กลางวงกตดอกไม้ (October Storm) - (สนพ.พิมพ์คำ)

ตอนที่ 32 : บทที่ 31 ข้ามแม่น้ำสวรรค์

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 97
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    11 ก.ย. 61

31. ข้ามแม่น้ำสวรรค์

 

          “เพี้ย! เพี้ย! เพี้ย!

          เสียงตบหน้าดังรัวๆ ตามด้วยเสียงตะคอก “โอซาก้าแค่นี้ เด็กคนเดียวกับผู้หญิงพวกแกยังหาไม่เจอ ฉันเลี้ยงพวกแกไว้เพื่ออะไร!

          คนถูกลงโทษก้มหน้านิ่ง ไม่มีคำแก้ตัว โซโนดะเดินกลับมาที่โต๊ะ จุดบุหรี่อัดควันติดๆ กันอย่างหัวเสีย

          “เอ้า พูดมา”

          ลูกน้องหนึ่งในสามเหลือบมองเพื่อนร่วมแก๊งก่อนตอบ “มีรายงานว่ามันตามหาอาซาโน่”

          ริมฝีปากโซโนดะกระตุก “มันตามหามาตั้งนานแล้ว เอาเรื่องใหม่กว่านี้” เขาลากเก้าอี้อีกตัวเข้ามา

          “ผมเห็น...ฮิโนโทริ”

          คนฟังที่กำลังจะยกขาขึ้นพาดเก้าอี้ชะงัก กลับมานั่งตัวตรง “ฮิโนโทริมาทำอะไรที่นี่ แน่ใจนะว่าจำไม่ผิด”

          “ผมจำได้ มันอยู่ในกลุ่มรองหัวหน้า เคยเห็นไปที่ร้านอาหารที่ฮิงาชิยาม่ากับลูกสาวคาจิวาระ ตัวสูง คิ้วหนา”

          ยากุซ่าหัวหน้าเขตย่นคิ้วใช้ความคิด หนึ่งในรองหัวหน้าคนที่อัดเจ้าเด็กคนนั้น...ไม่สิ ผู้ชายคนนั้นโดนเด็กอวดดีอัดซะหมอบต่างหาก มันคือคนที่ซุ่มจับตัวคุณหนูคนนั้น ซึ่งทำให้ แผนการ ของพวกเขาต้องเปลี่ยนไปด้วย โซโนดะหัวเสียพออยู่แล้ว พอได้ยินเว่าคู่อริมาเหยียบถึงถิ่นก็ยิ่งโมโห

          “แล้วพวกนายปล่อยให้มันเดินลอยชายอยู่อย่างนั้นน่ะเหรอ”

          “ฉันบอกให้ปล่อยไปเอง”

          อามาเทรุเอ่ยขึ้นโดยไม่หันมามองคู่สนทนา คนทั้งหมดหันไป

          “รองหัวหน้าฮิโนโทริถุกเจ้าเด็กนั่นอัดซะเละ สภาพมันยังไม่หายดีด้วยซ้ำ คิดว่ามันยอมมาเดินเตร่ข้ามเขตเพราะอะไรกันล่ะ โซโนดะคุง”

          โซโนดะพยายามไม่สนใจว่าคนรุ่นลูกเรียกชื่อตนเองอย่างไม่เคารพ

          “มันมาหาไอ้เด็กนั่นงั้นเหรอ”

          “ตอนนี้เจ้าเด็กนั่นกลายเป็นผู้ต้องสงสัยลักพาตัวลูกสาวร้านอาหารชื่อดังที่เนื้อหอมไปแล้ว ตำรวจก็หาตัวให้ควั่ก ฮิโนโทริก็ไม่ยอมให้มากระตุกหนวดเสือ แล้วเราจะเหนื่อยไปทำไม”

          พูดจบหนุ่มพังก์ก็เป่าหมากฝรั่งเป็นลูกโป่ง คนฟังนิ่งก่อนจะค่อยเผยอยิ้ม

          “ดักปล้นเอาสินะ”

          อามาเทรุไม่ตอบแล้ว โซโนดะพ่นควันบุหรี่ อารมณ์เย็นลง ครุ่นคิดก่อนสั่งลูกน้องสามคนที่ยืนคอยอยู่

          “พวกนายจงเป็นชาวเมืองซะ คุเรียวจะต้องไม่ปรากฏตัวในสถานการณ์นี้ แบบนี้ดีไหม อามะจัง”

          ลูกโป่งหมากฝรั่งแตกดังโป๊ะ อามะจังหันมา สายตาใต้แว่นส่องประกายเพชฌฆาต รู้ว่าถูกเอาคืน

          “ฉันขอ...ถ้าได้หมอนั่นมา ฉันจะกรีดหน้ามันเอง”

          โซโนดะอัดควันเข้าปอดก่อนจะเป่าออกมาอย่างรื่นรมย์ “มันเสนอหน้าอยู่นานเกินไปแล้ว”

