กลางวงกตดอกไม้ (October Storm) - (สนพ.พิมพ์คำ)

ตอนที่ 9 : บทที่ 8 ปีใหม่เป็นครั้งแรก

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 80
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    14 พ.ย. 60

8. ปีใหม่เป็นครั้งแรก

 

งานแรกในวันสุดท้ายของปีที่หนาวเหน็บเริ่มที่แปลงผัก

“โอ๊ะ!

ฮานะออกแรงถอนหัวไชเท้าแล้วตัวเซไปเกือบจะล้ม แต่มีมือหนึ่งมาประคองไว้ พอเงยหน้าไปก็พบเจ้าตัว คนที่พูดน้อยที่สุดในร้านนั่นเอง เธอรู้ว่าดวงตาของเขามีอำนาจมืดของความอ้างว้างที่พร้อมจะดึงเธอให้หลงเข้าไป จึงผละตัวออก จินเองก็เช่นกัน

“เอ่อ ขะ ขอโทษครับ”

เขาหดมือกลับไปด้านหลังเหมือนโดนของร้อน ฮานะพึมพำขอบคุณ แล้วเด็กหนุ่มจัดการถอนไชเท้าตามที่เธอบอกจำนวน ยกไปล้างให้โดยไม่เอ่ยอะไร แค่ย่นคิ้วให้กับน้ำที่เย็นจัด

สองเดือนแล้วแต่จินก็ยังคงนิ่งขรึมอยู่ โอกาสที่ฮานะจะได้ไถ่ถามเรื่องของเขาก็มีไม่บ่อยนัก แม้ว่าจะได้เจอกันที่แปลงผักอยู่บ่อยๆ เขาก็เอาแต่ก้มหน้าก้มตาทำงาน เธอรู้สึกว่ามีความกระหายที่จะทำลายกำแพงก่อตัวอยู่ภายในตัวเอง

ในที่สุดวันที่วุ่นวายที่สุดก็จบลง ฮิเดโอะเปลี่ยนแผนที่จะพาลูกจ้างไปกินเลี้ยงข้างนอกเป็นฉลองหม้อไฟกันที่ร้านแทนเนื่องจากหิมะตกหนัก ทุกคนก็เห็นด้วย และก็ไม่ต้องคิดเรื่องการจัดหาวัตถุดิบเนื่องจากบรรดาคู่ค้าต่างๆ พากันเอาของกำนัลมาให้ตั้งแต่เช้า ล้วนแล้วแต่เป็นของชั้นดีที่มาขอบคุณนายใหญ่ชิเงรุในฐานะที่ทำการซื้อขายด้วยดีมาตลอดทั้งปี

เนื้อมัตสึซากะ ปูซูไว กุ้งมังกร หอยนางรม สาเกชั้นดี รวมกับวัตถุดิบที่มีในร้านอย่างเห็ดชิเมจิ ผักกาดขาว แครอท หัวไชเท้า และผักอื่นๆ ฮิเดโอะจึงทำแค่ปรุงโชยุ ทำน้ำซุป ส่วนชินโงก็แล่เนื้อไว้เท่านั้นเอง  ทั้งหมดยกของทั้งหมดมากินที่ห้องรับแขกเพื่อจะได้นั่งชมวิวสบายๆ และรับลมหนาวให้ได้บรรยากาศ

กลิ่นน้ำซุปหอมอบอวล ชินโงกับมาโมรุแย่งกันคีบเนื้อจากหม้อชุบไข่ดิบแล้วก็ส่งเข้าปาก พร่ำไม่หยุดว่าอร่อยอย่างนั้นอย่างนี้ สลับกับซดสาเกและเบียร์ ซาโอริกับมาริก็ปลื้มปริ่มกับเนื้อปูเช่นกัน ชิเงรุนั่งดื่มกินกับลูกจ้างอยู่ครู่หนึ่งแล้วขอตัวไปก่อน

 ยิ่งดึก แอลกอฮอล์ยิ่งพร่อง เสียงก็ยิ่งดังขึ้น

“คางาวะ นายกินอะไรวะ ทำไมถึงสูงชะมัด” เสียงชินโงอ้อแอ้เมื่อเอ่ยถาม

“รุ่นพี่อยากรู้จริงๆ เหรอครับ” เจ้าตัวถามกลับ ดวงตาฉายประกายรื่นรมย์ มิชิโกะกับมาริมองหน้ากัน แทบไม่เคยได้ยินสมาชิกใหม่พูดทีเล่นทีจริงแบบนี้มาก่อน คนถามร้องเออ เด็กหนุ่มคีบเนื้อเข้าปาก

“กินขนมปังหมดอายุ”

ชินโงทำหน้าเหวอ ซาโอริหัวเราะคิกคัก หน้าขาวแดงจัด ทำท่าเขินอายอย่างไม่มีสาเหตุ

เวลาสนุกสนานผ่านไปจนล่วงเข้าวันใหม่ ชินโงกลิ้งไปบนทาทามิ มาโมรุนอนขดตัวส่งเสียงกรน สามสาวเหยียดขาลูบท้องตนเองกันอย่างไม่ต้องสำรวมกิริยาพลางชื่นชมไม่หยุดปากว่าทั้งอร่อยและอิ่ม

“พรุ่งนี้จะตื่นทันรถไฟหรือเปล่าเนี่ย เจ้าบ้านี่กินไม่ดูตัวเองเลย เฮ้ย มาโมรุ”

