กลางวงกตดอกไม้ (October Storm) - (สนพ.พิมพ์คำ)

ตอนที่ 31 : บทที่ 30 ความอ่อนโยนสีดำ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 77
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    6 ก.ย. 61

30. ความอ่อนโยนสีดำ

 

          “อย่างนั้นเหรอครับ ไม่เป็นไรครับ ขอบคุณมากครับ”

          โซโนดะวางหูโทรศัพท์แล้วหันมาทางชายสวมแว่นสีชาที่นอนเอ้เตบนโซฟาที่ประจำ ท่าทีเกียจคร้านที่แสดงออกไม่ได้แปลว่าเป็นอย่างที่ตาเห็น

          “ปิดปรับปรุงร้านสามวัน ไม่มีเหตุผลเอาซะเลย ฤดูใบไม้ร่วงอย่างนี้แท้ๆ”

          ยากุซ่าหนุ่มเอ่ยโดยไม่เจาะจงแต่เป็นการอธิบายให้อีกคนฟัง “เมื่อวานไม่เห็นบอกเลยว่าจะปิด หรือเป็นเพราะคุณหนูคนนั้น จะว่าป่วยก็ไม่เห็นต้องปิดร้านนี่นา ลูกจ้างตั้งหลายคน”

          วันนี้โซโนดะไม่ได้สวมสูทลายทางซึ่งทำให้อารมณ์ไม่ดีตั้งแต่เช้า ลูกน้องที่ส่งไปสืบข่าวยังไม่รายงานเข้ามา เขากดรีโมทเปลี่ยนช่อง โฆษณามิวสิควีดีโอของนักร้องสาวคุโด ชิสึกะ

          “คุโดคนนี้หน้าตาก็สวยอยู่หรอก แต่ผอมบางสู้สาวๆ ของคุเรียวไม่ได้เลย”

          ตัดเข้ารายการข่าว ต่อไปเป็นอาชญากรรมค่ะ มีความคืบหน้าเรื่องการหายตัวไปของสึคิตะ ฮานะ ที่อาศัยอยู่ในฮิงาชิยาม่า เกียวโต ได้ผู้ต้องสงสัยแล้วค่ะ ชื่อของเขาคือคางาวะ จิน มีพยานแจ้งว่าเห็นเขาอุ้มคุณสึคิตะขึ้นรถตู้ ซึ่งคางาวะอายุสิบเจ็ดเป็นอดีตลูกจ้างร้านมิโอโมเตะและถูกไล่ออกไปเมื่อเดือนที่แล้ว

          เป็นไปได้ว่าคงไม่พอใจจึงลักพาตัวคุณสึคิตะไป ผู้ร่วมรายการชายวัยประมาณห้าสิบพูดขึ้น

          ค่ะ แต่ทั้งนี้ยังไม่มีการติดต่อมาจากคนร้ายแต่อย่างใด พิธีกรสาวตอบ หันมองกล้อง ถ้าผู้ใดพบเบาะแสกรุณาติดต่อที่สถานีตำรวจด้วยค่ะ

          โซโนดะนั่งฟังนิ่ง กระทั่งผู้ประกาศรายการข่าวอื่นยังประหลาดใจไม่หาย ทันใดนั้นเสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้นแหวกความงุนงงขึ้นมา ยากุซ่าตำแหน่งหัวหน้าเขตที่ยกหูด้วยอารมณ์กึ่งรำคาญในนาทีแรกเปลี่ยนเป็นประหลาดใจและตกใจ

“แน่ใจนะ”

          อามาเทรุเบือนหน้ามามอง “ขอบใจ ทำดีมาก”

          หลังจากวางหูเขาจุดบุหรี่ “สึคิตะ ฮานะไม่ได้กลับบ้าน มีประกาศคนหายติดไปทั่วฮิงาชิยาม่า คนต้องสงสัยคือไอ้เด็กที่เราตามหาอยู่นี่แหละ ตามข่าวเลย บ้าที่สุด! เราช้าไป!

          คำรามแล้วพ่นควันบุหรี่อย่างหัวเสีย นึกถึงการยืนมองภาพเด็กหนุ่มต่อสู้กับยากุซ่าห้าคนจนกระทั่งอุ้มหญิงสาวขึ้นรถตู้ไปจนสำเร็จ ซ้ำยังแย้งอามาเทรุว่าไม่จำเป็นต้องโจมตีตอนนั้น เพราะสายตาอีกคู่มาจากชายในขุดยาวที่ยืนมองอยู่เช่นกัน แค่คิดว่าโอกาสหน้ายังมี ความจริงแผนการมันถูกตัดหน้าไปก่อนแล้ว

          “สรุปง่ายๆ ก็คือ นายพลาดยังไงล่ะโซโนดะคุง”

อีกคนพูดพร้อมกระตุกยิ้ม ก่อนจะลุกขึ้นมานั่ง

“นายจะให้ฉันลงมือเองได้หรือยัง”

 

          จินตกใจเมื่อเห็นใบหน้าตัวเองอยู่ในทีวีของร้านสะดวกซื้อ เขารีบดึงปีกหมวกมาปิดหน้าแล้วจ่ายเงินอย่างรวดเร็ว ไม่รอฟังคำขอบคุณของพนักงานสาวซึ่งเมื่อทอนเงินให้ก็ชะงักไปเล็กน้อย เสียงจากโทรทัศน์อยู่ข้างหลัง

          ผู้ต้องสงสัยลักพาตัวสึคิตะ ฮานะ ชื่อคางาวะ จิน ใครพบเห็นแจ้ง...

 

          สี่ชั่วโมงก่อน

          ยานากิดะรับรูปมาจากมือชิมะ หัวหน้าสาวเสิร์ฟขี้มือไปที่เด็กหนุ่มที่ยืนอยู่ริมสุดของภาพ นายตำรวจมองตาม “หน้าตาดีนะครับ”

          “คนนี้แหละค่ะ คางาวะ จิน มาทำงานเมื่อปีที่แล้ว”

          อีกฝ่ายพยักหน้ารับ “เมื่อครู่ฮอนดะซังบอกว่าเขาถูกไล่ออกจากร้านไป เพราะอะไรเหรอครับ”

          สาวใหญ่อึกอักเล็กน้อย สายตาสมองนายตำรวจอีกนายที่จ้องมาทำให้อึดอัด

          “จิน...มีเรื่องทะเลาะวิวาทในเมืองค่ะ คุณชิเงรุเคยเตือนแล้ว พอทำอีกก็เลย...ให้ออกไป”

          “หมอนั่นไม่พอใจเลยมาลักพาตัวคุณหนูสึคิตะไป”

