กลางวงกตดอกไม้ (October Storm) - (สนพ.พิมพ์คำ)

ตอนที่ 39 : บทที่ 38 การเดินทางครั้งใหม่ของดอกไม้

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 52
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    19 ต.ค. 61

38. การเดินทางครั้งใหม่ของดอกไม้

 

          ฮานะชอบทำงาน เธอถูกสอนมาอย่างนั้น ถึงจะเหนื่อยและมีเหงื่อออกก็ดีกว่าการนั่งอยู่เฉยๆ ทุกคนพยายามจะอาสาทำงานแทนตลอด มาโมรุมาช่วยถือตระกร้าหัวไชเท้าที่แปลงผัก แถมยังช่วยล้างด้วยทั้งที่เป็นงานของเธอ คงเดาได้ว่าเธอต้องเจอกับอะไรมา แต่ทั้งมาโมรุและแม้แต่เธอเองก็ไม่รู้ว่าคนๆ นั้นเป็นใคร

ใครกันที่รู้ว่าเธอชอบเมนไทโกะ กลิ่นไมล์เซเว่นจางๆ กลิ่นโซบะที่เธอตอบปฏิเสธไป เสียงคำรามแผ่วๆ ชื่อยูสึเกะที่ได้ยินอีก เป็นแค่ความบังเอิญเท่านั้นหรือ

“คุณฮานะคะ ป้าทำเองค่ะ”

ชิมะพูดแล้วเข้ามาถือผักดองที่เธอหยิบมาจากถังดองออกไปจากมือ เพื่อเตรียมไว้สำหรับจัดทำเมนูขายในวันนี้

“ไม่เป็นไรค่ะป้า”

“ให้ป้าทำเถอะค่ะ” พูดแล้วก็ยื้อตระกร้าไป ฮานะรู้สึกหงุดหงิดจึงดึงไว้ ตั้งแต่เช้าเธอยังไม่ได้ทำอะไรต่อเนื่องเป็นชิ้นเป็นอันเลย

“ฉันไม่ได้เป็นอะไรแล้วนะคะป้า”

ชิมะชะงัก หน้าเสียชัดเจน “เอ่อ...ค่ะ” พูดแล้วปล่อยมือที่ถือตระกร้าให้นายจ้างสาวทันที ยกมือแตะปาก ตาแดง

ฮานะรู้สึกตัว “ป้าคะ ฉันขอโทษค่ะ”

หัวหน้าสาวเสิร์ฟลูกจ้างเก่าแก่มีหยดน้ำที่หางตา ฮานะใจหาย “ป้าคะ ฉันขอโทษค่ะ พอดีฉัน...”

คนฟังสูดลมหายใจลึกหนึ่งครั้งก่อนจะพยักหน้า ยกมือแทนความหมายว่าตนเองเข้าใจ

“ไม่เป็นไรค่ะ ป้าผิดเองที่ไม่ไว้ใจคุณฮานะ ป้าต้องขอโทษมากกว่าเพราะเป็นงานของคุณฮานะ ป้าไม่ควรก้าวก่าย ขอโทษด้วยค่ะ”

หญิงสาวจับมือคนอายุมากกว่า ส่ายหน้า “ฉันไม่ดีเองค่ะ”

“ป้าเข้าใจแล้วค่ะ” น้ำเสียงชิมะกลับมาใกล้เคียงปกติ “ป้าแค่เป็นห่วงคุณฮานะ”

“ฉันรู้ค่ะ”

“ถ้าอย่างนั้น เดี๋ยวป้าเข้าไปข้างในก่อนนะคะ ให้ตรงนี้คุณฮานะทำ” ลูกจ้างเก่าแก่เอ่ยกึ่งสรุป สีหน้าสดใสขึ้นแล้วเดินออกไป ฮานะยิ้มและพยักหน้าให้ มองตามแล้วผ่อนลมหายใจยาว

คงมีหลายจังหวะที่แสดงให้เห็นว่าเธอไม่ปกติ ฮานะไม่โกรธพวกเขา แต่เสียใจที่ไม่ควบคุมตัวเองให้ดี กิริยาเมื่อครู่เป็นความไม่สุภาพอย่างยิ่ง ตอนนี้เธอต้องทำงาน เพราะไม่เช่นนั้น หัวใจจะเหม่อลอยไป

