หมุนเวลากลับมารัก (สำนักพิมพ์เป็นหนึ่ง)

ตอนที่ 2 : บทที่ 1 (1)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 750
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 34 ครั้ง
    28 มิ.ย. 63

1.

 

ที่บ้านเรือนไทยร่วมสมัยวันนี้ได้ต้อนรับสมาชิกสี่สาวครบ คุณย่าเจ้าของบ้านพักผ่อนเอนหลังอยู่ในห้องส่วนตัวทำให้เจ้าบ้านรุ่นหลานและแขกอีกสามคนได้คุยเล่นกันที่ศาลากลางลานบ้านซึ่งมีลมถ่ายเทเย็นสบาย

“น้องออ องุ่นค่ะ”

ขวัญตาเป็นแม่บ้านเก่าแก่อีกคนที่อยู่กับคุณย่าของอรดามาตั้งแต่วัยรุ่น อายุน้อยกว่าแม่ของเธอสิบปี แต่อรดากับเพื่อนๆ ติดเรียกเธอว่าพี่ รุจีที่นั่งใกล้ที่สุดลุกไปรับมาพร้อมคำขอบคุณ

“เอาอะไรกันอีกไหมคะ”

“ไม่เป็นไรค่ะพี่ตา เดี๋ยวพวกหนูไปเอาเอง คุณย่ายังหลับอยู่เหรอคะ” อรดาถาม

“ค่ะ ตื่นราวๆ ห้าโมงนั่นแหละค่ะ” หญิงกลางคนบอก เธอมีลูกชายกับลูกสาวอย่างละคน ตอนนี้ลูกชายคนโตเรียนมหาวิทยาลัยที่ประเทศจีน ส่วนลูกสาวนั้นเรียนมัธยม ด้วยความที่เป็นลูกจ้างเก่าแก่กันตั้งแต่รุ่นบิดา คุณย่าของเธอขายที่ดินผืนหนึ่งให้ปลูกบ้านอยู่ใกล้ๆ กัน เป็นกึ่งเพื่อนบ้านกึ่งญาติช่วยเหลือดูแลกันมานาน

“เดี๋ยวตอนกลางคืนก็ไม่หลับไม่นอน” อรดารำพึง คุณย่าของเธอชอบนอนกลางวัน พอกลางคืนก็ลุกขึ้นมาทำนั่นทำนี่ โดยเฉพาะเรื่องอาหาร เพื่อนพี่สาวเคยมาพักงัวเงียมาเข้าห้องน้ำตอนตีสองเห็นคุณยายกำลังโม่แป้งก็ตกใจโวยวายลั่น ทำเอาแตกตื่นกันทั้งบ้าน เป็นเรื่องขบขันที่ทุกวันนี้เธอยังเอามาแซวคุณย่าอยู่บ่อยๆ

“แล้ววันนี้จะอยู่กินข้าวเย็นกันไหมคะ” เธอถามทุกคน

“รุคงไม่ละค่ะ”

“วาวด้วย”

“อ้าว ฉันตั้งใจจะอยู่กินข้าวเย็นฝีมือพี่ตาซะหน่อย พวกแกกลับกันหมดเลยเหรอ” ไพรวรินทร์มองหน้าเพื่อนทั้งสองคนไปมา รุจียิ้ม ตบบ่า

“ทำใจนะใบชา ฉันกับวาวมีคนรอกินข้าวอยู่ที่บ้านน่ะ”

“ไอ้รุ ไม่เอามุกนี้ย่ะ เอ้าท์แล้ว”

เพราะรุจีกำลังจะแซวว่าไพรวรินทร์เป็นคนเดียวที่ยังไม่แต่งงาน ส่วนอรดานั้นแต่งงานแล้ว ถึงแม้สถานะตอนนี้จะไม่สมบูรณ์แล้วก็ตาม

“ก็แหม...”