 

          มิโอโมตะเปิดร้านแล้ว ข่าวสึคิตะ ฮานะ ถูกลักพาตัวไปออกทีวีทั่วคันไซ สิ่งที่ได้จากลูกค้าคือการพยายามหาเบาะแสและให้กำลังใจ ล่วงเข้าวันที่สาม สิ่งที่ตำรวจยังไม่รู้คือวัตถุประสงค์ของคางาวะ จิน จึงมาสอบถามอีกครั้ง

          ยานากิดะเองก็ไม่เข้าใจว่าทำไมรุ่นพี่จะต้องมาถามเรื่องลูกค้าที่ร้านมิโอโมเตะอีก เพราะไม่มีความคืบหน้าจะเป็นหตุให้ลูกชายเจ้าของร้านตำหนิเสียเปล่าๆ ถึงแม้เรื่องนี้จะไม่ได้ทำให้เขาเสียหน้าเพราะเป็นหน้าที่อยู่แล้ว

          งั้นก็เงียบปากไปซะ ยามานาชิพูดง่ายๆ ซึ่งเขาก็รับหน้ารายงานเรื่องหาตัวคางาวะ จิน และขออนุญาตถามข้อมูลอีกครั้งด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม แม้จะได้ยินเรื่องเดิม แต่เขาเชื่อว่าคนที่พูดไม่หมดจะต้องหลุดข้อเท็จจริงบางอย่างเพิ่ม

          “ทุกคนพูดเหมือนกันว่าคางาวะ จิน แค่เป็นคนเงียบๆ แต่ไม่มีท่าทางเลวร้ายต่อใคร โดยเฉพาะกับสึคิตะ ฮานะ ที่เขาไปช่วยดูแลแปลงผักให้ด้วยซ้ำ คิดว่าคนอย่างนี้จะลักพาตัวคุณหนูบ้านนี้ไปทำไม ที่สำคัญ แปลงผักนี้ สึคิตะซังไม่ยอมให้ใครไปดูแลมาก่อน”

          “อย่าพูดเรื่องคดีในร้านราเมนสิครับ”

          ยามานาชิเลิกคิ้ว แต่ยานากิดะสังเกตว่าแววตาอีกฝ่ายอยู่ที่เจ้าของร้านที่กำลังสาละวนปรุงราเมนเมื่อเขามองไปบ้าง พ่อครัวชะงักเล็กน้อยแล้วทำงานต่อ

          “เป็นไปได้ไหมว่านี่ไม่ใช่การลักพาตัว”

          “หมายความว่ายังไงครับ”

          “ฉันไม่รู้หรอก” คนอายุมากกว่าสูดเส้นราเมน

          “รุ่นพี่อยากฟังความเห็นของผมเหรอครับ”

          ยามานาชิไม่ตอบ ก้มหน้ากิน ยานากิดะก็งงๆ กระทั่งกินกันเสร็จ ลูกค้าเหลือแค่เขาสองคน

          “ราเมนอร่อยมากเลยครับ”

          นายตำรวจชม พ่อครัวโค้งขอบคุณ เอื้อมมือมารับเงินจากลูกค้า “ความจริง ผมอยากได้ความเห็นจากคุณครับ”

          มือที่จะรับค่าราเมนหยุดกึก เมื่อมีตราตำรวจแนบมาด้วย ชิมามูระตกใจ

 

          นอกร้าน ยามานาชิจุดบุหรี่ ยานากิดะเดินลอดผ้าม่านออกมา ท่าทางตื่นเต้นกับข้อมูลที่เพิ่งได้รับ

          “สึคิตะฮานะ กับ คางาวะ จิน ไม่มีเรี่องโกรธเคืองกัน ตรงกับลูกจ้างคนอื่นเล่า ส่วนคางาวะ หลังจากลูกไล่ออกไปก็ยังมากินราเมนที่ร้านแต่ไม่เคยพูดถึงเรื่องที่ร้านมิโอโมเตะอีก แบบนี้...ไม่ใช่การลักพาตัว...เอ้อ อย่างนั้นก็อาจจะไม่ใช่ความโกรธแค้น”

          “อืม” คนฟังทำเสียงตอบรับในคอ

          “ผมนึกว่ารุ่นพี่อยากฟังความเห็นเสียอีก”

          “ก็ยังไม่ได้ว่าอะไรนี่” ปลายเสียงหัวเราะแผ่ว เขามองซ้ายขวา “น่าจะมีคนรู้จักคางาวะ จิน อีกนะ” ยานากิดะมองตาม “ไม่มีการติดต่อบอกวัตถุประสงค์จำพวกเรียกค่าไถ่หรืออะไรอย่างอื่น เพราะอะไรกันนะ” รุ่นพี่ทำท่าเหมือนรำพึง คนฟังก็คิดตาม

          คนเราไม่ได้เป็นที่รักทุกคน...กำลังจะแต่งงาน”

          นายตำรวจหนุ่มตาโต “รุ่นพี่ครับ! หรือว่าเรื่องนี้...”

