กลางวงกตดอกไม้ (October Storm) - (สนพ.พิมพ์คำ)

ตอนที่ 34 : บทที่ 33 นับถอยหลัง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 81
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 5 ครั้ง
    19 ก.ย. 61

33. นับถอยหลัง

 

          การถูกเขย่าตัวแรงๆ ทำให้มาม่าซังตื่น เมื่อเห็นเจ้าเด็กคนเดิมก็โวยวาย

          “ทำบ้าอะไรขอเงธอ รู้ไหมนี่มันกี่โมง!

          “ลุกมาก่อนเถอะน่า เรื่องสำคัญนะ”

          มาม่าซังเอาหน้าซุกหมอน เธอยังสวมกิโมโนหลุดรุ่ย พอลุกขึ้นมาได้ก็ตบหน้าจินดังเพียะ

          “ค่าปลุกฉัน เจ้าเด็กบ้า” เธอพูดแล้วหยิบบุหรี่มาจุด “มีอะไร”

          จินตกใจแต่ไม่สนใจรอยแปลบปลาบบนแก้ม “ฮานะไม่สบาย”

          มาม่าซังพ่นควัน ยกคิ้ว “แล้วไง ฉันไม่ใช่หมอ”

          “ผมจะออกไปซื้อยา” จินบอก ตอนนี้ทางที่จะออกจากที่นี่ได้คือหน้าต่างห้องมาม่าซังที่สามารถเหยียบหลังคาและเกาะท่อลงไปได้

          “ยังไม่รู้ว่าจะกลับมาได้หรือเปล่า”

          สีหน้าคนฟังเปลี่ยนไป “แล้วจะทำยังไง ปล่อยคุณหนูนั้นไว้อย่างนี้หรือไง”

          อีกฝ่ายทำหน้าเครียด มาม่าซังพูดต่อ “กลับมาให้ได้ก่อน ฉันคนเดียวดูแลคุณหนูนั่นไม่ได้หรอก ยิ่งมาป่วยด้วย”

          จินอ้าปากจะพูด มาม่าซังโบกมือที่ถือบุหรี่ก่อนจะหันไปรื้อของอะไรกุกกันแล้วยื่นมาให้ เป็นกระดาษแผ่นเล็กๆ

          “ไปร้านนี้ บอกว่ามาจากเรโกะ ให้เขาจัดยามาแล้วกัน นี่เป็นร้านที่ฉันให้พวกคุมบาร์ไปซื้อยาให้ผู้หญิงข้างบนน่ะ”

          คำว่าผู้หญิงข้างบนทำให้จินเผลอเบือนหน้า “ทางนั้นไม่สงสัยหรอก บอกว่าเพิ่มยาแก้ไข้มาให้ฉันก็แล้วกัน”

          “จะเอาอะไรไหม”

          มาม่าซังเอียงคอ “พาตัวเองกลับมาให้ได้ก็แล้ว ไปได้แล้ว ฉันจะนอนต่อ”

          พูดแล้วก็ไถลตัวลงบนฟูกต่อโดยไม่สนใจสายตาของจิน เขาจึงเคลื่อนกายไปที่หน้าต่าง เลื่อนเปิดหน้าต่าง ด้วยตอนนี้ยังเช้าอยู่จึงยังไม่มีใครมาเฝ้าระวัง ที่นี่เป็นตึกสามชั้น ชั้นล่างเป็นบาร์ ชั้นสองเป็นที่พักของมาม่าซังกับห้องที่ฮานะอยู่ ด้านหลังมีท่อระบายน้ำฝนแบบเก่ากับหลังคากระเบื้องตรงประตูหลังซึ่งเป็นตำแหน่งห้องเจ้าของบาร์พอดี

          จินปีนออกไป พอได้ความสูงที่พอดีก็กระโดดลง เสียงดังตุบเบาๆ ยามเช้า แล้วเร้นกายหายไป เหลือแค่ความเงียบดั่งไม่มีอะไรเกิดขึ้น

 

          ฮานะรู้สึกหนักศีรษะตั้งแต่ตื่นมา ในห้องมีแค่เธอกับอาหารเหมือนเคย วันนี้หลังจากอิ่มท้องเธอก็ผลอยหลับไป ก่อนจะรู้สึกว่าร่างกายร้อนผะผ่าว เธอมีไข้...