สิ่งที่เลวร้ายที่สุดกว่าการถูกกระทำคือเธอหลงใหลการถูกกระทำนั้น

ทุกคืนเมื่อหลับตาจะรู้สึกถึงสัมผัสของเขา การจูบ ฝ่ามือที่ลากบนผิว กลิ่นร่างกายของเขาเป็นกลิ่นเหงื่อผสมแป้ง ถึงจะตอบนักสืบไปว่าสับสน แต่จมูกยังยืนยันว่าเป็นกลิ่งแป้งอยู่ดี บางครั้งยามทำงานเธอจะเผลอลูบที่แขนตัวเองบ่อยครั้งจนชิมะถามแล้วก็ต้องกลบเกลื่อนด้วยการหาเรื่องอื่นมาพูดแทน

ฮานะนั่งอยู่ในห้องนอน แปรงผมช้าๆ เรือนผมก็เช่นกัน เพียงแค่ครั้งเดียวตาติดตรึงเหลือเกินที่เขาสระผมให้ ทำไมกัน

ถ้าผมจัดการธุระเสร็จแล้ว ผมจะกลับมาพวกว่าผมเป็นใคร

ชั่วแวบหนึ่ง เธออยากรออยู่ตรงนั้น เป็นความคิดที่บ้าสิ้นดี

ผมรักคุณ

เพราะอะไรหัวใจจึงเชื่อ เขาเป็นใครเธอยังไม่รู้ แม้แต่เสียงก็ยังไม่ได้ยิน มีแค่ครั้งเดียวในความรัญจวนใจนั้นที่เขาเผลอออกมา จากนั้นก็เหลือแต่เสียงของเธอ

ฮานะเองก็พยายามคิดว่าเขาเป็นใคร ใจหนึ่งเอนเอียงไปทางอดีตลูกจ้างตัวสูงคนนั้น ด้วยสรีระและด้วยสถานการณ์ หากเขาอยู่ตรงนั้นเขาจะช่วยเธอ แต่อีกใจก็คัดค้านเพราะรายละเอียดหลายอย่างไม่ตรงกัน อีกเหตุผลหนึ่งคือ ถ้าเป็นจินคนนั้นเขาทำแบบนั้นกับเธอทำไม

เธอไม่กล้าคิด ทั้งหวาดหวั่นและวาบหวิวในอก สองคืนแรกที่กลับมานอนหลับๆ ตื่นๆ ทั้งพิษไข้และการปรับตัวที่ยังติดอยู่ในสถานที่ซึ่งแทบไม่รู้วันเวลา กระทั่งคืนที่ผ่านมาหลังจากที่นักสืบคนนั้นมาถาม เธออึดอัดแต่เหมือนได้ปลดปล่อยบางอย่างที่คาใจออกไป

บางอย่างที่เธอเสียไป แทนที่ด้วยอีกหนึ่งสิ่ง เธอไม่ใช่ฮานะคนเดิมอีกแล้ว

 

“อะไรวะ เครื่องเฮงซวย”

“คุณลูกค้าครับ ใจเย็นๆ ก่อนครับ”

“ก็เครื่องมันเฮงซวยนี่หว่า”

ลูกค้าร้านปาจิงโกะคนหนึ่งกำลังอาละวาดเนื่องจากเครื่องเสียในครั้งแรก ต่อมาขอเปลี่ยนเครื่องโดยไประรานเอากับชายคนหนึ่งโดยอ้างว่าเป็นที่ประจำ แต่แล้วก็มีปัญหาอีกเนื่องจากเขาเสียแล้วเริ่มหงุดหงิด ประกอบกับเบียร์ที่ดื่มเข้าไปทำให้เสียงดังขึ้นจนกลายเป็นโวยวายจนลูกค้าแจ้งผู้จัดการแล้วก็ยังไม่ได้ผล

“เครื่องเฮงซวย! ระวังนะเว้ยใครมานั่งจะหมดตัว”

“คุณลูกค้าครับ”

“พูดมากน่า” เขาผลักอกผู้จัดการจนเซ แต่ไม่ล้มลงเพราะมีอีกร่างมารับไว้ทัน ผู้จัดการหันไป ตอนแรกจะถามว่าใครแต่ก็ไม่ทันเพราะคนนั้นพุ่งออกไปก่อนแล้ว

“อะไรวะ”

แทนคำตอบคนมาใหม่ก็ล็อกคอลูกค้าขี้โมโหคนนั้นทันที

“เฮ้ย!

เจ้าตัวรีบสะบัดให้หลุด เขาเป็นคนตัวใหญ่จึงมีแรงเยอะพอจะเหวี่ยงอีกคนที่ตัวสูงพอกันให้หลุดไปได้ “อะไรของแกวะ!