พ่อครัวแบกร่างรุ่นน้อง เขาหันกลับมามองจินแวบหนึ่ง ดูเหมือนเจ้านั่นจะกินมากกว่ามาโมรุเสียอีก แต่เท่าที่เห็นนอกจากหน้าแดงกับตาเชื่อมๆ แล้วก็ไม่มีสัญญาณอะไรอื่นบอกได้ว่าเมาเลย เขาคิดอย่างสงสัยแล้วเดินออกไป

จินยังอยู่ เขาเก็บจานซ้อนกันและยกของหนักจำพวกหม้อ จานใบใหญ่และถาดไปที่ครัว บีบน้ำยาล้างจานใส่ฟองน้ำ และทำการล้างไปเงียบๆ ฮานะรับจานมาล้างน้ำเปล่าแล้วคว่ำไว้

“จินคุงกลับบ้านเมื่อไหร่ พรุ่งนี้เหรอ เอ๊ะ จินคุงเป็นคนที่ไหนนะ อ้อ โอซาก้า ใช่ละ อยู่แถวไหนล่ะ”

คนถูกถามหันไปมอง แก้มแดงของเธอทำให้จินเม้มปาก อีกฝ่ายรู้สึกตัวยิ้มจมูกย่น

“ตายแล้ว ฉันถามอะไรอย่างนี้ ใครจะไปตอบทัน” เธอทำท่าตำหนิตนเอง จินถูฟองน้ำกับจาน อมยิ้มนิดๆ ฮานะเอียงคอมอง เบิกตา

“เมื่อกี้ จินคุงยิ้ม...”

จินขมวดคิ้วฉับ ฮิเดโอะเดินเข้ามาพอดี ฮานะจึงก้าวถอยหลังออกเล็กน้อย ชายหนุ่มกำลังจะเรียกน้องสาวกลับและให้บรรดาสาวๆ มาทำแทน แต่ก็เปลี่ยนใจ พับแขนเสื้อขึ้นและเอ่ยปากว่าจะช่วยจะได้เสร็จเร็วขึ้น

วันนี้งานเลี้ยงสนุกมาก แต่มีจุดเล็กๆ แต้มขึ้นในห้วงความคิดของฮิเดโอะ คนอื่นรวมทั้งเขายังคงเรียกเด็กใหม่ว่าคางาวะ แต่ฮานะเรียกจินคุง ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน

 

สองทุ่มสิบนาที จินเดินกลับมาถึงห้องเช่า บนโต๊ะในครัวมีเงินวางไว้โดยไม่ปรากฏคนให้เหมือนเคย เพราะนี่เป็นเวลาทำงานของแม่ เขาเก็บเงินใส่กล่องขนมในตู้เก็บจาน แล้วหยิบหม้อใบเล็กออกมา เทซุปดาชิลงไป ตามด้วยมิโซะ ใช้ช้อนคนให้ละลายแล้วก็ใส่เต้าหู้กับสาหร่ายวากาเมะลงไป พอเดือดก็ปิดเตา

ยังมีขนมปังเหลืออยู่ซึ่งหมดอายุไปตั้งแต่เมื่อวาน แต่เขาก็ไม่สนใจ ปกติวันหมดอายุก็เขียนล่วงหน้าไว้เช่นนี้อยู่แล้ว เด็กหนุ่มกินมิโซะกับขนมปังแทนข้าว

นี่เป็นอาหารเย็นของเด็กมอสองที่ต้องการการบำรุงทั้งร่างกายและสมอง แต่จินก็เรียกร้องอะไรไปมากกว่านี้ไม่ได้ ในเมื่อยังมีให้กินก็กินไป กินให้หายหิว นอนให้หลับ พรุ่งนี้ก็ตื่น ไปโรงเรียนด้วยเงินในกล่องนั่น ชีวิตก็มีอยู่แค่นี้

ตีสี่ ประตูห้องเปิด จินตื่นทันที แต่เขานอนนิ่งๆ ฟังเสียงฝีเท้าที่ย่ำลงบนทาทามิอย่างป่ายปัด เสียงร้องเพลงที่ฟังไม่ได้สรรพ กับกลิ่นแอลกอฮอล์ผสมกลิ่นบุหรี่ที่ชวนคลื่นเหียนอย่างทุกครั้ง

แต่วันนี้แปลกออกไป เพราะมีเสียงดังโอ้ก ตามมาด้วยกลิ่นเหม็นคลุ้งจากน้ำย่อย เขาลุกทันที

ตรงหน้าคือร่างผู้หญิงคนหนึ่งที่อยู่ในท่ากึ่งคุกเข่ากึ่งคลานอยู่บนพื้นกลางกองอาเจียน เสื้อคลุมหลุดรุ่ย พอๆ กับเส้นผมยุ่งเหยิง เขาก้าวเข้าไปและยอบตัวลงนั่งข้างๆ แตะมือที่แขนซึ่งมีรอยช้ำเขียว

ไม่ไหวแล้ว วันนี้ฉัน...พอเถอะ ขอร้อง โอ้ก!’

ของเหลวพุ่งออกมาอีก ไม่! พอ...พอแล้ว!! กรี๊ด!!’

