กลางวงกตดอกไม้ (October Storm) - (สนพ.พิมพ์คำ)

ตอนที่ 7 : บทที่ 6 ข้าวของสาวงาม

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 99
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    29 ต.ค. 60

6. ข้าวของสาวงาม

 

ฮิงาชิยาม่าเป็นหนึ่งในเขตที่อยู่ในกลางเกียวโต เป็นเมืองหลวงเก่าที่รวมวัดและศาลเจ้าไว้มากมาย ร้านค้าบ้านเรือนต่างๆ ที่ใช้พักอาศัยก็สืบทอดกิจการกันมาหลายชั่วอายุคน บางร้านอายุถึงสามร้อยปี มิโอโมเตะเป็นร้านที่ตั้งมาหนึ่งร้อยห้าสิบแปดปีจึงถือว่าไม่เก่านัก แต่ทางร้านก็ได้รับการยอมรับมากพอในเรื่องรสชาติ ความหรูหรา และราคาไม่แพง ด้วยการใช้ของดี ไม่ว่าจะเป็นเครื่องปรุงก็เลือกจากแหล่งผลิตที่ดีที่สุด คัดสรรวัตถุดิบตามฤดูกาล รวมไปถึงการเลือกข้าวพันธุ์ดีหลายๆ ชนิดมาใช้ในเมนูต่างๆ กัน

ถนนทุกเส้นที่มุ่งตรงไปยังวัดคิโยมิสึเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวเนื่องจากเข้าสู่ช่วงไฮซีซั่น และเนื่องในวันอาทิตย์เช่นนี้ จินได้หยุดงานจึงใช้เวลาเดินสำรวจตรอกซอกซอยต่างๆ อย่างไม่เร่งรีบนัก

เขาเดินไปถึงย่านกิอง ลัดเบาะเลียบคลองทากาเซะ เข้าเดือนสุดท้ายของปีแล้ว อากาศเย็นลงที่ไหลเวียนบอกการเริ่มต้นสู่ฤดูหนาว เด็กหนุ่มซุกมือลงในกระเป๋ากางเกง

เริ่มหิวก็เดินเข้าร้านสะดวกซื้อ หยิบข้าวปั้นบ๊วยอย่างไม่คิดอะไร อีกอันเลือกไส้ทูน่ามายองเนส รสชาติไม่เลว แต่เมื่อกินไปพร้อมคิดถึงรอยยิ้มปรารถนาดีของฮานะเพิ่มความอบอุ่นให้ในอกยิ่งขึ้นแม้ว่าจะใส่แค่แจ็คเกตตัวเก่าก็ตาม

เด็กหนุ่มซื้อเสื้อสองตัวกับกางเกงหนึ่งตัวจากร้านมือสอง ของใช้จำเป็นอีกนิดหน่อย แล้วเดินกลับเมื่อเวลาเข้าสู่สิบโมง แต่เขาแวะร้านตัดผม ชายชราที่กำลังนั่งดูทีวีผุดลุก

“เจ้าหนูที่ร้านมิโอโมเตะ”

จินโค้งให้ บอกว่าแวะมาทักทาย คุซาบุโร่หัวเราะ “นึกว่าจะมาตัดผม ก็คิดอยู่ว่ายังไม่ยาวนี่นา”

เด็กหนุ่มยิ้มเล็กน้อย ยื่นซองบุหรี่ยี่ห้อมายด์เซเว่นให้ “เป็นการขอบคุณเรื่องตัดผมฟรีให้เมื่อวันก่อนครับ”

“โอ้” ชายชราร่างเล็กพยักหน้าหงึกหงัก ไม่ถามว่าอีกฝ่ายรู้ได้ยังไงเพราะเขาเองก็วางซองบุหรี่ไว้บนโต๊ะที่ใครก็มองเห็น “งั้นอย่าเพิ่งไปนะ เดี๋ยวชงชามาให้”

“ไม่เป็นไรครับ”

“ไม่ต้องเกรงใจ หยุดไม่ใช่เหรอ คุยเป็นเพื่อนกันก่อนสิ”

จินไม่ตอบอะไรเป็นการตกลงโดยกรายๆ เพราะจากหนก่อนที่ชายชราเจื้อยแจ้วก็พอรู้อีกฝ่ายอยู่คนเดียว เมียตายไปหลายปีแล้ว ลูกก็ไปอยู่โตเกียว นานทีจะกลับมาบ้าน การอาศัยอยู่ที่นี่และเปิดร้านตัดผมที่ทำมาสามสิบปีถือว่าเป็นการทำงานแก้เหงาเสียมากกว่า

          “เธอมาจากโอซาก้าใช่ไหม” คุซาบุโร่ถามโพล่งขึ้น จินเองก็ไม่เห็นความจำเป็นต้องปิดบัง เขาพยักหน้า