“ออกไปเดี๋ยวนี้” คนมาใหม่พูดเรียบๆ ผู้จัดการห่อปากตกตะลึงพลางคิด เด็กนี่ใครกัน

“อะไรวะ ไอ้หนูแกเป็นใคร อย่าบอกนะว่าเป็นคนคุมที่นี่ เด็กอย่างแกนี่นะ ฉันน่ะมาเล่นที่นี่ตั้งแต่แกกินนมแม่ รู้ไว้ซะด้วย!

ลูกค้าคนอื่นๆ ไม่เชิงแตกตื่นแต่ระแวดระวังเนื่องจากเหตุการณ์วุ่นวายมีให้เห็นบ่อยๆ ทุกคนสนใจกับ คนคุม มากกว่าว่าเขาจะจัดการยังไง

“บอกให้ออกไป”

“ไม่ออกเว้ย! ใครจะทำไม ร้านนี้มันโกงรู้ไว้เลย”

          ไม่พูดเปล่ายังผลักอกคนไล่ หนึ่งครั้ง สองครั้งจนอีกฝ่ายเซ “ไงล่ะ ไอ้หนู ทำไม มีปัญหาอะไร หา!

          “ฉันเตือนแล้วนะ”

          “แล้วจะทำ...โอ้ย!

          คำพูดถูกขัดด้วยกำปั้นที่พุ่งเข้ากึ่งปากกึ่งจมูกอย่างรวดเร็ว ทำเอาคนตัวใหญ่ที่ไม่ทันระวังตัวกระเด็นไป เสียงร้องวี้ดว้ายดังขึ้น จินไม่รอช้า อีกจับคอเสื้อชายคนนั้นแล้วลากออกไปทันที

          “เฮ้ย! ปล่อยนะเว้ย!

          เขาโวยลั่นรีบเอามือคว้าขาโต๊ะไว้ก่อนจะถูกลากไปจนถึงประตู จินหันมา สะบัดปลายเท้าไปที่ข้อมือ คนเกาะร้องลั่น กุมมือแน่น

          “โอ้ย!

          “ให้โอกาสอีกครั้ง จะออกไปไหม”

          ตอนนี้ร่างนั้นยืนค้ำตระหง่านอยู่ สายตาเหมือนสัตว์ป่า แม้ว่าสองมือนั้นจะล้วงกระเป๋าอยู่ก็ตาม แต่ไม่อาจแน่ใจว่าไม่มีอาวุธใดซ่อนอยู่ ลูกค้ารู้สึกสะท้าน

          “เออ! ไปก็ได้”

          ในที่สุดก็ลุกขึ้น ถ่มน้ำลายลงพื้นก่อนจะเดินออกไป จินผ่อนลมหายใจเอามือออกจากกระเป๋าแล้วหันกลับมาทางผู้จัดการ

          “ผมชื่อคางาวะ มาจากคุโรซากิ จะมาช่วยดูแลที่นี่ ฝากตัวด้วยครับ”

          ท้ายประโยคโค้งเล็กน้อยตามมารยาท ผู้จัดการร้านปาจิงโกะได้แต่ทำปากพะงาบๆ

          “เอ่อ...หมายถึงคุณคุโรซากิน่ะเหรอ”

จินพยักหน้า ทางนั้นเริ่มได้สติคิดทบทวน มิน่าล่ะ ถึงเด็ดขาดขนาดนี้ เด็กนี่อายุเท่าไหร่กัน ก่อนจะเอ่ยถามไปก็นึกขึ้นได้หันไปทางลูกค้าโค้งไปรอบๆ

“ขอโทษด้วยครับ เชิญเล่นต่อกันได้เลยครับ ไม่มีอะไรแล้ว”

ทุกอย่างกลับมาปกติ ผู้จัดการหันมาทางจิน “มาจากคุณคุโรซากิก็ดี ว่าแต่เมื่อกี้รุนแรงไปหน่อยนะ ลูกค้าตกใจหมด” ท้ายประโยคเขาป้องปากกระซิบ จินมองกลับ อีกฝ่ายชะงัก สายตานั้นกร้าวกราดเหมือนคมดาบซามูไร เขารีบวางท่า กระแอม

“อายุเท่าไหร่”

“สิบเจ็ด”

คนฟังยกคิ้ว “เด็กชะมัด”