จากเสียงสั่นเครือกลายเป็นเสียงกรีดร้อง จากท่วงท่านิ่งกลายเป็นดิ้นปัด จินสะดุ้ง

 

สิ่งที่เห็นคือเพดานห้อง ไม่มีผู้หญิงคนนั้น ไม่มีกลิ่นบูด เช้าวันนี้เงียบสนิท จินพลิกตัวกดหน้าลงกับหมอน นั่นมันเป็นแค่ฝันร้าย ลืมมันได้แล้ว ไม่มีผู้หญิงที่มาให้เขาเช็ดอ้วกคนนั้นอีกแล้ว

กว่าจะสงบสติอารมณ์ตัวเองได้แล้วออกจากห้องพักมาก็หลังแปดโมงไปแล้ว เขาเดินไปล้างหน้า ทุกอย่างไร้การเคลื่อนไหว จริงสิ วันหยุดปีใหม่เริ่มขึ้นแล้ว คนอื่นๆ กลับบ้านหรือไม่ก็ไปเที่ยวกันหมด ตอนนี้ทั้งร้านคงเหลือแต่เขา

รู้สึกมึนหัวเล็กน้อย ทั้งจากแอลกอฮอล์เมื่อคืนและฝันตอนเช้ามืด วันนี้คงไม่มีการใช้ครัว พอคิดว่าจะต้องฝ่าอากาศหนาวออกไปข้างนอกก็รู้สึกแขยงขึ้นมา แต่ร้านค้าใกล้ๆ นี้ก็น่าจะพอมีข้าวปั้นอยู่บ้าง

ในอดีตจินเคยพึ่งพาอาหารในร้านสะดวกซื้อมาตลอด เพราะบุคคลที่เรียกว่าแม่ทำงานกลางคืน สวนทางกับชีวิตเด็กมัธยมที่ต้องไปเรียกแต่เช้า ดังนั้น อาหารสำหรับเขาเป็นอะไรก็ได้ที่กินให้หายหิวและไม่ให้ตายก็เท่านั้น เพิ่งจะมีชีวิตเหมือนคนปกติในรอบสองเดือนนี่เองที่ได้กินครบสามมื้อ และหลับสนิทอย่างไม่ต้องฝัน  แค่นี้ก็ชักจะเคยตัวไปแล้ว

ในที่สุดก็หยิบแจ็คเกตมาสวม ออกจากห้องพักมาเดินผ่านบ่อปลาคาร์พและสวน เมื่อมองไปทางร้านเห็นฮานะเดินถือกระจาดที่บรรจุผักเข้าไปในครัว

 “อ้าว จินคุง อรุณสวัสดิ์จ้ะ เอ๊ะ ไม่ได้กลับบ้านเหรอ”

แม้วันหยุด ฮานะยังสวมกิโมโนที่มีผ้ารัดแขนเสื้อเพื่อทำงาน ที่น่าแปลกใจคือในครัวยังมีชิมะกับฮิเดโอะอยู่ด้วย ขณะที่คนอื่นๆ ไม่กลับบ้านเดิมก็พากันไปเที่ยวหมดแล้ว จินเพิ่งรู้ตัวว่าได้เดินมาถึงตรงนี้

“ป้าชิมะก็เหมือนกัน” เขาเอ่ยหาแนวร่วม

“ฉันอยู่โอฮาระ1นี่เอง ตั้งใจว่าจะกลับวันที่สองน่ะ” หัวหน้าสาวเสิร์ฟอธิบาย เท่าที่จินจำได้ ป้าชิมะเป็นลูกสาวคนโตที่มีน้องห้าคน ปัจจุบันยังมีหลานเกือบสิบคน ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ละแวกเดียวกัน เนื่องจากเธอออกจากบ้านมานานและไม่ได้มีครอบครัวจึงเลือกกินอยู่กับที่ร้านซึ่งสะดวกกว่าตามประสาคนโสด

“วันนี้เราจะทำโอโซนิกับโอเซจิน่ะ”

ฮานะเห็นสายตาสงสัยของจินจึงตอบก่อนถูกถามเป็นคำพูด นั่นทำให้เด็กหนุ่มฉงนเพิ่มขึ้นไปอีก

“ซุปโมจิที่กินตอนวันแรกของปีไงล่ะ โอเซจิก็อาหารที่กินช่วงวันหยุดไง อย่าบอกนะว่าไม่เคยกิน”

ฮิเดโอะแซวยิ้มๆ ทว่าก็ยิ้มค้างแล้วเลิกคิ้วสูงเมื่อจินมียังมีหน้ามึนงง

“อะไรกัน จินคุง เธอไม่เคยกินโอโซนิเหรอ โอเซจิล่ะ” ชิมะก็พลอยเรียกเขาว่าจินคุงไปด้วย หลังจากร่วมเก็บความลับที่หลังห้องเก็บของผ่านนิโคตินด้วยกัน

จินหลุบตามองพื้น สีหน้าเคร่งเครียดขณะล้วงมือเข้าในกางเกงยีนดูอึดอัด ใครจะเล่าได้ว่าในคืนช่วงปีใหม่เขาทำอะไรบ้างนอกจากเช็ดอ้วก กินข้าวปั้น แล้วก็ออกไปยืนกลางตรอกมองคนอื่นฉลองกันอย่างโดดเดี่ยวอย่างนี้มาหลายปีแล้ว