“เอาน่าพวกแก จะกลับก็กลับไป ใบชาจะอยู่ใช่ไหม จะกินอะไรล่ะ เดี๋ยวฉันบอกพี่ตาให้”

ตอนนั้นขวัญตายังนั่งอยู่ ไพรวรินทร์ทำท่าคิด “ใบชาอยากกินน้ำพริกกะปิ ไม่แน่ใจว่าพี่ตามีวัตถุดิบหรือเปล่า”

“โอ้ย สบายมากค่ะ ชะอมก็เดี๋ยวไปตัดที่ริมรั้ว มะเขือเปราะก็มี แต่ไม่มีปลาทูค่ะ ถ้าน้องใบชาจะกินเดี๋ยวพี่ให้พี่น้อยไปซื้อที่ตลาดให้”

“ไม่เป็นไรค่ะพี่ตา เอาแค่นั้นก็ได้”

“พี่ตาคะ หมูกรอบที่พี่อุ้มทำวันก่อนยังอยู่ไหม ผัดกับคะน้าหรือผักกับผักอะไรก็ได้ให้อีกสักเมนูน่าจะดีค่ะ”

“ได้ค่ะ เดี๋ยวพี่ทำให้” พูดแล้วก็ขยับลุกเดินออกไป

“พวกแกคุยกันฉันชักอยากอยู่กินด้วยซะแล้วสิ พี่ตาตำน้ำพริกกะปิอร่อยด้วย” รุจีพูด หยิบองุ่นมากิน

“แหม เลือกน้ำพริกกะปิมากกว่าสาเหรอ” วลีรักษ์แซวยิ้มๆ

“รุบอก สาน่ะคุยกันได้ แต่ที่คุยไม่ได้น่าจะอีกสองแสบมากกว่า” ไพรวรินทร์สำทับ รุจีกลอกตา สองแสบนั้นหมายถึงลูกทั้งสองคนของเพื่อนรัก ลูกสาวคนเล็กของสาวหมวกอายุหนึ่งขวบแล้ว กำลังหัดพูด ขณะที่ลูกชายคนโตอายุสามขวบนิสัยพูดน้อย แต่ฉลาดเหมือนพ่อไม่มีผิด

ในตอนแรกการนัดหมายวันนี้ก็ตั้งใจจะเริ่มที่บ้านของรุจี แต่เจ้าตัวบอกว่าขอเป็นฝ่ายได้ขับรถออกมาบ้าน และที่สำคัญธุระที่จะพูดคุยกันนั้นก็เป็นเรื่องของเจ้าของบ้านด้วย

“องุ่นนี่อร่อยจัง” วลีรักษ์พูด

อรดาซึ่งเงียบลงไปครู่หนึ่งแล้วหยิบองุ่นมากิน “คิดถึงพี่ปุณจัง เขาชอบกินองุ่นจิ้มเกลือ”

หญิงสาวรำพึง ดวงตาสลดลง ถึงแม้ว่าเธอจะลองกินแบบนั้น แต่ก็ไม่เข้าใจว่ารสชาติมันอร่อยตรงไหน และถึงเขาจะเคยตอบกี่ครั้งเธอก็ไม่มีวันเข้าใจ และถึงตอนนี้เขาก็ไม่มีวันมาอธิบายกับเธอได้อีกแล้ว

“ยิ่งใกล้วัน มันยิ่งจิตตก คิดถูกแล้วนะที่พยายามนัดมาบ้านมันเนี่ย” รุจีพูดกึ่งกระซิบกับไพรวรินทร์

“สรุปเป็นเสาร์หน้านะ ฉันจะได้บอกธนุส” วลีรักษ์ถาม บรรยากาศขรึมลงชั่วขณะ เธอมองหน้าเพื่อนทั้งสามคน โดยเฉพาะอรดา

อีกสามวันจะครบรอบการจากไปของปุณณัติ ชายหนุ่มเป็นผู้ประสบภัยจากเหตุพายุเข้าที่เมืองxx ที่ทำงานอยู่ เมื่อตรวจสอบอย่างละเอียดก็พบว่าเป็นวิศวกรหนุ่มจากประเทศไทยชื่อปุณณัติที่เพิ่งแต่งงานได้แค่สัปดาห์เดียว