          “อะ อะไรนะคะ”

          อยู่ดีๆ นายตำรวจคนอายุมากกว่าที่เงียบมาตลอดก็โพล่งขึ้นมา ชิมะตกใจ แต่ก็แค่วินาทีเดียวก็สงบอารมณ์ได้ ลืมไปว่านั่นเป็นวิธีปกติของการสอบสวน

          “ดิฉันไม่รู้เจตนาของเจ้านั่นหรอกค่ะ”

          “แต่การถูกไล่ออกก็ไม่ใช่เรื่องน่าดีใจใช่ไหมละครับ”

ชิมะเลือกเงียบ ยามานาชิถามต่อ “ที่ว่าเคยเตือนแล้ว หมายความว่าคางาวะ จินทำผิดกฏมาก่อน”

          “ฉันไม่รู้รายละเอียดครั้งนั้นค่ะ”

          “แต่คุณก็สนิทกับคางาวะ จินที่สุด”

          คราวนี้หญิงกลางคนเบิกตา คิดว่าเขาคงรู้จากสาวเสิร์ฟนั่นเอง นายตำรวจยิ้มระบาย

“ดิฉันแค่...คุยกับเจ้านั่นเวลาพัก”

“ทำไมคนอื่นไม่ได้คุยด้วยละครับ”

ชิมะชักสีหน้า ก่อนระงับสติได้ทัน เตือนตัวเองว่าอีกฝ่ายกำลังไล่ต้อนแล้วผ่อนลมหายใจ “แค่สูบบุหรี่ด้วยกันค่ะ”

ยามานาชิพยักหน้า “เรื่องเล็กน้อยจริงๆ ฮอนดะซังสูบยี่ห้ออะไรครับ ผมสูบมาร์โบโร่”

คนถูกถามขมวดคิ้ว ก่อนตอบว่าชอตโฮป  

“ถ้าอย่างนั้นคางาวะ จินก็น่าจะสูบด้วย”

“ไม่ใช่ค่ะ เจ้านั่นสูบไมลด์เซเว่น”

ยานากิดะมองรุ่นพี่อย่างงงๆ แต่ไม่ได้พูดอะไร ชิมะเห็นตำรวจถามไม่ต่อก็กล่าว “ดิฉันก็บอกสิ่งที่ควรบอกไปหมดแล้ว รูปนั้นให้ยืมก่อนก็ได้ค่ะ มีอะไรจะถามอีกไหมคะ”

“ไม่มีแล้วครับ ขอบคุณที่ให้ความร่วมมือครับ”

ยามานาชิเดินออกมาจากร้านพลางจุดบุหรี่ “มีใครอีกที่น่าสงสัยในรอบสองปีนี้”

          รุ่นน้องเปิดสมุดบันทึก “มีลูกค้าใหม่หลายคน แต่ตัดรายชื่อคนที่มาครั้งเดียวออกไป คนที่มาประจำมีสามคน เอ๊ะ...”

          ยามานาชิหันมา “วันที่คางาวะ จิน ปรากฏตัวที่ร้านครั้งแรกเป็นวันที่มีลูกค้าชื่อคาจิวาระ ริวโซมาพอดี ซึ่งคาจิวาระมีลูกสาวชื่อโคโทริ ซึ่งเธอก็กลับมาเกียวโตเป็นครั้งแรกในรอบสองปีด้วย เอ...”

          คนฟังขมวดคิ้ว “พูดต่อไปสิ”

          ยานากิดะประหลาดใจกับท่าทางจริงจังของรุ่นพี่ แต่ก็พูดต่อ “อ่ะ ครับ คาจิวาระ โคโทริมาเป็นลูกค้าที่ร้านมิโอโมเตะ แต่บางครั้งเธอก็มาพบกับลูกชายเจ้าของร้านนอกเวลาร้านเปิดด้วยครับ”

          รุ่นพี่กระตุกยิ้ม “น่าสนใจแล้วสิ”

          เขายืนเท้าเอว อัดควันเข้าปอดก่อนจะดับบุหรี่ บิดขี้เกียจครั้งหนึ่งแล้วออกเดิน “ไปกันเถอะ”

          “ไปไหนครับ”

          “ไปหาของกินน่ะสิ นี่มันเที่ยงแล้ว นายไม่หิวหรือไง”

 

          ฮานะรู้สึกตัวตื่น เธอลุกพรวดขึ้นนั่งแต่แล้วก็งอตัวเพราะเจ็บแปลบที่ท้องน้อย หลายวิธีทีผ่านไปเมื่ออาการทุเลาจึงมองเห็นภาพในห้องที่นอนอยู่ จึงรู้ว่ามือไม่ได้ถูกมัด ตาก็ไม่ได้ถูกปิดแล้ว

          แต่...เธอไม่ได้สวมเสื้อผ้าตนเอง

          ชุดเดิมแทนที่ด้วยกิโมโนราคาถูก เนื้อผ้าระคายผิว ในห้องสว่างไสว เธอจับใบหน้าตัวเอง วูบแรกดีใจ เป็นครั้งแรกที่เป็นอิสระในการเคลื่อนไหวและมองเห็น แต่อีกวินาทีถัดมาก็รับรู้ความรู้สึกที่แท้จริง จังหวะที่สายตาเหลือบแลไปบนที่นอนแข็งกระด้าง มีรอยเลือดจางเปื้อนอยู่...

          ความหดหู่มาพร้อมน้ำตารื้น ภาพในคืนที่ผ่านมาปรากฏขึ้นทันควัน ฮานะกุมศีรษะหลับตาอย่างเกลียดชัง ทุกอย่างที่เกิดขึ้นยังชัดเจน เธอถูกล่วงล้ำจากชายปริศนา การที่ถูกปล่อยให้เป็นอิสระเพียงเพื่อตอกย้ำสิ่งที่เขากระทำลงไป แล้วน้ำตาก็รินไหล

          ตั้งแต่ถูกจับมา ตั้งแต่อยู่ในห้องมืด พยายามรวบรวมสติและประคับประคองอารมณ์ ต่อสู้กับความหวาดกลัว แต่...ทุกอย่างพังทลายหมดสิ้น

          เธอคิดง่ายไปว่าเขาเข้าใจ คิดผิดว่าต่อรองได้ เพราะท่าทีไม่คุกคามและน้ำใจเล็กน้อยก่อความหวังว่าเขาจะเห็นใจ แท้จริงแล้วเขาก็ยังเป็นคนร้าย ทำร้ายเธอได้ในที่สุด