“เมื่อกี้เด็กคนนั้นจัดการลูกค้าอาละวาดได้” จินพูดหน้าตาย ผู้จัดการได้แต่ยิ้มแหย

 

ที่บ้านโอคาซากิ

“เมื่อกี้ฮานะพูดว่าอะไรนะ”

ฮานะนั่งอยู่เบื้องหน้าชิเงรุ วันนี้บิดาบุญธรรมเรียกเธอมาคุยหลังจากถามเรื่องสุขภาพทั้งกายและจิตใจแล้วเขาก็เอ่ยเรื่องงานแต่ง แต่คำตอบของฮานะทำให้ตกใจจนเกือบทำถ้วยชาหลุดมือ

“ฮานะพูดอีกทีสิ”

ลูกสาวบุญธรรมก้มหน้านิ่ง ครั้นแล้วก็เอ่ยออกมาด้วยเสียงหนักแน่น

“หนูจะไม่แต่งงานกับพี่ฮิเดโอะค่ะ

จบคำนั้นของเธอ ในห้องก็เงียบไปพักใหญ่ ความงงงัน สับสนและตกใจไหลบ่า กระทั่งชิเงรุเรียกสติกลับคืนมาได้

“ทำไมล่ะ”

นายใหญ่แห่งมิโอโมเตะเป็นคนมีนิสัยไม่โวยวายกราดเกรี้ยวไม่ว่าเผชิญเรื่องร้ายแรงแค่ไหน ทว่าก็มีความร้อนรุ่มสงสัยอยู่ภายในที่แสดงออกมาโดยมือที่กำแน่นบนหน้าตัก

ฮานะรู้ว่านี่เป็นการตัดสินใจที่สำคัญยิ่งในชีวิตเธอ จะเป็นย่างก้าวครั้งใหม่ที่อาจจะไม่มีวันเหมือนเดิมอีก แต่เธอเลือกแล้ว

“หนู...ไม่เหมาะจะเป็นภรรยาพี่ฮิเดโอะแล้วค่ะ”

น้ำเสียงนั้นไม่ได้เสียใจแต่กล่าวโทษตนเองที่มีตำหนิ ชิเงรุเข้าใจ เขาสังเกตกิริยาของลูกสาวบุญธรรมไว้บ้างแล้ว เธอมีความเปลี่ยนแปลง แน่ละต้องเจอเรื่องราวร้ายแรงอย่างนั้นมา ค่าที่เผชิญโลกมาก่อนทำให้รู้ว่าคำนั้นหมายถึงอะไร

ชายผู้ทำอาชีพพ่อครัวมาตลอดชีวิตพบเจอคนมากมายผ่อนลมหายใจ

“ถ้าอย่างนั้นก็ยิ่งต้องแต่งงานไม่ดีกว่าเหรอ”

ฮานะเงยหน้ามอง แววตาประหลาดใจ ชิเงรุพูดต่อ “พ่อเข้าใจความรู้สึกของฮานะ ที่พูดเรื่องนี้ขึ้นมาเพราะเป็นห่วง ฮิเดโอะจะดูแลฮานะได้”

สายตาของบิดาบุญธรรมอ่อนโยนและคาดหวังไม่เปลี่ยนไปจากวันวาน ที่ไม่เหมือนเดิมคือตัวเธอ ไม่ว่าจะเป็นร่างที่มีเลือดของชายปริศนาไหลเวียนปนหรือจิตใจที่แหว่งเว้าไป เธอมองไม่เห็นว่าตัวเองจะอยู่ในอ้อมกอดของพี่ชายที่แสนดีคนนี้ได้แล้ว ไม่ใช่ความรังเกียจ แต่เป็นกำแพงหนาที่ก่อขึ้นมาเอง

อีกเหตุผลหนึ่งก็คือ คำพูดของคนในชุมชนที่มีต่อการหายไปของเธอ ถึงจะไม่ได้ออกไปพบเจอแต่สายตาลูกค้าที่มองมาก็ต่างจากเดิม และไม่ต้องไปถึงร้านค้าลูกจ้างก็มีเธอเป็นหัวข้อเรื่องสนทนาอยู่หลายวันแล้ว

สำหรับฮานะ เรื่องนี้ไม่เจ็บปวดเท่าสิ่งที่หัวใจเผชิญอยู่ ฝันร้ายผ่านไปแล้ว แต่ความจริงไม่ได้งดงามไปกว่ากัน

“พ่อคิดว่า การแต่งงานเป็นสิ่งที่ดีที่ดีสุด”

“ยังไงหนูก็แต่งไม่ได้จริงๆ ค่ะ”