          “มาจากเมืองแสงสีแบบนั้น เทียบกับทีนี่ก็เหงาหน่อยนะ”

          จินมองไปรอบๆ “แต่คนที่นี่ทำการค้ากันเยอะนะครับ ทุกคนดูมีความสุขกับการขายของ”

          “ก็ขายกันแค่ของกินของใช้ กลางคืนก็เงียบ ไม่คึกคักเหมือนโอซาก้า สมัยหนุ่มๆ ฉันก็ไปบ่อยเพราะเมืองมันบันเทิงกว่า” ชายชราพูดแล้วยิ้มกริ่ม

          “แบบนี้ก็ดีนะครับ ไม่มีปัญหาพวกเรื่องผิดกฎหมาย”

          คุซาบุโร่นิ่ง เข้าใจสิ่งที่เด็กหนุ่มหมายถึง พ่นควันบุหรี่ก่อนจะตอบ “ที่ไหนๆ มันก็มีทั้งนั้นแหละ ขึ้นอยู่กับว่าเราเจอมันหรือเปล่า”

          จินจิบชา และกำลังคิดว่าเมื่อไหร่ที่ผมของเขาจะยาวจนตัดได้อีกครั้ง

         

          ฮานะเดินมาที่แปลงแครอท กำลังจะหยิบบัวรดน้ำก็ชะงักเพราะเห็นดินเป็นสีเข้ม พอย่อตัวลงนั่งก็เห็นหยดน้ำเกราะพราวที่ใบ หญิงสาวขมวดคิ้ว พึมพัมกับตัวเองว่ายังไม่ได้รดน้ำ

          พอสังเกตดีๆ ก็เห็นว่าวัชพืชที่มักจะขึ้นแซมก็ไม่มีให้เห็น รวมทั้งใบเเหี่ยวๆ ก็เหมือนกับถูกเด็ดทิ้งไปเช่นกัน ความสงสัยก่อตัวจนทนไม่ไหว หญิงสาวเดินมาที่เรือนพักของลูกจ้าง ในห้องนั่งเล่นที่มองเห็นบ่อปลาคาร์พและสวน ชิมะ ชินโง ซาโอริ และมิชิโกะกำลังนั่งเล่นไพ่นกกระจอก มาโมรุนั่งอ่านหนังสือ ส่วนมาริไม่ได้อยู่ในที่นั้น

          “คุณฮานะ มีอะไรคะ” หญิงสูงวัยทักก่อน

          “จะมาถามว่า มีใครไปรดน้ำที่แปลงผักหรือเปล่าน่ะค่ะ”

          “แปลงผัก?” ชินโงทวนคำ หยิบไพ่จากกองกลางมาเรียง หันไปทางมาโมรุ รุ่นน้องส่ายหน้า ทุกคนที่เหลือส่ายหน้า “ไม่มีนะครับ หลังมื้อเช้าพวกเราก็อยู่ที่นี่กันหมดเลย เพราะคุณฮานะบอกว่าไม่ต้อง จะดูแลเอง”

          ฮานะว่าเธอเคยพูดอย่างนั้น “ไม่มีอะไรหรอกค่ะ แค่สงสัย เพราะมีรอยรดน้ำแล้ว วัชพืชก็ถูกถอนหมด สงสัยจะเป็นพี่ฮิเดโอะนึกครึ้มใจมาทำมั้งคะ” เธอตอบอย่างอารมณ์ดี

          “คางาวะหรือเปล่าคะ” ซาโอริพูด “เมื่อเช้าฉันเห็นเขาไปเดินอยู่แถวนั้น”

          ความเห็นของสาวแก้มกลมทำให้ทุกคนนิ่งและมองเห็นความเป็นไปได้ เจ้าของแปลงทำตาปริบๆ

          “แล้วนี่เจ้านั่นไปไหนล่ะ มื้อเข้าก็ไม่เห็นมากินด้วยกัน” มาโมรุถาม

          “คงไปเที่ยวแถวๆ นี้ละมั้ง เงินเดือนออกแล้วนี่” ชินโงตอบแล้วทิ้งไพ่

          ซาโอริร้องโอ๊ะ แล้วหงายแถวไพ่ที่เรียงกันออกมาทั้งหมด

          “น็อคค่ะ!

