กลางวงกตดอกไม้ (October Storm) - (สนพ.พิมพ์คำ)

ตอนที่ 4 : บทที่ 3 บ๊วย, ข้าวปั้นกับดอกไม้

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 154
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    23 ก.ย. 60

3. บ๊วย : ข้าวปั้นกับดอกไม้

 

          เมื่อริวโซเดินมาถึงก็เห็นว่าลูกน้องที่รออยู่กำลังรุมอะไรบางอย่างอยู่พร้อมกับเสียงตะคอกคำราม  สองในสี่นั้นยืนสูบบุหรี่คุมเชิง

          “ถามว่ามาทำอะไร หูหนวกหรือไงวะ! ไอ้หนู!

          สิ้นเสียง คนถามก็วาดขาเตะไปอีกหนึ่งที ต่อให้ปากว่างก็คงไม่อาจตอบได้

          “อยากตายจริงๆ ใช่ไหม!

          “เฮ้ย อะไรกัน”

          อิอิดะไม่ต้องถึงกับตะโกน แค่เสียงดังกว่าปกติเท่านั้นทุกคนก็หยุด แม้กระทั่งสองคนที่สูบบุหรี่ก็ยังขยับยืนตรง ทำให้เห็นว่าที่ชายเหล่านั้นรุมอยู่นั้นเป็นคน ร่างนั้นงอตัวคุดคู้กุมท้องด้วยความเจ็บปวด

          แสงจากโคมไฟหน้าร้านจับให้เห็นใบหน้าเปื้อนคราบเลือดแถวมุมปาก โคโทริที่ไม่เคยใช้สายตาเหลือบแลคนไร้บ้านมาก่อนยังจับจ้อง ที่เห็นอันดับแรกคือสันจมูกคม

          “ไอ้เด็กนี่มันมาด้อมๆ มองๆ ท่าทางน่าสงสัย ถามอะไรก็ไม่ตอบ กลัวจะเป็นศัตรูครับ” คนพูดเป็นหนึ่งในสองที่สูบบุหรี่ซึ่งเป็นลูกน้องของทาคามิเนะ ส่วนสองคนที่ลงมือเป็นลูกน้องของมาเอดะ คนหนึ่งมีตำหนิตรงใบหูที่ขาดครึ่ง

          “แค่เด็กนี่ถึงกับต้องรุมกันเลยหรือไง เสียชื่อฮิโนโทริหมด” ทาคามิเนะทำหน้าย่นเชิงดูแคลน เขาก้าวเข้าไป จะเรียกว่า เด็กก็ไม่เชิงนักเพราะช่วงขาใต้กางเกงยีนเก่าๆ นั้นยาวได้ระดับของผู้ใหญ่คนหนึ่งนั่นเลย

          “เฮ้ย! แก”

          อิอิดะส่ายหน้าเล็กน้อย ทาคามิเนะเดินอาดๆ เข้าไปอย่างไม่ระวัง ถ้าเป็นศัตรูพริบตาเดียวจะไม่มีรองหัวหน้าอันดับสามแน่ๆ อาจะเพราะฤทธิ์เบียร์ที่ดื่มมาไม่น้อย แต่อิอิดะก็ยังยกประโยชน์ให้เพราะลำพังสองคนก่อนหน้าคงตัดกำลังเจ้าคนปริศนานั่นได้แล้ว

          เมื่อรู้สึกว่าไม่มีการทำร้ายต่อ ร่างนั้นก็ดีดตัวขึ้นนั่ง ใช้หลังมือเช็ดเลือดที่ปาก หายใจหอบขณะที่มือยังกดท้อง แม้ใบหน้าจะฟกช้ำ แต่ดวงตายังเปิดโพลง

          สายตานั้นแกร่งกร้าวพุ่งตรงราวกับสัตว์ป่า โคโทริยกมือขึ้นกัดเล็บอย่างไม่รู้ตัว

          “เป็นใคร มาจากไหน มาทำอะไรแถวนี้” อิอิดะถามง่ายๆ แต่ฝ่ายนั้นเงียบ

          “เฮ้ย ท่านรองถามไม่ได้ยินหรือไง!

          ความเงียบที่เว้นจังหวะรอคอยชั่วอึดใจ ไม่มีใครรู้ว่าริวโซเองก็เห็นดวงตาเจิดจ้านั้น

          “ไม่เกี่ยว...กับพวกนาย...”

