กลางวงกตดอกไม้ (October Storm) - (สนพ.พิมพ์คำ)

ตอนที่ 30 : บทที่ 29 กำเนิดปิศาจ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 63
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    2 ก.ย. 61

29. กำเนิดปีศาจ

 

          ข่าวการหายตัวไปของลูกสาวร้านมิโอโมเตะแพร่สะพัด ชาวบ้านวิพากษ์ไปต่างๆ นานา ประมุของบ้านโอคาซากิไปแจ้งความแล้ว ตำรวจมาสืบสวนตามกระบวนการ เจ้าหน้าที่ยังไม่สรุปวัตถุประสงค์ของคนร้าย สึคิตะ ฮานะเป็นลูกบุญธรรมของครอบครัวประกอบกิจการร้านอาหาร ไม่ใช่เศรษฐี และเป็นที่รักของคนส่วนใหญ่ ไม่มีศัตรู เมื่อถามถึงเรื่องชู้สาวทุกคนต่างบอกว่าไม่มี และเธอกำลังจะแต่งงานอยู่เดือนหน้านี้แล้ว

          เจ้าหน้าที่ตำรวจมากันสองนาย ค่อยๆ สอบถามลูกจ้างไปทีละคน

          “ดูเป็นคุณหนูที่น่ารักมากจริงๆ นะครับ นึกไม่ออกว่าใครจะทำร้ายเธอได้”

          ยานากิดะตำรวจรุ่นน้องพูดขณะดูภาพถ่ายหญิงสาวหน้าตาน่ารัก ใบหน้ารูปไข่ จมูกโด่ง ตาอมเศร้าทว่างดงาม เขาเดินออกจากบ้านโอคาซากิ

          คนเป็นรุ่นพี่ชื่อยามานาชิจุดบุหรี่ “ดีสำหรับนาย อาจจะไม่ดีสำหรับฉันก็ได้นะ”

          อีกฝ่ายทำหน้างง “ไม่มีใครในโลกที่สมบูรณ์แบบหรอก ไม่ได้ยินที่ป้าคนนั้นพูดเหรอ นี่เป็นครั้งแรกในรอบสองปีที่สึคิตะ ฮานะ ออกไปส่งของนอกเกียวโตแล้วหายไป ทั้งที่ก่อนหน้านี้ไปไกลถึงเฮียวโงะก็ไม่เห็นมีอะไร”

          “รุ่นพี่หมายความว่า...”

          “ลูกค้าหรือใครก็ตามที่เธอเพิ่งเจอในรอบสองปีนั่นแหละ”

          เขาตอบพลางพ่นควัน มองใบแปะก๊วยที่เริ่มเปลี่ยนเป็นสีเหลือง

          ฮานะขวัญเสียอีกครั้งเมื่อความเย็นที่เล็ดลอดเข้ามาบอกให้รู้ว่าเวลากำลังเดินทางไป จะต้องเป็นแบบนี้ไปอีกนานแค่ไหนกัน ข้าวปั้นก้อนนั้นย่อยหมดไปแล้ว ความหิว เพลีย ผสมปนเปความกลัว ความมืดทำให้เธอทำอะไรไม่ได้ แสงเดียวในตอนกลางวันมาจากนหน่ต่างบานเล็กในห้องน้ำซึ่งเธอเปิดประตูไว้ก็ไม่ได้ช่วยอะไรเมื่อราตรีมาเยือน

          คืนที่สองกำลังมาถึง เธอไม่แน่ใจว่าจะครองสติได้อีกเท่าไหร่ กอดตัวเองและสูดลมหายใจลึกทุกครั้งที่ความฟุ้งซ่านมาเยือน

          เสียงลูกบิดประตูดังกริ๊ก หญิงสาวสะดุ้ง จ้องมองไปยังทิศทางนั้น

          ประตูเก่าจึงได้ยินเสียงบานพับฝืดดังแอดอาด นี่คือวินาทีที่รอคอย

          เมื่อความมืดเจือจาง เธอพุ่งตัวออกไป!

 

          วินาทีแรกคือความมืด วินาทีที่สองคือลมที่พัดแล้วมาหา และท้ายที่สุดแรงปะทะจังๆ สัญชาตญาณทำให้จินยกแขนรวบไว้ ตามมาด้วยเสียงร้องกรี๊ด

          “อย่านะ! ปล่อย! ปล่อยฉัน!

          รู้สึกได้ถึงการดิ้นรุนแรง และเพิ่งรู้ว่าฮานะบอบบางขนาดนี้ นี่เป็นครั้งแรกที่เขาสัมผัสร่างกายของเธอ

          “ปล่อยฉัน!

