กลางวงกตดอกไม้ (October Storm) - (สนพ.พิมพ์คำ)

ตอนที่ 5 : บทที่ 4 ล้ำค่ามากุโร่

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 113
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    3 ต.ค. 60

4. ล้ำค่ามากุโร่

 

ที่ครัว สมาชิกกำลังเตรียมอาหารเหมือนเคย มาโมรุกำลังทำความสะอาดหม้อขนาดต่างๆ ชินโงเอาสาหร่ายคอมบุห่อปลาฮิราเมะซึ่งได้มาชุดแรกสำหรับปีนี้ โคจิกำลังเขียนเมนูประจำวัน ส่วนฮิเดโอะกำลังลับมีดยานากิบะ1 ชายหนุ่มใช้ผ้าเช็ดก่อนจะหงายใบมีดขึ้นส่องดูความคม

ชิมะเดินเข้ามาพร้อมจิน เด็กหนุ่มแนะนำตัว

“คางาวะ จินครับ”

ชายหนุ่มสี่คนผงกศีรษะตอบ เมื่อหญิงกลางคนเอ่ยชื่อให้เขารู้จักทีละคน จินรีบทำความจดจำ ผู้ชายตัวสูงใส่แว่นท่าทางเข้มงวดที่เขาเจอเป็นครั้งที่สามแล้วคือหัวหน้าพ่อครัวชื่อโคจิ ผู้ชายตัวเตี้ยล่ำสันคือรองพ่อครัวนามชินโง มาโมรุคือพ่อครัวลำดับต่ำสุดอายุใกล้เคียงกับเขา

“ส่วนนั่นก็ฮิเดโอะลูกชายคุณชิเงรุ เจอกันแล้วเนอะ”

ลูกชายของเจ้าของร้าน พี่ชายของเธอคนนั้น จินบันทึกเรื่องนี้ไว้แล้วหลังจากที่ชิเงรุตกลงรับเขาทำงาน เขาค้อมศีรษะจรดพื้นแสดงความขอบคุณ ชายหน้าหยกคนนี้ก็ถูกเรียกเข้ามาเพื่อรับรู้

เขาเป็นชายที่มีรูปลักษณ์หล่อเหลา ยิ่งอยู่ในชุดพ่อครัวสีขาวราวกับว่าจะส่องแสงออกมาได้ดั่งพระอาทิตย์จริงๆ

“มีอะไร”

จินไม่รู้ตัวว่าตนเองได้เผลอมองหน้าลูกชายของนายจ้าง ซึ่งก็เท่ากับว่าเป็นนายจ้างคนหนึ่ง เมื่ออีกฝ่ายฝ่ายวางมีดที่เพิ่งลับเสร็จอีกเล่มและเอ่ยขึ้นจึงได้รู้สึกตัว ส่ายหน้าและค้อมศีรษะเชิงขอโทษ

 “คางาวะคุง เดี๋ยวจะพาไปดูที่พักนะ” ชิมะเอ่ยขึ้น เด็กหนุ่มผงกศีรษะแล้วก็เดินตามหญิงหัวหน้าพนักงานเสิร์ฟออกไป ชินโงขมวดคิ้ว

“อะไรของมัน ท่าทางกระด้างชะมัด” เขาบ่นพึมพำ

“สูงแฮะ” มาโมรุพูดบ้าง ชินโงทำหน้าบึ้ง

“ถ้าแค่สูงแล้วยกของไม่ได้ก็เปล่าประโยชน์”

“แล้วคุณชินโงโมโหอะไรครับ” รุ่นน้องทำเสียงสงสัย “หรือว่า...”

“หุบปากแล้วล้างจานต่อไป!” เขาคำรามใส่ มาโมรุทำคอหด แต่ก็อมยิ้ม เพราะจุดอ่อนของรุ่นพี่คนนี้อยู่ที่ส่วนสูงหนึ่งร้อยหกสิบแปดเซ็นติเมตร เจ้าตัวถูกปฏิเสธจากหญิงสาวบ่อยๆ เพราะสมัยนี้มีแต่ผู้ชายตัวสูง ขนาดเขาเองสูงหนึ่งร้อยเจ็ดสิบห้าก็ยังถือว่าอยู่ในระดับกลาง เพราะโคจิก็สูงถึงหนึ่งร้อยเจ็ดสิบแปด ส่วนเจ้าของความสูงร้อยแปดสิบสองซึ่งเป็นอันดับหนึ่งคือ ฮิเดโอะ

“คุณมะเขือม่วงมาแล้วค่ะ”

เสียงสดใสมาพร้อมกับหญิงสาวที่ถือตระกร้ามาด้วยสองมือ ข้างในบรรจุมะเขือม่วงจนพูน

“ว้าว ตัวเอกอีกหนึ่งของฤดูใบไม้ร่วงมาแล้ว” ชินโงเดินมาหยิบผลที่อยู่บนสุด หมุนมะเขือลูกประมาณกำปั้นเด็ก สีม่วงอมดำแวววาว “สวยชะมัด เปล่งปลั่งเงาวับ มะเขือม่วงของคุณฮานะที่ยอดเยี่ยมไม่แพ้ของฮิรางิโนะ รออยู่นานแล้ว”