“ถ้างั้น มาทำด้วยกันนะ” ฮานะชวน ดวงตาของเธอสดใส

หลังจากกินมื้อข้าวที่เป็นข้าวราดน้ำชากับหมูทอดที่เหลือจากเมื่อวานเรียบร้อยแล้ว ยี่สิบนาทีต่อมาจินก็พบตัวเองยกครกกับค้อนไม้ออกมาตรงลานกว้างหน้าครัว ฮิเดโอะกับฮานะยกข้าวเหนียวที่เพิ่งหุงสุกออกมา แล้วค่อยๆ หยิบใส่ครก ความร้อนส่งควันกรุ่น

ฮานะพลิกโมจิ ฮิเดโอะเป็นคนตำ หญิงสาวพรมน้ำลงข้าวเหนียวเล็กน้อย รอให้สากไม้ของชายหนุ่มฟาดลงมาที่เมล็ดข้าวจนแตกก็เริ่มจับแป้งให้เป็นก้อน หลังจากทำให้ดูเป็นตัวอย่างแล้วหนุ่มหล่อก็ส่งสากไม้ให้จิน เด็กหนุ่มกระชับมือที่จับด้ามไม้ให้แน่น เงื้อขึ้นและฟาดลงไปที่แป้ง

          “แรงดีเหมือนกันนี่” ฮิเดโอะยืนกอดอกมอง

          แต่ฮานะก็ได้พลิกโมจิอยู่อีกแค่สามหน ชายหนุ่มก็เรียกเธอให้ไปช่วยทำโอเซจิและปล่อยหน้าที่นี้ให้ชิมะทำแทน จินมองร่างในชุดกิโมโนที่เดินไปอย่างร่าเริง

          “เจ้าจิน” ชิมะเรียกเรียบๆ เด็กหนุ่มจึงกลับมาสนใจกับงานตรงหน้าเหมือนเดิม แต่แรงที่ออกไปนั้นมากกว่าปกติจนหญิงกลางคนเหลือบมองสีหน้าคนรุ่นลูก แล้วก็ผุดยิ้มประกายบนริมฝีปาก

 

          งานเลี้ยงส่งท้ายปี ที่แม้ว่าสมาชิกของมิโอโมเตะจะอยู่ไม่ครบ แต่แขกเหรื่อที่มาอวยพรให้นายใหญ่ชิเงรุก็มาไม่ขาดสาย คู่ค้าหลายรายเลือกใช้ร้านมิโอโมเตะเป็นสถานที่เคาท์ดาวน์ กลายเป็นว่าเด็กครัวที่เหลือคนเดียวอย่างจินก็เดินไม่ได้หยุด

          ทว่า งานที่วุ่นวายทำให้ลืมเรื่องวิตกและอารมณ์ที่มันกรุ่นร้อนข้างในให้เย็นและละลายไปกับความเหน็ดเหนื่อย ความเอะอะและเสียงร้องรำทำเพลงทำให้หัวใจของเด็กหนุ่มร่อนพองโต เขาเคยเผชิญความเงียบเหงาที่แทงเข้าไปถึงกระดูก เจ็บปวดเหมือนสุนัขที่ถูกตีมาจนหวาดหลอนต่อมนุษย์ วันนี้ก็ยังไม่การจะวางใจได้สนิท แต่ก็คุ้นเคยกับคนอื่นมากขึ้น เห็นเสี้ยวของความปรารถนาดีเหมือนแสงแรกตะวัน

          จินยืนสูบบุหรี่มองดูพลุที่แตกประกายเต็มท้องฟ้า ต้อนรับศักราชใหม่ วันใหม่ และชีวิตใหม่

 

ในครัว โมจิเนื้อสีขาวพองดังปุปะอยู่บนเตาถ่าน ฮานะใช้ตะเกียบคีบพลิกกลับด้าน อันที่สุกก็คีบใส่จานไว้ ก่อนจะลุกไปคีบใส่จานแบ่งบนโต๊ะที่พี่ชายกับชิมะกำลังเรียงถ้วยตามจำนวนคน

          ก้อนแป้งสี่เหลี่ยมสีขาวมีรอยไหม้สีน้ำตาลตรงที่โดนไฟ ถูกวางไว้ในถ้วยสีแดงโดดเด่น ราดด้วยโซนิที่เคี่ยวนานกว่าครึ่งวันใส่เห็ดหอม หัวไชเท้า และเนื้อไก่ กลิ่นเผาไหม้ผสมกลิ่นน้ำซุปที่ปรุงจากกระดูกไก่หอมอบอวลไปทั้งครัว       ระฆังปีใหม่เริ่มตี พอจบลงโอโซนิก็ถูกยกไปเสิร์ฟที่ห้องสึบากิ แขกเหรื่อร้องยินดี จินก็ถูกเรียกไปนั่งด้วยเช่นกัน

          “โอโซนิของมิโอโมเตะไม่เคยทำให้ผิดหวัง อากาศหนาวๆ แบบนี้สุดยอด สุขสันต์วันปีใหม่ครับคุณชายใหญ่” ยามากุจิอุตส่าห์มาจากนิชิคิ เขาไม่พลาดที่จะมาร่วมฉลองปีใหม่กับผู้มีพระคุณ โดยไม่ลืมอาหารทะลสดใหม่มาเป็นของกำนัล  เป็นไปตามความหมายของซุปแรกของปี โมจิที่ยืดเหนียวคือความสัมพันธ์เหนียวแน่น