          ฮานะพาตัวเองลงมาที่พื้นห้อง กอดเข่าสะอื้น อดสูและต่ำต้อย อยากหลับสนิทไปตลอดกาลหากตื่นเช้ามาแล้วรับรู้ว่าตนเองไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว ทุกอณูบนร่างกายถูกจับต้อง ครอบครอง เธอไม่ได้ดิ้นรนแล้วเพราะรู้ว่าทางรอดน้อยเหลือเกินเพราะมืดถูกมัดแน่น

          อย่าทำฉันเลยนะ อย่าเลย ฉันขอร้อง

          ขณะที่เอ่ยเสื้อผ้าก็ถูกฉีกกระชากออกไปไม่หยุด

          เธอทั้งหวาดผวา ขวัญเสีย พร่ำพูดขอร้องแต่เขาก็ปิดปากเธอ ได้กลิ่นเลือดจากริมฝีปากแห้ง มือหยาบสากลูบโลมไปทั้งตัว เธอลบภาพนั้นออกไปไม่ได้ เจ็บปวดราวกับถูกกรีดแทง ทำได้แค่กรีดร้อง และเมื่อรู้ว่าไม่มีทางหนีพ้น จากความเจ็บกลายเป็นชา ร่างกายถูกจับโยนและปรับตัวไปตามจังหวะการลุกล้ำของเขา เธอรู้สึกได้ว่าถูกเขากดทับ การสัมผัสดุดันแต่ป่ายปะ เงอะงะ แต่เธอก็ยอมปล่อยให้ทุกอย่างดำเนินไปด้วยเกรงกว่าจะถูกกระทำที่รุนแรงกว่านี้

          หลังจากช่วงเวลาที่ไม่รู้ว่าจริงหรือฝันผ่านไป ฮานะกลับมาเป็นตัวเองอีกครั้ง เธอรับรู้ลมหายใจแผ่วของชายปริศนากับอ้อมแขนแข็งแรง ตัวชาไปหมด แต่พอเธอขยับ แขนนั้นก็ขยับแน่นตาม

          อ๊ะ

          เผลอตัวร้องออกไปแล้วรีบปิดปากตัวเอง กลั้นสะอื้นไว้อย่างสุดความสามารถ สิ่งที่ถูกพรากไปอย่างไม่เต็มใจ ไม่รู้ว่าจะทำให้คนปริศนากระทำอย่างไรกับเธอต่อไปอีก ความหวาดกลัวไม่จางหายไป

          ร่างนั้นเคลื่อนไหว มือที่ถูกมัดทำให้ฮานะขยับหนีไม่ได้ มีการกอดก่ายขึ้นมาบนตัว ฮานะกลั้นหายใจ ตัวสั่น น้ำตาหยดรินออกมาอีก และแล้ว...ก็มีมือจับแตะที่ใบหน้า ใช้นิ้วโป้งปาดใต้ตา

          เช็ดน้ำตา...

          หญิงสาวนอนตัวแข็ง ไม่กล้าแม้แต่จะคิดต่อต้าน สิ่งเดียวก็คือภาวนาไม่ให้เขาทำร้ายเธอมากกว่านี้ก็พอ

          มือนั้นลูบไล้ไปทั่วใบหน้า เขาต้องรู้สึกถึงริมฝีปากสั่นของเธอ คราวนี้ริมฝีปากก็จดตามมา...อย่างอ่อนโยน แล้วทุกอย่างก็ดำเนินไปเหมือนครั้งแรก

          หญิงสาวหลับตา รอคอยสิ่งที่ไม่ได้ปรารถนา

 

          ฮานะเข้าใจแล้วว่าทำไมเขาถึงแก้มัด เพราะอยากให้เห็นรอยมลทินบนเตียง สิ่งนั้นทำให้รู้ว่า เธอกลายเป็นคนอื่นไปแล้ว ในตัวของเธอ...มีเลือดของผู้ชายคนนั้นปนอยู่

นั่นไม่ใช่ตัวเธอหรอกใช่ไหม

วันนี้ผู้ชายคนนั้นไม่อยู่ ในห้องมีชาเชียวกับนม

ฮานะเติมพลังให้ตัวเองแม้จะรังเกียจ สภาพนี้คิดได้เพียงว่ายังโชคดีที่มีชีวิต หล่อเลี้ยงความหวังเลือนลาง

หญิงสาวผู้สูญเสียตัวเองล้มลงนอนกับพื้นห้อง อ่อนเพลียทั้งกายใจ ไม่อยากขึ้นไปบนที่นอน ไม่อยากไปสัมผัสกับความรู้สึกอย่างในคืนที่ผ่านมา เธอชิงชังตัวเอง แต่พยายามจะไม่ร้องไห้อีก อะไรที่จะเยียวยาจิตใจได้นอกจากความทรงจำที่บ้าน คิดถึงครอบครัว บิดาบุญธรรมดา ลูกจ้างทุกจน พี่ชายที่เป็นคู่หมั้น

อีกไม่กี่วันเขาจะเป็นสามีของเธอ แต่ร่างกายกับความบริสุทธิ์นี้สูญเสียไปแล้ว เขาจะยังยอมรับเธอได้อีกหรือเปล่า แต่นั่นก็ไม่ใช่สิ่งสำคัญเท่าความจริงที่ว่าเธอจะได้กลับบ้านหรือไม่

เธอผู้ซึ่งใช้ชีวิตเรียบง่าย ทำไมมาอยู่ยังจุดนี้

ถ้าคนเราสามารถหยุดเวลาไว้ที่วัยเด็กได้ตลอดกาลก็คงดี ไม่ต้องรับรู้ปัญหาและเรื่องราวซับซ้อนในโลกผู้ใหญ่

ตอนแปดขวบ เธอแอบเก็บลูกกระต่ายจากภูเขามาเลี้ยงในครัว ซ่อนไว้ในห้องเก็บผักดอง ในวันแรกฮิเดโอะก๋รู้ทันที และช่วยปิดเป็นความลับ เธอสนุกสนานกับการให้อาหาร ถามพี่ชายตลอดว่าผักชนิดให้ที่มันกินได้ ถึงสุดท้ายพ่อจะรู้และตัดสินให้ยกมันไปให้คนอื่น ฮานะเสียใจร้องไห้อยู่หลายวัน ฮิเดโอะต้องพาไปหาคนที่รับกระต่ายไปเลี้ยงเพื่อเธอจะได้หายคิดถึง จนทำได้ใจ

ฮิเดโอะดีกับเธอเสมอ ทำไมเธอไม่รับเขา จนถึงวันนี้ที่แปดเปื้อน ฮานะก็ยังไม่เข้าใจ

 