          ตอนนี้ทั้งสองมือสองเท้าของเธอปัดป่ายผลักไสเท่าที่ทำได้ จินไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นในห้องนี้ แม้ปกติแล้วที่นี่ปิดไฟในตอนกลางวันเพราะให้คนอาศัยได้นอนหลับ แต่ในห้องของฮานะก็ไม่ควรจะมืดเช่นนี้ เพราะงั้นถึงจะเปิดประตูแล้วก็แทบจะไม่มีแสงลอดเข้ามาเลย

          “ปล่อยฉัน! อย่าทำฉันเลย! ช่วยด้วย!

          เธอแผดเสียงเต็มที่ มือไม้ก็ผลักไสสุดแรง ทั้งกระแทกกระทั้นโดนแผลที่เจ็บไปทั่วทั้งตัวของจิน เขาต้องออกแรงบ้าง รีบกดร่างของเธอลงกับพื้น แก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้าก่อน

          เด็กหนุ่มกระชากผ้าพันคอตัวเองออกมา รวบสองมือฮานะแล้วพันผ้าอย่างรวดเร็ว

          “อย่านะ!

          มือของเธอทิ่มโดนหน้าซึ่งกับเจ็บอยู่ทำให้เขายิ่งออกแรงมากขึ้น เธอยังกรีดร้องเขาก็ยอมให้เสียงนั้นดังไปก่อน แค่ไม่กี่วินาทีมือสองข้างของหญิงสาวก็ถูกพันธนาการแน่น มือใหญ่ของเขาก็ปิดปากเธอได้ทันที

.         ในความมืด ฮานะรู้ว่าโอกาสเดียวที่มีหลุดลอยไปแล้ว นอกจากนั้นยังสิ้นอิสรภาพไปอีก แม้จะไม่เห็นแต่ก็รู้ได้ว่าอีกฝ่ายเป็นผู้ชายร่างสูงใหญ่มีเรี่ยวแรงเยอะกว่าเธอซึ่งเป็นหญิงและมีพลังแค่ข้าวปั้นก้อนเดียวเท่านั้นในหนึ่งวันกับอีกหนึ่งคืนที่ผ่านมา

          โดนแรงผลักบวกถีบเข้าไปทำให้เจ็บแผล จินจุกและหายใจถี่อยู่ครู่ใหญ่ ยังสงสัยว่าทำไมห้องนี้มืดนัก มาม่าซังบอกว่ามีโคมไฟเธอน่าจะเปิดให้แสงได้ แต่ก็ไม่เท่ากับความหวั่นใจว่าฮานะจะคิดยังไงถ้าบอกไปว่าเขาคือคางาวะ จิน

          ตอนนี้ฮานะนั่งติดผนัง มีร่างของเขานั่งกึ่งกั้นกึ่งคร่อม มือหนึ่งยังปิดปากเธอ อีกข้างจับมือของเธอที่ถูกมัดให้เหยียดแขนออก มีการต่อต้าน แต่เมื่อเขาออกแรงก็ขืนไว้ไม่ไหว

          จินจดนิ้วที่ท่อนแขนของเธอ ลากช้าๆ

          อย่า...เสียงดัง

          หญิงสาวตัวสั่นระริก ผม...จะไม่...ทำร้าย คุณ” เพราะไม่เห็นดวงตาในความมืด จึงไม่รู้ว่าเธอเข้าใจหรือเปล่า จินจึงเขียนถามอีกครั้ง

          เข้าใจ...ไหม

          นานแค่ไม่กี่วินาทีแต่เหมือนนับปี ฮานะค่อยๆ พยักหน้า

          ดั่งยกภูเขาออกจากอก โล่งไปเปราะหนึ่ง อย่างน้อยก็สื่อสารกันได้โดยไม่ต้องเปิดเผยตัว ไม่แน่ใจว่าเธอจะรับสภาพนี้ได้หรือไม่ ถึงจะอธิบายว่าไม่ได้เป็นคนเกี่ยวข้องในเรื่องลักพาตัว แต่สิ่งทำอยู่นี่ล่ะ ทำไมไม่พาเธอกลับบ้าน