          เขาชะงักเมื่อเห็นการฉีกยิ้ม “ฉันนึกว่าคนโรแมนติกอย่างนายจะคิดได้เร็วกว่านี้เสียอีก”

          “หา”

          “ฉันก็เพิ่งคิดได้เหมือนกัน นี่ไม่ใช่การกระทำเพื่อความแค้น แต่เป็นความรักต่างหาก”

          ยานากิดะหายใจถี่ ใจเต้น ครั้นแล้วก็นึกได้ “แต่ว่า สึคิตะซังมีคู่หมั้นแล้ว” ใบหน้าหล่อเหลาของลูกชายเจ้าของร้านแวบเข้ามา อีกฝ่ายนิ่ง

          สุนัขตัวหนึ่งวิ่งคาบกระดูกผ่านหน้าไป

          “หมอนั่นมาจากไหนนะ คางาวะ จิน น่ะ”

          “อ๊ะ” รุ่นน้องเปิดสมุด “โอซาก้าครับ นัมบะ”

          ยามานาชิดับบุหรี่ “คนเรามักจะกลับไปยังจุดที่จากมาเสมอ โดยเฉพาะเวลาเข้าตาจน หรือแม้ตอนซ่อนกระดูก”

          “อะไรนะครับ”

          “ติดต่อกลับกอง คางาวะ จิน อยู่ในโอซาก้า ค้นไปให้ทั่วทั้งโอซาก้าเลย”

 

          สิ่งเดียวที่ฮานะยังไม่เข้าใจคือ ทำไมเขาถึงไม่ให้เธอเห็นหน้า ทำไมไม่พูด ทำไมไม่ให้รู้ว่าตัวเองเป็นใคร คิดได้อย่างเดียวคือ กลัว จะรู้ว่าเป็นใคร จนให้รู้ไม่ได้

          ถ้ารู้ จะมีอะไรเปลี่ยนไป หรือจะเปลี่ยนอะไรในตัวเธอ ในเมื่อตอนนี้เธอก็ไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว

          วันนี้แปลกออกไป และเมื่อตื่นขึ้นมายังรับรู้การมีอยู่ของเขา โดยที่ผ้านั้นยังปิดตาเธออยู่ เขาอยู่ข้างกายเธอนั่นเอง ฮานะนอนตัวเกร็งเกือบลืมหายใจ และเมื่อเขารู้ว่าเธอตื่นก็ขยับวงแขนแน่นขึ้นอยู่ชั่วครู่ก่อนจะผละออกไป โดยไม่ลืมยกนิ้วแตะปากเธอพร้อมบีบมือแน่นเป็นสัญลักษณ์ว่าจงอยู่เฉยเช่นนี้ต่อไป

          หญิงสาวไม่รู้ว่าขณะนี้คือความฝันหรือความจริง เธออยู่ในอารมณ์ก้ำกึ่ง หวาดกลัวความมืดดำที่โจมตี ทว่าบางเวลากลับตื่นเต้นที่ถูกล่วงล้ำ เธอเป็นอะไรไป

          เธอรู้ว่าเขาทำอีก สิ่งที่ใจไม่ปรารถนาแต่ร่างกายไม่ต่อต้าน ความเจ็บร้าวครั้งแรกบรรเทาและแทบจะหายไปแล้วแทนที่ด้วยการสัมผัสที่เชื่องช้า ฝ่ามือของเขาเหมือนปลอบปะโลมการหวาดเกรงของเธอ ค่อยๆ ลูบไล้ทุกตารางนิ้วที่เคยมีแต่ตัวเองเท่านั้นที่มองเห็น การกอดก่ายโลมเล้าคล้ายจมูกของลูกสุนัขที่ยังไม่ลืมตา ดุนดัน ตื่นเต้น รัญจวน

          ตั้งแต่อาบน้ำจวบจนร่วมรัก ฮานะเพิ่งรู้สึกอย่างนั้นเป็นครั้งแรก เหมือนทุกอณูในร่างกายพร้อมใจกันเปล่งความสุขออกมา ไม่เคยรู้ว่าจะสุขซ่านได้เพียงนั้น ไม่เคยรู้ว่าดวงดาวอยู่ใกล้แค่เอื้อม ทุกอย่างพริบพรายระยิบระยับ ได้ยินเสียงร้อง แต่คราวนี้ไม่แน่ใจว่าจะออกจากปากของตัวเอง ทุกอย่างล่องลอย คล้ายถูกโยนขึ้นสูงและค่อยๆ ถูกดึงลงมา เลือดในกายเต็มใจหลอมรวมกับเลือดของเขา