          ทั้งที่อยู่ในห้องปิดทับแต่หนาวสะท้าน ได้แต่หลับๆ ตื่นๆ ฝันวนไปเรื่อยเปื่อย บางครั้งไม่แน่ใจว่า ณ ตอนนี้อยู่ที่ไหน มีอะไรเกิดขึ้นบ้าง ภาพก็กระจัดกระจาย ได้ยินชื่อเรียกจากใครบางคน รู้สึกมือเย็นเฉียบ กลิ่นควันไฟ เสียงสับกุ้ง เสียงเร่งอาหาร

          บางทีนี่อาจจะมาถึงจุดที่สิ้นสุดชีวิตของเธอก็ได้

 

          จินไม่อยากออกมาจากบาร์ในเวลานี้ ถ้าสถานการณ์ไม่บังคับ ฮานะไม่สบายมาก ความอ่อนเพลีย อากาศและสภาพความเป็นอยู่ท่ำให้เธอป่วย เขาต้องรับผิดชอบ

          เขามาถึงมาร้านที่มาม่าซังแนะนำ เป็นร้านขายยาเล็กๆ ที่อายุไม่ไม่กว่าห้าสิบปี เช่นเดียวกับเจ้าของร้าน และเป็นร้านขายของใช้เล็กๆ น้อยๆ ด้วย บนกำแพงมีรูปเจ้าตัวสมัยยังหนุ่มถ่ายคู่กับมอเตอร์ไซด์ คำคมจากนักเขียนเอามาใส่กรอบ รวมทั้งภาพวาดเก่าๆ

คนขายใบหน้าเหลี่ยม หวีผมเรียบ มีรอยแผลบนหน้าผากมองหน้าจินเล็กน้อยก่อนถาม

          “มาใหม่เหรอ”

          จินพยักหน้า ระวังกิริยาให้ดูนิ่งๆ

          “คราวนี้มาไว”

          อีกฝ่ายพูดและหยิบยามาใส่ถุง หยุดความสนใจของจิน เขามองตามมือนั้น เห็นนิ้วก้อยหายไปสองข้อจึงเข้าใจได้ในทันที

          คนถูกมองกระตุกยิ้มแล้วบอกราคา คนซื้อควักเงินจ่าย ผงกศีรษะเล็กน้อยแล้วเดินออกมา ไม่มีคำขอบคุณจากพ่อค้า เพราะนี่ก็คงเป็นร้านเดียวที่มาม่าซังซื้อยาจำนวนมากได้อย่างไม่ถูกสงสัย และแน่นอนว่าคนขายก็มีรายได้ส่วนใหญ่จากยากุซ่าด้วยกันเอง หรือเหยื่อที่ถูกล่ามอิสรภาพในตึกแห่งนั้นนั่นเอง

          ได้ยาแล้ว เหลืออาหารกับเครื่องดื่มอุ่นๆ จินดึงหมวกปิดใบหน้าลงอีก มีความเสี่ยงหากคนขายเป็นคนชอบดูข่าวสารและจดจำใบหน้าคนได้แม่น แต่เขาไม่มีเวลามากพอจะเดินหาร้านจำพวกที่มีผู้สูงอายุขายของ ซ้ำยังอาจจะซวยโดนตำรวจจับได้อีก จึงเลือกเข้าร้านสะดวกซื้อ รีบหยิบของที่ต้องการใส่ตระกร้าแล้วเดินมาจ่ายเงินที่เคาทเตอร์ พนักงานร้านเป็นผู้หญิงวัยยี่สิบกลางๆ เธอหยิบของมาสแกน แต่ในจังหวะที่เงยหน้าขึ้นมาเห็นลูกค้าก็เบิกตา

          “เอ่อ...รู้สึกว่าเครื่องมีปัญหาค่ะ” เธอกล่าว ทำทีมองหน้าจอ แล้วก็หันไปทางผู้ชายอีกคน

          จินรู้ทันทีว่าเธอจะต้องทำให้เขาไปต่อคิวอีกเคาทเตอร์หนึ่ง ดันคนที่ต่อในแถวเดิมให้ไปรวมกันที่แถวเดียวเพื่อประวิงเวลา ซึ่งก็ต้องบอกว่าเป็นความผิดของเขาด้วยส่วนหนึ่งเพราะคิดว่าร้านสะดวกซื้อซึ่งมีคนเข้าออกเยอะจะไม่ทำให้เป็นที่สังเกต แต่พนักงานสาวกลับใช้ไหวพริบ เขาอดชื่นชมเธอไม่ได้

          จินจึงผงกศีรษะให้ทำนองว่ารับรู้แล้วก็เดินออกจากร้านมาทันที ไม่เร่งฝีเท้าเกินไปนักเป็นอันรู้กันว่าลูกค้าคนนี้ไม่รอ ทำเอาพนักงานสาวอึ้งไป แต่ไม่ทันทำอะไรได้เพราะลูกค้าคนต่อไปก็เดินเข้ามาถาม

          “เครื่องเสียเหรอคะ แย่จัง”

          พนักงานรู้สึกตัว “เอ่อ เอ้อ ไม่ เอ้อ ได้ค่ะ เชิญวางเลยค่ะ ขอโทษด้วยค่ะ” เธอเหลือบมองไปที่พนักงานขายอีกคนแล้วรีบหยิบสินค้าที่จินวางไว้ออกไปเพื่อคิดเงินให้ลูกค้าคนใหม่ที่ก็กำลังงง ทั้งกับท่าทางของลูกค้าก่อนหน้าตนเองและพนักงาน

