หมุนเวลากลับมารัก (สำนักพิมพ์เป็นหนึ่ง)

ตอนที่ 27 : บทที่ 11 (1)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 274
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 15 ครั้ง
    30 ก.ย. 63

11

 

            วันนี้อรดามากินข้าวกับครอบครัวปุณณัติ เพราะได้ข่าวจากปภาดาว่าคุณวิภาวีป่วย 

            “ไม่เห็นต้องขนอะไรมาเยอะแยะเลย แม่ไม่ได้เป็นอะไรมากหรอก หนูจะเหนื่อยเปล่าๆ”

            อดีตแม่สามีพูด ถึงน้ำเสียงจะแหบแห้งแต่แววตาสดใส 

            “ไม่เป็นไรค่ะ อออยู่ว่างๆ ไม่เหนื่อยอะไรเลย คุณแม่เป็นไงบ้างคะ”

            “แค่อากาศเปลี่ยน มันก็เป็นหวัดเป็นธรรมดา”

            หญิงสาวสบตาอดีตพ่อสามี อีกฝ่ายเลิกคิ้วยิ้มบางอย่างรู้กัน เธอจึงพยักหน้า “ค่ะ ออก็เลยทำซุปไก่มาให้ ยังร้อนอยู่เลยนะคะ คุณแม่ทานเลยไหมคะ”

            “พ่อกินข้าวเลยไหม”

            “เอาสิ ดีเหมือนกัน” กฤษดาตอบ 

            อรดาเดินไปที่ครัวอย่างคุ้นเคย ปากก็เล่า “ออมีเค้กมาด้วยนะคะ เป็นเค้กส้มหน้านิ่ม พี่อุ้ยทำมาฝากค่ะ เพราะคิดว่าคุณแม่ต้องอยากกินอะไรสดชื่นแน่ๆ”

            “ไม่เห็นต้องลำบากกันเลย นี่เพราะปุ้นใช่ไหม คงไปพูดอะไรเว่อๆ อีกละสิ”

            “ไม่หรอกค่ะ พี่ปุ้นก็เล่าสู่กันฟังเฉยๆ ออกับพี่อุ้ยอยากทำกันเอง เพราะตั้งใจอยู่แล้วว่าถ้ามารอบหน้าจะทำขนมมาฝาก คุณแม่ชอบชิฟฟ่อนเค้กของพี่อุ้ยใช่ไหมล่ะคะ ออจำได้”

            วิภาวีมองหญิงสาวที่เป็นอดีตลูกสะใภ้ น้ำตาคลอ ถึงตอนนี้จะไม่มีตำแหน่งนั้นแล้วแต่เธอกลับกลายเป็นเหมือนลูกสาวอีกคน คนเป็นแม่เดินเข้าไปหา กอดเบาๆ

            “ขอบใจนะหนูออ”

            อรดากะพริบตาถี่ เข้าใจความรู้สึกของผู้สูงอายุ เธอก็ยังมีก้อนเศร้าจุกอยู่ในใจ ถึงชีวิตจะดำเนินไป แต่ไม่มีวันไหนเลยที่ลืมเขา เธอกอดตอบอีกฝ่ายครู่หนึ่ง ก่อนจะคลายอ้อมแขน

            สายตาของวิภาวีมองตรงคอเสื้อขอหญิงสาว “หนูยังสวมล็อกเกตเส้นนี้อยู่ตลอดเลยนะ”

            อรดายิ้ม ไม่มีอะไรจะแทนปุณณัติได้เท่าของชิ้นนี้อีกแล้ว ของขวัญวันเกิดชิ้นแรกที่ได้หลังจากตกลงเป็นแฟนกัน มันคือล็อกเกตที่ทำเป็นรูปซองจดหมายเล็กๆ เปิดออกมาก็สามารถใส่รูปไว้ข้างในได้

            อายุของล็อกเกตเส้นนี้มากกว่าห้าปี เธอใส่ติดตัวตั้งแต่ปุณณัติให้มา จนกลายเป็นเหมือนอวัยวะหนึ่งในร่างกายไปแล้ว