“อยากชิมไวๆ จัง” มาโมรุทำเสียงตื่นเต้น

ฮิเดโอะเดินเข้ามาหยิบ “ถ้าอย่างนั้น มื้อเช้าวันนี้เรากินมะเขือม่วงกันดีกว่า เดี๋ยวผมเป็นพ่อครัวเอง”

“เดี๋ยวค่ะพี่ วันนี้เป็นเวรทำของฉันนี่นา” ฮานะท้วง

“ก็ไม่เห็นเป็นไรเลย พี่ช่วย” ชายหนุ่มบอกพร้อมยิ้มสดใส เจ้าตัวแอบค้อนเล็กน้อยด้วยความรู้สึกที่เหมือนถูกแย่งหน้าที่สำคัญไป เธอเดินไปดูผักสดที่โต๊ะ ครั้นแล้วก็ร้องขึ้นอย่างตื่นเต้น

“อ้ะ จริงสิ ทุกคนคะ วันนี้จะมีพนักงานใหม่ด้วยนะ”

ฮิเดโอะกำลังเลือกมะเขือม่วงลูกที่ไม่สวยนักออกมาเพื่อจะทำเป็นอาหารเช้าสำหรับพนักงานในร้านซึ่งจะผลัดกันทำ ส่วนผลงามๆ นั้นไว้สำหรับลูกค้า เขานับจำนวนเท่าสมาชิกแล้วก็เอ่ยขึ้นเรียบๆ

“อ๋อ ทุกคนรู้แล้วล่ะ เมื่อกี้ป้าชิมะพามาแนะนำแล้ว ตอนนี้พาไปดูห้องอยู่”

รอยยิ้มหายไปจากดวงหน้าหวาน เธอกะพริบตาปริบๆ แต่ไม่ทันได้นึกเสียดายที่ไม่มีโอกาสได้บอกว่าแท้จริงแล้วเธอเจอเขาก่อนใคร คนเป็นพี่ก็มาดึงมือไป

“อ้าว เชิญครับ คุณแม่ครัว คุณมะเขือม่วงรออยู่”

หญิงสาวหัวเราะ ทีท่าร่าเริงของเธอทำให้บรรยากาศในห้องครัวสดใสอยู่เสมอ

 

ชิเงรุยกชาขึ้นจิบ หลังจากที่ชิมะมารายงานว่าได้ให้เด็กหนุ่มนามคางาวะดูที่พักและอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเรียบร้อยแล้ว เขากำลังทบทวนเรื่องราวเมื่อเช้านี้

ก่อนที่จะตกลงรับก็ได้ไปขอความเห็นจากโคจิ ซึ่งเล่าว่าได้เจอเด็กหนุ่มตั้งแต่เมื่อคืนพร้อมกับฮานะ ขอทำงานตั้งแต่ตอนนั้น และเช้านี้ก็ยังมารออยู่ตั้งแต่พระอาทิตย์ยังไม่ขึ้น

 เด็กเร่ร่อน นายใหญ่แห่งมิโอโมเตะพูดเหมือนรำพึงเธอคิดว่ายังไง

คนฟังนิ่งไปชั่วครู่ก่อนจะเอ่ยขึ้น อันที่จริงก็ดูไม่ชอบมาพากลเท่าไหร่ แต่ทางเราก็กำลังขาดคนพอดี การรับคนไม่มีที่ไปเข้าทำงานก็พิสูจน์ได้อย่างหนึ่งว่าอีกฝ่ายพร้อมสู้มากแค่ได้ ผมว่ารับไว้ก็ได้ครับ ผมจะคอยจับตาดูให้

          เขาฟังความเห็นของชายที่ทำงานในครัวของมิโอโมเตะมาเกือบยี่สิบปี สายตาที่มองคนผ่านแว่นใสนั้นละเอียด เที่ยงตรง และแรงงานก็เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในครัวของเขาตอนนี้

          พ่อครัวคงไม่อยากใช้ข้อมือไปกับการผ่าฟืนหรือถูพื้น...

          นี่อาจจะเป็นเหตุผลของโคจิ ซึ่งคงจะไม่เอาความรับผิดชอบในครัวมาเสี่ยงกับเด็กที่ไม่รู้หัวนอนปลายเท้า ส่วนเหตุผลของเขาก็คือ ฮานะที่ตื่นเช้ามาปลุกเพื่อจะเล่าเรื่องเด็กหนุ่มเร่ร่อนที่มาขอทำงานก่อนใคร เธอเล่าว่าเด็กหนุ่มปฏิเสธเบนโตะที่คาจิงาระ ริวโซยื่นให้อย่างทะนงตัว ตรงนี้ทำให้ความคิดชิเงรุสะดุด

          ดวงตาตอนที่ขอร้องของเธอนั้นเหมือนแววตาของเมกุมิไม่มีผิด แจ่มใส เมตตา และเข้มแข็ง

          เขาผ่อนลมหายใจยาว ฝากด้วยนะโคจิ

          ครับนายท่าน

         