          จินเดินออกมาจะเลี้ยวขวาแต่เจอกับตำรวจจราจรยืนโบกให้ทางเด็กประถมอยู่จึงเลี่ยงไป ในที่สุดก็เจอกับร้านป้าของขายชำที่ขายข้าวปั้นกับขนมปังเจ้าที่รู้จัก อีกฝ่ายหรี่ตาเหมือนจะทักแต่เขาไม่มีเวลาสนทนาด้วย เมื่อได้ของที่ต้องการก็รีบเร่งฝีเท้ากลับบาร์ จังหวะที่เลี้ยวออกจากตรอกคนใส่ชุดดำก็ก้าวมาพอดี ต่างคนต่างชะงัก

          “อ๊ะ!

          วินาทีเดียวที่เกือบจะกล่าวทำขอโทษ สายตาของจินเห็นแว่นสีชาสะท้านอยู่เบื้องหลังคนที่ประจันหน้าด้วย

          “เจ้านั่น!

          เด็กหนุ่มกระโจนหนีทันที!

          “เฮ้ย หยุดนะ!

จินเลือกวิ่งกลับทางเดิม ไม่ต้องถามไถ่ว่าใคร แก๊งคุเรียวเจ้าถิ่นคนที่กระหายจะกรีดหน้าเขาตั้งแต่ก่อนออกจากโอซาก้า ซ้ำยังตามไปถึงเกียวโต กลับมาวันนี้ก็พยายามเก็บตัวแล้ว ไม่พ้นจนได้

ซวยจริง แต่เขาจะไม่ยอมให้ถูกจับได้เด็ดขาด

จินวิ่งทะลุตรอกซอกซอย สมองคิดหาทางรอด จะหนีอย่างนี้ไม่ไหว เขาตัดสินใจใช้วิธีย้อนรอย แทนที่จะเข้าซอยเล็ก แต่เลือกเส้นทางออกไปถนนสายหลักทันที

ถนนย่านธุรกิจการค้าที่มีป้อมตำรวจ เขาเลือกทางนี้ ตอนนี้ใกล้เที่ยง คนเริ่มเดินขวักไขว่ ตามสี่แยกมีคนมารอข้าม แม่บ้านปั่นจักรยานสวนไปมาบนทางเดิน

“เฮ้ย มันอยู่นั่น!

ลูกน้องสองคนรวมทั้งอามาเทรุวิ่งตาม ความจริงไม่ใช่งานถนัดของยากุซ่ามาดพังก์ร็อก แต่อุตส่าห์สะกดรอยตามจนเจอเจ้าเด็กนี่แล้ว ยังไงก็ไม่ยอมให้พลาดได้ตัวแน่

เสียงคนกรีดร้องตกใจเมื่อเห็นการวิ่งไล่ลาของคนสองกลุ่ม

“ปัดโธ่ หลีกไปเลย!

 “ว้าย!

ฝ่ายไล่ล่าพลักร่างพนักงานออฟฟิซคนหนึ่งที่เดินเงอะงะอยู่จนล้มลงไปกับพื้น เสียงเอะอะทำให้ตำรวจจราจรรีบมาดูเหตุการณ์ เขาเห็นคนถูกไล่ล่าวิ่งผ่านไป ตามด้วยคนถูกล่าจึงรีบกดวิทยุประสานงาน ก่อนที่ตัวเองจะวิ่งตาม

“หยุดเดี๋ยวนี้นะ!

ความที่มีคนพลุกพล่านและมีตำรวจเข้ามาทำให้ยุ่งยากขึ้น ในที่สุดจินก็สลัดการติดตามของคุเรียวไปได้

“ไอ้เด็กนั่น มันรอดไปได้”

ลูกน้องคนหนึ่งรายการอามาเทรุ ก่อนจะถูกเพื่อนร่วมแก๊งซึ่งมีอายุมากกว่าตบศีรษะ

“เห็นแล้วเว้ย จะพูดทำไม”

“ฉลาดไม่เบา” อามาเทรุแลบลิ้น ท่าทางเหนื่อยไม่น้อย ไหล่บางเกร็งโยกตามจังหวะหายใจ เขานิ่งอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะยิ้มออกมา

“เลิกไล่ตามแล้วไปดักรอดีกว่า”

 

จินหอบหายใจ โล่งอกที่ไม่เห็นว่าพวกคุเรียวไล่ตามมาอีก พอจะก้าวต่อก็เจ็บกลางตัว แผลฟกช้ำยังไม่หายสนิท พอต้องออกแรงเลยเจ็บขึ้นมา กัดฟันรีบเดินต่อ ฮานะรออยู่ พ้นแยกนั่นไปก็จะถึงทางเดินไปบาร์เรโกะแล้ว เขาก้าวยาวๆ เตรียมจะเลี้ยงซ้าย ครั้นแล้วก็ชะงัก

ชายสวมแว่นสีชายืนพิงกำแพงอยู่!