          “เฮ้ย! วอนซะแล้วไอ้นี่!” ทาคามิเนะฉุนขาด ยืดตัวและเงื้อหมัด

          “ทาคามิเนะ”

          ริวโซเอ่ยขึ้น เสียงนั้นเย็นเยียบกว่าอิอิดะทว่าทรงพลังกว่า คนถูกเรียกหยุดทันใด ขยับออกมาให้คนเป็นหัวหน้าก้าวเข้ามา ริวโซดับซิการ์ส่งให้อิอิดะ

          “มาทำอะไรตรงนี้ เจ้าหนู ไม่กลับบ้านหรือไง”

          เจ้าหนู ในสายตาของหัวหน้าแก๊งฮิโนโทรินั้นเมื่อมองชัดๆ ก็ได้เห็นว่าห่างไกลวัยในคำเรียกอยู่พอสมควร ถึงไม่เป็นผู้ใหญ่เต็มตัวแต่ก็อ่อนวัยกว่าโคโทริไม่เท่าไหร่ ประมาณนักเรียนมัธยมปลาย

          “ว่าไงเฮ้ย! หัวหน้าถามทำไมไม่ตอบ!” ทาคามิเนะกระชากคอตะโกนถามอีกครั้ง

          อีกฝ่ายแข็งขืน สะบัดตัวหนีด้วยกำลังที่มี

“ปล่อย! ฉันเกลียดยากุซ่า!

          สิ้นคำตอบ เวลาหยุดหมุนไปชั่ววินาที ทาคามิเนะคำรามแล้วปล่อยหมัดออกไปทันที คนพูดหน้าสะบัดตัวล้มกลิ้งลงไปอีก

          “ไอ้เด็กเวร! ปากดี งั้นจะทำให้นายเกลียดไปจนตาย” เขาทำท่ายกเท้า

          “พอได้แล้ว” คราวนี้เสียงริวโชติดรำคาญขึ้นมา ทาคามิเนะที่กำลังอารมณ์เดือดที่ถูกด่าซึ่งหน้ายังเก็บอาการไม่ได้ทันที เขาทำหน้าและเสียงฟึดฟัดว่าทำไมหัวหน้าจะต้องห้าม

          “เราไม่ได้เป็นที่รักของคนธรรมดาอยู่แล้วนี่ จะโมโหทำไม” หัวหน้าแก๊งฮิโนโทริยังพูดเรียบๆ สายตาคมกริบกวาดไปทั่วตัวของเด็กหนุ่ม สภาพที่ชายกางเกงยีนชายรุ่ย แจ็คเกตสีดำเลอะฝุ่นสีมอซอซึ่งไม่ได้ใช่เพิ่งเกิดขึ้นจากการถูกรุม ผมยาวคลุมต้นคอยุ่งเหยิงไม่เป็นทรง แก้มตอบผิดธรรมชาติคนในวัยเจริญเติบโต

          ประสบการณ์เกือบหกสิบปีมองเห็นความแข็งกร้าวอยู่ในดวงตาคู่นั้น เพลิงร้อนแห่งชีวิตกับความกระหายที่จะสู้รบแม้จะบาดเจ็บปรากฎชัดเจน แวบหนึ่ง ภาพนั้นดึงเขากลับไปในอดีต วันที่ท้องกิ่วกรีดร้องด้วยความหิวโหย เพียงแค่เห็นป้ายชื่อร้านก็กลืนน้ำลาย

          จุดประสงค์ของเด็กหนุ่มกับการมาด้อมมองที่หน้าร้านอาหารจึงไม่น่าใช่เพราะว่ามียากุซ่าฮิโนโทริอย่างเขามาอยู่ที่นี่ ไม่ใช่เลย

          ริวโซเหยียดมือออกไปด้านหลังหยิบเบนโตะสามชั้นที่เป็นของขวัญจากชิเงรุแห่งมิโอโมเตะมาถือไว้ ก้าวไปข้างหน้า แล้วจู่ๆ ก็ยื่นให้

          “เอาไปกินซะ”

          แทนที่จะได้เห็นหัวหน้ายากุซ่าชื่อดังของเกียวโตตอนใต้สั่งสอนเด็กจรจัดที่อวดดีเพื่อประกาศบารมี ทว่าสิ่งที่เขาทำคือการให้อาหาร แต่นั่นก็ไม่ธรรมดาเพราะเป็นเบนโตะสามชั้นจากร้านมิโอโมเตะชื่อดัง

          ทาคามิเนะทำท่าจะค้าน ไม่รู้เสียดายเบนโตะหรูหรือคาดไม่ถึงกับบทลงโทษกันแน่ อิอิดะยกมือห้าม

          “เอาไปสิ วัยขนาดนี้ปล่อยให้หิวมากไม่ดีนะ”

          ริวโซเห็นดวงตาสัตว์ป่านั่นเบิกกว้างเหมือนตกใจว่าสิ่งที่ซ่อนไว้อยู่ได้ถูกขโมยมาแฉต่อหน้าสาธารณะเพราะท่าทางของคนรอบข้างก็ประหลาดใจเหมือนกัน อิอิดะผุดยิ้ม

          เด็กหนุ่มมองหน้าคนให้ด้วยท่าทางระแวดระวัง ครั้นแล้วก็หรี่ตาลง นิ่งคล้ายตัดสินใจก่อนจะตอบ

          “ฉันไม่กินของจากมือยากุซ่า”

          โดยไม่ต้องออกกิริยามากมาย เพียงคำปฏิเสธที่เปี่ยมด้วยน้ำเสียงหยามเหยียดก็เพียงพอจะจุดไฟโทสะให้บรรดาสมาชิกแก๊ง ที่ต่างบริภาษออกมากันดังลั่น

          “ไอ้เวร!