          จินอยู่ในชุดทำครัวสีขาวเดินเข้ามาในห้องปรุงอาหาร สมาชิกทุกคนกำลังทำหน้าที่ตนเอง หุงข้าว เตรียมซุป ทำปลา ล้างผัก ยกเว้นชายที่ชื่อฮิเดโอะซึ่งไม่อยู่ที่นี่ ขณะนั้นยังไม่มีใครสังเกตถึงการมาของเขา

          “อุ๊ย เข้าท่าดีนี่นะ”

          เสียงของชิมะที่เดินเข้ามาเบื้องหลังทำให้ทุกคนหันมามอง จินหลุบตากึ่งโค้ง ไม่เห็นหญิงสาวนามฮานะด้วย

“โคจิคุง คุณยามากุจิร้านปลาโทร.มาบอกว่าพรุ่งนี้ฮงมากุโร่ที่จองมาแล้วนะ จะให้มาส่งที่นี่หรือไปรับเองจ๊ะ”

“เดี๋ยวไปรับเองก็ได้ครับ ผมจะไปดูวัตถุดิบใหม่ๆ ด้วย” พ่อครัวร่างผอมสูงตอบ

“ได้” ชิมะพยักหน้าแล้วเดินออกไปให้คำตอบแก่พ่อค้าที่ถือสายรออยู่ จินบันทึกขั้นตอนนี้ลงในสมอง ป้าชิมะเป็นหัวหน้าสาวเสิร์ฟ รับจอง ประสานงานต่างๆ เขากำลังก้าวเข้าพื้นที่ แต่แขนยาวขวางไว้

          “เดี๋ยวก่อน” เสียงโคจิห้วนสั้น เขามองหน้าจิน เอ่ยสั้นๆ “ไปตัดผมซะ เด็กใหม่ไม่อนุญาตให้ไว้ผมยาวในครัว”

          คนผมยาวยกมือจับผมตัวเองทันที เขากะพริบตาปริบๆ ทำท่าจะเดินไป ทว่าก็หันกลับมา มองหน้าคนสั่งนิ่งๆ

          “มีอะไร”

          “ผม...เอ่อ ไม่มีเงินครับ”

          เสียงตอบไม่ดัง แต่ก็พอให้หัวหน้าพ่อครัวซึ่งยืนอยู่ตรงหน้าได้ยิน เขาขมวดคิ้ว ความประหลาดใจถูกขจัดออกไปเมื่อรำลึกได้ถึงภาพเมื่อคืน โคจิหยิบผ้ามาเช็ดมือ เรียกให้ชินโงมารับปลาที่ตรวจคุณภาพแล้วไปทำความสะอาด

          “ตามมา”

          จินทำอย่างว่าง่าย มาโมรุมองตาม มีมือใหญ่มาตบลงที่ไหล่

“ยินดีด้วยนะเจ้าหนูที่นายไม่ใช่เด็กใหม่แล้ว”

“ดูคุณชินโงอารมณ์ดีขึ้นนะครับ”

รุ่นพี่หนุ่มทำหน้าทะเล้น กระซิบเบาๆ “ต่อให้สูง แต่หัวเกรียนก็ไม่น่ามองนักหรอกใช่ไหมล่ะ”

มาโมรุเข้าใจทันที แอบหมั่นไส้ใบหน้าระรื่นของรุ่นพี่ติดหมัด “ปลา ต่อให้ตัดหัวก็ยังเป็นปลาอยู่ดีนะครับ”

          ชินโงทำหน้าฉงน “หมายความว่ายังไง”

มาโมรุกลอกตา แล้วก็ขัดโกโบต่อ “มาโมรุ แปลว่าอะไร...”

“เฮ้ย ชินโง ปลาเสร็จหรือยัง!

ชายหนุ่มสะดุ้ง ลนลานรีบกลับไปที่โต๊ะปรุงอาหาร แล้วขอดเกล็ดปลาต่ออย่างรวดเร็ว โดยมีสายตาตำหนิจากพ่อครัวกำกับอยู่ ฮิเดโอะเดินยกลังกระดาษเข้ามาวางลงที่โต๊ะกลาง บอกว่าเป็นลูกพลับของฝากจากเจ้าของร้านโซบะชื่อยามาดะตั้งใจว่าจะตากแห้ง

โคจิหยิบผลไม้สีส้มขึ้นมาดมกลิ่น ลูกพลับที่ปลูกตามบ้านที่อยู่อาศัยมักจะเป็นพันธุ์มีรสฝาดไม่เหมาะกับการกินสด ส่วนใหญ่จึงนำมาตากแห้งกัน

“ปีนี้ลูกพลับดกดีนะครับ คุณฮิเดโอะทำเลยครับ” พ่อครัวหนุ่มพูดในที่สุด

 

จินได้เงินมาสองพันเยนจากโคจิ เขาสัญญาว่าถ้าได้รับค่าจ้างแล้วจะรีบใช้คืนทันที พ่อครัวหนุ่มสั่งให้รีบไปรีบมาเพราะมีงานรออยู่ เขาจึงเข้าร้านเล็กๆ ที่ไม่ไกลจากมิโอโมเตะ มีลุงร่างเตี้ยป้อมเป็นช่างและทำทุกอย่างคนเดียว อีกฝ่ายรู้ว่าเขาเป็นพ่อครัวเขาดูจากเสื้อที่ใส่อยู่ จึงถามว่าทำครัวที่ไหน