นี่คือวันที่สองหลังจากฮานะหายตัวไป เป็นวันที่สองที่มิโอโมเตะปิดร้าน ชิมะต้องขอโทษลูกค้าไปห้ารายแล้วตั้งแต่เช้า

“ค่ะ ขอโทษด้วยจริงๆ ค่ะ” เธอวางสายอย่างหนักหน่วงใจ จังหวะนั้นฮิเดโอะ ชินโง และมาโมรุเข้ามาพอดี

“กลับมาแล้วครับ”

ทั้งสีหน้าและน้ำเสียงเหนื่อยอ่อน ทั้งหมดออกไปโอซาก้าตั้งแต่เช้าเพื่อตามหาฮานะ ชายหนุ่มใจร้อนเกินกว่าจะรออยู่เฉยๆ และในฐานะที่เป็นคู่หมั้นของเธอ

“เป็นยังไงบ้างคะ คุณฮิเดโอะ”

ฮิเดโอะถกเถียงกับบิดาตั้งแต่เมื่อวาน ชิเงรุไม่ต้องการปิดร้าน แต่ลูกชายไม่มีสมาธิทำงาน ฮานะเป็นคู่หมั้นของผม เธอเป็นลูกสาวบ้านโอคาซากิคนหนึ่ง

หนุ่มหล่อประกาศหนักแน่น ต่อหน้าทุกคน นายใหญ่แห่งมิโอโมเตะเม้มปากและนิ่งไปครู่หนึ่ง

ฉันให้เวลาแกวันเดียว ได้หรือไม่ได้อะไรก็ขอแค่นี้ พรุ่งนี้เราจะเปิดร้าน

ลูกชายขัดใจที่คนเป็นพ่อทำเหมือนไม่ใส่ใจกับการหายตัวไปของฮานะเท่าที่ควร เมื่อชิเงรุเดินออกไป ชิมะก็พูดว่า เธอรู้ว่าชิเงรุเป็นห่วงฮานะมาก แต่เขาไม่ใช่คนแสดงออก คนเป็นลูกย่อมรู้ดี ฮิเดโอะจึงผ่อนท่าทีลง อย่างน้อยชิมะก็เป็นลูกจ้างเก่าแก่ อาวุโสที่สุด และดูแลพวกเขามาตั้งแต่เด็ก

“นอกจากคนที่คุณทาดะไปถามก็ไม่มีใครเห็นฮานะอีก ตามปกติเธอน่าจะเดินถึงสถานีในอีกห้านาที แต่จู่ๆ เธอก็หายไป”

หนุ่มหล่อเล่า สีหน้าเคร่งเครียดเมื่อเช้ามานั่งในครัว ชิมะชงชาให้ทั้งสามคน 

“แปลกจังนะคะ” หัวหน้าสาวเสิร์ฟเลื่อนชาให้มาโมรุ

“ผมลองถามคนแถวนั้นที่อยู่นอกเส้นทางดูแล้ว แต่ก็ไม่มีคนเห็นคุณฮานะเลยครับ”

“มันแปลกมากนะ อยู่ดีๆ คนจะหายไปได้ยังไง” ชินโงพูดบ้าง “ระหว่างนั้นมีอะไรเกิดขึ้นกับคุณฮานะแน่ๆ”

ฮิเดโฮะวางถ้วยชา ตอนนี้บรรดาสาวเสิร์ฟแยกกันไปตามหาข่าวบ้าง และรอฟังข่าวอยู่ที่เรือนพัก

“น่าแปลกที่ไม่มีคนเห็น เหมือนกับว่าถ้ามีใครบางคนพาฮานะไปก็ต้องรอจังหวะอยู่แล้ว”

“ตำรวจก็พูดแบบนั้นเหมือนกันครับ” มาโมรุบอก

“ว่าแต่ใครกัน คุณฮานะไม่มีศัตรูนี่นา” ชินโงตั้งข้อสังเกต ฮิเดโอะนิ่ง

“แล้วตำรวจที่มาวันนี้ว่ายังไงบ้างครับ” เขาถามชิมะ

“ก็มาถามเรื่องในช่วงสองปีนี้ค่ะ มีใครเป็นคนแปลกหน้าในร้านบ้าง”

“ทำไมต้องเป็นสองปีนี้ล่ะครับ”

“นั่นสิ ถ้าเป็นลูกค้าละก็ เราเจอคนแปลกหน้าตลอดเลยนะ”

“หรือเขาจะหมายถึง ถ้ามีลูกค้าใหม่ๆ แล้วไม่พอใจคุณฮานะก็เลย...เอ่อ ลักพาตัวไป อย่างนั้นน่ะเหรอ”

สองหนุ่มลูกจ้างสนทนาเชิงตั้งข้อสันนิษฐานไปมา แต่ลูกชายเจ้าของบ้านยังเงียบ จนชิมะส่งสายตามาทั้งคู่จึงหยุด

“มีอะไรเหรอคะคุณฮิเดโอะ”

“คางาวะ หมอนั่น”

ชิมะเบิกตา สีหน้าของชายหนุ่มเข้มจ้า ส่วนอีกสองหนุ่มก็อ้าปาก ฮิเดโอะลุกพรวด

ไม่ใช่เพราะฮานะมีศัตรู แต่เป็นเพราะความรักที่แปรเป็นความแค้นต่างหา หมอนั่น!

“คุณฮิเดโอะ”

“สวัสดีครับ”

เสียงทักทายทำให้ทุกคนชะงัก ชิมะลุกขึ้นอัตโนมัติเพราะต้องไปต้อนรับ ฮิเดโอะเดินตาม อีกสองหนุ่มก็พลอยตามไปด้วย พบตำรวจสองนายคนเดิมที่มาในตอนเช้า

“ขอโทษที่มารบกวนอีกครั้งครับ”

“มีอะไรคืบหน้าเหรอครับ” ฮิเดโอะชิงถามก่อนการทักทาย

ยามานาชิพยักหน้าให้รุ่นน้อง “มีพยานแจ้งเข้ามาว่าเห็นผู้ชายคนหนึ่งพาคุณสึคิตะขึ้นรถตู้ไปครับ เหตุเกิดตรงเชิงเขา”

คนฟังตกตะลึง

“ใคร! มันเป็นใคร! แล้วไปที่ไหน!

ยานากิดะหยิบรูปถ่ายที่ชิมะให้เมื่อเช้าส่งคืนให้เธอ อีกฝ่ายรับมาอย่างงงๆ “เราไปสอบถามพยานดูแล้ว คนที่ลักพาตัวคุณสึคิตะไปตรงกับผู้ชายที่ยืนริมสุดในรูป ที่ชื่อคางาวะ จิน ที่เป็นอดีตลูกจ้างของร้านนี้ด้วย”

“หา!