          “อวดดีนักนะแก!

          หนึ่งในนั้นลงเท้าอีกรอบและกระชากคอเสื้อร่างที่นั่งอยู่จนตัวลอยขึ้นมา

          “ไอ้หนู แกกล้าปฏิเสธน้ำใจหัวหน้าไอ้ยังไง แถมยังปากดีอีก แบบนี้มันต้องสั่งสอนให้จำไปจนตาย!

          หมัดลุ่นๆ สอยใบหน้าที่ฟกช้ำอยู่แล้วนั่นเข้าไปอีก ตามด้วยแรงเตะจากเท้าอีกคู่ อิอิดะเหลียวมองริวโซ คนเป็นหัวหน้ายังคือเบนโตะหรูไว้ในมือ สีหน้าไม่บอกอารมณ์ชัด แต่แสงโคมไฟที่จับเสี้ยวหน้านั้นเผยความเยือกเย็น วูบนั้นเขาเหนไฟลุกในดวงตาเจ้านายที่ทำงานมาด้วยกันมากกว่ายี่สิบปี

          “หยุดได้แล้ว”

          ริวโซบอก ยังมีลูกตามน้ำอีกหนึ่งดอกจากเจ้าของหมัด หัวหน้าแก๊งยื่นเบนโตะคืนไปให้มาเอดะ

          “กลับ”

          “หัวหน้า” ทาคามิเนะทำเสียงคราง อิอิดะมองเหล่ รุ่นน้องจึงหยุด แต่คนเป็นหัวหน้าก็หยุดฝีเท้าด้วย เขาหันไปมองทางขวามือซึ่งเป็นส่วนที่แสงไฟส่องไปไม่ถึง

          “ราเมนอร่อยใช่ไหม คุโรซากิ ถึงได้ยืนสบายอารมณ์อย่างนั้น”

          จากมุมมืดนั้นมีชายคนหนึ่งก้าวออกมา ไฟที่ปลายบุหรี่แดงวาบตัดกับสูทสีขาวทำให้บริเวณนั้นดูสว่างขึ้นมา เขาเป็นชายไว้ผมยาวที่รวบไว้เรียบร้อย ใบหน้าแสดงถึงคนวัยอายุสี่สิบที่ยังหล่อเหลาแต่สีหน้าเย็นชาไม่รับรู้อะไร และราวกับไม่เห็นเหตุการณ์ตรงหน้า

          “ก็ไม่ทำให้ผิดหวังครับ” เขาตอบ

          “นี่...คุณคุโรซากิมาตั้งแต่เมื่อไหร่” ทาคามิเนะถาม

          “ตั้งแต่ก่อนที่หมัดแรกของคุโบตะจะฟาดหน้าเด็กนั่นซะอีก”

          คุโรซากิตอบ ดีดบุหรี่ทิ้งแล้วเหยียบดับเช่นกัน แล้วก็เดินนำออกไป ริวโซยกมุมปากให้ลูกน้องอันดับสอง ครั้นแล้วก็หันกลับมามองร่างเด็กหนุ่มที่ยังนั่งอยู่บนพื้นและมือก็ยังคงกุมท้องไว้

          “ฉันได้ยินที่แกพูดแล้ว จะจำไว้ก็แล้วกัน”

          จบคำริวโซก็เดินออกไป โคโทริเหลือบมามองอีกครั้งแล้วก็เมินกลับไปเช่นกัน

          เด็กหนุ่มมองตามกระทั่งรถเบนซ์สีดำเคลื่อนตัวหายไปในความมืด เขาค่อยๆ ยันกายขึ้นมา แต่แล้วการเจ็บแปลบที่ท้องรวมทั้งร่างกายที่ไม่ได้รับอาหารมาตั้งแต่เมื่อวานส่งให้ไม่มีแรง จึงเซไปพิงกำแพงอิฐและครูดตัวลงมา เพื่อปล่อยลมหายใจหอบทางปากที่ชุ่มเลือดและถ่มออกมาพร้อมน้ำลายเหนียว

          “อุ๊ย!