พอจินตอบว่าร้านมิโอโมเตะ คราวนี้ช่างที่ต้องใช้เก้าอี้มาต่อขาเพื่อตัดผมลูกค้าก็พูดไม่หยุด เขาบอกว่ารู้สึกซายามะ โคจิเป็นอย่างดี เพราะพ่อครัวคนนั้นเป็นลูกค้าประจำของที่นี่

ชายชราเจื้อยแจ้วไปเรื่อยๆ อย่างอารมณ์ดีและจินก็ได้ของขวัญชิ้นแรกจากคนในชุมชนนี้ นั่นคือการที่เขาไม่ต้องเสียเงินค่าตัดผมให้แก่ชายซึ่งรู้ชื่อต่อมาว่าคุซาบุโร่

“ตั้งใจทำงานนะเจ้าหนู”

ชายชราบอกทิ้งท้าย ถึงแม้ว่าจะไม่คาดหวังในอาชีพนี้ แต่จินโค้งขอบคุณอย่างประทับใจ หลังจากมาถึง เขาได้รับน้ำใจเป็นครั้งที่สามแล้ว

 

          เมื่อกลับมาถึงมิโอโมเตะอีกครั้งก็ผ่านมื้อเช้าไปแล้ว แต่ชิมะก็บอกว่าส่วนของเขายังอยู่ มื้อเช้าสำหรับการทำงานวันแรกมีมะเขือม่วงย่างโปะด้วยไชเท้าขูดผสมโชยุ ปลาย่าง ไข่ม้วน และซุปมิโซะใส่โกโบ เขายกมากินที่ด้านหลังครัวบริเวณที่เก็บฟืนเพื่อไม่ให้เกะกะการทำงานคนอื่นๆ รสชาตินั้นไม่ต้องพูดถึง ทั้งความหอมหวานของมะเขือม่วงย่างกับมิโซะ ความสดของปลาซันมะ หรือแม้แต่ซุปมิโซะที่ใส่โกโบลงไปเพิ่มรสชาติ ทุกอย่างเป็นของดีที่สุดสำหรับเด็กเร่รอนคนหนึ่งที่ได้รับมา

          จินตั้งใจแล้วว่าตลอดช่วงเวลาที่อยู่ยังร้านแห่งนี้ จะไม่ทำตัวให้เปล่าประโยชน์ จะอดทนจนถึงที่สุด จนกว่า...

          “ฟืน ฟืน อุ๊ย!!

          เขาสะดุ้ง ผุดลุกจนเกือบจะทำถาดจานชามร่วง ฮานะนั่นเอง หญิงสาวเดินเข้ามาในห้องเก็บฟืน แล้วก็ตกใจเช่นกันที่เห็นเขานั่งอยู่ วันนี้เธอสวมกิโมโนลายเส้นเหมือนกับพนักงานเสิร์ฟ แต่เป็นสีม่วงเข้มสลับขาวเหมือนดอกไอริส

          เขาถือถาดจานข้าวไว้ เห็นหญิงสาวยืนนิ่ง สายตานั้นจับจ้องมาจนเขาเขิน

          “เอ่อ...”

          “อุ้ย” ฮานะรู้สึกตัว ก้มมองพื้นยิ้มๆ “ขอโทษจ้ะ เธอตัดผมแล้ว...ดูดีขึ้นนะ”

          เธอพูด เพิ่งได้โอกาสได้เห็นหน้าอีกฝ่ายชัดๆ ผมยาวคลุมคอเหลือสั้นประมาณสองเซนติเมตรเปิดดวงหน้ากระจ่างสะอาดสะอ้าน คิ้วเฉียงขึ้นเล็กๆ ดวงตากร้าว จมูกโด่ง ริมฝีปากบาง โครงหน้าคมด้วยแนวกรามที่แข็งแรง

จินไม่เคยแยแสกับรูปลักษณ์ตัวเอง  เพิ่งจะได้ส่องกระจกก็ตอนที่ไปตัดผม พอเธอทักกลับรู้สึกวูบวาบ เด็กหนุ่มขมวดคิ้ว ก้มหน้ามองเท้าตนเองขณะที่หัวใจเต้น ทำตัวไม่ถูก

          “ฉันจะมาเอาฟืนน่ะ” เธอบอกพลางก้าวเข้ามา จินมองตาม เขาวางถาดข้าวแล้วหันไปหยิบกองฟืนเป็นมัดๆ นั้นไปเองโดยไม่พูดอะไร

          ฮานะมองแล้วยิ้ม รู้สึกเป็นสุขกับการได้ช่วยเหลือคนอื่น

          เมื่อเอาฟืนไปใส่ให้ที่ครัว จินก็ได้รับคำสั่งให้มาฝ่าฟืนเพิ่มต่อทันที ทุกวันต้องใช้ฟืนหุงข้าวอย่างน้อยวันละสองครั้ง ยิ่งอากาศหนาวเมนูอาหารที่ต้องใช้ความร้อนสูงหลายอย่างก็ทำให้ต้องใช้ฟืนเพิ่มจึงต้องสำรองไว้ทุกๆ สามวัน