จินรีบพลิกตัว แต่ก็เจอกับชายสวมชุดดำสองคนก้าวมาดัก

“เลิกเล่นไล่จับกันได้แล้วเจ้าหนู”

คนหนึ่งพูด จินพอคุ้นหน้าว่าเป็นคนที่กระทืบข้อพับเขาในวันที่มีเรื่องในตลาดกลางฮิงาชิยาม่า เขายืนจนมุมอยู่กลางชายสามคนที่ค่อยๆ ก้าวเข้ามา

พลัน! จินงอตัวแล้ววิ่งชนชายทั้งคู่ทันที!

“โอ้ย!

ด้วยส่วนที่แข็งที่สุดคือศีรษะจึงทำให้ร่างทั้งคู่กระเด็นไปเพราะไม่ทันตั้งตัว พอตั้งหลักได้จินก็ไปถึงแยกแล้ว

“ไอ้โง่เอ้ย!

ไม่รู้ว่าอามาเทรุด่าใครแต่คนทั้งคู่ก็วิ่งตามไปแล้ว รู้ดีว่าถ้าทำให้ชายมาดนักดนตรีโกรธไม่ดีแน่

 

จินคิดแล้วว่าเวลาแบบนี้ย่อมมาถึงแต่มันเร็วไปหน่อย ก่อนอื่นต้องหาวิธีเอาตัวรอดจากคุเรียวสามคนที่วิ่งไล่หลังนี้ก่อน เห็นจากหางตาดูเหมือนจะมีแค่สอง เจ้าแว่นสีชาคนนั้นเลือกไปดักที่บาร์แน่ๆ แต่ถึงอย่างไรก็ต้องกลับไปให้ได้

เขาวิ่งมาถึงป้อมตำรวจ “ช่วยด้วยครับ!

นายตำรวจประจำป้อมสะดุ้งที่อยู่ดีๆ มีเด็กหนุ่มพรวดพราดเข้ามา แต่วินาทีเดียวเจ้าตัวก็วิ่งหายไป เขาเพิ่งได้รับแจ้งเรื่องการวิวาท ท่าจะเป็นเจ้านี่แน่ๆ เขารีบวิ่งตามไป แต่ชะงักเพราะชายชุดดำสองคนที่ไล่ล่ากวดฝีเท้าตามไปอย่างรวดเร็ว นั่นคู่กรณีสินะ

จินเห็นคลอง เขาหยุดยืน กระทั่งเห็นว่าคุเรียวสองคนนั้นวิ่งเข้ามาใกล้ ข้างหลังเป็นตำรวจคนนั้น

“เลิกหนีซะทีไอ้หนู ฉันเหนื่อยแล้ว”

มันพูดปนหอบ และก้าวเข้ามาใกล้ แต่เมื่อเหลืออีกแค่หนึ่งเมตรจะถึงตัว จินกระโดดตูมลงคลองทันที!

“เฮ้ย!

คนไล่ตามตาเหลือก รีบผวาคว้าแต่ได้แค่อากาศ

“หยุดเดี๋ยวนี้นะ!

เสียงตำรวจตะโกนตามมา ทั้งคู่เพิ่งเข้าใจว่าเด็กหนุ่มกระโดดลงคลองทำไมต่างมองหน้ากัน ก็ต้องเลือกว่ากลับไปที่แก๊งดีกว่าตำรวจ

ชายสองคนวิ่งแยกกันไปคนละทาง

“อ๊ะ!

ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ไม่รู้จะเลือกทางไหน แต่แล้วก็ตัดสินใจจากภาพที่เห็น ชายสองคนเป็นยากุซ่า และตรงหน้าเป็นแค่เหตุวิวาทธรรมดาที่ไม่มีคู่กรณีแล้ว สมควรสนใจคนในคลองดีกว่า

“เฮ้ย เป็นอะไรหรือเปล่า”

หลังจากที่เห็นว่ายากุซ่าคุเรียวแยกกันไปแล้วจึงค่อย พาตัวเปียกมะลอกมะแลกไต่ขึ้นมา

“เป็นอะไรหรือเปล่า อ๊ะ นาย...”

หมวกหลุดหายไปแล้ว อีกฝ่ายมองเห็นหน้าเขาชัดเจน จินไม่สามารถรอได้ เขาผงกศีรษะเร็วๆ แล้ววิ่งออกไป

“เดี๋ยวก่อน”

นายตำรวจตะโกน จินเร่งฝีเท้า “เดี๋ยว หยุดนะ!