          อย่าเสียงดัง...สัญญานะ

          ลากนิ้วไปเพื่อความมั่นใจอีกครั้ง คราวนี้หญิงสาวพยักหน้าถี่

          จินค่อยๆ ปล่อยมือออกจาก เธอยังตั่วสั่นและสะดุ้งเมื่อเขาลุกขึ้นยืนเพื่อไปปิดประตู แต่แสงในห้องซึ่งน้อยอยู่แล้วดับสนิท เขายืนคิดอยู่ครู่งหนึ่ง จึงเปิดแง้มให้ความสลัวจากข้างนอกเข้ามาเล็กน้อย มุมที่ฮานะนั่งอยู่ไม่เห็นเขาแน่ ประกอบกับหมวกที่ใส่อยู่ก็พรางหน้าไปกว่าครึ่ง  แล้วดูการตัดสินใจของเขาที่มัดมือเธอไว้แบบนี้ ไม่รู้จะอธิบายยังไง

          เขากลับเข้าไปในห้อง ยอบตัวลงนั่งตรงหน้าเธอ ควานมือไปจับตัว อีกฝ่ายสะดุ้งโหยง กระถดหนีแต่จินยื้อแขนไว้

          “อย่าทำอะไรฉันเลยนะคะ ฉันไม่ส่งเสียงแล้วค่ะ เรา...เอ่อ คุยกันได้นะคะ คุณต้องการอะไร”

          น้ำเสียงแหบแห้งและสั่นเครือที่เล็ดลอดความพยายามควบคุมให้เป็นปกติออกมาทำให้หัวใจจินเจ็บแปลบเหมือนโดนกรีด เธอไม่ควรมาอยู่ในสภาพนี้เลย

          ทำไมห้องมืดเขาเขียนถามเธอ

          “ไฟ...หลอดไฟมันดับคะ”

          จินรับรู้ วางแผนว่าต้องหาหลอดมาเปลี่ยนก่อน เพื่อความสะดวก อีกอย่างความมืดจะทำให้เธอกลัวจนอาจจะไม่ฟังอะไรก็ได้ ได้คำตอบก็ลุกขึ้นยืนโดนไม่พูดอะไร

          “เอ่อ...คุณคะ”

          เขายังไม่ได้ออกไปจากห้อง จมูกฮานะได้กลิ่นกายของคนที่หยุดยืนนิ่ง

          “ทำไม ไม่พูด”

          หูเงี่ยฟังการเคลื่อนไหว แต่ได้ยินเสียงปิดประตูตามมา ก่อนทุกอย่างจะเงียบงัน ลองเรียกเขาดูอีกทีก็ยังเหมือนเดิม

          แล้วกัน สรุปแล้วทิ้งเธอไว้อย่างนี้ ฮานะทั้งสับสน งง และทำอะไรไม่ถูก

 

          จินซื้อเสื้อผ้าเปลี่ยนและทิ้งชุดเดิมไปตั้งแต่เมื่อเที่ยง เลือกหมวกอีกใบหนึ่ง ยังคงเป็นสีเข้มไม่ให้สะดุดตา กระเป๋าสะพายทำให้ดูเหมือนเด็กมัธยมปลายที่ไปซ้อมกีฬา จัดการขับรถตู้ไปทิ้งถึงโกเบแล้วนั่งรถไฟกลับมา กว่าจะถึงโอซาก้าก็ค่ำแล้ว ตั้งใจจะคุยกับฮานะแต่ก็ไม่ง่ายอย่างที่คิด

ทำยังไงให้เธอเข้าใจ เขาคิดขณะไปซื้อหลอดไฟใหม่กับของกินที่ร้านสะดวกซื้อ เมื่อกลับมาถึงร้านเรโกะก็มีผู้ชายคนหนึ่งยืนอยู่ตรงประตูหลังจึงเปลี่ยนใจเดินกลับไปทางประตูหน้าแทน พอเปิดประตูเข้าไปก็เจอกับผู้ชายสองคนนั่งดื่มกันอยู่ที่โต๊ะริมหน้าต่างทั้งที่ร้านยังไม่เปิด มาม่าซังสูบบุหรี่อยู่ที่เคาทเตอร์ เธอเหลือบมามองเขาแวบหนึ่งแล้วพ่นควันสีเทาพรู

จินเดินเข้าไปหา หยิบโค้กกระป๋องส่งให้พร้อมยาแก้ปวด

“ที่ฝากซื้อได้แล้ว”

มาม่าซังสบตาจิน จุดยิ้มบาง “ขอบใจนะ เธอนี่ช่วยได้จริงๆ”