          พ่อครัวมือรองแยกเขี้ยว “โธ่เว้ย แพ้อีกแล้ว”

          ฮานะมองดูสมาชิกเล่นไพ่และพูดคุยกันสักพักจึงขอตัวออกมา

 

          จินคืนเงินสองพันเยนให้โคจิไปตั้งแต่วันอาทิตย์ที่แล้ว แต่เจ้าหนี้ไม่รับบอกว่าถือเป็นการต้อนรับ เป็นอีกครั้งที่เด็กหนุ่มต่างถิ่นซาบซึ้งใจ พ่อครัวหนุ่มเข้มงวดยามอยู่ในครัวแต่แท้จริงก็ใจดีไม่น้อย ในเวลาที่ยุ่งสุดขีดเขาก็ลงมาช่วยมาโมรุทำไข่หวานด้วยตนเอง ทุกคนให้ความเกรงใจและยอมรับในฝืมือ ตำแหน่งหัวหน้าความรับผิดชอบสูง เมื่อคนครัวทำผิดพลาดเขาก็ออกรับแทน จินเห็นแววตาอ่อนโยนวูบหนึ่งตอนที่เอ่ยคำว่ายกให้ ปักหมุดไว้ในใจว่าอีกฝ่ายน่าจะเป็นคนน่าเชื่อถือและเคารพได้

          มาโมรุเล่าเรื่องที่ได้ฟังมาจากชิมะอีกทีว่าโคจิมาจากอาคิตะ ส่วนตัวเขามาจากทาคายาม่า ที่บ้านมีร้านอาหาร พ่อจึงส่งมาฝึกงานที่นี่ตั้งแต่ปีที่แล้ว แต่ก็เพิ่งได้ทำอาหารจริงจังเพียงอย่างเดียวนั่นคือไข่หวาน

ที่นี่มาตรฐานสูงมาก ไม่ง่ายเลยกว่าจะได้เลื่อนขั้น ต้องแสดงความมุ่งมั่นให้มากถึงจะได้แสดงฝีมือ เพราะทั้งคุณฮิเดโอะและโคจิก็เก่งมากๆ ด้วยกันทั้งคู่ โดยตำแหน่งคุณโคจิคือหัวหน้าพ่อครัว แต่เพราะคุณฮิเดโอะเป็นลูกชาย ก็เหมือนว่าจะอยู่ระดับเดียวกัน แต่คุณฮิเดโอะก็เก่งมากๆ

          จินเก็บข้อมูลเหล่านั้นไว้ บวกกับการสังเกตของตนเองก็รู้สึกได้ว่า ชายรูปหล่อคนนั้นได้รับคำชมอยู่ไม่น้อย

          หน้าตาดี ฝีมือดี มีน้ำใจ ชายหนุ่มมีของฝากมาให้ลูกจ้างเสมอ เช่นเดียวกับน้องสาวของเธอ ซึ่งจินรับรู้ด้วยตนเองอีกครั้ง สืบเนื่องจากเรื่องที่เขากินปลาดิบไม่ได้

ตามปกติแล้ว แซลมอนจะเป็นเมนูที่ทำกินกันเองเนื่องจากปลาชนิดนี้สำหรับลูกค้าที่ร้านมิโอโมเตะเป็นปลาต่างชาติไม่ค่อยได้รับการยอมรับ แต่สำหรับคนรุ่นใหม่ที่ชอบรสชาติความละมุนของเนื้อสีส้มก็ยังคงได้กินบ้างเหมือนกัน วันนั้นมีแซลมอนถูกซื้อเข้ามาในร้านซึ่งเป็นเนื้อปลาไม่สดที่ขายราคาถูกๆ ฮานะนำมาหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ คั่วแห้งปรุงรสหวานเค็ม ทุกคนชิมแล้วว่าอร่อย เมื่อทิ้งไว้จนเย็นเธอก็เทใส่โหลแก้วไว้

เอาไว้เป็นตัวเลือกเวลากินข้าวราดน้ำชา แบบนี้คางาวะคุงก็จะกินได้โดยท้องไม่เสียด้วยเธอพูดแล้วสบตาเขา

แม้ว่าจะเป็นคนครัวที่ตำแหน่งต่ำที่สุดเธอก็ยังนึกถึง

 

“อ้าว คางาวะคุง กลับมาแล้วเหรอ”

ซาโอริเรียกชื่อเขาก่อนใครทำให้จินหลุดจากภวังค์ที่กำลังมีต่อผู้หญิงอีกคน และพบว่าตัวเองกลับมาถึงที่พักตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ และสมาชิกของร้านนั่งรวมกันเกือบพร้อมหน้า กำลังสนุกสนานกับไพ่นกกระจอก เสียงดังกร๊อกแกร๊กของแท่งสี่เหลี่ยมกระทบกันเมื่อชิมะล้างไพ่

“มาเล่นกันไหม เดี๋ยวเปลี่ยนกับฉันก็ได้” มิชิโกะเสนออย่างยินดี

จินยืนลังเล ถึงจะไม่คุ้นเคยนักแต่ก็เป็นโอกาสดีในการสร้างสัมพันธ์ เด็กหนุ่มกำลังจะนั่งอยู่แล้ว แต่สายตาเหลือบไปเห็นชิมะทำจมูกย่นคล้ายได้กลิ่นบางอย่าง จึงเปลี่ยนใจ