            “แม่ยังจำได้ ปุณมาถามปุ้นว่าวันเกิดแฟนจะซื้ออะไรให้ดี เจ้าปุ้นก็ออกความคิดไปให้ตั้งหลายอย่าง แต่ไม่ถูกใจพ่อตัวดีซะที จนปุ้นถามว่าตกลงจะเอาที่แฟนถูกใจหรือเอาที่ตัวเองถูกใจ”

            วิภาวีเล่าขณะรับถ้วยซุปจากอรดา หญิงสาวยิ้มประหลาดใจ

            “เรื่องนี้ออไม่เคยรู้มาก่อนเลยค่ะ”

            “แม่บังเอิญได้ยินสองพี่น้องเขาคุยกันงุ้งงิ้งๆ ในครัวนี่แหละ ก็เลยแอบยืนฟัง” เธอตักซุปราดข้าว “เอะอะก็หาว่าซ้ำกับคนอื่น”

            อรดาหัวเราะ “นึกออกค่ะ พี่ปุณเป็นแบบนั้น”

            ตอนที่ได้มา เธอไม่รู้สึกผิดคาดนัก เพราะตั้งแต่รู้จักและคบกันเป็นแฟน ชายหนุ่มเป็นคนคิดอะไรไม่เหมือนคนอื่นอยู่แล้ว เขาสามารถคุยกับผู้ใหญ่ได้น่ารัก แต่ก็พูดจาล่อบาทาคนในเวลาเดียวกัน บางครั้งอยู่กับเธอได้ทั้งวัน แต่บางวันก็เงียบหายไปไม่ติดต่อ พอถามดูถึงได้รู้ว่าเล่นเกมอยู่จนลืมเวลา

            ‘มีแฟนไม่เหมือนชาวบ้าน ทำใจหน่อยนะน้องออ’

            ปภาดาบอกเชิงปลอบ พี่สาวของเขาเป็นตัวประสานสัมพันธ์ที่ดี คอยตบพฤติกรรมแปลกประหลาดของน้องชายให้เสมอ เคยนัดเดตกันแล้วเขายังไม่มา ปภาดาก็ไปขุดปุณณัติขึ้นมาจากที่นอน แถมก่นด่าชุดใหญ่ เมื่อถึงวันแต่งงาน เธอจึงน้ำมีน้ำตาด้วยความปลาบปลื้มใจ

            “สองสาว มัวแต่คุยกัน เดี๋ยวซุปเย็นหมดนะ”

            กฤษดาแซวกึ่งเตือนเมื่อเห็นหัวข้อกำลังเข้าสู่อดีตแล้วจะนำมาซึ่งความเศร้ามากกว่าสดใส คนทั้งสองก็รู้ตัว วิภาวีเงียบลง ตักข้าวกินสองคำแล้วเอ่ยขึ้น

            “จริงสิ เห็นปุ้นบอกว่าออร้อยมาลัยขายเหรอ”

 

            รุจีหยิบกระเป๋าสะพายแล้วเดินไปที่ห้องลูกทั้งสอง ภาคีกำลังอ่านหนังสือให้ลูกสาวคนเล็กฟัง ส่วนคนโตนั้นนั่งอ่านหนังสืออยู่ที่เก้าอี้นวม เธอเดินเข้าไปหา

            “น้องภีม เดี๋ยวแม่มานะครับ”

            “ครับ คุณแม่ไปเที่ยวกับเพื่อนให้สนุกเถอะครับ”

            “ขอบใจนะจ๊ะ” เธอหอมแก้มลูกชายแล้วเดินไปหาภาคี 

“เพื่อนมารับกี่โมง”

            “กำลังจะถึงแล้วค่ะ”

            “ดูแลตัวเองดีๆ นะ” เขาพูดเรียบตามสไตล์ รุจียิ้มหวาน “หวังว่าร้านที่ไปจะไม่มีนักร้องชื่อกล้วยนะ”

            ภรรยาสาวตาโต “ยังจำได้อีก ตั้งกี่ปีแล้วคะเนี่ย”