          ชิมะเดินออกมา “คางาวะคุง เดี๋ยวฝ่าฟืนเสร็จแล้วไปถูระเบียงด้วยนะจ๊ะ”

          เด็กหนุ่มปาดเหงื่อที่ขมับ เอ่ยรับคำพร้อมพยักหน้า หญิงกลางคนอมยิ้ม

 

          วันต่อมา เจ็ดโมงที่ตลาดนิชิคิ

          ความที่ตั้งอยู่ระหว่างถนนสองสายคือซันโจกับชิโจและมีร้านรวงมายมายในตรอกยาวจึงทำให้ที่นี่เป็นเสมือนครัวของเกียวโตตลอดเวลาร้อยกว่าปีที่ผ่านมา และถึงแม้จะมีเปลี่ยนจากตลาดขายส่งปลามาเป็นตลาดขายสินค้าปลีกทั่วไป แต่ก็เป็นการปรับตามยุคสมัย เพราะยังคงมีคนมาจับจ่ายซื้อของกันหนาแน่นทุกวัน รวมถึงนักท่องเที่ยวต่างชาติด้วย

          ในยามปกติร้านมิโอโมเตะจะมีร้านค้าวัตถุดิบเจ้าประจำไปส่งของให้ พ่อครัวจึงไม่ได้มาจ่ายตลาดทุกวัน เนื่องจากวันนี้มีฮงมากุโร่สดๆ มาใหม่ ฮิเดโอะจึงขอมากับโคจิเพื่อสำรวจตลาด

          ฮิเดโอะแวะซื้อแอปเปิ้ลที่ร้านผลไม้ซึ่งมีสามีภรรยาเป็นเจ้าของและแถมให้อย่างยินดี หลังจากนั้นก็ซื้อเกาลัด น้ำตาลทราย ถั่ว เกลือที่ใช้ทั่วไป แป้งสำหรับทำโซบะ เมื่อครบทุกอย่างก็มาถึงจุดหมายสำคัญ คือ ร้านปลายามากุจิ ซึ่งเป็นร้านอาหารสดที่ใหญ่ที่สุดในนิชิคิ บริเวณร้านเต็มไปด้วยสัตว์น้ำนานาชนิดซึ่งล้วนแล้วแต่ยังมีชีวิตอยู่ บรรดาลูกค้าทั้งขาจรและขาประจำต่างจับจองเพื่อนำไปประกอบอาหาร ทำให้ร้านนี้หนาแน่นไปด้วยผู้คน เสียงต่อราคาดังเซ็งแซ่

อีกเหตุผลสำคัญคือ บนโต๊ะหน้าร้านมีมากุโร่ตัวใหญ่ที่กำลังถูกพ่อครัวใช้มีดเดบะ2สับส่วนหัวออก ตามด้วยครีบ และกระดูกแข็งที่ยึดครีบอก จนเหลือแต่ตัวปลา ซึ่งส่วนที่ถูกตัดออกไปนั้นก็ถูกบรรจุน้ำแข็งใส่ลังให้แก่พ่อค้าที่รออยู่ทันที

“โอ๊ะ ซายามะคุง คุณชายน้อยแห่งมิโอโมเตะ สวัสดีครับ”

คนทักคือเจ้าของร้านที่ชื่อยามากุจินั่นเอง อายุห้าสิบแต่ยังดูเหมือนคนอายุสี่สิบกลางๆ ร่างล่ำสัน โบกมือพร้อมยิ้มสดใส โคจิกับฮิเดโอะโค้งทักทาย

“โอ้โห ไม่ได้เห็นฮงมากุโร่3ขนาดใหญ่แบบนี้ที่นิชิคินานแล้วนะครับเนี่ย” ชายรูปหล่อเอ่ย

“พอผมมีเพื่อนเก่าที่ทำประมงอยู่อิเนะ เขาออกเรือไปเมื่อวันก่อน พอได้ก็รีบโทร.หาผมก็เลยได้มา ตัวนี้หนักตั้งร้อยเจ็ดสิบกิโล สดมากเลยครับ ผมเองก็ไม่ได้แล่มากุโร่ขนาดไหญ่แบบนี้มานานแล้ว เลยต้องไปตามอิโตะคุงมาช่วย” เขาหมายถึงชายหนุ่มซึ่งกำลังแล่เนื้อปลาอยู่ ในบริเวณนั้นมีพ่อค้าแม่ค้าจากร้านอาหารมาเข้าคิวซื้อมากุโร่ด้วยเช่นกัน

มีดผ่าลงเนื้อมากุโร่ตรงกลางลำตัวด้วยความแม่นยำเที่ยงตรง ก่อนจะขยับมาบริเวณสันหลัง เพียงลงมีดไม่กี่ครั้งเนื้อส่วนนี้ก็หลุดออกมา สีแดงแห่งความสดสะท้อนอยู่ในดวงตาของคนแล่ เขายกมันออกมาส่งต่อให้ยามากุจิ พ่อครัวประกาศราคาทันที เสียงจับจองดังลั่น เนื้อแดงมีจำนวนสองชิ้นใหญ่ โคจิซื้อสองกิโลกรัม

ท้องส่วนล่างคือลำดับต่อไปที่อิโตะแล่ออกมา บริเวณท้องมีความหยุ่นและมีไขมันแทรกอยู่มาก ชิ้นเนื้อจึงเป็นสีชมพูอ่อน ส่วนชูโทโร่หรือบริเวณปลายหางที่แทรกมันปานกลางมีสีชมพูเข้มกว่าเล็กน้อย ชายหนุ่มทำการตัดสองส่วนนี้ออกจากกัน

“โอโทโร่ได้แล้ว!” ยามากุจิประกาศเสียงดัง “ชูโทโร่ก็มาด้วย!