เธอตอบ คราวนี้ได้ยินเสียงตัวเองเข้มขึ้น เช่นเดียวกับมวลอากาศที่มีอารมณ์ของชิเงรุผสมอยู่

“ทำไม”

เสียงนั้นกระด้างเหมือนคมหินแหลมที่กรีดบนผิวเนื้อ “หนู...ทำใจไม่ได้ค่ะ” ขอบตาเธอร้อนผะผ่าว “ถึงคุณพ่อจะบอกว่าเป็นสิ่งที่ดี หนูรู้ค่ะว่าหนูจะทรมานใจ และไม่ดีต่อพี่ฮิเดโอะด้วย หนูทราบว่าคุณพ่อหวังดีและดูแลหนูมาตลอด หนูขอโทษจริงๆ ค่ะที่ครั้งนี้ทำไม่ได้” เธอก้มหน้าจดเสื่อทาทามิ

“ถ้านี่ถือว่าเป็นการเนรคุณ ขอให้คุณพ่อบอกให้หนูออกจากบ้านหนูก็จะไปค่ะ”

“ฮานะ!

ชิเงรุตกตะลึงพรึงเพริด ฮานะเป็นเด็กสาวนิสัยดี เรียบร้อย ขยัน เป็นที่รัก ถึงจะเป็นเด็กที่รับมาเลี้ยงด้วยความสงสาร แต่เขาก็ภูมิใจที่คนชื่นชมลูกสาวบุญธรรมคนนี้ เธอไม่เคยทำเรื่องเสื่อมเสีย จบมัธยมปลายก็มาช่วยทำงานที่ร้าน ไม่เกี่ยงงอนว่าไม่ได้เรียนต่อในมหาวิทยาลัย

มีความสุขกับการปลูกและดองผัก ทำอาหาร นานทีจะออกไปซื้อของดูหนังบ้าง เธอสนุกกับงาน เขาไม่รู้กระทั่งว่าเธอชอบโอซากิ ยูทากะ นักร้องหนุ่มที่เพิ่งเสียชีวิตไปและเสียใจกับการจากไปอย่างกะทันหันของเขาเมื่อฤดูใบไม้ผลิที่ผ่านมานี่เอง จนกินข้าวไม่ลงไปหลายวัน

วันนี้เธอปฏิเสธอนาคตที่เขาหยิบยืนอย่างแข็งขัน ถึงขั้นเปลี่ยนชีวิตที่เหลืออยู่

“หนูขอโทษค่ะคุณพ่อ”

ชิเงรุสงบอารมณ์ได้แล้ว ทอดสายตามองร่างหญิงสาวที่เขาเห็นมาตั้งแต่เป็นเด็กน้อยร้องงอแงหาแม่ วันหนึ่งพ่อตายจากไปเหลือตัวคนเดียว จนได้มาเป็นสมาชิกในครอบครัวโอคาซากิ ตลอดหลายปีเธอไม่เคยตัดพ้อโชคชะตา ยิ้มรับสิ่งที่ผ่านมาเข้ามาในชีวิตอย่างเต็มใจ ได้รับรักและมอบความรักกับทุกคน เมกุมิรักเธอประหนึ่งลูก ความรู้สึกเปี่ยมสุขของเธอในช่วงท้ายของชีวิตส่งผ่านมาในตัวเขาให้เลี้ยงดูฮานะจนเติบใหญ่

หญิงสาวที่เข้มแข็งแสดงความอ่อนไหวและอ่อนแอออกมา เรื่องราวครั้งนี้สั่นคลอนดวงใจบริสุทธิ์ของเธอหนักหนาถึงกล้าเอ่ยคำนี้

“ฮานะ เงยหน้าขึ้นก่อน”

เขากล่าวออกจากได้หลังจากนิ่งไปนาน ฮานะค่อยๆ ดึงตัวกลับขึ้นมานั่ง ดวงตาแดงก่ำแต่น้ำตาเอ่อคลอแวววาว

“ถ้าพ่อขอว่า รอไปก่อนได้ได้ ถ้ายังไม่พร้อม”

เธอนิ่ง แล้วก็ส่ายหน้า “หนูคิดดีแล้วค่ะ ถ้าหนูรอพี่ฮิเดโอะก็จะลำบากใจเพราะหนู”