สองหนุ่มลูกจ้างปัจจุบันกับหัวหน้าสาวเสิร์ฟร้องขึ้นพร้อมกัน ส่วนลูกชายเจ้าของตะลึง

“แน่...ใจ...เหรอคะ”

“ครับ เราเอารูปให้ดูแล้วทางนั้นยืนยันว่าใช่ เขาเห็นคุณสึคิตะถูกอุ้มขึ้นรถ”

“ถูกอุ้ม หมายความว่ายังไงครับ” ฮิเดโอะถาม

“เธออยู่ในสภาพไม่มีสติ อาจจะสลบหรือถูกวางยาอะไรทำนองนั้น” ยามานาชิพูดอย่างเย็นชา ฮิเดโอะกำมือแน่น ข้อมือขาวจนไร้สีเลือด ชิมะเห็นไหล่ของเขาสั่น

มาโมรุเอียงศีรษะ ย่นคิ้วนิดๆ ก่อนจะถามขึ้น “ขอโทษครับ พยานนี่เป็นใครเหรอครับ”

“เรื่องนั้นเราคงบอกรายละเอียดไม่ได้ แต่เป็นชาวบ้านที่อาศัยอยู่ใกล้เขา วันเกิดเหตุเขาเพิ่งลงมาจากภูเขา จึงเห็นเหตุการณ์พอดี แต่ว่าเขาจำเลขทะเบียนรถตู้ไม่ได้”

ยานากิดะเป็นคนตอบ เขาเหลือบมองลูกชายเจ้าของบ้าน ในฐานะคู่หมั้น ดวงตานั่นใคร่ครวญ ครั้นแล้วก็เอ่ยขึ้นอย่างช้าๆ

“คุณตำรวจต้องจับหมอนั่นให้ได้แล้วหาฮานะให้เจอนะครับ”

ชายหนุ่มพยายามรักษากิริยาทว่าปิดบังความโกรธไม่มิด เป็นธรรมดาของว่าที่สามีในอีกไม่กี่วันที่ว่าที่ภรรยาต้องมาถูกลักพาตัวไปจากอดีตลูกจ้างในร้าน

“เป็นหน้าที่ของเราอยู่แล้วครับ”

“คางาวะ จิน รู้สึกยังไงกับสึคิตะ ฮานะ”

ยามานาชิทะลุกลางปล้อง ฮิเดโอะสะดุ้งเล็กน้อย ชิมะหลุบตาลง กิริยานั้นไม่รอดสายตาเฉียบคมของนายตำรวจ

“หมายความว่ายังไงครับ”

“เป็นต้นว่า เขาโกรธที่ถูกไล่ออกจากร้านก็เลยลักพาเธอไปเรียกค่าไถ่ แต่เท่าที่รู้จนถึงวันนี้ไม่มีการติดต่อกลับมาตามที่ควรจะเป็น ผมเลยถามว่าเด็กนั่นคิดยังไงกับเธอ”

หนุ่มหล่อพยายามสลัดภาพเด็กหนุ่มมาดขรึมคนนั้นกับน้องสาวของเขาที่แปลงผักออกไป

“ผมไม่รู้ แต่หมอนั่นเป็นแค่ลูกจ้างที่รับปากว่าพ่อจะไม่ก่อเรื่อง แต่ผิดสัญญาเอง ไม่เกี่ยวกับฮานะซะหน่อย”

ยานานาชิหรี่ตา “ก่อเรื่อง?

“คุณตำรวจก็ทราบจากป้าชิมะแล้วไม่ใช่เหรอครับ ป้าบอกว่าทางคุณทางถามเมื่อเช้า”

น้ำเสียงสุภาพแต่แววตาแข็งกร้าว ส่งความเงียบเข้าไปกลางวงสนทนา ครู่หนึ่ง ยามานาชิก็ตบหน้าผากตัวเอง “จริงด้วยสินะ ผมลืมไป ขอโทษด้วยนะ แย่จัง แก่แล้วไม่ไหวเลย”

“แล้วตอนนี้หมอนั่นอยู่ที่ไหน”

“ทางเราก็กำลังติดตามอยู่ครับ ถ้ามีความคืบหน้าแล้วจะมาแจ้งอีกที” ยานากิดะตอบอย่างนอบน้อมและเป็นการตัดบทกลายๆ ทำให้อารมณ์มึนตึงของคนฟังละลายลง “ถ้าอย่างนั้นขอตัวก่อนนะครับ”

เขาบอกแล้วโค้งให้ นายตำรวจทั้งสองคนเดินออกไป

“คางาวะ ไอ้หมอนั่นทำเรื่องอย่างนั้นได้ยังไงวะ”

ชินโงคำรามเมื่อกลับมายังห้องครัวอีกครั้ง ส่วนฮิเดโอะขอตัวไปแจ้งข่าวกับบิดา ชิมะเห็นสีหน้าเขาบึ้งตึง

“แต่ว่านะ ตำรวจถามจากชาวบ้านคนไหนกัน ทำไมตอนเราไปถามถึงไม่มีคนเห็นเลย” มาโมรุกลับมาเป็นคนชงชาเอง

“ตำรวจคงมีวิธีถามนั่นแหละ” ชินโงตอบพลางถอนใจยาว “ยังไงก็มีความคืบหน้าแล้ว เหลือแค่รอจับเจ้าคางาวะให้ได้เท่านั้น ฉันเหนื่อยแล้วขอตัวไปพักก่อน” พ่อครัวมือรองตัดบทแล้วเดินออกไป หนุ่มทาคายาม่ายกคิ้ว มองชิมะ

“คางาวะทำแบบนั้นจริงๆ เหรอครับป้า”

ชิมะถอนใจ “ไม่ว่าจะยังไง ป้าอยากให้คุณฮานะปลอดภัยก็พอ”

มาโมรุรินชาใส่ถ้วย “จริงด้วยครับ

 

จินยื่นบุหรี่ให้มาม่าซังหลังจากหลบสายตาผู้ชายที่เดินวนเวียนอยู่แถวประตูหลังเข้าไปในร้านจนได้ เพราะอีกฝ่ายส่งสัญญาณให้ตั้งแต่เช้าว่าถ้าที่หน้าต่างห้องมีขนหนูสีฟ้าแขวนอยู่แปลว่าทางสะดวก ทั้งนี้ก็เพื่อป้องกันปัญหาและเรื่องจุกจิกที่อาจจะตามมา ครั้งเดียวที่ยากุซ่าพวกนั้นเห็นจินก็เพียงพอแล้ว

“ฉันบอกพวกคุเรียวไปว่าแค่วานเธอไปซื้อของ”

จินเลือกที่นี่เพราะต้องการใช้คุเรียว กัน ฮิโนโทริ รวมทั้งตำรวจด้วย เขาเหลือบมองอีกฝ่ายจุดบุหรี่ ที่แก้มมีรอยแดงจางๆ รู้สึกผิดแต่ไม่เอ่ยคำว่าขอโทษ

เรื่องเกิดขึ้นหลังจากที่เอาน้ำรดหัวตนเองแล้วเดินออกมาเจอมาม่าซังยืนสูบบุหรี่อยู่หน้าห้อง ตั้งใจว่าจะไม่สนใจ แต่เสี่ยงไม่ได้

ฉันได้ยินเสียงคุณหนูคนนั้นร้องดังมาออกมาถึงข้างนอกเลยนะ...ขนาด...