คราวนี้เสียงพ่อค้าแม่ค้าดังกว่าครั้งแรก แม้ร้านค้าขนาดเล็กก็ยังซื้อแม้จะได้ไม่มากก็ตาม เพราะกำลังซื้อส่วนใหญ่เป็นซูชิระดับภัตตาคาร โคจิซึ่งเป็นคนจากมิโอโมเตะก็เช่นกัน เขาซื้อโอโทโร่และชูโทโร่ไปอีกอย่างละหนึ่งกิโลกรัม

“โชคดีนะครับที่เราได้ทั้งสามอย่าง” ฮิเดโอะบอกเมื่อมาถึงที่รถ และช่วยคนอายุมากกว่ายกลังบรรจุเนื้อปลาสดขึ้นไปไว้เรียบร้อยแล้ว

“คุณยามากุจิเคารพนายท่านมาก สมัยก่อนติดการพนันเกือบฆ่าตัวตายก็ได้นายท่านเตือนสติถึงมีกำลังใจกลับมาทำมาหากิน แถมนายท่านยังรู้จักคนเยอะติดต่อชาวประมงดีๆ ให้จนตั้งตัวมาได้ถึงวันนี้แหละครับ” โคจิอธิบาย ฮิเดโอะพยักหน้า พูดว่าเคยได้ยินเรื่องนี้มาเหมือนกัน “คุณฮิเดโอะเห็นผู้ชายที่ใส่หมวกไหมครับ นั่นคือคนจากโรงแรมห้าดาวในโอซาก้าเชียวนะครับ ถ้าไม่ใช่ร้านมิโอโมเตะของนายท่าน บางทีวันนี้เราอาจจะไม่ได้ของดีเท่านี้ก็ได้ครับ”

โคจิพูดพลางปิดกระบะท้าย สีหน้าตอนพูดถึงนายจ้างแสดงความเคารพอย่างสูง เขาเดินไปที่ประตูฝั่งคนขับ

“คุณโคจิ กลับไปก่อนนะครับ ผมมีของต้องซื้อนิดหน่อย”

ชายหนุ่มบอกแล้วก็เดินผละออกไป ถึงไม่ได้ถามแต่หัวหน้าพ่อครัวก็รู้ว่าลูกชายนายจ้างจะไปที่ไหน แม้ทุกครั้งที่มาตลาด หนุ่มหล่อเนื้อหอมจะได้รับของแถมมากมายจากบรรดาสาวๆ แต่เขาก็ไม่ลืม ซื้อชีสเค้ก ซึ่งเป็นของโปรดของน้องสาวกลับไปฝากเสมอ

 

“มากุโร่ที่แท้จริงน่ะมันต้องเนื้อแดงแบบนี้ อย่างอื่นน่ะใช้ไม่ได้”

แม้คนพูดจะเป็นชายชราวัยเจ็ดสิบสองที่เหลือผมบางๆ สีขาวที่ศีรษะด้านหลัง รูปร่างผอมบาง มือที่คีบตะเกียบเหี่ยวย่นและตกกระ ทว่าเสียงนั้นดังก้องหลังจากที่ส่งอากามิจากมากุโร่เข้าปาก

“คุณพ่อคะ สมัยนี้”

 “หยุดเลยแม่นาโอะ เธอน่ะไม่รู้อะไร เฮอะ สมัยนี้สมัยนั้น ไม่เกี่ยวกันซะหน่อย ฉันว่าไม่มีรสนิยมกันมากกว่า ปลาก็ต้องเป็นปลา ไม่ใช่เนื้อวัวซะหน่อยจะต้องมีมันแทรกทำไม” เขาพูดและคีบชิ้นปลาอีก ในจานของเขามีแต่เนื้อแดง ส่วนจานของหญิงสาววัยห้าสิบปลายๆ ที่เอ่ยขัดนั้นเป็นซาชิมิจากมากุโร่ทั้งสามส่วน

“อร่อยจริงๆ อากามินี่ยอดเยี่ยมที่สุด จริงไหม ชิเงรุคุง ฮิเดะคุง มาๆ ชนแก้วกัน” ชายชราพยักเพยิดกับเจ้าของร้านทั้งสองที่มาต้อนรับลูกค้าเก่าแก่นี้ด้วยตนเอง

คนถูกชวนจะปฏิเสธแต่ชิเงรุสบตาเชิงอนุญาตและขอร้อง เขาจึงยกจอกสาเกชนกับชายชรา

“ไหนลูกชายล่ะฮิเดะคุง พามาหาหน่อยสิ ฉันอยากเห็นหน้าเหลน”