“ถึงตอนนี้เขาก็คงเป็นยิ่งกว่าลำบากใจ” ปลายเสียงคล้ายตัดพ้อแทนลูกชาย ฮานะนิ่ง ประมุขของบ้านเงียบไป เจ็บปวดไม่แพ้กัน ไม่ว่าเธอจะเผชิญอะไรมา แต่กับผู้หญิงอายุยี่สิบคนหนึ่งได้รับมันไม่ง่าย เด็กหญิงไร้การโอบอุ้ม วันหนึ่งก็สูญเสียความเป็นหญิงไปอย่างไม่เต็มใจ ชั่วขณะหนึ่งเขาชิงชังคนที่ทำอย่างนี้กับเธอ ไม่ว่ามันจะเป็นใคร คางาวะ จิน หรือชายชุดดำที่มีแนวโน้มจะเป็นแก๊งยากุว่าที่นักสืบแสดงความเห็นไว้ เขาโกรธเคือง

“ถ้าตัดสินใจแล้วก็ทำอย่างที่คิดเถอะนะ” เขากล่าว “แต่ขอให้ฮานะอยู่ที่นี่ พ่อไม่อนุญาตให้เธอย้ายออกไป”

ฮานะมองหน้าบิดาบุญธรรม ในที่สุดน้ำตาก็หยดริน เธออ่อนแอมากจริงๆ ตั้งแต่ตื่นขึ้นมาในห้องนั้น

“ขอบคุณค่ะคุณพ่อ ขอบคุณจริงๆ ค่ะ”

 

บาร์แห่งนี้เป็นหนึ่งในกิจการของฮิโนโทริ เมื่อคุโรซากิก้าวเข้าไปผู้จัดการร้านก็โค้งคำนับอย่างนอบน้อม

          “เด็กใหม่ที่มาวันก่อนเป็นไงบ้าง” เขาถามเมื่อนั่งลงที่โซฟาในห้องพิเศษ

          “ไม่ค่อยพูดแต่เอาเรื่องอยู่ครับ”

          ชายผมยาวยกมุมปาก เอาเรื่องเป็นหนึ่งในคำอธิบายที่ได้ยินบ่อยในรอบสามสี่วันนี้ ตั้งแต่ที่ร้านปาจิงโกะผู้จัดการทางนั้นก็ทำหน้าปูเลี่ยนตอนที่เอ่ยถึงเด็กคนนี้

          ทำลูกค้าตกใจนิดหน่อยครับ

          ถ้ายอดตกฉันจะให้มันรับผิดชอบเอง คุโรซากิมองหน้าผู้จัดการบาร์

          “ตามมันมา”

          “ได้ครับ แล้ว...”

          “เหมือนเดิม อ้อ ผู้หญิงนะคราวนี้”

          “ครับ”

          โค้งอย่างนอบน้อมแล้วทำเพียงยกมือ ผู้หญิงในชุดวาบหวิวจำนวนสามคนก็เดินเข้ามา

          “คุโรซากิซัง”

          ทั้งสามกล่าวพร้อมกันอวดเสียงและหุ่นเซกซี่ ชายผมยาวกวาดนิ้วไปตรงที่ว่าง นั่นหมายถึงที่นั่งของพวกเธอซึ่งไม่ใช่ข้างกายของเขาอย่างที่ควรจะเป็น

          ชายคนหนึ่งเดินเข้ามา โค้งทักทาย เขาป็นชายร่างสันทัด ใบหน้ากลมดวงตาเหมือนเด็ก จัดว่าหล่อเหลาปนน่ารัก เสียแต่หน้าผากกว้างไปหน่อย

“คุณคุโรซากิ”

“อ๊กกี้”

คุโรซากิยกแก้วตอบ อีกฝ่ายเบ้หน้า “เลิกเรียกผมอย่างนั้นซะทีสิครับ” เขาตัดพ้อ

“ทำไมล่ะ นายเหมาะกับชื่อนี้จะตาย”

เจ้าของชื่อต้องทำเป็นไม่สนใจ เขาหันไปข้างหลังตามสายตาของหัวหน้า

“สวัสดีตอนค่ำ คางาวะ จิน”

คำตอบกลับของจินคือกิริยาเฉยชา เจ้าของชื่อเล่นอ๊กกี้ต้องลุกไปกดศีรษะ

“ทักทายหัวหน้ากลับสิวะ”

แต่จินก็ทำไปตามการออกแรงของอีกฝ่ายเท่านั้น ดวงตาเหมือนสัตว์ป่านั้นยังส่องประกาย

“ช่างเถอะอ๊กกี้ นายมานั่งดีกว่า นั่นของนาย”