          “น้ำซุปฝีมือคุณชายนี่เยี่ยมไปเลย กลิ่นหอมอ่อนๆ ของกระดูกไก่ละมุนไปทั่วปากเลย เข้ากับโมจิเหนียวหนุ่มนี่ ก็เข้ากันดี โมจิทำเองนี่แตกต่างกับของสำเร็จรูปจริงๆ นะครับ”

          เพราะซดทั้งเหล้าและสาเกเข้าไปหลายขนาน พ่อค้าปลาจึงจ้อไม่หยุด แต่คำพูดนั้นก็แทนความรู้สึกของจินได้ดี เป็นครั้งแรกกับอะไรหลายๆ สิ่ง การฉลอง โอโซนิ และสิ่งที่เรียกว่าความสุข

          “ขอดื่มให้กับมิโอโมเตะ คัมไป2

           

          หลังจากดื่มสาเกแรกของปีและโอเซนิเรียบร้อย ครอบครัวโอคาซากิก็มีโปรแกรมจะไปไหว้พระที่วัดคิโยมิสึในเช้าวันรุ่งขึ้น ขณะที่จินเก็บจานล้างเงียบๆ คิดว่าไม่เกี่ยวกับตัวเองชิมะก็เป็นคนเอ่ยปากถามชิเงรุให้เขาได้ยิน

          ไปกันหมดเลยใช่ไหมคะนายท่าน

          แค่เพียงไม่กี่วินาทีก่อนที่ชิเงรุจะตอบ จินเหมือนลืมหายใจ ก็ถามคางาวะสิว่าจะไปด้วยไหม

          จินคุงอยากไปอยู่แล้วล่ะ ใช่ไหม หญิงกลางคนหันมาทางเขา นัยน์ตามากประสบการณ์วาววับ จินพยักหน้า

          จึงเป็นที่มาว่าเช้านี้เขายืนล้วงกระเป๋าอยู่ตรงหน้าที่พักเพื่อรอคนรุ่นแม่

          “มาแล้วๆ ขอโทษที”

          ชิมะเอ่ย เธอสวมกิโมโนสีเขียวเข้มแซมลายไผ่สีอ่อนและคาดด้วยโอบิสีทองดูเรียบหรู ใบหน้าแต้มสีสมวัย เธอขยับผ้าพันคลุมไหล่สีครีมให้เข้าที่แล้วมองดูชายรุ่นลูกที่สวมเสื้อสเวตเตอร์กับแจ็คเกตมีฮูท กางเกงยีน รองเท้าผ้าใบ คิดว่าคงจะมีเสื้อยืดข้างในอีกตัวแต่ก็ยังดูไม่น่าพอจะทานอากาศหนาวได้

          “รออีกเดี๋ยวนะ แป๊บเดียว”

ว่าแล้วก็กลับเข้าไปในบ้าน จินแอบเป่าปาก ผู้หญิง...ไม่ว่าจะวัยไหนก็เหมือนกัน ฮานะจะแต่งตัวยังไงนะ

          ยังไม่ทันเริ่มคิด ผ้าพันคอไหมพรมก็ถูกคล้องเข้าที่คอ ก่อนที่ชิมะจะเคลื่อนตัวมาด้านหน้า

          “ถึงเก่าไปหน่อยแต่ก็ดีกว่าปล่อยให้เป็นหวัดนะ”

จินก้มมอง ผ้าเนื้อหนาสีน้ำตาลทูโทนชายครุย มีรอยแมงเจาะแต่ยังคงกลิ่นหอมจางๆ คนให้ขยับแต่งให้เขาเรียบร้อย ลำคอที่ปะทะลมเย็นจึงได้รับการห่อหุ้มอย่างดี

“ของป้าเหรอครับ” ถามเพราะดูไม่ใช่สไตล์ผู้หญิง

“เปล่า ของสามีเก่าน่ะ มันลืมไว้ ว่าจะทิ้งก็ลืมทุกที” เธอก้มหน้าตอบขณะที่สวมรองเท้าแล้วก็เดินนำออกไป จินเดินตามอมยิ้ม ความอบอุ่นเกิดในหัวใจอีกครั้ง

 

ชิมะกล่าวขอโทษให้กับเจ้าบ้านที่รออยู่ ส่วนจินนั้นนิ่งไปเมื่อเห็นฮานะในกิโมโนสีเหลืองลายดอกไม้ซึ่งมีทั้งซากุระสีชมพูอ่อนและโบตั๋นสีแดง โอบิสีดำขับให้สีของชุดโดดเด่น ทั้งยังเป็นลายแบบเดียวกันจึงดูอ่อนหวาน เธอเกล้าผมยาวขึ้นสูงเปิดต้นคอระหงที่ทำให้จินถึงกับต้องสูดลมหายใจลึก

ทรงผมแต่งด้วยเครื่องประดับที่มีระย้าสีแดงสลับห้อยลงมาสามเส้น แก้มแต้มสีชมพูระเรื่อเช่นเดียวกับริมฝีปาก เธอดูสวยหรูกว่าเดิมจากเฟอสีขาวเหลือบเงินที่ห่มเพิ่มมา

ส่วนสองพ่อลูกนั้นก็อยู่ในชุดญี่ปุ่นโบราณเช่นกัน ฮิเดโอะสง่าในกิโมโนสีเขียวเข้มด้วยความสูงที่มากกว่าเขาเพียงสองเซนติเมตร แต่ฐานะในสังคมอยู่กันคนละโลก จินคิด

