หมุนเวลากลับมารัก (สำนักพิมพ์เป็นหนึ่ง)

ตอนที่ 49 : บทที่ 18 (จบ)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 199
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 15 ครั้ง
    9 พ.ย. 63

วันนั้นหลังพักเที่ยงเสร็จเขาแทบจะเก็บตัวอยู่ในห้องทำงาน โชคดีที่ไม่มีประชุมอะไรที่จริงจังนักจึงตั้งสมาธิทำงานต่อได้

            “โยชิคุง”

            เพราะเห็นเขาเงียบไปนานเธอจึงเรียก โยชิโอะดึงโทรศัพท์ออกเล็กน้อย สูดลมหายใจก่อนตอบ

            “ได้ ริกะมาเลย จองตั๋วแล้วใช่ไหม มาเที่ยวบินไหนล่ะ”

            โยชิโอะดีใจที่ได้ยินเสียงตัวเองตอบไปสดใสอย่างที่ตั้งใจ เพราะเธอตอบกลับมาอย่างสดใสและร่าเริงเช่นกัน ทั้งสองคุยกันไม่กี่คำก็วางสาย เขาถอนใจเฮือกใหญ่

            ในมือยังถือโทรศัพท์ นิ่งอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตัดสินใจทำในสิ่งที่ไม่ควรทำออกไป

 

            อรดาเห็นทะเบียนรถที่กำลังวิ่งเข้ามาตรงตามที่ได้รับข้อมูลก็ก้าวออกไป รถจอดเทียบฟุตบาท เธอมองเข้าไปเห็นคนขับก็เปิดประตูเข้าไปนั่ง

            “สวัสดีค่ะ คุณโยชิโอะ”

            “สวัสดีครับ”

            โยชิโอะตอบพร้อมพยักหน้า เขาขับรถออกไป จุดหมายคือร้านผัดไทยที่ทั้งสองคนเคยมา เวลาตอนนั้นหกโมงเย็น การจราจรในวันอาทิตย์เคลื่อนตัวสะดวก 

            “วันนี้คุณอาสะก็ไม่มาด้วยเหรอคะ”

            หนุ่มญี่ปุ่นหัวเราะแผ่ว ครั้งก่อนที่เขา ‘หลบ’ อาสะไปงานมอเตอร์โชว์ตอนกลับไปบอดี้การ์ดหนุ่มยังรออยู่เพราะเขาได้ยินเสียงการเคลื่อนไหวในห้องอีกฝั่ง แต่อีกฝ่ายก็ไม่ได้ออกมาพูดอะไรจนรุ่งเช้า อาสะพูดตรงๆ ว่าครั้งต่อไปขอไปด้วย แต่เขาก็ตอบตรงๆ เช่นกันว่า เขาต้องการไปคนเดียว

            ‘ไม่ต้องห่วงหรอก ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นไม่ใช่ความผิดของนาย บอกแม่เลยก็ได้เรื่องนี้’

            วันนั้นเขาตอบอาสะไปแบบนั้น น้ำเสียงจริงจังแต่สีหน้าไม่ได้เคร่งเครียด ออกจะยิ้มอารมณ์ดีอยู่ในที ก่อนที่จะตอบเพิ่มอีกประโยค

‘ฉันดูแลตัวเองได้ และไม่ได้ไปไหนไกล ขอให้นายเข้าใจด้วยว่าบาทีฉันก็ต้องการความเป็นส่วนตัว นายที่รู้จักฉันดีน่าจะเข้าใจ’

            จบประโยคนั้น ไม่มีคำพูดจากปากอาสะ ผู้ช่วยหนุ่มทำกิริยาโค้งรับอย่างสุภาพแสดงถึงการเคารพในความคิดของเขา โยชิโอะกล่าวขอบคุณอย่างจริงใจเช่นกัน

            “ผมขออนุญาตอาสะแล้ว”

            อรดาเลิกคิ้ว เห็นรอยยิ้มในดวงตาก็พอเข้าใจความหมายแฝงการล้อเลียนนี้ ผู้ช่วยหนุ่มคนนั้นเป็นเหมือนบอดี้การ์ดส่วนตัวของนักธุรกิจหนุ่มด้วย เหตุการณ์ปองร้ายครั้งก่อนยืนยันได้ว่าเขาเป็นบุคคลที่ได้เป็นเป้าหมายของคนไม่ประสงค์ดี

            เพราะอะไรก็ไม่เคยถาม แต่ที่รู้คือเธอพาตัวเองเข้ามาใกล้บุคคลนี้ไปแล้ว

            อรดาตกใจมากตอนที่เขาส่งข้อความมาหาเธอตอนบ่ายๆ

            ‘คุณอรดา วันนี้ร้านผัดไทยที่เราไปกินวันก่อนเปิดหรือเปล่าครับ’

            เธอเห็นข้อความนี้หลังจากถูกส่งมาสามสิบนาที เพราะกำลังเข้าช่อพวงมาลัย รีบเปิดเช็คข้อมูล 

            ‘เปิดค่ะ ร้านเปิดทุกวัน’

            ‘ผมอยากไปกินอีกครั้ง คุณว่างไปกินด้วยกันไหม’

            ห๊ะ!