อรดาหัวใจสลาย เธอกำลังวางแผนจะตามไปอยู่กับเขาในฐานะภรรยาที่ถูกต้องตามกฏหมาย จะเรียนภาษาญี่ปุ่นต่อและหางานพิเศษจำพวกพิธีกรหรือพนักงานต้อนรับที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก แต่ทุกอย่างก็พังทลาย เมื่อศพถูกส่งกลับมาเมืองไทย หญิงสาวร้องไห้จนเป็ลม

จากกันโดยไม่ได้ร่ำลาเป็นความเจ็บปวดที่ประมาณค่าไม่ได้ ไม่รู้ว่าอรดาผ่านช่วงเวลานั้นมาได้อย่างไรรอบตัวเธอมีเพื่อน มีพ่อแม่ คุณย่า พ่อแม่พี่สาวของเขา รวมทั้งแมวตัวนั้น ที่มันไม่ชอบหน้าเธอจนวันนี้

“ออ” วลีรักษ์เรียกเบาๆ

“อืม เสาร์หน้าแหละ เพราะพี่ปุ้นกับพ่อแม่พี่ปุณก็โอเค” เธอตอบ แววตาในวันนี้สดใสได้ แต่ไม่มีวันเป็นอรดาคนเดิม เพราะส่วนหนึ่งของชีวิตปุณณัติอยู่ในตัวเธอ

“อ้อ จริงสิ แกจะไม่ทำงานกับพี่อุ้มแล้วเหรอ เห็นไปพรีเซนเตอร์ให้บริษัทอาหารเสริมนั่นน่ะ” ไพรวรินทร์ถาม

“ว่าจะไม่ทำแล้วล่ะ อยากทำอย่างอื่น”

“แล้วจะทำอะไรวะ หรือว่าจะเน้นพรีเซนเตอร์จริงจัง”

เจ้าตัวโคลงศีรษะ “ยังไม่รู้เหมือนกัน เอาจริงฉันก็เบื่องานพรีเซนเตอร์แล้วนะ มันได้เงินดี แต่รู้สึกไม่เป็นตัวของตัวเองยังไงไม่รู้สิ”

“พรีเซนเตอร์นี่ยังไม่เป็นตัวของตัวเองอีกเหรอ” รุจีเคี้ยวองุ่นหยับๆ เพื่อนซี้ไปทำงานที่โรงแรมกับพี่สาวอยู่ครึ่งปี เป็นงานออกแบบดอกไม้ตกแต่งห้องจัดเลี้ยงแบบไทยๆ ด้วยเป็นคนมีฝีมือด้านเย็บปักถักร้อยที่ผู้เป็นย่าสอนให้

ซึ่งหลังจากที่เริ่มทำใจได้เรื่องปุณณัติเธอก็กลับมาทำงานฝีมืออย่างจริงจังเพื่อไม่ให้ฟุ้งซ่าน ทำไปทำมาก็มีฝีมือพอที่หัวหน้าของพี่สาวอนุญาตให้มาช่วยงานได้

“ไลฟ์สดขายพวงมาลัยไหมแก” ไพรวรินทร์เสนอ อีกสามคนมองเป็นตาเดียว

“ไลฟ์สดน่ะ พอเข้าใจ แต่ขายมาลัยนี่ทำยังไงวะ ดอกไม้แป๊บเดียวก็เหี่ยวแล้ว ขายไม่ออกมาก็เสียของนะ” เจ้าตัวแย้ง

“ก็ฉันเห็นแกอยากได้ความเป็นตัวเอง แกชอบพูด ก็พูดเรื่องที่ชอบสิ ถ้าไม่ใช่มาลัยก็เลือกมาสักเรื่องสิ ทำลงยูทู้ปแบบที่เขาฮิตกัน คนติดตามเยอะก็ได้ค่าโฆษณา ยอดฟอลในไอจีแกก็ตั้งมากมาย เอามาต่อยอดในยูทู้ปเลย”

พอฟังเพื่อนพูดอย่างนั้นก็อดคล้อยตามไม่ได้ สาวเหนือมีแม่เป็นนักธุรกิจ แถมครอบครัวฝั่งพ่อก็มีบริษัทใหญ่โต ย่อมซึมซับแนวทางการทำธุรกิจมา และเจ้าตัวก็เป็นผู้จัดการตลาดของบริษัทอีกด้วย