เด็กหนุ่มผงกศีรษะแล้วเดินขึ้นชั้นสองไปอย่างไม่รีบร้อน เมื่อตอนเที่ยงที่ออกมาจากบาร์มองเห็นชายคนหนึ่งนั่งสูบบุหรี่อยู่ตรงข้ามบาร์ก็รู้ทันทีว่าเป็นนักเลงที่ยากุซ่าจ้างมา เพื่อป้องกันผู้หญิงในร้านหนี ยากุซ่าจะลงมาเองเมื่อเก็บผลประโยชน์และเคลียร์ปัญหากับตำรวจเท่านั้น

จินจำต้องสละโค้กของตัวเองให้มาม่าซังไปเพื่อเล่นละครเป็นผู้อาศัย ซึ่งในสมัยก่อนก็ทำเช่นนี้กันบ่อยๆ อีกฝ่ายจริงเข้าใจดี ส่วนยาแก้ปวดยังดีที่เขากินไปก่อนหน้าแล้ว

โลกสีเทาล้วนแล้วแต่แปดเปื้อนไปด้วยคำโกหกหลอกลวง

จินเปิดประตู ความกว้างให้พอตัวเองเข้าได้ เปิดไฟฉายที่ซื้อมาส่องไปตามพื้นห้องเพื่อดูว่าฮานะนั่งอยู่ตรงไหน ได้ยินเสียงหายใจถี่เป็นปฏิกิริยาตอบกลับ

เท้า...เธออยู่บนเตียง ข้อเท้าขาวและแข็งแรงทำให้ใจเต้นไหวรีบสะบัดความรู้สึกนั้นทิ้ง อย่าคิดอะไรอกุศลเช่นนั้นเด็ดขาด คางาวะ จิน แค่นี้เขาก็เหมือนคนโรคจิตมากพอแล้ว

เขาสืบเท้าเข้าไปใกล้เธอ กลิ่นไอความกลัวแสดงออกมาด้วยการถอยหนี เขาหยิบผ้าอีกผืน มือซ้ายจับไล่ไปที่ตำแหน่งใบหน้า เพราะมือของเขาสากเกินไปหรือผิวเธอนุ่มเนียนมากก็ไม่อาจรู้ ที่รู้ก็คือ นอกจากหญิงสาวจะตัวสั่น มือของเขาก็เช่นกัน

          ตัดอารมณ์อ่อนหวานนั้นออกไป ใช้ผ้าปิดตาเธอ

          “อ๊ะ!

          ฮานะร้อง “ทะ...ทำอะไรคะ!” เธอพยายามดึงออก แต่ด้วยความหวั่นเกรงจึงเหมือนไม่กล้าออกแรงเต็มที่ “คุณคะ คือคุณต้องการอะไรคะ จับฉันมา...คุยกับฉันเถอะค่ะ...”

          จินพยายามไม่ฟัง ผูกผ้าปิดตาเธอจนสำเร็จ ตรวจดูว่ามัดแน่นดีแล้วก็ถอยออกมา

          “คะ...คุณต้องการเงินหรืออะไรบอกมาเถอะค่ะ แต่อย่า...ทำอย่างนี้ อย่าทำร้ายฉันเลย”

          ฮานะรู้ว่าเขามัดเสร็จแล้วจึงขยับมือมาเพื่อจับผ้าเพราะมีโอกาส แต่ไม่เร็วไปกว่าคนผูกเพราะเขาตะปบมือเธอไว้ทันที หญิงสาวสะดุ้ง

          “โอ๊ะ!

          เขาไม่พูดอะไร แต่การออกแรงบีบทำให้รู้ว่าห้ามเธอทำแบบนั้นอีก ความกลัวท่วมตัวแล้วตอนนี้ จากเดิมที่คิดจะคุยกับเขาได้เริ่มไม่แน่ใจ

          เธอถูกพันธนาการทั้งการหยิบจับและการมองเห็น จึงต้องนั่งนิ่งอยู่อย่างนั้นด้วยใจที่เต้นระส่ำ ระงับสติด้วยการสูดลมหายใจลึก รวบรวมข้อมูล เท่าที่รู้เขาเป็นผู้ชาย จากการถูกกอดรัดเมื่อสักครู่พอคาดเดาได้ว่าเป็นคนตัวสูง แรงเยอะ และไม่ยอมพูดกับเธอ ฮานะจึงไม่รู้ความต้องการของเขา

          ระหว่างที่นั่งรอด้วยความอกสั่นขวัญแขวน ได้ยินเสียงข้างตัวดังกุกกัก สักพักก็มีแสงวาบเข้ามาในดวงตา

          “อ๊ะ!