เขาวิ่งตาม นั่นมันผู้ต้องสงสัยคดีลักพาตัวไม่ผิดแน่ รู้สึกคุ้นตาตั้งแต่ที่เจ้านั่นโผล่พรวดเข้าไปที่ป้อมแล้ว แต่เมื่อวิ่งตามามาเจ้าเด็กนั่นก็หายเข้าไปในหมู่ฝูงคนที่มาหามื้อกลางวันกินแล้ว

เขารีบกดวิทยุสื่อสารทันที

 

ของที่ซื้อมาอยู่ในสภาพใช้ได้ เพราะเป็นซุปผงกับยาแก้ปวดที่อยู่ในซองพลาสติก ส่วนข้าวปั้นเละไปกับน้ำคลองแล้ว จินคิดถึงการเข้าไปที่บาร์ได้อย่างราบรื่น ไหนจะต้องหลบนักเลงคุมบาร์ ไหนจะเจ้าแว่นสีชานั่นอีกคน ทำยังไงดีที่จะทำให้รอดสายตาคนพวกนั้นได้บ้าง

รอดสายตา...หรือเบี่ยงเบนความสนใจ

เด็กหนุ่มเลียริมฝีปาก เปลี่ยนทิศทางไปยังร้านของชำอีกครั้ง

 

อามาเทรุฟังรายงานผลจากลูกน้องสองคนด้วยสีหน้าเฉยเมย เพราะรู้ว่าถึงอย่างไรอีกฝ่ายก็ต้องกลับมา ก็แค่รอเวลานั้น ที่นี่ เขาจะได้สองอย่างจากการลงแรงครั้งเดียว

“ปัง!

ทั้งสามคนสะดุ้ง

“ปัง! ปัง!

เสียงนั้นคล้ายการยิงปืน และดังขึ้นมาอีกสองครั้ง ทำให้คนแถวนั้นพากันออกมาดูสถานการณ์ รวมทั้งเจ้าคนคุมบาร์ที่อยู่ตรงประตูหลังก็วิ่งออกไปข้างหน้าเพื่อหาที่มาหาของเสียง

จินเห็นเจ้าแว่นสีชากับลูกน้องเคลื่อนไหวเช่นกัน ทั้งสามหลบจากตรงหัวมุมเข้าไปในตรอก เขานับถอยหลัง

“ปัง!!

เสียงดังขึ้นอีก คราวนี้มีเสียงร้องของคนที่อาศัยอยู่แถวนั้นด้วย แต่จินไม่เห็นสามคนของคุเรียวแล้ว เขารีบฉวยโอกาสที่คนเดินนถนนกำลังตกใจรีบวิ่งเข้าไปในตรอกที่จะตรงไปบาร์เรโกะทันที กว่าทางนั้นจะเห็นว่าเป็นใคร จินก็ไปถึงบาร์แล้ว ได้ยินเสียงโวยวายไล่หลังก็รีบเหวี่ยงตัวขึ้นไปที่หน้าต่างห้องมาม่าซัง พอสอดตัวเข้าไปได้ก็เป็นเวลาเดียวกับที่ทั้งสามคนมาถึงด้านหลังของบาร์เรโกะพอดี

“หายไปไหนแล้ววะ” คนหนึ่งตะโกน

จินไม่กล้าขยับตัว เขานอนแนบไปบนเสื่อทาทามิ หากใครสักคนเงยหน้าขึ้นมาก็ต้องเห็นการเคลื่อนไหวในห้องนี้แน่ เขารู้จากมาม่าซังแล้วว่าคนที่ดูแลบาร์นี้เป็นลูกน้องคนหนึ่งของโซโนดะ แต่ไม่ใช่เจ้าแว่นสีชา รายนั้นรับหน้าที่ เช็คบิลเท่านั้น ไม่ใช่ เก็บเงิน

“เฮ้ยแก เห็นใครวิ่งมาทางนี้ไหม” อีกคนพูด

“ก็พวกนายไง” จินเดาว่านี่น่าจะเป็นเสียงนักเลงคุมบาร์

“หมายถึงคนอี่นสิเว้ย ตอบแบบนี้อยากมีเรื่องหรือไง”

          อีกฝ่ายเสียงอ่อนลงตอบว่าไม่แน่ใจ แค่ได้ยินเสียงดังจึงวิ่งไปดู

“มันจุดประทัดเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจเรา ทั้งที่นี่เป็นทางเข้าทางเดียวก็ยังผ่านเข้ามาจนได้” นี่เป็นเสียงของเจ้าแว่นสีชา รู้สึกได้ว่าการพูดคุยละมุนละม่อมขึ้น นักเลงคุมบาร์คงรู้แล้วว่าทั้งสามคนเป็นใคร

“ถ้าเป็นใครแปลกหน้าเข้ามาก็รีบบอกด้วยแล้วกัน”

“ครับ”

แล้วก็มีเสียงการเคลื่อนไหวที่ค่อยๆ ห่างออกไปพร้อมเสียงบ่นอย่างไม่เข้าใจว่าคนที่ตัวเองไล่ตามหลุดรอดสายตาไปได้อย่างไร