หยุด!!’

          ชั่วพริบตาจินก็ตะปบปากคนพูดแล้วดันแรงไปชนผนังจนเธอร้องอย่างตกใจและเจ็บ

          หยุดพูดเดี๋ยวนี้!!’

          อ๊ะ...เจ็บ...

          มาม่าซังจิกเล็บลงที่มือซึ่งแข็งราวคีมเหล็กของจิน เขารู้สึกตัวผงะออก มาม่าซังไอถี่ แต่ก็ไม่อ้างบุญคุณที่ช่วยได้ ได้แต่บ่นว่าเจ็บที่เขาทำรุนแรงเกินเหตุทั้งที่เธอแค่พูดสิ่งที่ได้ยินเท่านั้น จินซื้อบุหรี่ชอตโฮปมาให้แทนคำขอโทษ คำนั้น...ยอมรับว่าหัวเสียเป็นที่สุด

          “แล้วจะทำยังไงต่อไปล่ะทีนี้”

          มาม่าซังยืนพ่นควันอยู่หน้าห้อง เธอชอบชอตโฮปเหมือนชิมะ จินรู้ว่าตนเองต้องรับผิดชอบเรื่องนี้ เขาหลบไปตั้งสติ หัวฟัดหัวเหวี่ยง กราดเกรี้ยวและโกรธตัวเองที่ห้ามความปรารถนาไม่อยู่ หลังจากที่เข็มความเศร้าถูกกดทับจนตีกลับและคิดว่าไม่มีอะไรช้ำใจอีกแล้วกระทั่งเห็นฮานะตกอยู่ในอันตราย โอกาสมาถึงไม่รู้ตัว

          ปีศาจในตัวเติบใหญ่พรวดพราดและมันก็ชนะสำนึกผิดชอบสร้างความแปดเปื้อนให้เธอจนไปได้

          ทุกอากัปกริยาของฮานะ ทุกเสียงร้อง เสียงสะอื้น ความหวาดกลัว เป็นอาหารบำรุงความต้องการให้พุ่งทะยาน ทั้งที่เจ็บไปทั้งตัว แต่เขาก็ไม่หยุดการกระทำตนเอง ซ้ำยังกัดฟันระงับเสียงร้องที่ทั้งสุขและเสียใจ

          เขาแพ้ความปรารถนาสิ้นเชิง สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นความมืดดำที่เร้นอยู่นานแล้ว มันโผล่มามีอำนาจบงการสูดเอาความดื่มด่ำเต็มตื้น ร่างกายรับรสสัมผัสที่เคยก็เพิ่งเคยก้าวผ่านเป็นครั้งแรกเช่นกัน

ทั้งที่ควรรู้สึกผิด ทำให้เธอต้องมีน้ำตา แต่เขาไม่หยุดยังถูกครอบงำให้ฉกฉวยความหวานล้ำจากเธอไปเป็นครั้งที่สองอีกด้วย

           “ว่ายังไง”

          เสียงมาม่าซังถามขึ้นในความเงียบงันและมองหน้าที่สับสนของเขาอยู่นาน

          “เธอเป็นยังไงบ้าง”

          “ก่อนหน้าเธอมาสักสิบนาทีหลับอยู่”

          จินถอนใจ เขาฝากให้มาม่าซังดูแล อีกฝ่ายมีทางที่จะ มอง เห็นคนในห้องนั้นได้โดยไม่ต้องเปิดประตูเข้าใจ นับประสาอะไรกับเรื่องเมื่อคืน การที่มาพูดว่าได้ยินแค่เสียงก็ดีเท่าไหร่แล้ว

          เขาพยักหน้าตอบมาม่าซัง หลังจากโมโหจนควบคุมตัวเองไม่อยู่ แล้วลงโทษด้วยการไปทุบกำแพงในตรอกด้านหลังตอนนี้รู้สึกว่าข้อมือเจ็บขึ้นมาอีกหน

          “จะทำอะไรก็รีบนะ ฉันระวังหลังให้เธอได้ไม่นาน”

          “เข้าใจแล้วน่า”

          ตอบกึ่งรำคาญแล้วเดินออกมา มาม่าซังไหวไหล่แล้วเดินกลับห้องไปเช่นกัน

          จินกลั้นหายใจ ตอนนี้ฮานะอาจจะตื่นแล้วก็ได้ เขาจับลูกบิด ดันเปิดออกไปแค่นิดเดียวแล้วหยุด ไม่มีเสียงเคลื่อนไหว ในห้องมีแสงสว่าง เขาดันบานประตูออกไปอีกนิด มองเห็นฝ่าเท้าขาวกับชายกิโมโน

          เด็กหนุ่มรีบแทรกตัวเข้าไปในห้องแล้วปิดประตูลงล็อกทันทีอย่างเบามือ รีบเดินไปปิดไฟ ดึงผ้าออกมา แล้วเดินไปที่ฮานะ

 

          ฮานะกำลังฝัน เธออยู่ในครัว มาโมรุกับชินโงกำลังเถียงกันเรื่องอากาศขณะปอกผัก สาวๆ เดินเข้าออกทำความสะอาดร้าน ชิมะจัดดอกไม้ โคจินั่งเขียนเมนู

          วันนี้จะทำโซบะครับ เดี๋ยวให้จินนวดแป้งพ่อครัวสวมแว่นพูด

          ฮานะงง เอ๊ะ ทำไมให้จินนวดแป้ง หรือว่าทุกคนรู้แล้ว เธอมองหาจิน แต่ไม่เจอ เห็นแป้งโซบะอยู่บนโต๊ะ แต่จินอยู่ไหนล่ะ กลิ่นแป้งแตะจมูก หอมจัง

          จินอยู่ไหน...