          เขาสะดุ้งโหยง เงยหน้ามองตามเสียง แล้วก็นิ่ง

          ขณะนั้นเป็นเวลาใกล้ห้าทุ่มครึ่ง ความมืดกางตัวคลุมทุกพื้นที่ แต่ที่อยู่ตรงหน้าของเขาคือแสงสว่าง ไม่ใช่เพราะกิโมโนสีขาว แต่ใบหน้าอ่อนโยนหวานซึ้งและอบอุ่นราวแสงตะวันนั้นต่างหาก

          ฮานะซึ่งเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงท้ายก่อนที่พวกฮิโนโทริจะกลับไป จึงพอรู้ว่ามีเด็กหนุ่มแปลกหน้ามาอยู่ที่ร้าน เมื่อสายตานั้นมองตอบ ดวงตาสานสบ หัวใจกระตุกวูบ เธอไม่เคยเห็นสายตาร้อนแรง ดิบเถื่อน แต่ขณะเดียวกันก็เหงาเศร้าลึกซึ้งแบบนี้มาก่อน ราวกับมีมือที่มองไม่เห็นมาฉุดให้ตกไปลงในหลุมดำที่เวิ้งว้างกว้างใหญ่ของห้วงจักรวาลอันไพศาล

          เขาขยับตัวจะยืน ทว่าความเจ็บปวดสกัดกั้นไว้ และเผลอครางออกมา

          “เป็นอะไรหรือปล่า”

          นั่นก็เป็นคำแรกที่เธอเอ่ยออกมาเมื่อได้สติพร้อมกับยื่นมือออกไปโดยอัตโนมัติเพราะเป็นห่วง อีกฝ่ายผงะร่างหนีเหมือนรังเกียจ เธอก็ชะงัก

          ความเงียบแทนที่ทันควัน

          “โครก”

          เพราะในความสงัดของเวลาและอารมณ์ เสียงนั้นจึงฟังชัด ฮานะยกมือแตะปาก ลูกสาวร้านมิโอโมเตะจึงระลึกถึงบทสนทนาที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ได้

          “หิวใช่ไหม”

          เด็กหนุ่มปริศนาก้มหน้าหลบ หญิงสาวจุดยิ้ม

          “หิวจริงๆ ด้วย ถ้างั้นรอเดี๋ยวนะ ในครัวน่าจะมีอะไรเหลืออยู่บ้าง รอตรงนี้นะ เดี๋ยวฉันมา”

          โดยไม่รอคำตอบ เธอก็ก้าวเร็วๆ ออกไป เด็กหนุ่มกะพริบตา ในใจกำลังลังเล วูบหนึ่งอับอายกับสภาพที่เป็น แต่ก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่เป็นแบบนี้ การขออาหารจากร้าน ขอบขนมปัง แม้กระทั่งคุ้ยขยะ นอนข้างถนน ก็เป็นสิ่งที่เคยผ่านมา ครั้งนี้ก็เช่นกัน อุตส่าห์ดั้นด้นมาจนถึง เพียงแต่...เขาละอาย สายตาคู่นั้น

 

          เมื่อเก็บกวาดและทำความสะอาดครัวเรียบร้อย ลูกจ้างทยอยเดินกลับที่พักคนงานซึ่งเป็นเรือนเชื่อมต่อโดยคั่นไว้สวนและบ่อปลาคาร์พ ฮิเดโอะมองซ้ายขวา

          “ฮานะล่ะครับป้าชิมะ”

          “เอ...เมื่อครู่เห็นไปส่งทางฮิโนโทริกับนายท่านนี่คะ” หญิงสูงวัยคนงานเก่าแก่ก็พลอยมองหาไปด้วย “สงสัยอยู่กับนายท่านมั้งคะคุณฮิเดโอะ นายท่านบอกว่าวันนี้รู้สึกไม่ค่อยสบาย”

          ชายหนุ่มรูปหล่อพยักหน้าเข้าใจและเดินออกไปจากครัว

          ดังนั้น ฮานะจึงเข้ามาในครัวตอนที่ทุกคนออกไปหมดแล้ว

 

ถึงจะรู้ว่าเธอผู้นั้นกำลังเดินมาด้วยเสียงเกี๊ยะ แต่เมื่อใบหน้านั้นโผล่มาให้เห็น หัวใจก็ยังเต้นโครมคราม เธอยอบตัวลงแล้วเปิดกล่องไม้ที่ถือมา ทำท่าอายๆ

          “พอดีไม่มีอะไรเหลือเลยนอกจากข้าว ฉันก็เลยทำข้าวปั้นบ๊วยมาให้ พอกินได้ไหม”

          ในกล่องมีข้าวรูปสามเหลี่ยมสามก้อน สีขาวแวววาวของข้าวโดดเด่นในความสลัว เขาถึงกับถามตัวเองว่านานเท่าไหร่แล้วที่ไม่ได้สัมผัสกับเมล็ดข้าว หญิงสาวส่งให้เขาทั้งกล่อง

          “เชิญเลยค่ะ”

          เด็กหนุ่มที่หิวโหยยกมือสั่นเทารับ หลายนาทีก่อนหน้าเขาปฏิเสธเบนโตะที่หัวหน้าแก๊งยากุซ่าส่งให้ด้วยแรงทะนงตน แต่กลับรับข้าวปั้นกล่องนี้ด้วยความเต็มใจ