“ผมเล่นไม่เก่ง ขอตัวครับ” บอกพร้อมผงกศีรษะขออภัยแล้วก็เดินออกไป

“เล่นไม่เก่ง ไม่ได้แปลว่าเล่นไม่เป็น ฟังแปลกๆ นะ” ชินโงเบะปาก “หมอนี่มนุษย์สัมพันธ์แย่จริง”

“แย่กับบางคนมั้งครับ” มาโมรุเอ่ยลอยๆ ตายังดูหนังสือ

“ทำไมนายชอบขัดคอฉันวะ มาโมรุ ฉันเป็นรุ่นพี่นายนะ” คนอายุมากกว่าทำฟัดฟัดแล้วก็ทิ้งไพ่ คนขัดคอพลิกตัวหันหลังให้แล้วอ่านหนังสือต่อไปอย่างไม่รู้ไม่ชี้

“น็อก”

ชิมะพูดเรียบๆ ชินโงตาเหลือกอีกครั้ง

 

เมื่อเข้าสู่สัปดาห์ที่สองของเดือนธันวา อากาศก็ยิ่งเย็นลง ลูกค้าที่มาก็ยิ่งเยอะขึ้นตามไปด้วย แต่จินยังมีหน้าที่เหมือนเดิม ล้างจาน ล้านผัก ทำความสะอาด ถูพื้น ติดเตา งานซ้ำๆ แต่เขาก็ทำทุกอย่างโดยไม่บ่นอะไร แค่ได้มีที่อยู่ที่กินซื้อเวลาให้นานที่สุดก็ดีแล้ว

 หลังจากใช้กระบอกไม้ไผ่เป่าลมให้ไฟในเตาลุกเปลว จินก็ถอยออกมา ไม่ทันเห็นว่าฮานะกำลังยืนอยู่ใกล้ๆ จึงเกือบจะชน

“อุ๊ย!

ต่างฝ่ายต่างชะงัก ร่างของทั้งคู่ห่างกันไม่ถึงฟุต แล้วก็เป็นจินที่ได้สติก่อน รีบถอยกลังแล้วผงกศีรษะ

“ขอโทษครับ”

เขาพูดสั้นๆ ตามสไตล์แล้วก็เดินออกไป ฮานะมองตามกะปริบตาปริบ และคิดว่าถ้าไม่นับครั้งแรกที่เจอกัน ตั้งแต่ที่จินเข้ามาอยู่ในร้านเธอได้คุยกับเขายาวๆ บ้างหรือเปล่า

 

วันนี้จินก็ยังได้รู้จักกับ นายหญิงเมกุมิภรรยาของชิเงรุที่เสียไปแล้ว

คราวนี้เพิ่มชินโงมาเล่าเรื่องด้วย เป็นช่วงการสนทนาที่เกิดขึ้นขณะที่คนทั้งสามกำลังช่วยกันล้างผักในเช้าวันต่อมาที่ฟ้ายังมัวด้วยหมอกหนา

“นายหญิงเมกุมิเป็นสาวงามมาจากนิงาตะ เป็นลูกสาวโรงกลั่นสาเกที่ใหญ่เป็นอันด้บต้นๆ ของเมือง พอออกเรือนมาอยู่เกียวโตก็เอาเคล็ดลับการหุงข้าวมาใช้ที่ร้านด้วย ข้าวโคชิฮิคาริของอุโอนุมิในนิงาตะน่ะขึ้นชื่อมาก”

“ไม่ใช่แบบที่เรากินปกติใช่ไหม” จินถามบ้าง ที่ผ่านมาสำหรับเขาขอแค่เป็น ข้าวจะชื่อพันธุ์อะไรก็ไม่เคยสนใจ

“ไม่ใช่ โคชิฮิคาริจะใช้ทำข้าวปั้น เพราะมีรสหวานธรรมชาติ แค่คลุกเกลือ ใส่น้ำส้ม เหล้านิดหน่อยก็อร่อยแล้ว ที่เรากินกันเรียกว่าซาซานิชิคิเหมาะกับอาหารญี่ปุ่นรสอ่อนๆ อย่างเต้าหู้ ผัก ส่วนอาคิตะโคมาชิที่คุณโคจิเอามาก็ทำข้าวปั้นอร่อยเหมือนกัน แต่เราไม่ค่อยใช้เท่าไหร่”

ชินโงอธิบาย ชายหนุ่มก็มีความรู้สมกับเป็นพ่อครัวมือรองของมิโอโมเตะ จินนึกย้อนไปวันที่เขากินข้าวปั้นบ๊วย นั่นคงเป็นโคชิฮิคาริ แม้จะอยู่ในความหิวโหย แต่เขายังจำรสอร่อยล้ำลึกนั้นได้ไม่ลืม