จินถอนใจเฮือกแบบหมดแรง เขานอนอยู่อย่างนั้นครู่หนึ่งก่อนจะค่อยๆ ขยับกายออกไปจากห้อง

 

ฮานะรู้สึกว่ามีผ้ามาวางที่หน้าผาก พอยกมือขึ้นไปจะหยิบออกมือหนึ่งก็จับมือเธอ ตามมาด้วยคำที่พบจับได้ความได้ว่า       

คุณไม่สบาย มีไข้สูง นอนนิ่ง

ฮานะไม่คิดโต้แย้ง แค่พูดยังไม่มีแรง นอกจากผ้าชุบน้ำบนหน้าผากก็ยังมีผ้าอีกผืนบรรจงซับลงที่แขน ซอกคอ จากไอร้อนที่พุ่งผ่าวค่อยๆ ลงระดับลงมา เธอรู้สึกสบายตัวขึ้นจนเผลอหลับไปอีก

 

ฮานะหลับแล้ว จินนั่งทบทวน มีสามฝ่ายไล่ล่าเขาอยู่ ตำรวจ คุเรียว ฮิโนโทริ กับหนึ่งเงื่อนไขคือต้องพาฮานะกลับบ้านโดยปลอดภัย

โอกาสหนีน้อยลงตั้งแต่เขาครอบครองเธอ เหมือนตัดสินใจพลาด เพราะการไม่บอกว่าตัวเองเป็นใครก็ยากเย็นขึ้นไปอีก  ทั้งที่ต้นเหตุคือฮิโนโทริ แต่เธอคนนั้นอยู่เฉยแค่รอเวลา ขณะที่อีกคนกำลังผ่านความทุกข์ยาก

ความเครียดเกาะกุมจิน เขาคนเดียวพาเธอออกไปไม่ได้แน่ ต้องหาตัวช่วย

พอคิดเช่นนั้นดวงใจน้อยๆ ของเด็กหนุ่มก็เจ็บแปลบ ดูเหมือนจะไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว ความฝันอย่างไรก็เป็นแค่ความฝัน เธอยังมีอนาคต เขาทำผิด เขาต้องรับผิดชอบ

จินหยิบบุหรี่มาจุด เหลือบมองฮานะก่อนจะลุกขึ้นแล้วเดินออกไป ไม่ลืมถอดโคมไฟดวงเล็กนั้นติดมือไปด้วย ถ้าเธอตื่นขึ้นในเวลาที่เขากลับเขามา ทุกอย่างที่ตั้งใจไว้จะพังหมด

 

“ครับ ขอบคุณมากครับ ขอโทษที่มารบกวนครับ”

ยานากิดะก้มศีรษะให้เจ้าของบ้าน แล้วกึ่งวิ่งกึ่งเดินมาหายามานาชิที่ยืนรออยู่

“ไม่มีครับ ไม่มีคนรู้จักคนชื่อยามาดะเลย สงสัยเป็นชื่อปลอม ที่อยู่ก็ไม่ใช่” เขาเล่ากึ่งตื่นเต้น คนฟังเม้มปากเล็กน้อย รุ่นน้องเห็นว่าอีกฝ่ายมีสีหน้าลำบากใจ เป็นครั้งแรกตั้งแต่สืบคดีนี้

เพราะพวกเขาต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเนื่องจากมีรายงานเข้ามาว่าตำรวจโอซาก้าเจอคางาวะ จิน ถูกไล่ล่าจากใครบางคนซึ่งมีลักษณะเหมือนยากุซ่า และลูกค้าของมิโอโมเตะที่เพิ่งเข้าในรอบสองปีก็มีลูกสาวของยากุซ่าที่ชื่อคาจิวาระ ผู้หญิงคนนี้มีท่าทีชอบพอโอคาซากิ ฮิเดโอะ เธอจะเป็นคนผิดหวังหากชายหนุ่มแต่งงานกับสึคิตะ ฮานะ อีกทั้งประวัติเดิมของคางาวะ จิน ก็อยู่ในย่านของยากุซ่าที่ชื่อคุเรียว ยามานาชิจึงลองย้อนกลับมาสืบพยานเพิ่มเติมในวันเกิดเหตุว่ามีอะไรนอกเหนือจากการลักพาตัวหรือไม่ ในเมื่อชายหญิงสองคนมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน แล้วทำไมเธออยู่ในสภาพไม่ได้สติ และรถที่ถูกใช้ซึ่งถูกขับไปทิ้งที่โกเบคือรถที่ขโมยมา เจ้าของเดิมแจ้งความว่าเห็นกลุ่มคนใส่ชุดดำคล้ายยากุซ่าป้วนเปี้ยนแล้วก็ขโมยไป ไม่มี เด็กหนุ่ม อยู่ในคำให้การ