          เหลือบมองดวงหน้าของหญิงสาวผู้มีน้ำใจ เขาไม่เคยเชื่อว่าผู้วิเศษมีจริงกระทั่งวันนี้ ถ้าจะจำกัดความหน้าตา นางฟ้าก็คือคนตรงหน้านี่เอง

          ด้วยความหิวโหยความและสายตาที่ปรารถนาดี เขาส่งข้าวปั้นเข้าปาก รสชาติหอมหวานอุ่นของข้าวล้ำเลิศผสมน้ำส้มสายชูอ่อนๆ กระจายไปทั่วปากจนยากที่จะควบคุมตัวเอง เด็กหนุ่มกัดคำที่สองและสามอย่างรวดเร็ว ก็เจอกับเนื้อบ๊วยเปรี้ยวหวานเค็มละมุนชูรสข้าวให้ล้ำลึกเข้าไปอีก เมื่อเมล็ดข้าวที่ถูกเคี้ยวละเอียดถูกส่งลงสูท้อง ไม่เพียงความหิวที่ถูกไล่ออกไป แต่ความอิ่มอิ่มซาบซึ้งอบอุ่นยังแผ่ซ่านไปทั่วร่าง

          ลืมความเจ็บปวดในกระพุ้งปาก ใบหน้า และที่ท้อง เขารู้สึกถึงความร้อนที่เอ่อขึ้นที่หัวตา

          “เป็นไงบ้าง”

          เขาพยักหน้า “อร่อย...”

          “อร่อยก็กินให้หมดเลยนะ” ฮานะบอก “แต่ว่าต้องขอโทษด้วยจริงๆ นะที่มีแค่บ๊วย วันนี้อาหารขายหมดทุกอย่างเลย อย่าไปพูดว่าที่มิโอโมเตะเสิร์ฟได้แค่โอนิกิริล่ะ”

          เด็กหนุ่มส่ายหน้าถี่ “ไม่เป็นไรครับ ขอบคุณครับ ขอบคุณมากๆ” เขาไม่ได้สัมผัสกับ ข้าวสวย มาสองวันเต็ม ต่อให้เป็นข้าวปั้นเกลือก็เริศหรูพอจะต่อชีวิตได้แล้ว เธอคนนี้อุตส่าห์ใส่บ๊วยมาให้ ไม่สนใจกลิ่นตัวที่ไม่ได้เจอน้ำมาเกือบห้าวัน แม้แต่ชื่อก็ไม่ถาม แต่สาหร่ายที่ห่อมานั้นตัดตรงบ่งบอกถึงความพิถีพิถันต่อลูกค้า หรือแม้แต่คนเร่ร่อนอย่างเขา

          น้ำแล่นมาจ่อที่หัวตา เขากลืนข้าวพร้อมสกัดกั้นให้ไหลกลับลงสู่หัวใจ

          ข้าวสองก้อนหมดไปไม่รู้ตัว เด็กหนุ่มสูดลมหายใจ

          “นี่ชาจ้ะ”

          เสียงหวานๆ ดังขึ้นทำเขาตะลึง ราวกับเพิ่งนึกได้ว่าหญิงสาวยังนั่งอยู่ข้างๆ แต่สิ่งที่เธอยื่นให้คือถ้วยชา ก่อนที่จะรินน้ำชามาให้ด้วยกิริยาเต็มใจยิ่ง น้ำตาที่กลั้นไว้เอ่อขึ้นมาอีก

          ความร้อนจากน้ำชาที่ส่งผ่านถ้วยดินเผามาที่มือช่วยละลายความเยือกเย็นที่ได้รับจากฤดูใบไม้ร่วง กลิ่นหอมของชาเขียวทลายน้ำแข็งหนาที่เกาะผนังก้อนเนื้อในอก เป็นครั้งแรกในรอบเดือนที่หัวใจเต้นแรง ตื้นตัน เป็นหลักฐานยืนยันได้ว่าเขายังมีชีวิต ยังถูกมองเห็น  และได้รับน้ำใจอย่างไม่ต้องการสิ่งใดตอบแทน

          เด็กหนุ่มเร่ร่อนกินข้าวหมดทั้งสามก้อน เขาซดชาอีกครั้งก่อนจะส่งคืนหญิงสาวผู้มีน้ำใจ ผ่อนลมหายใจยาว และขยับกายมานั่งบนส้นเท้าตนเอง โค้งต่ำและพูดอย่างหนักแน่น

          “ขอบคุณมากครับ”

          ฮานะยิ้ม “ไม่เป็นไร ดีแล้วละ” ตอบพลางเก็บกล่องที่ใส่ข้าวปั้น กระบอกน้ำชา แล้วก็ลุกยืน เด็กหนุ่มยืนตาม เธอชะงัก เพิ่งเห็นชัดว่าเขาสูงทีเดียว