วัดคิโยมิสึอยู่ห่างจากร้านไปราวสิบห้านาที วันนี้ปริมาณคนที่หลั่งไหลพากันมาไหว้พระขอพรเนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่หนาแน่น คนทั้งห้าเดินขึ้นเนินที่มีร้านค้ามากมายขนาบอยู่สองข้าง ผ่านประตูแดงอันโอ่โถงเข้าอาณาเขตวัด บริเวณนี้มีอาคารหลายหลังที่เรียกนักท่องเที่ยวให้หยุดถ่ายรูปเป็นระยะ ในที่สุดก็ถึงอาคารหลักที่ทำจากไม้ทั้งหลัง ซึ่งตอนนี้อบอวลไปด้วยควันธูป คนมากมายทำให้ต้องรอก่อนจะได้ไหว้พระ

“ลงไปขอพรจากน้ำตกกันเถอะ” ฮิเดโอะบอก

น้ำที่ไหลมาจากน้ำตกโอโตวะเชื่อกันว่าเป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่ให้ผลสัมฤทธิ์ในสามเรื่อง ฮานะเดินไปยังน้ำสายที่สามซึ่งจะทำให้ผู้ขอพรมีสุขภาพแข็งแรง ฮิเดโอะเลือกแม่น้ำสายที่สองซึ่งจะสมหวังในความรัก

“ไม่ไปขอพรเหรอ” ชิมะถามจินที่ยืนล้วงกระเป๋านิ่งๆ เด็กหนุ่มส่ายหน้า แล้วมองกลับด้วยคำถามเดียวกัน

“ฉันเหรอ..อยู่มาจนป่านนี้ได้ก็ไม่ขออะไรแล้วละ” เธอพูดกลั้วหัวเราะ ขณะที่เดินอ้อมไปยังด้านหลังของอาคารหลักเพื่อไปศาลเจ้าที่มีขายเครื่องลางเมื่อสองหนุ่มสาวดื่มน้ำขอพรเสร็จ

ฮิเดโอะกับฮานะซึ่งเดินนำอยู่หยุด เมื่อจินละสายตาจากอาคารไม้หลังใหญ่ก็เห็นสาเหตุ

คาจิวาระ โคโทริ 

ลูกสาวหัวหน้าแก๊งฮิโนโทริก็แต่งตัวสวยเช่นกัน เธองดงามในกิโมโนลายดอกไม้สีทองบนพื้นดำ ผ้าไหมเหลื่อมวาวสะท้อนแสงยามเคลื่อนไหวดูหรูหรา ตรงข้ามกับฮานะที่รวบผม หญิงสาวปล่อยผมยาวไพล่มาข้างหน้าและประดับด้วยโบสีแดงอีกข้าง โหนกแก้มสูงรับกับดวงตาที่ยังฉายประกายเฉี่ยวคมอย่างเคย

“คุณชิเงรุ คุณฮิเดโอะ”

เธอโค้งทักทายผู้ชายสองคน พร้อมแต้มยิ้มทำให้หน้าดุกระจ่างขึ้น

“มาไหว้พระเหรอคะ”

“ครับ” ฮิเดโอะเป็นฝ่ายตอบ

จินสังเกตว่าเบื้องหลังของเธอมีผู้ชายอีกสามคน ซึ่งเขาจำได้แม่นยำ โดยเฉพาะผู้ชายที่มีใบหูขาดครึ่งคนนั้นที่ฝากรอยแผลบนหน้า อีกคนที่หน้าเหลี่ยมไว้จอนก็ยืนประกบหญิงสาวอยู่ตลอดนับตั้งแต่ครั้งแรกที่เห็น และอีกคนที่อยู่ในเวลาเริ่มต้น ผู้ชายหน้าตาดีผมยาวมาดเนี้ยบ วันนี้เขาใส่สูทสีขาว โอเวอร์โค้ทและหมวกสีควันบุหรี่ สายตาที่ทอดมองมาทำจินเย็นยะเยือก

เด็กหนุ่มเป็นฝ่ายหลุบตามองฝ่าเท้าตนเองก่อน เข้าใจว่าโคโทริคงพูดถึงการปรากฏตัวของเขาที่ร้านมิโอโมเตะไปแล้ว แต่ร่างกายตึงเครียดเล็กน้อย ค่อยๆ ลองคิด ดูเหมือนว่าสามคนนี้จะเป็นผู้ติดตามประจำตัวของนายหญิงน้อยแห่งฮิโนโทริ  แสดงว่าคนที่ร้านมิโอโมเตะจะต้องรู้จักดี

ทั้งสองฝ่ายพูดคุยและอวยพรให้กันก่อนจะกล่าวคำลา ชิเงรุเดินนำไปยังศาลเจ้า จินเลือกเดินเบี่ยงไปปะปนกับผู้คนออกมาอีกทาง แต่เขายงรู้สึกว่าสายตาคู่นั้นมองตามหลังมา

 