“น่าสนใจนะ แต่ท่าทางคนจะทำกันเยอะแล้ว”

“โนว” รุจีเป็นฝ่ายพูดแทรกขึ้นมา ถ้าคิดอย่างนี้เท่ากับปิดโอกาสตัวเองไปแล้ว ฉันยังอยากทำเลย แต่คุณสาไม่อนุญาต แค่ถ่ายรูปเจ้าสองตัวนั่นลงไอจียังต้องให้ดูก่อนเป็นบางครั้งเลย”

รุจีพูดแจ้วๆ ความจริงที่ทุกคนรู้ก็แค่ภาคีไม่อยากให้เธอใช้ทุกจังหวะชีวิตของลูกชายทั้งสองผูกติดกับโซเชี่ยลเนตเวิร์คมากไปเท่านั้นเอง

“เดี๋ยวจะลองคิดดู” อรดาตอบแล้วหยิบองุ่นมากิน

“ว่าแต่แกเถอะ ใบชา กับคุณตำรวจเป็นไงบ้าง”

“เอ้า ทำไมอยู่ดีๆ เปลี่ยนเรื่องเฉยเลย”

คนถามซึ่งคือรุจีหัวเราะคิกคัก ส่วนเจ้าตัวร้องกึ่งโวยทำหน้ามุ่ย เล่าสั้นๆ ว่าก็เรื่อยๆ ไม่มีอะไรหวือหวา แฟนของไพรวรินทร์เป็นนายตำรวจลูกชายนักการเมืองซึ่งรู้จักกันจากงานครบรอบวันเสียชีวิตของคุณทวดทรงพลของเธอที่จัดโดยพรรคการเมืองเก่าแก่ ไพรวรินทร์กับพ่อไปร่วมงานในฐานะทายาท ทำให้รู้จักกัน และคบหาคุยกันมาได้เป็นปีแล้ว ซึ่งนานกว่าผู้ชายคนอื่นจนดูเหมือนว่าจะไปกันได้สุดทาง

“ไม่รู้สิ แกอยากถามซักไช้ฉันมาก”

“ก็คบนานสุดแล้วนะแก ฉันเห็นคนอื่นหม้อข้าวไม่ทันดำ”

“ไอ้รุๆ นี่น้อยๆ หน่อย แกพูดแบบนี้ฉันเสียหาย คนก่อนน่ะ คุยแป๊บเดียวก็รู้แล้วว่าทัศนคติไปด้วยกันไม่ได้ จะไปยื้อเขาไว้ทำไมให้เสียเวลา”

“แสดงว่าคนนี้ทัศนคติไปด้วยกันได้สิ”

แทนคำตอบไพรวรินทร์เงยหน้ามองไปยังขื่อของศาลา ผ่อนลมหายใจ ไม่ตอบคำถามนั้น สิ่งที่เธอรับรู้ทุกอย่างเป็นไปอย่างถูกต้อง เหมาะสม ถ้าเทียบกับผู้ชายที่เคยเข้ามาคุยเขาก็ดูเหนือใคร อย่างที่รุจีถาม ทัศนคติไปด้วยกันได้

“ก็ประมาณนั้น”

“หาฤกษ์ยัง”

เจ้าของเรื่องหรี่ตา “ยังไม่หยุดนะ”

สาวหมวยหัวเราะ เคี้ยวองุ่นอย่างอารมณ์ดี ทั้งสี่คุยเล่นกันอีกสักพัก รุจีกับวลีรักษ์ก็ขอตัวกลับก่อน เหลือไพรวรินทร์ที่อยู่กินข้าวเย็นตามคำชวนของเจ้าบ้านและพูดคุยกันเรื่องที่จะอรดาจะเข้าไปในที่เอชทูแคร์ บริษัทนำเข้าอาหารเสริมที่อรดาไปเป็นพรีเซนเตอร์อย่างไม่ตั้งใจ