          “คือผม...” เขาเอ่ยขึ้น กริยากระฉับกระฉับผิดจากก่อนหน้านี้ คงเป็นเพราะข้าวปั้นทำให้มีแรง ฮานะคิด “ที่นี่ร้านมิ เอ่อ ร้านอาหารใช่ไหมครับ”

“ใช่ค่ะ ชื่อร้านมิโอโมเตะ” หญิงสาวชี้มือไปยังป้ายไม้เขียนด้วยอักษรสีดำ เด็กหนุ่มยื่นตรง จู่ๆ ก็โค้งให้

“กรุณารับผมเข้าทำงานได้ไหมครับ”

 

ฮานะเลิกคิ้วกับประโยคคำถามนั้น เธองงไปชั่วขณะก่อนจะทำความเข้าใจได้ว่าเด็กหนุ่มหมายถึงอะไร สาวหน้าหวานเอียงคอ

“ขอทำงาน หมายถึงสมัครงานเหรอ”

“ครับกรุณาด้วยเถอะครับ”

หญิงสาวแปลกใจขึ้นมาจริงๆ เธอกอดกล่องข้าวและกระบอกใส่ชาไว้กับอก เสียงของเขาจริงจังอยู่หรอก แต่หน้าฟกช้ำทำไม่แน่ใจ และสาเหตุที่เขามานอนอยู่ที่หน้าร้านจนถูกฮิโนโทริลงมือด้วยความระแวงนั่นก็สำคัญ

“เอ่อ ที่จริง...”

“มีอะไรกันเหรอครับคุณฮานะ”

เสียงใหญ่กึ่งเรียบกึ่งร้อนรนดังขึ้นเบื้องหลัง ฮานะได้สติหันไป “คุณโคจิ คือ...”

โคจิก้าวมายืนข้างหน้าหญิงสาวทันที ด้วยฐานะเธอเป็นลูกสาวของนายจ้างก็ถือว่าเป็นนายคนหนึ่ง รวมทั้งการเป็นผู้หญิง เขากำลังจะกลับที่พักเห็นหญิงสาวยืนอยู่หน้าประตูใหญ่จึงรีบก้าวมา

“มีอะไรไอ้หนู” พ่อครัวมือหนึ่งถามเสียงเข้ม ย่นจมูกเพราะกลิ่นไม่พึงปรารถนาที่ลอยมา

“พอดีเขามาขอสมัครงานค่ะ”

“ตอนห้าทุ่มนี่นะ ร้านปิดแล้ว กลับไปซะ คุณฮานะเข้าไปข้างในได้แล้วครับ ผมจะปิดประตู” เขาบอกกึ่งสั่ง เพราะชายหนุ่มมีหน้าถือถือกุญแจประตูใหญ่อีกคนหนึ่ง ที่พักของเขาอยู่แถวสถานีคิโยมิสึโกโจซึ่งเดินจากร้านไปราวสิบห้านาทีเท่านั้น

“คุณโคจิคะ เราก็กำลังขาดคน...”

“เรื่องนี้ต้องถามนายท่านก่อนไม่ใช่เหรอครับ”

“แต่...”

“กลับเข้าไปข้างในเถอะครับ”

โคจิเป็นคนจริงจังและเข้มงวด แม้เขาจะเป็นลูกจ้างแต่ก็เป็นผู้อาวุโสกว่าที่ฮานะจะต้องฟัง เพราะงั้นร้านจึงได้รับการยอมรับมานาน หญิงสาวพยักหน้า แต่ยังหันไปทางเด็กหนุ่มปริศนาที่เธอยังไม่รู้จักแม้แต่ชื่อ

“พรุ่งนี้ค่อยมาใหม่นะ”

เมื่อเขามองตอบกลับมา ฮานะรู้สึกถึงกระแสไฟฟ้าที่แล่นผ่านร่าง เธอจึงรีบหมุนกายและก้าวเร็วๆ เข้าไปที่ร้าน

โคจิเหลือบมองหญิงสาวแวบหนึ่ง แล้วหันไปทำตาดุใส่ผู้มาเยือนยามวิกาล อีกฝ่ายจึงค่อยๆ เดินถอยออกไป ชายหนุ่มยืนมองตามจนลับตา ก่อนจะปิดประตูไม้บานใหญ่ ลงกลอนและเดินกลับที่พักไป ในความมืดที่สลัวด้วยแสงไฟมีเพียงเสียงเท้าเป็นเพื่อน

 

นี่คืออาณาเขตของมิโอโมเตะ แม้จะเข้ามานั่งในห้องขนาดหกเสื่อแล้วแต่เด็กหนุ่มก็ยังอดตื่นเต้นไม่ได้ เสื่อทาทามิให้ความรู้สึกไม่คุ้นเคย เมื่อมองไปยังบริเวณโทโคโนมะ1 ที่มีดอกวิลโล่ว์จัดอยู่ในแจกันดินเผา และภาพวาดพระอาทิตย์ตกดินที่แขวนไว้ทำให้เขารู้สึกแปลกแยกชอบกล