          ในฝัน ฮานะเห็นกระต่ายตัวนั้น มันเติบโตอยู่ในอ้อมกอดของเธอ

 

          จินอยากให้ห้องหายอับ จึงงัดตะปูที่ตอกปิดผ้าม่านให้หลุดออกโดยใช้อุปกรณ์ที่ซื้อมาจากร้านเครื่องมือช่าง นอกจากนี้ยังมีเสบียงอาหารและเครื่องดื่มพอสำหรับสองวัน รวมทั้งเสื้อผ้าชุดใหม่สำหรับฮานะ

          เมื่อวานนี้ตอนกลับเข้ามา แสงไฟจากภายนอกช่วยให้เห็นตัวเธอแวบหนึ่ง ทำให้ปีกสีดำกระพือ ปลีน่องกับลำคอขาวผ่องราวงาช้างช่างเหมือนความฝันที่ทำให้ทุรนทุรายมานาน เขาสะกัดความต้องการได้ แต่ระหว่างที่อาบน้ำให้เธอ เมื่อเรือนกายบอบบางทำให้ไม่กล้าแตะต้องมากนัก แต่ความปรารถนาก็จู่โจมรุนแรงจนพ่ายแพ้

          ฮานะยังคงสั่นเมื่อถูกสัมผัส แต่ร่างกายเธอตอบสนองกว่าที่เคย กระทั่งถึงจุดหนึ่งที่เล็บจิกลงแผ่นหลัง ตัวกระตุกเกร็งจนจินงงไปชั่ววินาที แต่เสียงร้องแหลมเว้นขาดช่วงทำให้เข้าใจ ดวงใจสีดำที่ปีศาลสิงสถิตย์อยู่หึกเหิมเร่งเร้า นั่นแปลว่าเขาพาเธอข้ามขอบฟ้าไปแล้วนั่นเอง ก่อนที่เขาจะรีบตามไป

          เจ้าหญิงโอริฮิเมะที่รอการพบเจอกับฮิโกโบชิเพียงหนึ่งในจากหนึ่งปีร้องไห้เพราะไม่อาจข้ามแม่น้ำ ในที่สุดก็สามารถไปเจอชายผู้เป็นที่รักได้สำเร็จ เพียงแต่ใครคนนั้นไม่ใช่ชายเลี้ยงวัว

          เป็นปีศาจที่ชื่อ คางาวะ จิน

 

          ฮานะรู้ตัวตั้งแต่ตื่น เช้านี้เธอเหมือนตกลงไปในความสุขสมนั้น ส่วนหนึ่งของร่างกายละลายไปแล้วและได้แต่นิ่งงันเหมือนว่ายังไม่อยากเชื่อตัวเองว่าหวนกลับไปเป็นคนเดิมไม่ได้อีกแล้ว

          หญิงสาวที่ถูกปิดตาเงยหน้าขึ้นมามองเพราะได้ยินเสียงกึกกัก จินเลื่อนผ้าม่านออก แต่หน้าต่างเป็นกระจกที่เปิดไม่ได้ เขาหงุดหงิดเล็กน้อย ลองขยับดูหลายทีก็ไม่เห็นว่ามีตรงไหนสามารถเปิดได้ จึงยอมแพ้

          “ทำอะไรเหรอคะ”คงเพราะได้ยินเสียงเธอจึงถามขึ้น

          อยากเปิดหน้าต่างให้อากาศเข้ามา แต่มันเปิดไม่ได้

          เขาเขียนแขนเธอ ฮานะพยักหน้ารับรู้ “ค่ะ”

          เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ยืนยันความอาทรของ อยากจะคิดว่าการล่วงเกินเป็นแค่อารมณ์หุนหัน แต่ก็ทำไม่ได้ตราบใดที่ไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร จากสองวันที่ผ่านมา บทสนทนาขนแขนของเธอเขียนด้วยฮิรางานะ

          เขาเตรียมข้าวให้เธอ และป้อนให้อย่างเคย อากาศเย็นแต่อับชื้น เหมาะกับราเมนร้อนๆ แต่ก็เลือกไม่ได้ ขณะที่เขาคีบผักดองเข้าปากให้ หญิงสาวฉุกคิด เขากำลังเลือกไม่ได้ด้วยหรือเปล่านะ อยู่ในสถานการณ์ที่ไม่ใช่คนบงการ นอกจากข้องใจการกระทำเร้นลับ ฮานะยังสับสนในตัวเอง ทำไมถึงหวาดกลัวน้อยลง ทำไมความฝันถึงบ้านจึงหายไป เธอนอนหลับสนิท

          ท้องอิ่มแล้วแปรไปเป็นความกล้าให้ “เอ่อ คุณคะ...” หญิงสาวกลั้นใจ

          “คุณ...ชอบฉันเหรอคะ”

 

          มาม่าซังดูรูปที่นายตำรวจยื่นให้ เอียงคอ ขมวดคิ้วเชิงคิด ก่อนจะส่ายหน้าช้าๆ “ไม่เคยเห็นนะ”