          มีมือสากมาแตะที่ใบหน้าพร้อมกลิ่นโซบะ นี่จินจับหน้าเธออย่างนั้นเหรอ ฮานะพยายามเพ่งมอง ลืมตา

          เธอเห็นฝ่ามือกับความมืด กะพริบตาอีกที ความมืดยังเป็นใหญ่ กลิ่นโซบะหายไปเหลือแค่กลิ่นบุหรี่กับกลิ่นอับ ไม่ใช่...เธอไม่ได้อยู่ที่บ้าน

          สติสัมปะชัญญะมาเต็ม ฮานะดีดตัวออก

          แต่ทางนั้นก็ไวพอจะรีบเข้ามารวบตัวเธอไว้ทันที

          “ไม่นะ ไม่!

          หญิงสาวกรีดร้องและดิ้นสุดแรง รู้ว่าตอนนี้มืเป็นอิสระจึงมีโอกาส เธอจะไม่ยอม “ปล่อยฉัน!

          แต่ความแข็งแรงสู้ไม่ได้

          “ปล่อยฉันเถอะนะ ขอร้องละ อย่าทำฉันเลย”

          หลังจากดิ้นจนอ่อนแรงและไม่มีความหวังว่าจะหลุดจากอ้อมแขนเหล็กของอีกฝ่ายได้ฮานะก็ได้แต่คร่ำครวญเสียงอ่อน เธอถูกเขากอดแน่น รู้ว่าใบหน้าอีกฝ่ายอยู่ตรงกันข้าม แต่เพราะความมืดสนิททำให้ไม่อาจะเห็นอะไร

          จินอดทนกับการต่อต้านของเธอ จนหญิงสาวจำนนจึงยกนิ้วแตะริมฝีปากที่รู้สึกได้ว่าแห้งปากของเธอ ฮานะกลั้นสะอั้นตัวสั่น เม้มปากแน่น และเขาก็ค้างอยู่ในท่านั้นครู่หนึ่ง

          จนเห็นว่าหญิงสาวไม่ดิ้นก็ผ่อนแรงลงเล็กน้อย ดึงแขนเธอไปเขียน อยู่เฉยๆ จะไม่ทำร้าย

          ไม่รอให้ฮานะตอบ จินรีบผูกตาเธอทันที

          “อย่า...”

          นิ้วแตะลงมาที่ปากอีก ดูเหมือนเขาจะใช้วิธีนิ่งเงียบกดดัน ไม่ทำร้าย...นั่นเป็นสิ่งที่ขัดกับความจริง และนั่นก็แปลว่ามันเกิดขึ้นได้อีก ตราบใดที่เธอยังอยู่ที่นี่

          “อย่าผูกมือได้ไหมคะ”

          ตัดสินใจถามแกมขอร้องไปเมื่อเขาผูกตาเสร็จ มีความเงียบครองอยู่ชั่วขณะ เธอได้กลิ่นลมหายใจผสมบุหรี่ แต่คราวนี้ไม่ใช่กลิ่นไมลด์เซเว่น แปลก

          นิ้วลากบนแขน หนนี้เบามือลง ถ้าผิดสัญญา จะไม่ยอมให้อีก

          หัวใจพองโต “ได้ค่ะ สัญญาว่าจะไม่ทำแบบนั้น แต่ว่า...คุณอย่าทำร้ายฉันนะคะ”

          ไม่มีคำตอบ แต่รู้สึกได้ว่าเขาห่างออกไป มีแสงวางเข้ามา เขาเปิดไฟในห้อง ได้ยินเสียงกรอบแกรบ ฮานะนั่งรอนิ่ง ไม่นานก็มีการเคลื่อนไหวตรงหน้า ได้ยินเสียงเปิดกล่อง กลิ่นอาหาร

          ข้าวหน้าไก่เขาเขียนฝ่ามือเธอ ตามมาด้วยเสียงฉีกตะเกียบ ก่อนจะทำในสิ่งที่คาดไม่ถึง เขาป้อนข้าวเธอ

          ฮานะตกใจ “ฉัน...กินเองได้” เธอยกมือจะจับกล่องเอง แต่มือของเขาแตะกดทำนองว่าไม่ต้อง ด้วยสภาพที่เป็นรองก็ได้แต่ยอม ยังไม่เข้าใจว่าทำไมต้องปิดตาเธอให้ยุ่งยาก ไม่อยากให้รู้ว่าเป็นใครงั้นหรือ แต่ว่าถ้าเธอไม่รู้จักก็ไม่เห็นจำเป็น

          เขาค่อยๆ คีบข้าว คีบเนื้อไก่ใส่ปากให้ทีละคำ เป็นความรู้สึกแปลกประหลาด แทนที่จะกลัว แต่หัวใจฮานะสั่นไหว อึดอัดแต่ตื่นเต้น คนตรงหน้าช่วงชิงร่างกายของเธอไป แถมปฏิบัติกับเธอเหมือนตุ๊กตา ภาวะเช่นนี้ อาหารพื้นๆ อย่างข้าวหน้าไก่กลับมีรสชาติอร่อย อยู่ดีๆ เธอก็จำไม่ได้ว่าที่ชิมะทำรสชาติเป็นยังไง

          เขาจับมือเธอให้ถือขวดชา แล้วถอยไปกลิ่นมื้อเย็นของตัวเองบ้าง กลิ่นนั้น น่าจะเป็นข้าวหน้าเนื้อ

          ผมชอบข้าวหน้าเนื้อ...

          “อ๊ะ”

          ฮานะเผลอร้องออกมา แล้วรีบตอบเพราะรู้ว่าเขาต้องสงสัย “ไม่มีอะไรค่ะ”

          เธอยังจำได้ตอนที่เขาบอกด้วยท่าทางเขินๆ เด็กหนุ่มตัวสูงคนนั้นชอบอาหารพื้นๆ เช่นเดียวกับมื้ออาหารของชายปริศนา หรือว่า...