เรื่องก็คือ วันที่ผู้บริหารเข้ามาใช้ห้องจัดเลี้ยง ฝ่ายการตลาดของบริษัทเห็นเธอที่กำลังจัดดอกไม้ พอได้คุยกันก็ถูกคอและเมื่อรู้ว่าอรดาเองก็มีประสบการณ์งานถ่ายแบบเป็นพิธีกรอยู่แล้วก็ติดต่อให้เธอไปเป็นนางแบบ ซึ่งฝ่ายการตลาดคนนั้นบอกว่าผู้บริหารใหญ่ชอบมาก

“โชคดีจังแก นั่งร้อยมาลัยอยู่ดีๆ ก็มีงานมาถึงพี่” ไพรวรินทร์แซว

“ว่าแต่ฉัน แกก็เหมือนกันละน่า เห็นรุมันบอกว่าแกไปเป็นแบบงานการกุศลอะไรสักอย่าง”

ไพรวรินทร์เทน้ำจิ้มเพื่อกินกับหัวปลีชุบแป้งทอดที่ขวัญตาเก็บมาจากสวน แล้วเบะปากให้หัวข้อที่อรดาเปิดมา

“รู้ว่าการกุศลแล้วรับทำไม๊” เจ้าบ้านแซวกลับเพราะรู้ว่าไพรวรินทร์นั้นเป็นสาวสวยที่ค่อนข้างเขี้ยวเรื่องเงินๆ ทองๆ

“ก็เจ้าหม่อนตัวดีน่ะสิมาขอร้อง เพราะเห็นว่ารุ่นพี่สุดที่รักรับงานนี้ แถมพอเป็นงานต้องใช้นางแบบอีตานั้นก็ไม่ยอมถ่ายคนอื่น เดือดร้อนฉันนี่แหละ”

อรดาเคี้ยวหัวปลีบ้าง ทำท่านึก “อีตานั่น ปิรันย่าน่ะเหรอ”

ชื่อนั้นทำให้ไพรวรินทร์หัวเราะ ความจริงผู้ชายคนนั้นชื่อปิลันท์ “เออ นั่นแหละ ปกติก็ไม่เห็นรับงานพอร์ตเทรด ไม่รู้นึกยังไงรับงานนี้ เงินก็ไม่ได้ วุ่นวายคนอื่นอีก”

“แสดงว่าเขาไม่ได้คิดเรื่องเงินเป็นอันดับแรกเหมือนแกไง”

“น้อยไปสิ อีตานั่นน่ะเขี้ยวยิ่งกว่าฉันอีก ตอนมาขอให้ช่วยทำขอคืนภาษีน่ะขนเอกสารมาเป็นตั้ง จะไม่ยอมจ่ายเพิ่มให้ได้เลย”

ระหว่างที่บ่นไพรวรินทร์ก็กินหัวปลีทอดไปเรื่อยๆ อรดาฟังเพลิน เธอเคยเห็นปิลันท์ หรือ นายปิรันย่าคนนี้ครั้งหนึ่งตอนไปเที่ยวบ้านที่เชียงรายของเพื่อน วันนั้นเขามาพักผ่อนในฐานะเพื่อนสนิทน้องชาย แต่นั่นก็เกือบปีมาแล้ว ซึ่งปิลันท์คนนี้เพื่อนๆ ได้ยินชื่อผ่านหูมาตั้งแต่รุจียังไม่มีลูก นับรวมเวลาก็สี่ปีแล้ว

“เขาไปบ้านแกบ่อยไหม” อรดาชวนคุยเรื่อยเปื่อยพลางไถโทรศัพท์

“หลังๆ มาไม่บ่อย แต่มาอยู่นาน บางทีก็กลับมาจากประเทศอะไรไม่รู้ฉันเรียกชื่อไม่ถูก เอาของแปลกๆ มาฝาก ฉันละกลัวว่าจะไม่ได้มาแค่ของ”

คนฟังหัวเราะก๊าก “แต่ก็ไม่มีใช่ไหม”

“ไม่หรอก แต่ถ้าแกเห็นของแกก็ต้องคิดเหมือนกันแหละ” ไพรวรินทร์บ่นกึ่งปลง

ทั้งสองนั่งคุยกันเรื่อยเปื่อยอยู่พักใหญ่ ไพรวรินทร์ก็ขอตัวกลับเมื่อเวลาเกือบสองทุ่ม นายตำรวจคนที่พูดถึงมารับเธอ ชายหนุ่มรูปหล่อ บุคลิกดี สูงผึ่งผายสมเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์แม้เขาไม่ได้สวมเครื่องแบบ

