปดโมงด้วยซ้ำ บางทีกำหนดการเดินทางอาจจะเลื่อน พอคิดไปคิดมาเลยทำให้สีหน้าบูดบึ้งอัตโนมัติ เธอนั่งอยู่ที่โต๊ะรับแขก มือกดรีโมต ตาดูทีวี แต่สมองลอยไปที่อื่น อคินเดินออกมาจากห้อง เครื่องแต่งกายบอกว่าเขากำลังเตรียมออกจากบ้าน แต่แล้วโทรศัพท์ของเธอก็ดังขึ้นพอดี ต่างฝ่ายต่างมอง ในที่สุดเจ้าของก็กดรับสาย

“อืม...”

“ออกมาหรือยัง รอนานแล้วนะ”

กริการ์เงยหน้ามองเพดาน น้ำเสียงเร่งเร้าไม่ทำให้เธอกระวนกระวายเท่าสายตาที่กำลังจับจ้องอยู่

“เต ขอโทษที ก้าไปไม่ได้แล้วแหละ”

“ทำไมล่ะ”

“คือ...ก้าท้องเสียอย่างหนักเลย” กริการ์รีบหันหน้าไปทางอื่นเมื่อเห็นอคินเดินมา

“อ้าวเหรอ แล้ว...หาหมอหรือยัง” แม้ไม่ได้เห็นหน้าตติย กริการ์ก็พอนึกภาพออกว่าสีหน้าชายหนุ่มห่วงใยและผิดหวังแค่ไหน

“อืม ขอโทษนะ ก้าอยากไปด้วยแต่มันไม่ไหวจริงๆ แค่นี้นะ” เธอรีบกดวางสายแล้วหันไปมองอคิน ทันเห็นรอยยิ้มเชิงเย้ยจากชายหนุ่มที่เตรียมตัวจะออกจากบ้านแล้วก็หงุดหงิด เธอกดปิดทีวี ตั้งใจจะไปหาดาวน์โหลดหนังฟรีมาดูแก้เซ็ง

“ผมจะไปหาพ่อที่บ้านใหญ่ ไปด้วยกันไหม”

กริการ์ชะงักไปเล็กน้อยเพราะคำว่าพ่อ ไม่เข้าใจเจตนา เขาจะชวนเธอไปพบครอบครัวในฐานะอะไร

“ไม่” เธอเชิดหน้าตอบ

เชิญออกไปได้เลย เดี๋ยวพอกลับมาคุณก็ไม่เจอฉัน

“ตามใจ ผมอาจจะกลับเย็นหน่อย เดี๋ยวจะหาซื้ออะไรมาฝาก”

เธอไหวไหล่ทำนองยังไงก็ได้ แล้วแสร้งทำเป็นสนใจกับของในตู้เย็น รอจนกระทั่งเสียงรถเงียบไป

เสียงรถ?

กริการ์สะกิดใจ ถลาไปยังตู้เก็บรองเท้าที่เธอวางกุญแจไว้

ไม่มี!

เธอวิ่งออกไปนอกบ้าน รถสองคันที่ควรจะอยู่คือคันสีเขียวของเธอ แต่กลับกลายเป็นเบนซ์อีคลาสของเขา

กริการ์เหมือนถูกผีหลอก

อคินขับรถของเธอไป!

 

 

24.11.17

สามารถดาวน์โหลดฉบับเต็มเรื่องได้ที่

https://www.mebmarket.com/web/index.php?action=BookDetails&data=YToyOntzOjc6InVzZXJfaWQiO3M6NjoiNzk2OTExIjtzOjc6ImJvb2tfaWQiO3M6NToiMzAyNTQiO30

 

                 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 13 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

832 ความคิดเห็น

  1. #824 Aortic (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 24 พฤศจิกายน 2560 / 18:44
    ทันกันจริงๆ คุณอคินอ้อนหลายฉากมากน่ารักกก แต่เหมือนเราคุ้นๆว่าในบทก่อนๆคุณอคินเคยบอกว่าต้องไปดูงานตปทตอนปีใหม่รึเปล่าคะ
    #824
    1
    • #824-1 Baby Red - อุธิยา(จากตอนที่ 10)
      25 พฤศจิกายน 2560 / 15:46
      คนที่ไปทำงานต่างประเทศน่าจะเป็นลูกค้าที่ชื่อคุณกรค่ะ