          “อยากให้ดูดีๆ น่ะครับ” ยานากิดะบอก

          “ดูดีแล้ว ถึงฉันจะอายุเท่าแม่คุณแต่ฉันยังสายตาและความจำดีอยู่นะ” เธอตอบพลางพ่นควันบุหรี่พรู “อีกอย่าง ที่นี่เป็นบาร์ คนเข้าออกมากมาย ถ้าไม่ใช่คนคุ้นเคยจำหน้าไม่ได้หรอก”

          ยานากิดะอยากจะย้อนถามว่า แน่ใจหรือว่าเป็นบาร์ แต่ยามานาชิถามก่อน

          “คนคุ้นเคยคืออะไร”

          “ก็แบบที่ตื่นมาตอนเช้าแล้วเห็นหน้าก่อนใคร จะว่าไปนะ บางทีก็จำไม่ได้หรออก” เจ้าของร้านตอบหน้าตาย

          “ก็น่าจะคุ้นเคยบ้างนะ ลงหนังสืออย่างนี้” นายตำรวจหนุ่มใหญ่วางหนังสือพิมพ์ที่มีใบหน้าของผู้ต้องสงสัยลักพาตัวชื่อ คางาวะ จิน ให้เธอดู

          “ฉันไม่ได้อ่านหนังสือพิมพ์นี่นา” เธอตอบหลังจากมองแวบเดียว “อะไรทำให้ตำรวจคิดว่าเจ้าเด็กนั่นมาที่นี่”

          “เรารู้ว่าถิ่นเดิมของเขาก่อนจะย้ายไปเกียวโตคือนิชินาริ ที่ชินอิมามิยะนี่ ดูเหมือนเขาจะอยู่มาตั้งแต่เด็ก มีแม่ทำ เอ่อ...อาชีพ...เอ่อ”

          “แม่เจ้าเด็กนี่เป็นโสเภณีอยู่ที่นี่ก่อนจะถูกฆ่าตาย และเจ้าเด็กที่เป็นลูกชายคนเดียวหายตัวไป”

          มาม่าซังเขี่ยบุหรี่ “รู้เยอะนี่นา แล้วมาทำฉันทำไม ไม่จำเป็นว่าเจ้าเด็กนั่นจะต้องกลับมาที่นี่เสมอไปนี่”

          “แสดงว่าคุณก็รู้จัก คางาวะ จิน หรือจะให้เรียกชื่อที่แท้จริงล่ะ”

          จู่ๆ มาม่าซังก็หัวเราะเสียงแหลม “จะเรียกชื่ออะไรก็ไม่ใช่ปัญหาของฉัน” เธอยกมือกอดอก “เจ้านั่นไม่ได้มาที่นี่ อยากดูก็ได้นะ แต่ว่าคงต้องลงทุนหน่อย”

          ยามานาชิกับยานากิดะมองตามสายตาที่เบนไป ตรงโต๊ะริมผนังมีชายร่างใหญ่สองคนนั่งเล่นไพ่กันอยู่ แต่นายตำรวจรู้ดีว่าอีกฝ่ายระแวดระวัง นี่คือหนึ่งในอาเขตของยากุซ่า ไม่ง่ายที่จะมาล่วงล้ำ เจ้าถิ่นรู้ดีว่าทำอย่างไรถึงจะเลี่ยงกฎหมายได้

          “ถ้าอย่างนั้นก็ไม่เป็นไร ขอบคุณที่ให้ความร่วมมือ” ยามานาชิพูด “อ้อ กลิ่นหอมดีนะ”

          คนสูบเลิกคิ้ว มองบุหรี่ในมือตนเอง “ชอตโฮปนี่นะเหรอ”

          “เปล่า ไมลด์เซเว่นนี่ต่างหาก” เขายกหัวแม่มือชี้ไปยังซองบุหรี่ที่อยู่ข้างตัวมาม่าซัง เจ้าตัวหน้าตึง ตำรวจหนุ่มใหญ่ยิ้มเล็กน้อย ก่อนจะหมุนกายเดินออกไปพร้อมลูกน้อง

          มามาซังเอ่ยขึ้นเสียงไม่เบานัก “พวกตำรวจนี่ขยันจังนะ”

          ยามานาชิหยุดฝีเท้า หันมาขมวดคิ้ว “ขยัน?

          เจ้าของร้านส่งบุหรี่เข้าปากก่อนตอบ นายตำรวจเห็นว่าเธอเก็บซองไมลด์เซเว่นไปแล้ว “ก่อนหน้าพวกคุณมาสักสองชั่วโมงก็มีตำรวจมาถามหาเจ้าเด็กนี่เหมือนกัน มาจากเกียวโตเหมือนกันด้วย”

          “เอ๊ะ แต่...”