          หญิงสาวนั่งคิดและเกร็งอยู่คนเดียว สักพักเธอได้กลิ่นบุหรี่ ไม่ใช่ไมลด์เซเว่น กลิ่นนี้...มาร์โบโร่ ลูกค้ามักจะสูบกัน ถ้าเป็นยากุซ่าผมยาวคนนั้นจะเป็นแบลคสโตน

          วันนี้ชายปริศนาสูบมาร์โบโร่ กลิ่นข้าวหน้าเนื้อ เมื่อครู่เธอคล้ายจะได้กลิ่นโซบะ

          ไม่หรอก เธออุปทานไปเอง แค่ข้าวหน้าเนื้อ ใครๆ ก็กิน อย่างบุหรี่เขาก็แค่อาจจะสูบรสไหนก็ได้

          ฮานะนั่งคิดอย่างใจลอย จนได้ยินเสียงแกรกกรากก็ระวังตัวขึ้นมา มีมือมาจับที่แขน ออกแรงดึงให้ยืนขึ้น ใจเต้นระรัว ก่อนเขามาจำได้ว่าประมาณสองทุ่ม ตอนนี้ก็น่าจะผ่านไปครึ่งชั่วโมงแล้ว เขาจับจูงเธอไป ในสภาพที่ตามองไม่เห็น

          “จะทำอะไรคะ”

          ไม่มีคำตอบ จนฝ่าเท้าสัมผัสความเย็น ห้องน้ำ...คำตอบเป็นเสียงเปิดแล้ว แล้วกิโมโนก็ถูกดึงออก

          “เอ้อ เดี๋ยวค่ะ”

          อยู่ดีๆ ถูกจับถอดเสื้อผ้า ความทรงจำของเมื่อคืนหวนกลับมาพร้อมความหวั่นวิตก

“ฉัน...งั้นฉันอาบเองได้ค่ะ ฉันไม่หนีหรอก” เธอต่อรอง แต่ทางนั้นไม่สนใจ ด้วยความกลัวการถูกกระทำรุนแรงจึงได้แต่ยอมจำนน ตั้งแต่เมื่อคืน ไม่สิ ตั้งแต่การตื่นขึ้นมาในห้องนี้เมื่อวันก่อน ร่างกายนี้ก็ไม่ใช่ของเธออีกต่อไปแล้ว

พริบตาเดียวก็เหลือแค่ร่างเปลือยเปล่า อาจจะโชคดีก็ได้ที่ตอนนี้ไม่เห็นใบหน้าของเขา ซึ่งรู้จักเธอทุกซอกทุกมุมแล้ว หญิงสาวอดสู กำลังจะเป็นเจ้าสาวในอีกไม่กี่วัน แต่นี่คือสภาพที่เธอเป็น

พอคิดแล้วน้ำตาก็ไหลออกมา

เธอรีบยกมือจะเช็ด แต่ก็ถูกจับไว้โดยเร็ว และกลายเป็นมือปริศนาที่เกลี่ยน้ำตาให้เธอ

สัมผัสที่ใต้ตาคือนิ้วหัวแม่มือสาก ทว่าทุ่มนวล ฮานะประหลาดใจ ครั้งแล้วก็มีริมฝีปากจดลงมาแผ่วเบา กิริยาคล้ายแทนบางคำพูดซึ่งหญิงสาวไม่เข้าใจเอาเสียเลย

เขากดไหล่เธอเชิงให้นั่งบนเก้าอี้พลาสติกเย็นๆ ต่อมาก็จับมือเธอออกไปแตะกับน้ำในอ่าง ตอนแรกฮานะงง วินาทีถนัดมาก็เข้าใจว่าเขาให้เธอลองอุณหภูมิของน้ำนั่นเอง

“อุ่น...พอค่ะ”

ได้ยินเสียงเขาเคลื่อนไหว มีไอเย็นจัดลอยเข้ามาจากไหนไม่รู้ทำให้รู้สึกหนาวเยือก แต่ไม่ทันได้สะท้านน้ำอุ่นก็ราดรดลงมา ฮานะสะดุ้งเล็กน้อย ในห้องมีแสงไฟสลัว ครั้งที่สองตามมา รู้ว่าเขาอาบน้ำให้ ฝ่ามือหนาแข็งแรงลูบไปบนผิวแผ่วเบาและสั่นเล็กน้อย ต่างจากเมื่อคืนที่เขาตะโบมจับแตะเธอไปทุกส่วน

ฮานะไม่รู้ว่าภาพที่ออกมาเป็นอย่างไร ชายปริศนาเปลือยกายอาบน้ำด้วยหรือไม่ ถึงเวลานี้ก็ดีใจได้แล้วจริงๆ ที่ถูกปิดตาไว้ กลิ่นหอมเอียนของสบู่ราคาถูกแต่ทำให้สดชื่นเพราะนี่เป็นการอาบน้ำครั้งแรกในรอบสามวัน

เธอทำตามสัญญา ไม่แกะผ้าผูกตาออกแม้มือจะเป็นอิสระ ลูบตัวเองบ้างเล็กน้อย บางครั้งมือสัมผัสกันก็รู้ได้ว่าเขาชะงักและพยายามจะไม่จับแตะเธอมากกว่าไปอาบน้ำ

เขาราดน้ำอุ่นเป็นระยะ ถูหลัง เช็ดหน้า ทุกครั้งล้วนแต่แผ่วเบา แม้ไม่เห็นแต่รับรู้ท่วงท่าทะนุถนอมราวกับเธอเป็นแก้วที่เปราะบาง ทั้งกลัวและเคลิบเคลิ้ม

อาบน้ำเสร็จแล้วเพราะมีผ้าห่มมาคลุมตัว เขาดันร่างเธอให้ห่างออกไปก่อนจะได้ยินเสียงราดน้ำสองสามครั้ง ไม่ถึงนาทีจู่ๆ ร่างของเธอก็ถูกช้อนขึ้นสูง และลอยละลิ่วไปตามการก้าวเดินของเขา เธอตัวเบาหรือแปลว่าชายคนนี้แข็งแรงมากสินะ

แผ่นหลังสัมผัสฟูกนอน ผ้าเช็ดตัวถูกดึงออกแล้วแทนที่ด้วยร่างกายของเขา

“อ๊ะ”

ผ้าปิดตายังมัดแน่นอยู่ แต่เขาไม่ได้รับปากว่าจะไม่ ทำเช่นนั้น อีก ในความหมายของคำว่าทำร้ายคงไม่เหมือนกัน ความหวาดกลัวกลับคืนมา

“อย่าทำ...”

ขณะที่พูดออกไป คนปริศนาก็ขยับกายกับใบหน้าของเขาทาบทับลงมา เธอรู้ได้จากลมหายใจ จบลงด้วยริมฝีปาก

มันกำลังจะเกิดขึ้นอีกครั้ง หญิงสาวตัวสั่น เธอจะถูกดึงไปในโลกพิศวงที่มีต้นไม้แปลกประหลาด ท้องฟ้าสีส้ม ผืนหญ้าสีม่วง แม่น้ำอยู่บนท้องฟ้า ทั้งน่ากลัวแต่เร้าอารมณ์

“อย่า...”

คำพูดนั้นถูกปิดด้วยริมฝีปากอีกครั้ง

วันนี้เธอไม่ได้กลิ่นเลือดแล้ว



อุธิยา

6.9.18

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

35 ความคิดเห็น