 “สมัยที่นายหญิงมาอยู่ที่นี่ใหม่ๆ ญี่ปุ่นยังอยู่ในช่วงฟื้นฟูจากสงคราม ข้าวของแพง นายหญิงรับซื้อข้าวจากเพื่อนบ้านมาขายที่นี่ ถึงจะไม่ได้กำไรเลยเพราะว่าต้องเสียค่าขนส่งหลายต่อ แต่ลูกค้าก็ชอบมาก ประกอบกับนายหญิงเองก็หุงข้าวได้อร่อยจริงๆ ตอนนั้นลูกค้าบางแทบจะขอกินแต่ข้าวอย่างเดียวด้วยซ้ำ”

มาโมรุทำตาโต “คุณชินโงรู้ละเอียดจัง”

“ก็ฉันเล่าให้ฟังน่ะสิ”

เสียงเย็นๆ แหบๆ ดังแทรกขึ้น พร้อมกับใบหน้ามีรอยย่นที่ยื่นเข้ามา ทำเอาทั้งสามหนุ่มผงะ

“โอ้ย ป้า มาเงียบๆ ตกใจหมดเลย” ชินโงร้อง เอามือทาบอก “อากาศยิ่งเย็นๆ อยู่ โผล่หน้ามาแบบนี้หัวใจจะวาย”

“ทำมาเป็นขวัญอ่อน” หญิงชราพ่นเสียงขึ้นจมูก “คุณฮิเดโอะจะเอาหัวไชเท้า เร่งมือหน่อย”

          พูดเสร็จก็เดินไป ชินโงเบะปากให้ตามหลัง ใช้เวลาอีกไม่นานก็ล้างเสร็จให้จินช่วยยกเข้าไปในครัว มาโมรุก็ลำเลียงแครอทตามเข้ามา

          “ชื่อชิมะ แต่ไม่ได้ครึ่งเท่าชิมะ1ตัวจริงเล้ย” พ่อครัวมือรองยังไม่จบ แกล้งทำเสียงเสียดายใส่หัวหน้าสาวเสิร์ฟที่กำลังช่วยซาโอริจัดจานเตรียมมื้อเช้าตรงโต๊ะอาหาร เธอรู้ว่าอีกฝ่ายแซวเล่น

          “ไอ้เด็กบ้า สมัยสาวๆ ฉันน่ะได้ชื่อว่าเป็นดาวของมิโอโมเตะเลยนะ เป็นรองก็แค่นายหญิงเท่านั้นแหละ”  ชิมะสะบัดเสียง แถมค้อนให้พ่อครัวหนุ่ม ทุกคนหัวเราะชอบใจ

          จินมองหน้าฮานะที่ยิ้มกว้างสดใส เมื่อเธอมองกลับมา เขาหลบตามองพื้น

 

เพราะเป็นสิ่งที่ตอบแทนน้ำใจ หรือเพราะเป็นเสียงเรียกร้องแปลกๆ อยู่ในหัวใจก็ไม่รู้ แต่จินก็เลือกตื่นเช้ามาแล้วมาที่แปลงผักก่อนที่เจ้าตัวจะมาถึง และดูแลผักในแปลงเท่าที่ทำได้ รดน้ำ หรือบางทีก็แค่ถอนวัชพืน

 อากาศยิ่งเย็นผักก็ยิ่งงาม โดยเฉพาะผักกาดขาวที่เก็บไปแล้วหนึ่งแปลง และแปลงที่สองก็ใกล้เก็บเต็มทีแล้ว แต่เด็กหนุ่มสนใจกับมะเขือม่วง เขานั่งยองๆ จับผลเงางามของมัน

“พวกนายนี่โตเร็วจัง เพิ่งเก็บไปเมื่อเดือนที่แล้ว ออกเต็มต้นอีกแล้ว”

“จับได้แล้ว!

ไม่ต้องมองก็รู้ว่าเสียงใคร เจ้าของแปลงผักนั่นเอง จินลุกพรวด ยืนหน้าเครียดระงับอาการหัวใจที่งเต้นรัว ฮานะยืนยิ้ม เอามือไพล่หลัง เธอสวมกิโมโนทับด้วยกางเกงฮากามะเหมือนเคย และมีผ้าพันคอสีน้ำเงินที่ดูอบอุ่น

“เป็นคางาวะคุงนี่เองที่มารดน้ำให้”

ทั้งคำพูด ทั้งแววตาสดใสของเธอทำให้ทำตัวไม่ถูก รู้สึกว่ามือไม้มันเกะกะ

“ที่จริงก็รู้อยู่แล้วละ พอดียังไม่มีโอกาสได้ถาม” เธอโคลงศีรษะ ท่วงท่าน่ารัก

“ถ้าคุณฮานะไม่ชอบ ผมจะเลิกทำ”

          เขาพูดเร็วปรื๋อ ฮานะมองหน้าจิน “ทำไมฉันจะไม่ชอบ ฉันกลัวว่างานเธอจะเยอะไปต่างหาก”