ท่าทางที่ยังรื่นรมย์ของหัวหน้าทำให้โอกิตะแปลกใจ เขามองหน้าเด็กหนุ่มอย่างขุ่นเคืองก่อนจะถอยมานั่ง หญิงสาวในชุดสีชมพูกับหน้าอกขนาดคัพดีเหลือบมอง เมื่อเขากระดิกนิ้วเธอจึงรีบถลาเข้ามากระแซะทันที รินเบียร์พร้อมป้อนของกินให้อย่างเอาใจ

สำหรับตัวคุโรซากิเองน้นถ้าไม่มีคำอนุญาตบรรดาสาวๆ จะไม่กล้าเข้าไปแตะเนื้อต้องตัว ไม่งั้นนอกจากจะไม่ได้จะกลายเป็นเสียหนักกว่าเดิม

“นั่งสิ”

เขาบอกเด็กหนุ่มที่ยืน อีกฝ่ายค่อยๆ ขยับตัวมานั่งตรงมุมสุดของโซฟาตัวยาว คุโรซากิพยักหน้าให้ผู้หญิงอีกสองคนขยับเข้าไป คนหนึ่งรินเบียร์ใส่แก้วให้ด้วยกิริยาอ่อนช้อย

“ดื่มเบียร์สิคะ”

คนกล่าวแต่งหน้าทำผมเหมือนตุ๊กตา ใบหน้ากลมโตริมฝีปากเล็กๆ จินรับแก้วแต่วางไว้ที่โต๊ะตรงหน้าแทน

“ไม่ชอบเบียร์ หรือไม่ชอบคนรินเบียร์”

จินมองตอบ สายตากึ่งโกรธกึ่งขวาง เขายกเบียร์แก้วนั้นดื่มรวดเดียวหมด พอใช้หลังมือปาดริมฝีปากก็เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าอีกฝ่ายไม่ได้พูดเพื่อท้าทายเขาอย่างเดียว แต่เพื่อแม่สาวรินเบียร์ที่หน้าเสียไปด้วย

“ได้ข่าวว่าสร้างวีรกรรมที่ร้านปาจิงโกะ” วันนี้เจ้าเด็กหนุ่มสวมเสื้อแจ็คเกตกับกางเกงยีน มองเผินๆ ก็เหมือนนักเขียนมัธยมปลายธรรมดา

“ไม่ได้ตำหนิอะไรหรอก ก็ได้ใช้นะ” ยากุซ่าหนุ่มอธิบายเอง เขาส่งสายตาไปที่ผู้หญิงข้างจินอีกครั้ง เธอรินเบียร์ใส่แก้วแล้วขยับไปนั่งเบียด ตอนนี้ผู้หญิงอีกคนนั่งประกบซ้ายขวาโอกิตะ

“งานยากุซ่าสำหรับนายมันยังไมได้เริ่มต้นด้วยซ้ำ”

จินขยับหนีผู้หญิงคนนั้นเล็กน้อย เรียกรอยยิ้มจากคนผมยาว นับตั้งแต่วันที่รับน้องจบลง อีกฝ่ายก็เป็นคนของเขาอย่างเป็นทางการ ยังไม่มีใครตอบได้ว่าทำไมรองหัวหน้าอันดับสองผู้นี้ถึงรับเด็กอายุไม่ถึงยี่สิบเข้าทีม ใครบางคนพูดว่า เพราะหน้าตาโอกิตะเองก็เป็นหนึ่งในคนที่คิดเช่นนั้น ครั้งหนึ่งเขาถูกชายผู้นี้ชื่นชมด้วยรอยยิ้มหวานประหลาด ข้อนิ้วก้อยที่หายไปก็เป็นฝีมือเขา ทว่าสิ่งที่ได้ตอบแทนความตรงไปตรงมาจากยากุซ่าบุคลิกแปลกแยกคนนี้คุ้มค่าพอ

“อ๊กกี้ นายดูแลเด็กนี่ เหนื่อยหน่อยนะ”

“เป็นหน้าที่ของผมครับ คุณคุโรซากิสั่งมาผมต้องทำเต็มที่” เขากล่าวเชิงเอาใจ คุโรซากิยกเหล้าดื่ม

“ฉันอนุญาตให้นายพักได้เลยวันนี้”

คำว่าพักนั้นสี่อความหมายที่โอกิตะเข้าใจ เขาทำตาเป็นประกายแล้วเหลือบมองหญิงสาวที่นั่งเบียดแขนด้วยหน้าอกขนาดล้นมือ ครั้นแล้วก็ก้มศีรษะ