เขาสวัสดีคุณย่า ทักทายอรดาด้วยรอยยิ้มสดใสและสุภาพ พร้อมขอโทษแฟนสาวที่มารับช้าจนไม่ได้พาไปกินข้าวเย็นด้วย หญิงสาวตอบเรียบๆ ว่าไม่เป็นไร แต่ใบหน้าของเธอก็หวานชื่นเมื่อเห็นเขา

อรดามองภาพนั้นไปจนสุดสายตา ปรารถนาให้เพื่อนรักได้เจอความรักที่ดีและสมหวัง

ไม่อยากให้เป็นเหมือนเธอ

 

อรดารับเช็คงานถ่ายแบบเรียบร้อย ตั้งใจจะไปเดินเล่นห้างสรรพสินค้าที่อยู่บนเส้นทางรถไฟฟ้าเส้นนี้ ชวนให้คิดถึงเรื่องเมื่อเกือบห้าปีก่อน ตอนที่เธอเป็นพิธีกรขายเฟอร์นิเจอร์ที่มีการเปิดตัวสินค้าใหม่ ปุณณัติมายืนดู ตอนนั้นเขารู้แล้วว่าเธอใช้ชิวิตแบบสองร่าง อรดายังจำรอยยิ้มวันนั้นได้ดี รู้ทัน แต่ก็เอ็นดู รวมทั้งสายตาที่มองผู้ชายคนหนึ่งที่มาขอเบอร์โทรศัพท์เธอด้วย

วันนี้ไม่มีอีกแล้ว...

ถึงตอนนี้ทำใจได้แล้วเรื่องการสูญเสียสามีไปหลังงานแต่งเพียงแค่สัปดาห์เดียว แต่ก็ยังเจ็บแปลบปลาบทุกครั้งเวลาไปที่ๆ เคยไปด้วยกัน วิศวกรหนุ่มขี้เล่น มองโลกในแง่ดี เรียนภาษาญี่ปุ่นอยู่หนึ่งปีเพื่อจะได้ไปทำงาน เธอกับเขาวางแผนกันไปใช้ชีวิตคู่ที่นั่นอย่างมีความสุข

ก่อนที่ทุกอย่างจะพังทลายไปกับพายุ

อรดาใช้เวลารักษาตัวเองนานเกือบปีถึงจะกลับมาใช้ชีวิตปกติได้ โดยมีเพื่อนรักและครอบครัวคอยให้กำลังใจ โดยเฉพาะคุณย่าที่ปกติเข้มงวดกลายเป็นที่พึ่งที่คอยปลอบโยนและค่อยๆ ดึงเธอกลับมาอย่างใจเย็น

‘ถ้าพี่ไม่อยู่ ฝากขนฟูด้วยนะ’

เขาเคยพูดหลังจากที่รู้ว่าต้องไปทำงานที่ญี่ปุ่น อรดายังแย้งว่าไม่มีทาง ไม่ใช่เพราะไม่อยากรับฝาก แต่เป็นเจ้าแมวอ้วนหน้าไม่รับแขกนั่นต่างหากที่ไม่ยอมเป็นมิตรกับเธอ

แต่วันนี้เขาไม่กลับมาแล้ว เธอพยายามไปเยี่ยมครอบครัวเขาและเจ้าขนฟูอยู่เป็นระยะ แม้ว่าแมวน้อยจะไม่ญาติดีด้วย แต่ก็เป็นความสุขใจเพียงอย่างเดียวที่ทำให้ดำเนินชีวิตต่อไปได้

เธอกดลิฟต์ลงมาชั้นล่าง เป้าหมายคือสถานีรถไฟฟ้าเพื่อจะไปห้างสรรพสินค้า มีร่างหนึ่งเดินสวนออกได้ มีกลิ่นหอมแตะจมูกบางๆ พอเงยหน้าเห็นแผ่นหลังใต้สูทสีน้ำเงินเข้ม กับช่วงขายาว เธอไม่ได้สนใจ เดินเบี่ยงไปทางขวาเพื่อแลกบัตรคืน