บนรถเบ็นซ์ที่กำลังแล่นไปทางคาเมโอกะ โคโทรินั่งที่เบาะหลังร่วมกับคุโรซากิ

 “ทำไมคุณหนูติดใจเรื่องนี้ละครับ ผมว่ามันก็คงเป็นเด็กเหลือขอที่โอคาซากิเมตตาก็เท่านั้น” คุโบตะที่ทำหน้าที่ขับรถพูดขึ้นเมื่อหญิงสาวคนเดียวตั้งข้อสังเกต ซึ่งก่อนหน้าเธอก็เคยเอ่ยปากกับมาเอดะแล้วหนหนึ่งว่าทำไมอยู่ดีๆ เด็กหนุ่มเร่ร่อนคนนั้นถึงได้ไปเป็นลูกจ้างร้านมิโอโมเตะไปได้

“เพราะว่านายมองผ่านอะไรง่ายๆ ถึงได้มีปัญหาที่สาขา K ไงล่ะ”

ลูกน้องสะอึกไปด้วยความหน้าม้าน มาเอดะหัวเราะหึหึ

“คุณหนูจะบอกว่า มันไม่น่าใช่เรื่องบังเอิญใช่ไหมครับ” มาเอดะถามอย่างเอาใจ โคโทริลูบเครื่องลางที่เธอซื้อมาจากศาลเจ้าใช้ความเงียบแทนคำตอบ ครั้นแล้วก็หันไปทางชายผมยาวที่นั่งข้างกัน ท่าทางที่เงียบมาสักพักแปลว่าได้ใช้ความคิดแล้วสามารถขอความเห็นได้

“คุโรซากิ”

“คุณหนูคนนั้นสวยมากนะครับ” เขาจุดยิ้ม “ครั้งล่าสุดที่เห็นก็ฤดูใบไม้ผลิ ผ่านไปไม่กี่เดือนสวยขึ้นอีกแล้ว”

“คิดว่าฉันอยากรู้เรื่องผู้หญิงคนนั้นเหรอ”

“อ้าว แล้วคุณหนูอยากรู้เรื่องอะไร คุณหนูไม่ได้ระบุหัวข้อนี่ครับ”

คนถามหน้าตูม และไม่พูดอะไรอีกเลย รองหัวหน้าอันดับสองปรายยิ้มและมองออกไปนอกหน้าต่าง โคโทริไม่รู้ว่าเขาคิดอะไร แต่เชื่อว่าสิ่งที่ชายผมยาวคิดล้วนเป็นผลดีต่อฮิโนโทริเสมอ

 

เมื่อกลับมาที่ร้านมิโอโมเตะ และเปลี่ยนเสื้อผ้าเรียบร้อยอานะก็ยกเบนโตะโอเซจิมาที่ห้องชา เพื่อร่วมรับประทานกับพ่อและพี่ชาย ชิมะถูกเชิญให้ร่วมด้วย และเมื่อหัวหน้าสาวเสิร์ฟรับเชิญ จินที่กำลังจะเดินเลี่ยงออกไปก็ถูกเรียกไว้

“ผมว่าจะไปหาอะไรกินข้างนอก”

“ไม่ต้องเกรงใจหรอก มากินด้วยกันก็ได้” ฮานะบอก

จินยังลังเล เขาไม่ได้เกรงใจชิเงรุหรือฮิเดโอะ แต่เขาไม่อยากเห็นฮิเดโอะกับฮานะอยู่ในเฟรมรับภาพเดียวกัน

“ปีใหม่ทั้งที กินด้วยกันสักมื้อสิคางาวะ”

คราวนี้เป็นชิเงรุเอ่ยปากเอง เด็กหนุ่มจึงปฏิเสธไม่ออก

โอเซจิเรียวริจัดเตรียมไว้กินจนถึงวันที่สาม เมื่อเปิดเบนโตะสามชั้นออกมาจินก็เห็นว่าอาหารแต่ละอย่างนอกจากจะมีปริมาณเหลือเฟือแล้วยังจัดเรียงสลับสีไว้ได้อย่างน่ากิน

แต่ก็ไม่มีผักดองทรงกลมสีแดงลูกนั้น

“ไม่ใช่แค่น่ากินนะ แต่ละอย่างก็มีความหมายด้วย” ชิมะยื่นตะเกียบให้จิน “อย่างแรกเลย กุ้งนี่หมายถึงอายุยืนยาว เป็นคนแก่ที่หลังโค้งงอเหมือนกุ้งไงล่ะ”

จินผงกศีรษะ ทั้งขอบคุณและเข้าใจ และชิมะกับฮานะก็สลับกับเล่าถึงความหมายดีๆ ที่ซ่อนอยู่ในอาหารแต่ละอย่าง เช่น ลูกชิ้นปลาสีแดงขาวซึ่งเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ หมายถึงความบริสุทธิ์และความยินดีในการเริ่มต้นปีใหม่ ไข่ม้วนหมายถึงความหรูหราความเจริญด้านศิลปะ เกาลัดบดหมายถึงเงินทอง รากบัวต้มที่มีรูเยอะหมายถึงวิสัยทัศน์มองการณ์ไกล ไข่ปลา ไข่กุ้งคือการอวยพรให้มีลูกหลานมากมาย และอีกหลายอย่างจนเด็กหนุ่มจำไม่ไหว รู้แค่ว่ารสชาติอาหารนั้นออกหวานนำกว่าอาหารในครัวที่กินประจำ