ตอนที่เดินเข้ามา ได้เห็นสวนสวยที่เต็มไปด้วยสนแคระและต้นบ๊วย ไม้งามที่ยืนหยัดในเวลาที่ความหนาวมาเยือน แม้จะอยู่ท่ามกลางหิมะดอกบ๊วยจะบานอย่างสวยที่สุด ในหนังสือกวีจีนที่เขียนด้วยคันจิมักจะพูดว่าบ๊วยเป็นดอกไม้แห่งความชื่นบาน มีโชค ความอ่อนเยาว์ที่ยืนยาว และเป็นความเข้มแข็งในอุดมคติ

ผู้หญิงคนนั้น...ก็สวมกิโมโนลายดอกบ๊วย

เขามายืนเตร่อยู่ที่ร้านตอนเจ็ดโมง เจอกับผู้ชายตัวสูงสวมแว่นคนเมื่อวาน อีกฝ่ายปรายตามองแล้วเดินหายเข้าไปในร้านสักพักก็กลับออกมาพร้อมผู้หญิงคนนั้น ยามอยู่ใต้แสงสว่าง รอยยิ้มเธอเจิดจ้า

ฉันไม่ได้มีอำนาจตัดสินใจเรื่องนี้หรอก แต่ว่าคุยกับคุณพ่อแล้ว ท่านบอกว่าให้เธอลองเข้ามาคุยดูน่ะ ตอนนี้ทางเราขาดคนอยู่พอดี

พูดจบเธอยิ้มให้และหมุนกายเดินไป ส่วนผู้ชายตัวสูงนั้นก็มองผ่านแว่นมาด้วยสายตาเคร่งขรึมเหมือนเคย ได้มาเห็นชัดๆ ก็พบว่าอีกฝ่ายตัวสูงเท่าๆ เขาเลยทีเดียว

ประตูบานเลื่อนเปิดออก ชายคนหนึ่งยืนอยู่แสงยามเช้าที่ส่องย้อนมาดูน่าเกรงขาม เขาก้มศีรษะลงอัตโนมัติ อีกฝ่ายเดินเข้ามานั่ง มีหญิงกลางคนในชุดกิโมโนลายตารางเดินตามเข้ามาพร้อมถาดเครื่องชา รินส่งให้ เขากล่าวขอบคุณ ส่วนชายชรายกชาขึ้นจิบ กลิ่นหอมละมุน ไม่ต้องบอกก็รู้ว่านี่คือ คุณพ่อที่เธอคนนั้นเอ่ยถึง และเป็นนายใหญ่แห่งมิโอโมเตะแห่งนี้นั่นเอง

หญิงกลางคนมองเขาด้วยสายตาเป็นมิตรกึ่งสงสัยก่อนจะเคลื่อนตัวออกไป เวลาผ่านไปครู่หนึ่ง

“ชื่ออะไร อายุเท่าไหร่”

เสียงแหบเหมือนคนไม่ค่อยได้พูด ทว่าก็กว้างและใหญ่กังวานสมฐานะ

“ซา...เอ่อ คางาวะ อายุสิบหก”

“ชื่อเต็ม”

เด็กหนุ่มเม้มปาก “เรียกผมว่า คางาวะ จิน ก็ได้”

“เรียกผมว่า อย่างนั้นเหรอ คิดว่าบอกแค่นั้นแล้วคิดว่าฉันจะไม่ถามต่อหรือไง” ชิเงรุกอดอก มองคนตรงหน้า และบันทึกรายละเอียดต่างๆ ไว้ในใจ โดยเฉพาะดวงตาที่ฉายความเจ็บปวดอยู่แวบๆ ทุกครั้งที่เงียบลง

“ฮานะบอกฉันว่าเธอมาขอทำงาน”

หัวใจของจินวูบไหว ผู้หญิงคนนั้นชื่อฮานะ ฮานะ ทำไมถึงได้ตื่นเต้น ก็แค่ชื่อเท่านั้นเอง

“วัยขนาดเธอคือเด็กมอปลาย ถ้ามาทำงาน แปลว่าจะไม่มีปัญหาตามหลังมาหรือไง”

สติของเขากลับคืนมา เข้าใจว่าชายชราหมายถึงการหนีออกจากบ้านของเด็กวัยรุ่นอย่างที่มีให้เห็น จินมองมือที่กำแน่นอยู่บนหน้าขาตนเอง ภาพที่เขาไม่อาจลืมได้ สีแดงของเลือด

“มีคนจำพวกหนึ่งที่เรียกว่า ตัวคนเดียวในโลกนี้ ผมเป็นคนประเภทนั้น”

ชิเงรุเติมชาและยกขึ้นจิบ “ตอบได้สวยหรูดี แต่มันไม่มีประโยชน์กับฉัน เธอคิดว่าที่นี่คือที่ไหน”