ฮิเดโอะทำหน้างง หญิงกลางคนรีบเอ่ยขึ้น “คุณพ่อคะ คุณฮิเดโอะยังไม่ได้แต่งงานนะคะ”

“เฮ้ย! เป็นไปได้ยังไง ทำไมยังโสดล่ะ รูปหล่อแบบนี้ อายุเท่าไรแล้ว สมัยฉันน่ะขี้เหร่จะตายยังมีคนมาขอดูตัวเลยนะ” อาโซร้อง “นี่ๆ นาโอะ แนะนำลูกสาวเธอสิ คิมิโกะน่ะ ให้มารู้จักฮิเดะคุงเลย”

นาโอะในฐานะลูกสะใภ้ยิ้มเจื่อนเข้าไปอีก “คิมิโกะแต่งงานแล้วค่ะ คุณพ่อมีเหลนตั้งสามคนแล้วนะคะ”

          “ห๊า แต่งแล้วเรอะ! ได้ยังไงกัน ทำไมเธอไม่พามาแนะนำกับฮิเดะคุงล่ะ ไปแต่งกับคนอื่นได้ยังไงกัน ไม่ได้เรื่องเลย” อาโซมองจานปลา “สมัยนี้กินโอโทโร่กันหมดแล้วสินะ เนื้อแดงแบบนี้มันตกยุคแล้วหรือไง

          ขณะที่โวยวาย ชายชราก็คีบมากุโร่กินสลับกับสาเกเรื่อยๆ หญิงกลางคนสบตาขออภัยกับชายหนุ่มและนายใหญ่แห่งมิโอโมเตะ ทั้งคู่ยิ้มตอบว่าไม่เป็นไรเพราะรู้ดีในสภาพของลูกค้ารายนี้ ซึ่งลูกสะใภ้ต้องคอยปรามให้กินเนื้อแดงของโปรดอย่างช้าๆ สักพักฮิเดโอะก็ขอตัวออกไปทำครัวต่อ ส่วนนายใหญ่แห่งมิโอโมเตะนั่งดื่มเป็นเพื่อนลูกค้าตามคำขอ

ที่หน้าร้าน ชิเงรุมาส่งลูกค้าผู้นี้ด้วยตนเอง เขายื่นห่อผ้าให้นาโอะ

“ของที่สั่งไว้ครับ”

          “ขอบคุณค่ะ” เธอรับ ข้างในเป็นเบนโตะพิเศษที่มีแต่เนื้ออากามิเท่านั้น เนื่องจากนาโอะต้องการให้พ่อสามีได้กินเนื้อแดงต่อไปอีกอย่างน้อยสองสามวัน โดยที่เป็นของจากร้านนี้เท่านั้น

          “ตะเกียบ มีตะเกียบไหม ขอดูหน่อย” ชายชราพูด

          “มีอยู่แล้วครับ กลับกันเถอะครับคุณตา” ลูกชายของนาโอะมารับ เขาเดินไปประคองคนเป็นตา

          “ขอฉันดูก่อน” เขายืนยัน ลูกสะใภ้จึงหยิบซองตะเกียบซึ่งอยู่บริเวณมัดของห่อผ้าให้ดู ชายชรารับไปแล้วก็ทำหน้าเศร้า “นี่มันไม่ใช่ซองตะเกียบแบบเดิมนี่”

          ชิเงรุนิ่ง “สมัยก่อนน่ะ ถึงจะเป็นแค่เบนโตะ แต่หนูเมกุมิก็พับซองตะเกียบเองทุกอัน ตอนนี้คงไม่ได้ทำเองแล้วสินะ” น้ำเสียงชายชราโศกเศร้า

          “คุณตา ไปกันเถอะครับ”

          หลานชายพยุง คนเป็นตาก็เดินไปอย่างว่าง่าย เขาทำคอตกต่างจากท่าทางเริงร่าในห้องอาหารเมื่อครู่ลิบลับ

เมื่อพ่อสามีกับลูกชายเดินออกไป นาโอะก็เอ่ยขึ้น “ขอโทษด้วยนะคะที่คุณพ่อพูดอะไรไม่ดีออกไป ระยะหลังท่านไม่ค่อยแข็งแรงเท่าไร” เธอก้มศีรษะอย่างถ่อมตัว “อย่างวันนี้อยู่ดีๆ ก็มาบอกว่าจะกินอากามิของมิโอโมเตะ ดิฉันจะมาซื้อให้ก็ไม่ยอมเพราะเห็นว่าคุณพ่อมีไข้อ่อนๆ บอกว่ายังไงก็จะมากินที่ร้านให้ได้ ก็เลยต้องให้ลูกชายพามา ยังไงก็ขออภัยด้วยนะคะ ฝากขอโทษฮิเดโอะคุงด้วยค่ะ”