“ขอบคุณครับ คุโรซากิซัง”

ก่อนจะจับมือเธอคนนั้นเดินลุกไปด้วยท่าทีรักษากิริยา ที่เหลืออีกคือชายสองคนกับผู้หญิงอีกสองคนซึ่งบรรยากาศไม่เฮฮาเหมือนการนั่งดื่มกับลูกค้าตามปกติ

“ระวังตัวดี” คุโรซากิกล่าวขณะจุดบุหรี่

ตั้งแต่การเดินเข้าไปในฮิโนโทริวันนั้นจินไม่คิดว่าจะมีชีวิตรอดมาแต่ทุกอย่างพลิกกลับ เขามาเป็นสมาชิกยากุซ่าจนได้

          “คุณมีอะไรจะพูดกับผม”

          อีกฝ่ายพ่นควันสีเทาพรู “ไปเถอะ อยู่ตรงนี้ไม่สนุกหรอก” แทนที่จะตอบจินกลับพูดกับสองสาวที่มองหน้ากันแล้วก็ลุกออกไป

          จินเคยได้ยินถ้อยคำเสียดสีจากสมาชิกคนอื่นเรื่องการถูกเลือกเข้าแก๊งของเขาว่าเป็นเหตุผลเรื่องหน้าตาและบุคคลตรงหน้าก็ไม่ได้มีรสนิยม ปกติหรือนี่เป็นสาเหตุความพรั่นพรึงทุกครั้งที่เผชิญหน้ากันก็เป็นได้

          เขาไม่ทำแม้แต่จะมองตามผู้หญิงพวกนั้น และก็ไม่ได้นั่งเผชิญหน้าคุโรซากิ ชายสองคนที่กำลังจะคุยกันแต่ไม่สบตากัน

          “สองคนนั้นตัวท้อปของที่นี่เลยนะ เวลาต่อชั่วโมงของเธอแพงมาก” ชายผมยาวจุดยิ้ม “น่าเสียดายนะ นายไม่บริสุทธิ์แล้วจนได้เจ้าหนู”

จินลุกพรวด! ขากระแทกแก้วบนโต๊ะล้มคว่ำ เบียร์ที่เหลือจากหกนองเนือง หัวหูร้อนผ่าว แต่เนื่องจากเป็นห้องพิเศษจึงไม่มีใครสนใจมอง

          แม้แต่ในความสลัวคุโรซากิยังเห็นใบหน้านั้นแดงเรื่อ ถึงจะพยายามกลบเกลื่อนอย่างไรก็ไม่มิด ยากุซ่าหนุ่มอัดควันเข้าปอดช้าๆ ดึงเวลาอย่างไม่ทุกข์ร้อน ในที่สุดจินก็เป็นฝ่ายแพ้ กระแทกตัวลงนั่ง คราวนี้เขาเทเบียร์ใส่แก้วเองแล้วกระดกอย่างรวดเร็ว

          “ผมไม่คุยเรื่องนี้”

          “แม่สาวนั่นจะต้องแต่งงาน”

          “ผมบอกว่าไม่คุยเรื่องนี้! มีอะไรจะให้ทำก็บอกมาเลย”

          คุโรซากินนั่งไขว่ห้างพ่นควันฉุย อ่อนหัดเหลือเกินเจ้าเด็กน้อย เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเกิดอะไรขึ้นระหว่างเจ็ดวันในบาร์แห่งนั้น แค่ลองพูดไปมั่วๆ ก็เข้าเป้าพอดี ที่จริงก็ไม่เกินความคาดหมาย แต่ก็รื่นรมย์กับคำตอบที่ได้ การรู้เรื่องเด็กอวดดีตรงหน้ามากเท่าไหร่ก็เป็นประโยชน์ในการควบคุมเท่านั้น

          ถึงจะกลับไปได้ แต่ผู้หญิงคนนั้นแต่งงานกับคุณฮิเดโอะไม่ได้แล้ว”

          ตอนที่ได้ยินโคโทริพึมพำคำนั้นขณะที่ตัดดอกกุหลาบปักในแจกันขณะจัดดอกไม้ก็สะกิดใจอยู่แล้ว  คุโรซากิเขี่ยเถ้าบุหรี่

          “ถ้างั้นคุยเรื่องอาซาโน่ไหม”

 

         


อุธิยา

19.10.18




น็นภ

น็

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

35 ความคิดเห็น