          เธออธิบาย น้ำเสียงติดตัดพ้อเล็กน้อย

“ว่าแต่...คางาวะคุงคุยกับมะเขือม่วงด้วยเหรอ”

ใบหน้าเด็กหนุ่มจากโอซาก้าร้อนฉ่า เธอคงคิดว่าเขาบ้าที่คุยอยู่คนเดียว จินเม้มปากแน่น รู้สึกเครียดขึงไปทั้งร่าง กระทั่งได้ยินเสียงหัวเราะคิก

“ไม่เป็นไรหรอก ฉันก็คุยเหมือนกัน” เธอบอกแล้วย่อตัวลงไปจับมะเขือม่วง เด็ดใบเสียทิ้ง “ว่ากันว่า ผักน่ะ นอกจากจะรดน้ำใส่ปุ๋ยอย่างดีแล้ว ถ้าเราคุยกับมัน มันก็จะรู้ความปรารถนาดีที่เราส่งให้และออกผลงดงาม ผักก็มีความรู้สึกเหมือนกัน เพราะเป็นสิ่งมีชีวิตอย่างหนึ่ง”

คนฟังทำตาปริบ ฮานะทำหน้ามุ่ย

“เธอคิดว่าฉันเพ้อเจ้อหรือเปล่า”

จินส่ายหน้า อีกฝ่ายยิ้ม “ถึงจะคิดอย่างนั้นก็ไม่เป็นไรหรอก ฉันก็แค่ชอบปลูกผัก” เธอบอกแล้วก็ลุกไปหยิบบัวรดน้ำ จินเดินไปหยิบมาจากมือ เปิดน้ำใส่แล้วก็รดน้ำให้เองโดยไม่พูดอะไร

ฮานะยืนมอง “คางาวะคุง...”

“เรียกจินก็ได้”

หญิงสาวชะงัก จินเองก็นิ่งไป เพราะเมื่อจบคำก็รู้ตัวว่าหลุดปากออกไปได้ยังไงไม่รู้ แต่เมื่อผ่านไปแล้วก็เลยตามเลย ก้มหน้าก้มตารดน้ำต่อไป พยายามมองที่ผักในแปลง

“อืม...จินคุงชอบกินผักกาดขาวไหม”

จินคุง...เสมือนว่าในอกมันมีอะไรอุ่นๆ ที่ไหลผ่านไป มือที่ถือบัวรดน้ำของเขากำแน่น สูดลมหายใจ

“ผมกินอะไรก็ได้”

“ถ้างั้น...ของที่ชอบล่ะ”

“ทุกอย่างครับ”

“ไม่สิ ต้องมีของที่ชอบมากๆ กินได้บ่อยๆ แล้วมีความสุขเวลากินน่ะ”

ฮานะถามแล้วมองหน้าจิน เด็กหนุ่มหลบตา รู้ว่าต้องตอบ “เอ่อ...ข้าว...หน้าเนื้อครับ”

ได้คำตอบแล้วเธอก็ยิ้มกว้าง พยักหน้ากับตัวเองอย่างสมใจ “ถ้างั้น ฝากด้วยนะ ฉันไปเตรียมอาหารก่อน” เธอบอกแล้วเดินออกไป จินพยักหน้า แล้วมองตามหลัง

หญิงสาวยังดูสดใส เธอเป็นยิ่งกว่าแสงตะวัน

 

มวนบุหรี่ยี่ห้อไมล์เซเว่นถูกคีบเข้าปาก ก่อนที่ควันที่เกิดจากการเผาไหม้ถูกปล่อยพรูออกมา คนที่ทำให้บริเวณนั้นมีกลิ่นจากแท่งนิโคตินก็คือจิน

เด็กหนุ่มวัยสิบหกนั่งยองๆ อยู่บนเนินดินบริเวณด้านหลังห้องเก็บของที่อยู่หลังห้องครัวและเป็นตรอกเล็กๆ ใต้แนวสนเช่นนี้ตั้งแต่สามนาทีที่แล้ว

แต่ที่แห่งนี้เขาค้นพบตั้งแต่สามสัปดาห์ก่อน ด้วยการสังเกตจากแนวตะไคร่หนาบนก้อนหินทำให้รู้ว่ามันไม่ได้รับการมาเยือนจากคนมานานแล้ว แปลว่าเป็นสถานที่ที่ลับตาคนไม่น้อย