          ยานากิดะกำลังจะพูด รุ่นพี่ยกมือกัน “ทางเราต้องการข้อมูลที่หลากหลาย บางครั้งก็ต้องมีถามซ้ำกันบ้าง ขออภัยในความไม่สะดวก”

          เขาตอบเรียบ ผงกศีรษะให้พร้อมยิ้มเล็กน้อย มาม่าซังไหวไหล่ก่อนจะมองชายผู้ใช้กฎหมายทั้งสองเดินออกจากร้านไปด้วยแววตาเย็นชา

 

          จินกำลังนั่งอ่านกระดาษที่ถูกสอดมาให้เมื่อตอนสาย รู้ว่าใครเขียน มาม่าซังบอกสั้นๆ ว่ามีตำรวจมาถามหาเขาสองรอบแล้ว ในคำบอกถึงความไม่สบอารมณ์ หมายถึงเขาจะต้องตัดสินใจได้แล้ว

          เหมือนพลาดไปในหลายจังหวะ เขาแพ้อำนาจความต้องการของตัวเอง จะพูดได้ยังไงว่าช่วยจากยากุซ่าเพราะตราบาปนั้นก็ถูกประทับลงในร่างเธอไปแล้ว แถมยังขี้ขลาดเกิดจะบอกว่าตัวเองเป็นใครอีก

          ความเห็นใจที่มีต่อลูกจ้างที่ชื่อ คางาวะ จิน สูญสิ้นไปทันที จะไม่มีความหวังดีนั้นอีกแล้ว เธอจะเกลียดเขาจากก้นบึ้งหัวใจ จะทนไหวได้ยังไง ทางเดียวคือทู่ซี้ต่อไป จินคิดอย่างนั้น กระทั่ง

          คุณชอบฉันเหรอคะ

          หัวใจเกือบหยุดเต้น คิดว่าโชคดีว่าตอนนั้นไม่ได้ถือขวดน้ำหรือข้าวกล่องหรือกระป๋องโค้ก หรืออะไรที่จะทำให้หยุดมือแล้วเกิดเสียงแห่งความตกใจ แค่กระดาษโน้ตในมือยังปลิวหลุดลอย

          เกือบจะตอบออกไปแล้วรีบกัดปากตัวเอง กลั้นใจรอฟังเธอพูดต่อ

          “ฉัน...คิดว่าคุณไม่ได้ตั้งใจ จะทำร้ายฉัน เอ่อ ดูจากที่คุณดูแลฉัน คุณมีน้ำใจ แต่ฉันไม่รู้ว่าคุณเป็นใคร คุณต้องการอะไร บอกฉันหน่อยได้ไหมคะ”

          น้ำเสียงเธอสงบและแน่วแน่กว่าเคยราวกับปลง นั่นทำให้จินเป็นฝ่ายใจสั่นเสียเอง

          เธอต่อรองกับเขามาหนหนึ่งจนเกิดอารมณ์โมโหเลยเถิดไปเป็นความสัมพันธ์ต้องห้าม เมื่อครู่นี้ก่อนกินข้าวเธอก็อึดอัดอยากจะถามแต่ยอมว่าง่าย ลึกๆ คงหวาดกลัวแต่ยอมเสี่ยง น้ำเสียงกึ่งกล้ากึ่งเกรงนั้นกระตุ้นความอ่อนไหวของจิน

          เด็กหนุ่มลุกขึ้น ในห้องเป็นเวลาบ่ายจึงมีแสงสลัวรวมกับผ้าม่านที่เปิดออกทำให้เขาต้องปิดตาเธอไว้ เมื่อลุกไปดึงม่านปิดก็ดูออกว่าหญิงสาวนั่งตัวเกร็ง พอเขานั่งบนเตียง เธอหดขาเล็กน้อย เขาดึงแขนเธอ

          ช่วย...

          หญิงสาวเอียงคอน่ารัก แม้ใบหน้าจะถูกปิดตาดูแปลกประหลาด ผิดที่ผิดทาง

          “คุณช่วยฉัน...ยังไงเหรอคะ”

          ถามแล้วก็ขมวดคิ้ว แน่ละ รูปการณ์ที่เป็นไม่ชวนเชื่อแม้แต่น้อย จินกดขมับ กดอารมณ์พลุ่งพล่าน ฮานะเป็นคนฉลาด ภายใต้กิริยาท่าทางเรียบร้อยใจดีมองโลกสดใส ถูกสะสมด้วยการพบปะลูกค้ามากมายจนทำให้อ่านการกระทำของคนได้ ป่านนี้อาจจะรู้แล้วก็ได้ว่าเขาเป็นคนรู้จัก จึงมีความจำเป็นต้องปิดบังตัวตนต่อไป

          “หรือว่าคุณถูกบังคับ ใช่ไหมคะ คุณไม่ได้เต็มใจ”