“โยชิโอะซัง คุณโยชิโอะครับช”

เสียงกึ่งตะโกนสะดุดหูทำให้อรดาหันไปมอง เห็นผู้ชายอีกคนสวมสูทเหมือนกันก้าวยาวๆ ออกมาจากลิฟต์ เขาเรียกชื่อคนที่เดินออกมาก่อน เจ้าตัวหันมา สูทสีน้ำเงินทำให้เธอเห็นว่าเป็นผู้ชายที่เดินผ่านตัวเธอไปก่อนนั่นเอง เขาหันมา จังหวะนั้นอรดาก็ก้าวไปตรงทางออกพอดี พลัน เธอชะงัก

ผู้ชายคนนั้น พี่ปุณ!

เขาเดินกลับมาตามเสียงเรียก ผู้ชายอีกคนยื่นของบางอย่างให้ ระยะที่อรดายืนอยู่เห็นและได้ยินการสนทนาชัดเจน นั่นไม่ใช่พี่ปุณ แต่หน้าเหมือนพี่ปุณมาก

“สายคุณโยชิโอะ คุณแม่ครับ”

เจ้าของชื่อโยชิโอะทำท่าสงสัยชั่ววินาทีแต่ก็รับโทรศัพท์มา “ครับ คุณแม่”

ประโยคนี้ของชายหนุ่มเป็นภาษาญี่ปุ่น อรดาใจเต้นโครมคราม เขาช่างเหมือนปุณณัติเหลือเกิน

“โทรศัพท์ผมเสียครับ กำลังจะไปเอาเครื่องใหม่พอดี” เขานิ่งไปรอฟังอีกฝ่ายพูด “อ้อ ได้ครับ ถ้าคุณแม่คุยกับริกะรบกวนช่วยบอกเธอทีครับ ขอบคุณครับ”

พูดจบเขาก็ส่งโทรศัพท์คืนให้อีกคน ผงกศีรษะเชิงขอบคุณเล็กน้อยแล้วก็เดินออกไป ชายคนนั้นเดินตาม

อรดาไม่รู้ว่าเขาคุยอะไรเมื่อเป็นภาษาญี่ปุ่น แต่ที่รู้คือชั่วเวลาแค่ไมกี่สิบวินาทีนั้นเธอถูกตรึงไว้ด้วยใบหน้าของเขา หน้าของปุณณัติ สามีของเธอ

เมื่อเขาเดินออกไปจากตัวอาคาร อรดาก้าวเท้าตามทันที

 

(ต่อ)

28.6.20

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 34 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

114 ความคิดเห็น

  1. #3 น ว ต า (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 28 มิถุนายน 2563 / 16:00

    ต่อเร็วๆ นะค้าา

    #3
    1
    • #3-1 Baby Red - อุธิยา(จากตอนที่ 2)
      3 กรกฎาคม 2563 / 11:26
      ขอบคุณที่แวะมาให้กำลังใจนะคะ ดีใจ
      #3-1
  2. #2 fsn (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 28 มิถุนายน 2563 / 15:09

    แก็งค์ 4 สาว ดีงามเชียว แต่ว่าตอนส่งร่างกลับมา ได้เปิดดูมั้ยคะ

    #2
    1
    • #2-1 Baby Red - อุธิยา(จากตอนที่ 2)
      3 กรกฎาคม 2563 / 11:28
      สวัสดีค่ะ ตอบรวดเดียวที่เม้นท์นี้เลยนะคะ
      คิดถึงมากเลยค่ะ เห็นชื่อก็จำได้เลย ติดตามกันมานาน
      ขอบคุณที่มาให้กำลังใจนะคะ
      ...
      ตอนเอาร่างกลับมาได้ดูค่ะ
      แต่ว่ามีเหตุผลบางอย่าง...บอกมากสปอยอ่ะ ติดตามต่อแล้วกันเนอะ 555

      ขอบคุณอีกครั้งนะคะ ดีใจมากๆ เลย
      #2-1