“ร้านมิโอโมเตะ ร้านอาหารญี่ปุ่นดั้งเดิมครับ”

มุมปากเจ้าบ้านยกยิ้ม “เรื่องนี้ถามย่านค้าก็รู้แล้ว แล้วยังไง ทำไมฉันจะต้องจ้างเธอ”

คราวนี้เป็นผู้มาเยือนนิ่งบ้าง

“ถ้าเธอรู้จักชื่อร้านก็คงรู้มาบ้างว่าที่นี่ไม่ใช่ร้านที่ลูกจ้างจะเดินเข้าออกได้ง่ายๆ คิดว่าฉันจะรับเด็กเร่ร่อนอย่างเธอมาทำอะไร”

จินรู้สึกว่าเลือดในการแล่นพล่าน ไม่ใช่เพราะโกรธ แต่เป็นความกระหายบางอย่างที่เกิดขึ้นจากการดูแคลน เขาก็ไม่ได้มีชีวิตที่สวยหรูมาก่อน เพียงเพราะเหตุการณ์บางอย่างทำให้อารมณ์ความรู้สึกแข็งกระด้าง รัศมีจากนายใหญ่แห่งมิโอโมเตะไม่ได้ทำให้กลัว กลับกัน เป็นความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะเดินเข้าหาเหมือนนักรบที่ไม่กลัวความตาย

“เพราะผมแข็งแรง...” เขาตอบและยืดกายขึ้นตรง “ใช้แรงงานผมได้ ยังไงซะ ก็ต้องมีคนทำความสะอาดเก็บล้าง พ่อครัวที่จับมีดคงไม่ใช้ข้อมือฝ่าฟืนหรือถูพื้นถ้าไม่จำเป็น”

มิโอโมเตะไม่เคยประกาศสมัครพนักงาน ทุกคนล้วนแล้วแต่มาขอทำงาน และเกือบทั้งหมดมาจากครอบครัวที่มีกิจการของตนเอง ร้านอาหาร โรงแรม เป็นเด็กหนุ่มหรือหญิงสาวที่อยากมาฝึกฝีมือเพื่อจะได้ประสบการณ์ที่ล้ำค้าไปพัฒนากิจการของตนเอง ความมุ่งมั่นของคนเหล่านั้นคือเพื่อจะเรียนรู้ให้ได้มากที่สุด เก่งให้ได้มากที่สุด

แต่ไม่มีใครเลยที่จะบอกว่ายอมทำงานด้วยการรับคำสั่งเพื่ออยู่ในตำแหน่งต่ำสุด

กระทั่ง คางาวะ จิน เข้ามาและพูดคำนี้

ชิเงรุรู้สึกในวินาทีนั้นว่าคนตรงหน้าไม่ใช่แค่ เด็กหนุ่ม มีอะไรบางอย่างลุกโชนอยู่ในกายสูงและดวงตาอ้างว้างแข็งกร้าวนั่น

 

 

1.                   ห้องหรือซุ้มเล็กๆ ในห้องญี่ปุ่นแบบเก่า บริเวณนี้จะเป็นการยกพื้นขึ้นจากพื้นเดิมเล็กน้อยเพื่อตกแต่งภาพวาดที่เป็นม้วนกระดาษ หรือประดับแจกันดอกไม้ หรือหากมีการเปลี่ยนฤดูกาลการตกแต่งต่างๆ ก็จะเปลี่ยนไป เช่นเทศกาลปีใหม่

 

 อุธิยา

23.9.17


รูปประกอบ โทโคโนมะ


 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

35 ความคิดเห็น

  1. #8 fsn (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 7 มีนาคม 2561 / 03:22
    เข้ามาอ่านถึึงตอนนี้ รู้สึกว่าเรื่องนี้ เท่มากๆ เลยคะ น่าสนใจ ไม่ค่อยเจอเรื่องแบบนี้ เลยอดเม้นท์ไม่ได้ทั้งที่เรื่องนี้หยุดอัพไปแล้ว (มั้ย)
    #8
    1
    • #8-1 Baby Red - อุธิยา(จากตอนที่ 4)
      10 มีนาคม 2561 / 08:26
      ขอบคุณมากๆ เลยค่ะ ที่มาติดตาม ดีใจจัง
      ดีใจที่ชอบเรื่องแนวนี้นะคะ ^ ^
      #8-1
  2. #1 Lee (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 30 กันยายน 2560 / 11:55
    สุดยอดเลยจินเท่ห์มาก
    #1
    1
    • #1-1 Baby Red - อุธิยา(จากตอนที่ 4)
      3 ตุลาคม 2560 / 16:51
      จินเป็นเด็กที่โตเกินวัย ยังมีบทให้เท่ได้อีกค่ะ
      ขอบคุณที่มาติดตามนะคะ ^ ^
      #1-1