      ส่วนฉากฉลองปีใหม่ของอคินกับก้ายังมีในตอนต่อๆ ไปค่ะ
      รอติดตามนะคะ น่าจะถูกใจ

      ขอบคุณสำหรับการติดตามค่ะ
      #824-1
  2. #676 darika-grammy (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 13 สิงหาคม 2554 / 08:20
    ฮ่าๆ รู้ทัน!! ฉลาดจิงๆพระเอกเนี่ย
    #676
    0
  3. #489 จิรารัตน์ (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 23 กรกฎาคม 2554 / 12:38
    กร๊ากกกก โดนขโมยรถไปต่อหน้า
    #489
    0
  4. #351 MU @ Club (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 11 กรกฎาคม 2554 / 22:41

      คิดๆ แล้ว..ก็สงสารคู่น้องแพรกับโชติก ค่ะ

      เหมือนจะ "สุข" แต่ก็อยู่บนความรู้ผิดว่าจะโดนถูกจับแยกจากกันอยู่ตลอดเวลา

      "ความรัก" นี่มันยังไงกันนะ มันช่างหลอกเล่นกับความรู้สึกของคนดีจริงๆ เลย

      คุณคินก็นะ ช่างคิดได้ "สุดท้ายแล้ว"แพรวา"เท่านั้นที่คู่ควร"

      ที่เรื่องเรียกร้องสิทธิ์เนี๊ยะ..! เก่งจัง (ทวงหนี้) กดขี่ข่มเหงลูกหนี้ตัวน้อยล่ะเก่งเหลือเกิน

      รีดเดอร์ล่ะหมั่นไส้คุณคินเต็มแย่แล้วค่ะตอนนี้

      แต่...สงสาร พี่เต จังเลยค่ะ คนอะไรไมรู้อะ น่ารัก, แถมแมนอีกต่างหาก

      ถึงจะไม่หล่อเข้มเหมือนคุณคินก็เหอะ แต่จริงใจและให้เกียรตินู๋ก้าซะ...!!!!

      เป็นรีดเดอร์หน่อยไม่ได้ จะตอบรับรัก หรือไม่ก็ขอดามใจให้ซักกะหน่อย

      ไรเตอร์จะใจร้ายให้พี่แกไร้คู่รึเปล่าคะเนี๊ยะ

      อย่าบอกนะ... ว่าท้ายสุดแล้วคนที่ต้องเดียวดายคือพี่เตน่ะ

      โฮะๆๆ สุภาพบุรุษที่ถูกหลงลืม ( มามะ มาอยู่กับรีดเดอร์เถอะ5555 )
           


      

     
    #351
    0
  5. #257 prawpraw (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 4 กรกฎาคม 2554 / 22:16

    พระเอกนี้มันนะ!

    #257
    0
  6. #168 วนัน (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 22 มิถุนายน 2554 / 11:26
    สนุกดีคะ
    #168
    0
  7. #40 tuatoto (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 25 พฤษภาคม 2554 / 23:25
    นายคินคิดไรกับก้าปะเนี้ย อยากแกล้งแปลว่าอยากให้เค้าสนใจ อยากให้เค้าสนใจ ก้เพราะสนใจเค้า 5555
    #40
    0
  8. #29 che_ii (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 20 พฤษภาคม 2554 / 19:31
    อคินนี่ยังไง  เห็นแก่ตัวจริงๆ  "หากสุดท้าย  แพรวาเท่านั้นที่คู่ควร "  คิดได้ไงเนี่ย ?  แล้วที่ก้าเสียตัวไปนี่ เรื่องเล็กน้อยงั้นสิ  เจ็บปวดแทนก้าจัง  ต่อไปขอให้ก้าทำให้รัก แล้วทิ้งให้เจ็บแสบ แบไม่เหลียวแลเลยนะไรเตอร์ขา  เอาให้ช้ำในตายไปเลย  ชิ๊..พระเอก ?
    #29
    0
  9. #28 MBA (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 20 พฤษภาคม 2554 / 13:57
    เริ่มไม่มีเหตุผลอีกละ พระเอกช้านนน
    #28
    0
  10. #27 rung_dao (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 20 พฤษภาคม 2554 / 13:35
    เอาใจช่วยหนูก้านะคะ

    รอตอนต่อไปค่ะ
    #27
    0
  11. #26 Potae Jung (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 20 พฤษภาคม 2554 / 11:12
    มารอตอนต่อไปค่ะ พี่คินเริ่มหลงรักก้าแล้วช่ายไหม
    #26
    0