เขาเขี่ยขี้บุหรี่ลงพื้น ตั้งใจว่าถ้าหมดมวนจะใช้ใบสนกลบ หลังจากไม่ได้แตะต้องมันมาสามเดือนรวมเวลาที่ออกจากบ้าน ร่างกายถูกกระตุ้นตั้งแต่วันที่ไปตัดผมที่ร้านคุซาบุโร่ แต่ต้องอดทนไว้จนวันที่ได้ค่าจ้างจึงอัดให้หายอยากก่อนเข้าร้าน กระนั้นป้าสาวเสิร์ฟคนนั้นยังจมูกไวพอจะรู้สึกได้ เขาจึงขอตัวและปฏิเสธว่าเล่นไพ่นกกระจอกไม่เก่ง ทั้งที่ความจริงแล้วสมัยที่อยู่โอซาก้า เขาเป็นขาประจำในหมู่เซียนรุ่นลุงป้าแห่งย่านชินมินามิยะเลยทีเดียว

หลังมื้อเที่ยงทุกคนจะได้พักจนถึงบ่ายโมงครึ่ง จินเลือกผลาญเวลาโดยการปล่อยความคิดไปเรื่อยเปื่อย ตั้งแต่เรื่องที่ฮิโนโทริเป็นลูกค้าประจำของที่นี่ ผู้นำชื่อคาจิวาระ ริวโซ มีลูกสาวชื่อโคโทริที่เขาเห็นอีกครั้งในงานเลี้ยงวันเกิดของเธอ จำได้แม่นว่ามีผู้ติดตามหน้าเข้มยืนประกบอยู่ไม่ห่างตลอดเวลา ไปจนถึงเรื่องความพิถีพิถันในเรื่องอาหาร การปรุงจากใจต่างจากขนมปังหมดอายุกินกับมิโซะสำเร็จรูปของเขาลิบลับ

คิดถึงอาหารก็คิดถึงคนทำ คิดถึงใบหน้าจริงใจที่แปลงผัก เขายังไม่เคยเห็นฮานะในชุดกระโปรงเลยสักครั้ง ครั้งที่เห็นผู้หญิงที่ชื่อโคโทริก็สวมกิโมโน แต่ว่าความงามของลูกสาวยากุซ่าเป็นคนละแบบกับลูกสาวร้านอาหาร

“อุ๊ยตาย”

เพราะกำลังเพลินกับหญิงสาวคนหนึ่งในความคิด จึงไม่ทันเงี่ยหูฟังเสียงฝีเท้าของหญิงอีกคนที้เดินมา เมื่อชิมะโผล่หน้าเข้ามาจินจึงลุกพรวดอย่างตกใจจนบุหรี่ร่วงจากมือ

“นึกไม่ถึงเลย แต่เอ...ก็คิดไว้อยู่แล้วเหมือนกันนะ”

เด็กหนุ่มเดาเจตนาในน้ำเสียงไม่ออกขณะก้มหยิบช้าๆ แล้วยืนทำตัวไม่ถูกอยู่ครู่หนึ่ง ป้าสาวเสิร์ฟคนนี้รู้จริงๆ ว่าเขาสูบบุหรี่ พฤติกรรมนี้ไม่ผิดกฎหมาย แต่ไม่ใช่กฎในร้านอาหาร และยิ่งเป็นเด็กใหม่อาจจะถูกสั่งห้าม ตัดเงิน หรือร้ายแรงกว่านั้นเช่นการไล่ออก

เขามองหน้าหญิงชราอย่างหยั่งเชิง อีกฝ่ายมองกลับมาอย่างค้นหา บุหรี่ดับไปแล้ว แต่ยังเหลืออีกกว่าครึ่งมวน

ในที่สุดคนมาก่อนก็ตัดสินใจก้าวออกไป

“เดี๋ยว”

จินหยุด เม้มปากเตรียมตัวรับคำตำหนิ โมโหตัวเองอยู่เหมือนกัน แหกกฏครั้งแรกก็โดนจับได้เลย รู้อย่างนี้เดินออกไปนอกร้านเลยดีกว่า เขาผ่อนลมหายใจแล้วหันมา

“ขอยืมไฟแชคหน่อย”

คนฟังนึกว่าตัวเองฟังผิด “เธอจะสูบต่อก็ได้นะ เมื่อกี้ยังเหลืออีกครั้งเยอะ เสียดาย ฉันคงไม่มีหน้าไปฟ้องนายท่านหรอก” ชิมะพูดแล้วหยิบบุหรี่ออกมา

 จินร้องอ้าว สบตาอีกฝ่าย มีประกายวิบวับอย่างที่รู้กัน

 

วันนี้มีพ่อค้านำปลามาส่งสองลังใหญ่ ฮิเดโอะเป็นคนตรวจรับ เมื่อคุณภาพผ่านก็ยกเข้ามาในห้องปรุงอาหาร ฉีกยิ้มกว้าง

“ฮานะ ของโปรดมาแล้ว”

หญิงสาวกำลังหั่นแครอทละมือแล้วปรี่เข้าไปดูปลาในลังโฟม ซึ่งมีปลาบุริกับปลาคอตสดๆ เธอแกล้งยกคิ้ว

“ไหนล่ะ ไม่มีซะหน่อย”