            เมื่อประโยคนั้นดูส่งออกมาเธอถึงกับเสียงหลง และเป็นภาษาอังกฤษทำให้เธอต้องอ่านทวนซ้ำหลายรอบ แบบไหนก็แปลได้ว่าเขาชวนเธอไปกินผัดไท

            ตอบยังไงดี อรดาถามตัวเอง ว่างสิ ก็เพิ่งทำงานเสร็จเดี๋ยวนี้เอง แต่จะตอบทันทีเลยเหรอ

            ‘วันนี้เหรอคะ’

            ‘ครับ เย็นนี้เลย’

            ใจร้อนเหมือนกันแฮะ ขณะคิดใจก็เต้นไม่หยุด อาการเหมือนเด็กสาวตกหลุมรักแรกเลย ยายตาโตเอ้ย เธอประชดตัวเอง

            ‘สะดวกไหมครับ’

            แปลว่าต้องการคำตอบเดี๋ยวนี้เลย โอเค ไปก็ไป ‘ว่างค่ะ เจอกันที่ไหนดีคะ’

 

            รถมาจอดตรงจุดที่โยชิโอะเคยจอด ตอนนั้นหกโมงเย็น ลูกค้ายังไม่หนาตาเหมือนครั้งก่อน แต่หลายคนก็เริ่มมาจับจ่ายซื้อของกินมื้อเย็นเพราะย่านนั้นมีตลาดนัดอยู่ใกล้ๆ

            อรดาไม่คิดว่าโยชิโอะจะชวนเธอมาอีกครั้ง เมื่อวางสายจึงทำอะไรไม่ถูกไปชั่วขณะ ก่อนจะค่อยๆ ทบทวนความรู้สึก คิดไปคิดมาก็หยุด ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไร เขาชวนมาก็ตอบไปเท่านั้น ที่เหลือไปคุยหน้างานก็แล้วกัน

            โยชิโอะสวมเสื้อคอกลมกับกางเกงยีนเหมือนวันก่อน แต่วันนี้ไม่มีคาร์ดิแกน เขาเลือกสีขาวเข้าคู่กับกางเกงสีอ่อนและรองเท้าผ้าใบคอนเวิร์ส ดูลดวัยกว่าเดิม

            “มาเป็นครั้งที่สองแบบนี้แสดงว่าร้านนี้อร่อยถูกใจใช่ไหมคะ”

            “ครับ เอ่อ...” เขาทำท่านึกคำศัพท์ “รสขาติเข้มข้นกว่า แต่ผมชอบมากกว่า”

            “คุณโยชิโอะกินเผ็ดได้ขนาดไหนคะ” เธอถามตอนรับจานผัดไทที่เพิ่งผัดเสร็จ กินหอมฟุ้งชวนกินเหมือนเคย อรดาฉีกหัวปลีไปคลุกกับหัวงอกดิบ บีบมะนาว และเติมพริกป่น ซึ่งเป็นรสชาติที่ชอบ 

            “ผมไม่แน่ใจว่าแกงเขียวหวาน กับเอ่อ น้ำตกหมูเผ็ดระดับไหน แต่ผมกินได้นะ”

            อรดาพยักหน้า “ผัดกะเพราะล่ะคะ”

            เขาส่ายหน้า “ถ้าแบบปกติที่คนไทยกินเผ็ดไปครับ เคยลองแล้ว”

            “กินผัดไทยได้ แกงเขียวหวาน น้ำตกหมู...แล้วน้ำจิ้มข้าวมันไก่ถือว่าเผ็ดไหมคะ”

            “ไม่ครับ อร่อยลงตัวกับข้าวมันและไก่ต้มที่มีหนังมาก”

            หญิงสาวทำตาโตกับการเรียงประโยคภาษาไทยของเขา เหมือนคนที่อ่านหนังสือมาเยอะ แต่ก็น่าฟัง “แสดงว่าคุณโยชิโอะกินเผ็ดได้แบบครบรสค่ะ คือเผ็ดหวาน เผ็ดเค็ม หรือมีรสอื่นๆ ผสม แต่ผัดกะเพราจุดเด่นคือความเผ็ด เผ็ดร้อนนำรสอื่น คนต่างชาติจะต้องฝึกกินหน่อยค่ะ”

            “ฝึกกิน?”

            “แบบว่าค่อยๆ อัพเลเวลค่ะ ค่อยๆ เพิ่มปริมาณพริกไปเรื่อยๆ จนกว่าจะถึงระดับที่คนไทยกิน และเข้าถึงความเป็นกะเพราได้”

            ชายหนุ่มหัวเราะเกือบจะเต็มเสียงทีเดียว “ผมชอบคำนี้จัง เข้าถึงความเป็นกะเพรา”

            “น่าจะเหมือนรสชาติวาซาบิของคนญี่ปุ่นน่ะค่ะ คนชาติอื่นต้องค่อยๆ ฝึกกิน ฉันก็เหมือนกัน ครั้งแรกคิดว่ากินได้เพราะปกติกินเผ็ดได้อยู่แล้ว แต่รสชาติคนละอย่างกันเลย วาซาบิฉุนมาก ฉันแสบสมองไปวันหนึ่งเต็มๆ”

            เธอเล่าเรื่องอย่างออกรส ชายหนุ่มก็ฟังเพลิน บทสนทนาดำเนินไปจนอาหารมื้อนั้นจบลง เวลายังไม่สองทุ่ม โยชิโอะรู้สึกยังไม่อยากกลับ เขามองท้องฟ้าแล้วตัดสินใจพูด

            “คุณรีบกลับหรือเปล่า”

            อรดามองหน้าเขา ค้นหาความในใจในดวงตา พบแค่ความต้องการอยากรู้ “ทำไมเหรอคะ”

            “ผมยังไม่อยากกลับ มีที่ไหนพอจะเดินเที่ยวต่อได้ไหม” 

            

 

จบ

9.11.20

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 15 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

114 ความคิดเห็น

  1. #57 fsn (จากตอนที่ 49)
    วันที่ 11 พฤศจิกายน 2563 / 16:49

    ว้าว เป็นการเปลี่ยนแปลงที่เกือบทุกคนที่เกี่ยวข้องคงไม่สบายใจ

    #57
    0