          จินเม้มปาก รู้สึกถึงแผลที่ตกสะเก็ด อีกไม่นานก็หาย และทิ้งรอยไว้อยู่ตราบชั่วชีวิต ตอนนี้เขารู้สึกเจ็บแปลบขึ้นในหัวใจ เขาทำอย่างนั้นลงไปได้ยังไง จนถึงเวลานี้ยังถามตัวเองซ้ำๆ

          “ฉันคิดแล้วว่าคุณก็ไม่มีทางเลือก เพราะว่าจริงๆ คุณเป็นคนใจดี”

          ริมฝีปากแห้งของเธอแต้มยิ้ม แม้จะถูกปิดตา ถูกล่วงเกินทางกาย และจิตใจก็โดนกลืนกิน กลายเป็นความทรงจำที่เลวร้ายซึ่งจะติดตัวไปตลอด แต่เธอยังเอ่ยชมคนที่ทำกับเธออย่างนั้น

          เขาเป็นคนเลว

          ควรจะทำยังไงดี ตำรวจตามหาเธอ ไล่ล่าเขา นี่คือถิ่นของคุเรียว ต่อให้เขาพาตัวเองรอดไปได้ แล้วเธอล่ะ จะปกป้องเธอได้ยังไง

          “คุณเองคงไม่อยากอยู่แบบนี้ เอ่อ...ถึงหมายถ้าเรา...ออกไปจากที่ได้น่าจะดีกว่า ฉันจะไม่บอกใคร” ฮานะสูดลมหายใจ “ฉันไปกับคุณก็ได้ค่ะ”

          จินตะลึง มองสีหน้าเรียบนิ่งของเธอ ไม่คิดจะได้ยินคำนี้ นี่เธอ ยอมรับคนที่ฉกฉวยความบริสุทธิ์และร่างของของตนเอง ปีศาจในตัวเขาร่ำร้องเริงร่า

          “คุณ...ฟังอยู่ไหมคะ”

          ฮานะสวมแค่สเวตเตอร์กับกางเกงวอร์ม ผมยาวยุ่งรุ่ยร่าย จินเพิ่งได้มีโอกาสมองเธอชัดๆ ก็ตอนนี้ หญิงสาวที่หลงใหลการดองผักมักจะรวบผมเรียบร้อยเสมอเวลาทำงาน หน้าร้อนเธอก็เกล้ามวยสูงเห็นท้าทายขาวกับไรผมชื้นเหงื่อที่ทำให้เขาต้องแอบกัดมือตัวเอง

          สามคืนที่ผ่านมา เรือนผมนั้นปล่อยสยายราวกับนกที่ได้อิสระแล้วโผบินไปบนโลกกว้าง จิตใจของเธอก็เช่นกัน คงเปิดปล่อยเป็นครั้งแรก ด้วยฝีมือของเขา

          “ฉันไปกับคุณก็ได้ค่ะ อยู่ด้วย...แค่ออกจากที่นี่ ฉันไม่อยากอยู่แบบนี้” เธอเว้นสูดลมหายใจ น้ำเสียงเริ่มสั่น “ฉัน...ทำอาหารได้ เราเปิดร้านเล็กๆ ขายของก็ได้ค่ะ ฉันจะไม่บอกใคร”

          จินเห็นภาพฮานะใส่ผ้ากันเปื้อนทำเบนโตะ เขากำลังเช็ดโต๊ะและต้อนรับลูกค้า ใบหน้าเปื้อนเหงื่อของเธอยิ้มแย้มสดใส เธอรู้ว่าเขาเป็นใครแต่ในที่สุดก็ยอมอยู่ด้วยตามคำสัญญา ได้ยินเสียงเด็กร้อง...ลูก....

          เด็กหนุ่มสะดุ้งเฮือก สะบัดหน้าแรงๆ นั่นเป็นภาพลวงตา ไม่มีทาง เขาเป็นคนที่ถูกตามล่านะ

          “รับรองค่ะ ถ้าคุณพาฉันออกไปจากที่นี่ ไม่ว่าคุณจะเป็นใครฉันก็ยอมรับได้ ฉัน...เป็นของคุณแล้ว”

          เสียงเด็กร้องขึ้นมาอีก เธอยอมรับเขา เด็กผู้หญิงแก้มกลมที่เธออุ้มอาจจะเป็นลูกของเขา

          ลืมคุเรียว ลืมฮิโนโทริ ลืมมิโอโมเตะ ลืมทุกอย่าง ไปอยู่เมืองที่ห่างไกลอย่างอิวาเตะหรือซับโปโร่

          “ฉันจะไม่ติดต่อใคร กับที่บ้านก็แค่ส่งจดหมาย”

          “ตึ้ง!