ฮิเดโอะจับปลาคอตขึ้นมาหนึ่งตัว “ก็อยู่ในนี้ไง”

“แน่ใจเหรอว่ามี”

“พี่ดูปลามากี่ปีแล้ว เห็นพุงป่องๆ นี่ไหม พนันกันได้เลย เธอได้กินเมนไทโกะแน่นอน จะทำอะไรดี ข้าวปั้น ซอสปิ้งย่าง พาสต้า หรือ ปรุงเผ็ด”

ฮานะจับลังโฟม มองดูมือพี่ชายที่พลิกปลาสดที่ถูกน้อคน้ำแข็งมาขณะพูดว่าน่าปลาน่าจะมีไข่อยู่ประมาณห้าหกตัว “อืม...โอนิกิริก็ดีนะ ซอสยากิโทริก็ไม่ได้กินนานแล้ว พาสต้าเมนไทโกะก็อร่อย เอ...”

“สรุปเป็นโอนิกิริดีกว่า กินกับข้าวนี่แหละ อร่อยที่สุด”

“อ้าว ฉันยังไม่ได้ตอบเลยนะ”

“ไม่ต้องตอบหรอก มัวแต่รอฮานะคิด พรุ่งนี้ก็ไม่ได้กิน”

คนเป็นพี่สรุปแล้วก็ยกลังปลาไปส่งต่อให้ชินโงทำความสะอาด น้องสาวบึนปากแถมค้อนหนึ่งที กริยาแง่งอนระหว่างทั้งสองเรียกรอยยิ้มจากสมาชิกทุกคนไม่เว้นโคจิ

แต่ไม่ใช่กับจิน มุมที่เด็กหนุ่มล้างจานอยู่ติดกับหม้อซุป ซึ่งก็อยู่ในเขตห้องปรุงอาหารจึงได้ยินทุกบทสนทนา เป็นเช้าอีกวันหนึ่งที่ไม่สดใสนัก เขารู้สึกมาหลายวันแล้วว่าเวลาเห็นฮิเดโอะกับฮานะคุยกันสนุกสนานทีไรกลับหงุดหงิดอย่างบอกไม่ถูก ได้แต่ท่องไว้ในใจว่าพี่น้องจะสนิทกันก็ไม่เห็นแปลกอะไร

          ฮานะมาหั่นแครอทต่อก็ยังบ่นว่าที่จริงเธอไม่ได้อยากกินโอนิกิริไข่ปลาเท่าไรเพราะกินบ่อยแล้ว

“บ่นมากเดี๋ยวชินโงไม่ควักพุงปลาให้นะ” ฮิเดโอะแซว

น้องสาวกลอกตา “ถ้างั้นฉันบอกให้ชินโงคุงปรุงเผ็ดดีกว่า”

“ชินโง โอนิกิรินะ นี่เป็นคำสั่ง” เจ้านายหนุ่มพูดเรียบ

“พี่ฮิเดโอะ” ฮานะร้อง ชายหนุ่มหัวเราะชอบใจ

          จินไม่รู้สึกว่าอยากจะผ่าฟืนมากกว่าล้างจานเท่าเวลานี้มาก่อน

          “คุณฮิเดโอะกับคุณฮานะน่ารักจัง” มาโมรุพูดเบาๆ มองดูชายหญิงหยอกล้อกัน

          “เป็นธรรมดา ว่าที่นายใหญ่กับนายหญิงนี่นา” ชินโงเสริมขณะที่ยื่นตะบวยให้รุ่นน้อง เพื่อจะได้ตักน้ำซุปใสลงในหม้อต้มหัวไชเท้า ตนเองเตรียมแล่ปลา

          จินอึ้ง ฟองน้ำในมือหยุดทันควัน นายหญิง? นั่นมัน

“ทำไมถึงเป็นว่าที่นายหญิงล่ะ คุณฮานะเป็นน้องสาวไม่ใช่เหรอ”

มาโมรุหันมา เป็นครั้งแรกที่ได้ยินจินตั้งคำถาม

          “ไม่ใช่” ชินโงเป็นคนตอบ ในดวงตาของเขาฉายแววเย้ยแวบๆ “คุณพ่อของคุณฮานะคือหัวหน้าพ่อครัวคนเก่า คุณฮานะเป็นลูกบุญธรรม หรือเรียกได้ว่าเป็นว่าที่คู่หมั้นคุณฮิเดโอะนั่นละ”

 

 

1.      1.  หมายถึง อิวาชิตะ ชิมะ นักแสดงหญิงชาวญี่ปุ่นที่โด่งดังมาก มีผลงานภาพยนตร์และละครโทรทัศน์ มากมายในช่วงปี 1960-1990








อุธิยา
29.10.17
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

35 ความคิดเห็น

  1. #10 fsn (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 7 มีนาคม 2561 / 03:22
    ทางรัก ลำบากแล้ว
    #10
    0