          “ไม่เป็นไรหรอกครับคุณนาย” ชิเงรุบอก เพราะอาโซนั้นเป็นลูกค้ามิโอโมเตะมาตั้งแต่สมัยที่ปู่ของเขายังอยู่ ซึ่งตอนนั้นยังเป็นร้านเล็กๆ ที่ทำเบนโตะขายเท่านั้น อาโซผ่านช่วงสงครามโดยเสียลูกชายไปสองคน ผ่านช่วงเวลาสมหวังที่มีหลานชายสองคน และมีเหลนสามคนก็เป็นชายตั้งสองคน

          “ถ้างั้นลาละค่ะ ราตรีสวัสดิ์”

          “ราตรีสวัสดิ์ครับ รักษาสุขภาพด้วย”

          ชิเงรุมองต้นบ๊วยที่เคลือบด้วยแสงสีส้มจากโคมไฟ คำพูดของชายชราถูกต้องทุกประการ เมื่อก่อนนี้ภรรยาของเขาบรรจงพับซองตะเกียบสำหรับลูกค้า และเมื่อเกือบห้าสิบปีก่อน เนื้อแดงของมากุโร่ถือว่าเป็นเนื้อปลาแท้ๆ จึงไม่แปลกที่อาโซจะไม่ยอมรับโอโทโร่แทรกมันอย่างวันนี้ที่ได้รับความนิยมที่สุดและมีราคาแพงที่สุด

          ทุกอย่างดำเนินไปภายใต้การเปลี่ยนแปลงอย่างช้าๆ

“ฉันจะไม่ทำให้เธอผิดหวัง เมกุมิ ฉันสัญญา”

                   

          ห้องขนาดสามเสื่อเรียกได้ว่าแคบที่สุด แต่สำหรับจินตอนนี้ดีและปลอดภัยที่สุดแล้ว นี่เป็นคืนที่สอง แต่ความรู้สึกยินดีที่ได้กลับมานั่งยังเสื่อทาทามิก็ยังล้นเอ่อ เพราะเขาต้องนอนบนพื้นคอนกรีตเย็นเฉียบร่วมสองเดือน

          ข้าวปั้นบ๊วย ข้าวปลาย่าง มะเขือม่วงก็เช่นกัน อาหารที่เรียบง่าย แต่สำหรับการกินเพื่อต่อชีวิตก็เลอค่ากับคนอย่างเขาแล้ว แถมยังได้พักคนเดียวเพราะชิมะเล่าว่า ห้องที่ใหญ่กว่านี้มีมาโมรุกับชินโงพักอยู่ด้วยกันไปแล้ว ซึ่งจินก็พอใจ หรือจะเรียกว่าไม่มีสิทธิ์เลือกอะไรได้เลยดีกว่า

          เด็กหนุ่มปูฟูกนอนที่ได้รับมา วันนี้ทำงานเต็มเวลาจึงเหนื่อยกว่าเมื่อวาน แต่อีกไม่นานก็คงชิน เขาหยิบถุงผ้าเล็กๆ ออกมาจากกระเป๋าเป้ เปิดออก ในนั้นมีกระดาษเก่าๆ ยับๆ อยู่ มันคือซองตะเกียบแบบที่ใส่มากับเบนโตะ

          ซองที่พับมาจากกระดาษสีชมพูเขียนด้วยอักษรที่เหมือนกับหน้าร้านอาหารแห่งนี้...มิโอโมเตะ

          คางาวะ จิน เม้มปากแน่น ในที่สุดก็ได้เข้ามาแล้ว

 

 

 

 

 

1.       มีดที่ใช้สำหรับการตัดปลาแบบซาซิมิ ซึ่งออกแบบมาสำหรับการตัดผ่านเนื้อปลาเพียงครั้งเดียว จึงมีความคมสูงมาก ความยาวประมาณ 24-36 เซนติเมตร

2.       มีดที่ใช้ชำแหละปลาหรือสัตว์ปีกทั้งตัว ส่วนปลายบางและโค้ง ส่วนโคนจะหนาเหมาะสำหรับสับกระดูกคอปลา ความยาวประมาณ 16.50-20 เซนติเมตร

3.       หรือเรียกว่า Blue Fin Tuna เป็นทูน่าที่มีขนาดใหญ่หนักมากกว่าหนึ่งร้อยกิโลกรัมเป็นต้นไป ซึ่งจะมีไขมันสูงบริเวณท้องปลาเรียกว่า โอโทโร่ ซึ่งมีราคาแพงและมีรสชาติอร่อยมาก



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

35 ความคิดเห็น

  1. #2 white_space (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 15 ตุลาคม 2560 / 16:39
    อ่านจบแล้วอยากออกไปซื้อข้าวหน้ามากุโร่สับมากินเลย
    มาติดตามเรื่องใหม่ของคุณอุธิยาค่ะ :)
    #2
    1
    • #2-1 Baby Red - อุธิยา(จากตอนที่ 5)
      16 ตุลาคม 2560 / 19:04
      สวัสดีค่าาาาา

      เรื่องนี้มีเมนูอาหารเพียบเลยค่ะ คนเขียนเขียนไปก็หิวไปเหมือนกัน 555

      ดีใจที่ได้คุยกับนักอ่านค่ะ คิดถึงเหมือนกัน อาจจะอัพไม่บ่อย แต่จะอัพให้เรื่อยๆ ค่ะ
      #2-1