“ความหวานหมายถึงความรื่นรมย์ในชีวิต อีกอย่างหนึ่งทำให้หวานเพราะจะได้เก็บไว้กินได้หลายวันน่ะ” ฮิเดโอะตอบ จินประหลาดใจเล็กๆ ที่อีกฝ่ายสามารถอ่านคำถามจากสีหน้าเขาได้

ทั้งที่เป็นโอกาสอันดีที่จะได้สนทนากัน แต่เจ้าของบ้านก็ไม่ซักถามอะไรในเรื่องส่วนตัวของจิน ราวกับจะรู้ว่าความเงียบคือธรรมชาติของเขา การปิดตัวเองคือเกราะชั้นดีที่เด็กหนุ่มเร่ร่อนใช้มาตลอด

เมื่ออาหารมื้อแรกของปีใหม่จบลง จินรู้สึกว่าประตูหัวใจได้เปิดออกเล็กน้อย

 

สองทุ่ม คือเวลาที่จินเดินกลับบ้านหลังจากใช้น้ำแข็งประคบที่ใต้ตาซึ่งลดบวมไปได้เล็กน้อย ยายที่ร้านขายของชำที่เขาไปขอน้ำแข็งบ่นอย่างระอาว่าเจ้าหนูมีเรื่องมาอีกแล้ว ทำไมไม่เดินหนี ไม่สู้ก็ไม่ได้แปลว่าแพ้ หรือการต่อยกลับไปจนชนะก็ไม่ทำให้ความจริงเปลี่ยนไป เขาทำเป็นไม่ได้ยิน หญิงชราวัยหกสิบพูดมากแต่ก็มีน้ำใจเสมอ มักจะเก็บข้าวปั้นเหลือไว้ให้เขาฟรีๆ ให้ที่หลบเวลาจวนตัว แต่กระนั้นจินก็ไม่เคยเชื่องฟังเลยสักนิด

อีกสองช่วงตึกจะถึงห้องพัก เขาเดินผ่านร้านเหล้าเล็กๆ ที่มีผู้หญิงคนหนึ่งนั่งคีบบุหรี่อยู่

เจ้าหนู เพิ่งกลับหรือไงจ๊ะ ทำไมโรงเรียนมัธยมถึงเลิกช้าจัง

เขาเดินต่อไป ฝ่ายนั้นรีบลุกแล้วก้าวเร็วๆ มาขวางหน้าไว้ ปากสีแดงของเธอเด่นชัดในความสลัว กลิ่นน้ำหอมฉุนแตะจมูก เครื่องสำอางพอกไว้หนาเตอะจนบอกวัยไม่ได้ หัวใจของจินสะอื้น

จะรีบไปไหนล่ะ

จินเบียงตัวเดินหนี อย่าทำหยิ่งหน่อยเลยน่า

คุยกับเด็กมอต้นไม่มีประโยชน์หรอก

ก็ไม่แน่หรอก อย่างน้อยก็มีความสนุก มือที่ไว้เล็บยาวลูบวนเวียนแถวเป้ากางเกง มีคนบอกว่าแถวนี้มีเจ้าหนูรูปหล่อตัวแสบอยู่คนหนึ่ง ยังไม่มีใครสอยลงได้เลย

เธอเน้นคำว่าสอยให้รู้ความหมายและความต้องการที่แจ่มชัด เลือดร้อนในกายเด็กหนุ่มอายุสิบสี่ไหลพล่าน

หลังจากใช้เวลาช่วงสั้นๆ สะกดอารมณ์ตามธรมชาติ ในที่สุดก็ปัดมือนั้นออก แล้วก็เดินชนร่างนั้นผ่านไปอย่างไม่ใยดี

อุ้ย

อีกฝ่ายเซไปเกือบล้ม ครั้นแล้วก็หันมาบริภาษใส่เด็กหนุ่ม

นายห้ามตัวเองไม่ได้ตลอดไปหรอกเจ้าหนู!’

จินหยุดฝีเท้า ตั้งใจจะหันมาบอกว่า เขาไม่มีวันจะตกหลุมพรางเสน่ห์เย้ายวนแบบนั้น แต่เมื่อหันมา ภาพที่เห็นคือ ฮานะในชุดกิโมโน ริมฝีปากสีแดงของโดดเด่นชัด

ขณะที่ตะลึง ฮานะก็เดินเข้ามาหา กลายเป็นว่าเขานั่งตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ ทำให้เธอต้องก้มลงมา คอเสื้อกิโมโนเปิดกว้างจนเห็นต้นคอขาวผ่อง เธอแตะมือที่ใบหน้าของเขา เหมือนมีไฟแล่นพล่านไปทั่วร่าง

 

 


1.       อยู่ทางเหนือของเขตฮิงาชิยาม่า เดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง 30 นาที

2.       ภาษาไทยมีความหมายว่า ชนแก้ว หรือ ไชโย


อุธิยา

14.11.17



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

35 ความคิดเห็น

  1. #4 หมี่เกี้ยว (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 22 พฤศจิกายน 2560 / 17:46
    สงสารพระเอกง่า แล้วฮิเอโดะ เจ้าชู้นี่หว่า โอ๊ยทำไมถึงอินขนาดนี้เนี่ยๆ 
    #4
    1
    • #4-1 Baby Red - อุธิยา(จากตอนที่ 9)
      10 มีนาคม 2561 / 10:09
      ฮิเดโอะเป็นคนอ่อนโยนที่มีความอ่อนไหวซ่อนอยู่ค่ะ ^^
      #4-1