            ภาคียิ้มบ้าง “ผมกินปลา”

            “แหม คุณสามีผู้ชาญฉลาด ก็ได้ค่ะ จะระวังตัว ไม่ว่าจะกล้วย องุ่น ส้ม มังคุดอะไรก็ไม่มีหรอกค่ะ มีสามีดียิ่งกว่าถูกลอตเตอรี่รางวัลที่หนึ่ง แบบคุณหลวงนี่หาได้ง่ายๆ ซะที่ไหน”

            ภาคีเลิกคิ้ว แล้วหันมามองลูกคนเล็กที่ฟังพ่อกับแม่คุยกันตาแป๋ว “แม่เขาชมพ่อน่ะ”

            “ไม่ต้องฟ้องลูกเลยนะคะ...” ยังพูดไม่ทันจบก็ได้ยินเสียงข้อความเข้าที่โทรศัพท์จึงหยิบมาดู “วาวมาแล้ว รออยู่หน้าบ้าน” เธอบอก “เดี๋ยวรุไปก่อนนะคะ เพชร เดี๋ยวแม่มานะคะ”

            เธอหอมแก้มลูกสาว แล้วเดินออกมาจากห้อง ต่อหน้าลูกเธอกับภาคีจะไม่ค่อยแสดงภาษากายความรักกันเท่าไหร่ แต่ก็ไม่เคยโต้เถียงรุนแรงด้วยเช่นกัน ลูกสองคนจะต้องไม่ซึบซัมอารมณ์รุนแรงหรือบรรยากาศอึดอัดของพ่อกับแม่ไป

 

            “มาแล้วจ้า”

            รุจีเปิดประตูขึ้นรถ คนขับคือธนุส ข้างเขาเป็นวลีรักษ์ เบาะหลังสองคนคือ ไพรวรินทร์กับอรดา วันนั้นเป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือนที่รวมสมาชิกครบ เพราะเป็นวันเกิดธนุส เธอเป็นคนเสนอเองว่า อยากไปรำลึกบรรยากาศความหลังสมัยยังโสดยังสักหน่อย วลีรักษ์เห็นด้วย จึงชวนอีกสองสาวซึ่งก็ไม่ปฏิเสธ

            ตอนนี้เป็นเวลาทุ่มกว่า จะถึงร้านประมาณสองทุ่ม แต่ทั้งหมดจองโต๊ะกันไว้แล้ว

            “วาว ออ ใบชา หวัดดี”

            “หวัดดีแก”

            “พี่ธนุสสวัสดีค่ะ”

            “ทำไมตอนสวัสดีพี่ธนุสเสียงหวานกว่าพวกฉัน” อรดาแซว 

            “จริงด้วย” ไพรวรินทร์รับลูก

            “หวานตรงไหน ก็ปกติ อีกอย่าง วันนี้พี่ธนุสเป็นเจ้ามือ ฉันก็ต้องพูดเพราะๆ หน่อยสิ” เจ้าตัวแย้ง ลอยหน้าลอยตา ไพรวรินทร์ที่นั่งข้างๆ ผลักศีรษะเพื่อนด้วยความหมั่นไส้ 

            “ตื่นเต้นจังเลย”

            “ตื่นเต้นอะไรไอ้หมวย ทำเป็นคนอายุยี่สิบไปได้” สาวเหนือแซวบ้าง

            “ก็แหม ไม่ได้มาครบแก๊งแบบนี้นานแล้วนี่นา อย่าบอกนะพวกแกไม่ดีใจ เห็นทักไปนี่ตอบกันแทบไม่คิดเลย” พอโดนรู้ทักที่เหลือก็หัวเราะ สาวๆ คุยกันลั่นรถจนถึงร้านที่เป็นจุดหมาย

 

(ต่อ)

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 15 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

114 ความคิดเห็น

  1. #37 fsn (จากตอนที่ 27)
    วันที่ 30 กันยายน 2563 / 20:48

    ช่วงนี้เดินสายพบปะ ญาติมิตรนะคะ อร

    #37
    0