          ฮานะสะดุ้ง เสียงนั่นบอกถึงอาการโกรธเคืองอย่างปัจจุบันทันด่วน เธอพูดอะไรออกไป ใจเต้นระรัว ได้ยินเสียงฝีเท้าเดินสวบสาบแล้วแสงที่หางตาก็หม่นลง เขาปิดผ้าม่าน หมายความว่ายังไง

          พริบตาแขนก็ถูกดึงไป อย่าพูดอีก

          “แต่ว่า...อ๊ะ!

          ร่างของเธอถูกกดลงไปนอนทั้งที่ยังพูดไม่จบ ฮานะหวาดหวั่น เธอพูดพูดตรงไหน ก็แค่...

          ริมฝีปากทาบลงมา ได้กลิ่นบุหรี่ไมลด์เซเว่น จะต้องเป็นแบบนี้ไปอีกครั้งกันนะ กี่ครั้งผ่านไปที่เธอจะได้ออกไปจากที่นี่ เขาโกรธเคืองเมื่อเธอพูดถึงครอบครัว

          ร่างกายของฮานะเคลิบเคลิ้มไปตามการคลึงเค้นของเขา ซ้ำยังตอบสนองที่แม้แต่เธอเองก็ไม่รู้ตัว ความสุขซ่านแทรกซึมอยู่ในทุกวินาที นี่คือสิ่งที่เธอต้องการงั้นหรือ

          วินาทีหนึ่ง หญิงสาวได้ยินเสียงคำราม เธอชะงัก

          ดูเหมือนทุกอย่างจะหยุดนิ่งไปเสี้ยววินาที เหมือนแผ่นเสียงสะดุดแล้วเล่นต่อ

          เมื่อครู่นี้ เธอได้ยินเสียงของเขา...เป็นครั้งแรก

          เสียบแหบต่ำบอกความสุขสันต์ ดำดื่มกับเพลงพิศวาสดังแผ่วอยู่ในลำคอ และราวกับเจ้าตัวจะรู้ ชะงักกิริยาไป ก่อนจะบรรเลงต่ออย่างดุดัน

          ฮานะพยายามคิดว่าเธอเคยได้ยินเสียงอย่างนี้ที่ไหน แต่ก็ไม่สำเร็จเพราะสมองกระเจิงไปกับการโลมเล้าที่เร่าร้อน เธอรู้สึกว่าได้กลายเป็นคนอื่นไปแล้วสิ้นเชิง

                   

          “มาม่าซังบาร์ชื่อเรโกะบอกว่าไม่เคยเห็น แต่พนักงานที่ร้านสะดวกซื้อคุ้นตาว่าเคยเห็นเด็กผู้ชายอายุประมาณเด็กมอปลายสูงขนาดนี้มาซื้อของ แต่เขาใส่หมวกมองไม่ถนัด พอดูทีวี มีข่าวลักพาตัวก็รีบร้อนออกจากร้านไป”

          ชายคนหนึ่งรายงานหัวหน้าของตน ควันสีเทาจากบุหรี่ยี่ห้อแบลคสโตนล่องลอยอบอวลในห้องมืดสลัว

          “ทำได้ดี ทำต่อไป ระวังเจ้าถิ่นด้วย”

          “ครับ” เขาโค้งแล้วเดินออกไป ชายหนุ่มในห้องยังนั่งสูบบุหรี่ต่อไปอีกพัใหญ่

          “จริงๆ แล้วโนโซมิรู้แค่ว่ามีสายของคุเรียวอยู่ในฮิโนโทริ แต่ไม่รู้ว่าเป็นใคร คนๆ นั้นใช้ธีสื่อสารโดยใช้กล่องรับจดหมาย ผมคิดว่าเธอบอกใบ้กับลูกชายด้วย” เสียงแว่วมาจากในมุมมืดที่สุดของห้อง “เพราะงั้น คุเรียวถึงไล่ตามเด็กนั่น”

          “นายเชื่อทุกคำพูดของผู้หญิงคนนั้นหรือไง”

          “ไม่อย่างนั้นเธอก็คงไม่ถูกฆ่าตาย”

          คุโรซากิเค่นยิ้ม อัดควันเข้าปอดก่อนจะปล่อยออกมา “จะรู้ว่าใครโกหกก็ต่อเมื่อได้ตัวเจ้าหนูนั่น”

          มีความเงียบเกิดขึ้นชั่วขณะ

          “นายว่าเด็กนั่นชื่อจริงว่าอะไรนะ”

         

          ฮานะรู้สึกได้ว่าผู้ชายคนข้างๆ ยันตัวลุกขึ้นนั่งอย่างรวดเร็วทำให้เธอตื่น แต่ยังง่วงงุนจึงไม่ขยับตาม ได้ยินเสียงการสนทนาที่พังไม่ได้ศัพท์

          “เรื่องเจ็บน่ะช่างมันเถอะ ฉันทำเท่าที่ทำได้ แต่นายต้องทำอะไรสักอย่างแล้วนะ ยูสึเกะ”

 

         

 


อุธิยา

11.9.18

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

35 ความคิดเห็น