แต่เมื่อมาตามหาพยานคนเดิมอีกครั้งเพื่อจะไขข้อสงสัยเพิ่มเติม ปรากฏว่า ยามาดะ ฮิโรชิ ไม่มีตัวตน

“แล้วเขาเป็นใครถึงให้ข้อมูลอย่างนั้น” ยานากิดะรำพึง “จะว่าไปมันก็แปลกๆ เขาโทร.เข้ามาแจ้งเอง มาเป็นพยานให้เอง ไหนจะตำรวจไปถามที่บาร์นั้นอีก ตำรวจโอซาก้าก็บอกว่ายังไม่มีใครไปถามเลย”

ยามานาชิจุดบุหรี่ “หรือว่านี่มันไม่ใช่เรื่องของเรา”

“อะไรนะครับ”

เขาโยนบุหรี่ทิ้งทั้งที่เพิ่งสูบไปได้สองที ยานากิดะไม่เคยเห็นรุ่นพี่หัวเสียอย่างนั้นนานแล้ว

“มาม่าซังคนนั้นโกหกเรา”

“เอ๋”

“นายไม่เห็นเหรอว่าเธอสูบชอตโฮป แต่ดันมีซองไมลด์เซเว่นอยู่บนโต๊ะ แล้วจำได้ไหม...”

“คางาวะ จิน สูบไมลด์เซเว่น”

ยานากิดะแทรกขึ้นมา ยามานาชิเดินยิ้ม “และถ้าที่นั่นเป็นถิ่นเดิมของเจ้านั่นด้วย”

“แต่ใครก็สูบไมลด์เซเว่นได้ มาม่าซังอาจจะลองทั้งสองแบบหรือเป็นของลูกค้าก็ได้นะครับ”

“นั่นเป็นเรื่องที่เราต้องหาคำตอบไงล่ะ”

 

ฮานะตื่นขึ้นมาพบกับความมืดสลัว หลังจากปรับสายตาอยู่พักหนึ่งก็พอเห็นภาพลางๆ เธอไม่ได้ถูกปิดตาแต่ในห้องแสงน้อยมาก น่าจะเริ่มค่ำแล้ว ผ้าม่านถูกแง้มไว้เล็กน้อย นึกถึงพระจันทร์กลมโตในคืนที่ผ่านมา พาให้สติของเธอหลุดลอยไปอย่างสมบูรณ์แบบ

เนื้อตัวยังปวดเมื่อย ในหัวมึนงง แต่ภาพการร่วมรักชัดเจนจนละอายใจ หญิงสาวค่อยๆ ขยับตัวอยากจะลุกขึ้นนั่งแต่ไม่มีแรง จึงเปลี่ยนใจนอนลงอย่างเดิม ผ้าขนหนูที่โปะบนหน้าผากร่วงผลอยลงมา ความร้อนระอุเหมือนไฟในเตาลดลงเพราะเจ้านี่สินะ

สเวตเตอร์เปลี่ยนไปเป็นเสื้อเชิ้ตสีขาว หน้าร้อนฉ่าทันที จดจำได้ว่าเขาเช็ดตัว แต่ไม่คิดว่าจะเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ด้วย

ความอ่อนโยนนี้แทรกซึมไปเป็นความอบอุ่นในช่องท้อง ถึงแม้จะถูกกักกันอิสรภาพ แต่หัวใจกลับหลงใหลและโบยบินไปตามการชักจูงของเขา

ดวงจันทร์ รอยจูบ คำสารภาพ ฮานะอยากเห็นเขา

“คุณคะ อยู่ไหมคะ”

ฮานะตกใจที่ได้ยินเสียงตนเองแหบพร่า ได้ยินเสียงเคลื่อนไหว

เห็นมือใหญ่ดึงผ้าม่านปิด จึงรู้ว่าเขานั่งอยู่ข้างเตียงนี่เอง สักพักก็มีผ้ามาปิดที่ตา ความคิดขัดขืนหายไป ถึงอยากจะทำก็ไม่มีแรงพอ เมื่อปิดตาและได้รับการประคองให้นั่ง วินาทีต่อมาก็มีแสงลอดผ่านดวงตา

มีแรงยวบข้างตัว กับกลิ่นหอมของอะไรบางอย่าง

“น้ำขิง ใช่ไหมคะ”

แทนคำตอบเขาก็จับมือเธอให้ประคองถ้วยอุ่นๆ ทำนองให้ดื่มเพราะขิงมีคุณสมบัติแก้หวัด

“ขอบคุณค่ะ”

ฝ่ามือที่จับแตะทุกส่วนในร่างกายเธอในค่ำคืนตอนนี้มาแตะที่แก้ม ที่หน้าผาก ลำคอ แล้วเขียนที่แขนว่าไข้ลดแล้ว

เดี๋ยวกินข้าวต้มนะ

ฮานะพยักหน้าอย่างว่าง่าย ถ้าไม่มีผ้าที่ปิดตาอยู่นี่คือการดูแลกันระหว่างคู่รักนี่เอง

หญิงสาวหนาวเยือก นี่สมองกำลังคิดอะไร ถึงจะเป็นของเขาแต่ด้วยการถูกล่วงเกิน ไม่ใช่ ก็แค่ครั้งแรก ต่อมาเธอเต็มใจมิใช่หรือ สองเสียงเถียงกันอยู่ในสมอง

เธอกอดตัวเอง หวาดหวั่นปนสุขซ่านประหลาด

มีอีกผืนมาคลุมไหล่ให้ ก่อนจะค่อยๆ ป้อนข้าวต้มให้ทีละช้อน

ฮานะรู้สึกเหมือนเป็นเด็ก มีแม่คอยดูแลยามเจ็บไข้จนอยากป่วยเช่นนี้ไปนานๆ แม้ความจริงแม่จะทิ้งพ่อกับเธอไปตั้งแต่เด็ก แต่นายหญิงเมกุมิหรือป้าชิมะก็ให้ความรู้สึกอย่างนั้นได้

“อิ่มแล้วค่ะ”

เขาหยุดป้อน ยื่นถ้วยชาให้ เมื่อได้น้ำอุ่นๆ เข้าสู่ร่างกายก็รู้สึกมีแรงขึ้น แต่ยังอ่อนเพลียจึงเอนกายลงนอน อีกฝ่ายก็ขยับผ้าห่มให้

ขณะที่ยังไม่หลับฮานะมองผ่านผ้าปิดตา เธอเห็นแสงสีนวล สักพักแล้วก็ดับลง และผ้าปิดตาก็ถูกปลดออกไป ในห้องมีแต่ความมืด

ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่เธอชินกับมันจนเกิดความหลงใหล นึกถึงดวงตาของใครบางคน นึกถึงจักรวาลอันเวิ้งว้าง ก่อนได้สัมผัสมันน่ากลัว แต่ในความจริงมีความงดงาม และเสน่ห์ยวนใจ

“ฉันคิดว่า ฉันทำให้คุณลำบาก แต่ฉันก็อยากออกไปจากที่นี่ค่ะ”

เธอพูดออกมารู้ว่าเขาได้ยิน

“ฉันอยากมีชีวิตปกติ ต่อให้อยู่กับคุณก็ได้ค่ะ”

แล้วเธอก็นอนนิ่ง

จินได้ยินทุกคำ ทำหัวใจเขาสั่นสะท้าน เมื่อดูจนรู้ว่าเธอหลับไปแล้ว ก็ได้แต่เอ่ยคำขอโทษในใจ

 

พระอาทิตย์โผล่พ้นขอบฟ้า แสงของวันใหม่ลอดผ้าม่านเข้ามา แม้จะไม่มีลมพัดผ่านแต่ความเย็นของฤดูใบไม้ร่วงก็มาทักทาย

ใบเมเปิ้ลเปลี่ยนสีเกือบหมดต้นแล้ว ฮานะคิดถึงเห็ดมัตสึตาเกะ ปลาซันมะ มะเขือม่วง ลูกพลับ ของอร่อยมากมายอยู่ในฤดูนี้ หลังจากหมดแรงเพลียใจมาจากฤดูร้อน ก็เข้าสู่ช่วงเวลาทดแทนด้วยรสชาติของอาหารล้ำเลิศ

แต่เธอยังอยู่ที่นี่

หญิงสาวขยับตัวขึ้นนั่ง รู้ว่าไข้หวัดทุเลาลง วันนี้วันที่เท่าไหร่แล้วนะ เช้าวันที่เจ็ดใช่ไหม

“อ๊ะ”

มือหนึ่งจับแขนเธอ หญิงสาวตกใจ ในห้องที่ยังไมมีแสงไฟ วินาทีถัดมาจึงรู้ว่าใคร ชายผู้ถือครองร่างกายเธอ เสมือนเป็นสามีที่สมรสโดยไม่เห็นหน้ากัน

ผมจะไปข้างนอก

เพราะอะไรไม่รู้ ฮานะรู้สึกใจหายวูบ ที่ผ่านมา เขาไม่เคยบอกเช่นนี้ สัญชาตญาณบอกว่าเขาจะไปทำสิ่งที่สำคัญ หรือว่า...

ถ้าผมจัดการเรื่องได้แล้ว ผมจะกลับมาบอกคุณว่าผมเป็นใคร

 

 

อุธิยา

19.9.18



 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 5 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

35 ความคิดเห็น

  1. #30 white_space (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 19 กันยายน 2561 / 20:04
    ลุ้นตอนต่อไปสุดค่ะ ฮานะจะรู้แล้ว
    #30
    1
    • #30-1 Baby Red - อุธิยา(จากตอนที่ 34)
      11 ตุลาคม 2561 / 17:42
      ท้ายๆ จะยิ่งต้องเอาใจช่วยฮานะค่ะ
      #30-1