          ลักษณะนี้แสดงว่ามีแสงไฟในห้อง เขาเปลี่ยนหลอดไฟให้แล้ว

          ฮานะยังไม่ขยับ ไม่กล้าแม้แต่จะกล่าวขอบคุณ เขาจับมือเธอ ดึงกึ่งจูงให้ลงจากเตียง ออกแรงกดไหล่ทำนองให้นั่ง เธอทำตาม บนพื้นเย็นๆ มีเบาะรองนั่งที่หญิงสาวแน่ใจว่าเมื่อวานไม่มี ใจชื้นขึ้น อย่างน้อยเขาก็ใส่ใจความเป็นอยู่ในห้องนี้ แต่ไม่เข้าใจว่าจะปิดตาเธอทำไม

ต่อมาที่ได้ยินคือเสียงถุงพลาสติกดังแกรกกราก ก่อนที่ของบางอย่างจะถูกยัดใส่มือมาให้ จากรูปทรงพอให้เดาได้ว่าเป็นข้าวปั้น นี่...เขาซื้อมาให้เธอ จริงสิ เขาซื้อมาให้ตั้งแต่เมื่อวานแล้วนี่นา

          เขาจับมือเธอให้รู้ว่าขวดชาวางอยู่ตรงหน้า

          “ขะ ขอบคุณค่ะ”

          ฮานะเผลอกล่าว รู้สึกได้ถึงอาการชะงักไปเล็กน้อยของคนปริศนา ต่อมาก็เป็นกิริยาที่เขาเคลื่อนตัวห่างออกไป เธอถือข้าวปั้น ใช้มือสัมผัสหาจุดแกะ เงอะงะอยู่ครู่หนึ่งกระทั่งมีการเคลื่อนไหว ข้าวปั้นก็ถูกดึงออกไปแล้วก็ถูกส่งคืนมาแทบจะในทันที คนๆ นั้นเอาไปแกะมาให้นั่นเอง

          เธอพึมพำขอบคุณ คิดถึงตอนไปปิกนิกตอนฤดูร้อน นักเรียนประถมมักจะมีข้าวปั้นเป็นอาหารกลางวันเพราะทำง่าย ดัดแปลงรูปแบบได้หลากหลาย พี่ชายสอนมนต์วิเศษที่ทำให้ข้าวปั้นของเขาอร่อยกว่าใครคือการบอกรักข้าวปั้น

          “ข้าวปั้นบ๊วย”

          ฮานะยังไม่ได้กัดข้าว แต่กลิ่นทำให้เธอรู้ถึงวัตถุดิบ พอทำท่าจะกัด แต่แล้ว...

ข้าวปั้นก็ถูกดึงออกไปจากมืออีกหน!

หญิงสาวตกใจ ยังไม่ทันสงสัย อีกฝ่ายก็ทำอย่างเดิม คือเอาข้าวปั้นยัดใส่มือมาให้อีกครั้ง คนถูกจับมางงงัน จับต้นชนปลายไม่ถูกจนนิ่งไปครู่หนึ่ง เจตนาของเขาคืออะไรกัน

พออ้าปากจะถามก็ได้กลิ่นบางอย่างที่แปลกไป ข้าวปั้นในมือนั่นเอง

“เมนไทโกะเหรอ”

เธอลองดมดูอีกครั้งแล้วก็แน่ใจว่าเป็นข้าวปั้นจากไข่ปลาคอดปรุงรส จะว่าไปก็ไม่ได้กินมาพักใหญ่แล้วเหมือนกัน แต่คราวนี้เขาจะแย่งไปจากมืออีกไหมนะ หญิงสาวคิด ค่อยๆ ยกก้อนข้าวปั้นและกัด โล่งอกไปที

ฮานะกัดข้าวปั้นพร้อมกลั้นน้ำตา สถานการณ์ชวนให้คิดถึงแต่ที่บ้าน ความหิวทำให้ข้าวปั้นธรรมดาอร่อยมหาศาล ตอนนี้แค่ได้กินก็ดีแล้ว กินให้อิ่มก็พอ

“ฉัน...ชอบเมนไทโกะมากเลยค่ะ”

          เธอไม่ได้คาดหวังอะไรกับคำพูดประโยคนั้น แค่ได้กินของที่ชอบก็อดดีใจไม่ได้ แม้เป็นแค่ข้าวปั้นก้อนเดียวแต่เป็นของที่ชอบก็ต่อพลังให้มากมาย ของอร่อยพื้นๆ ตอนที่เจอจินครั้งแรกเธอก็ทำข้าวปั้นให้เขาเหมือนกัน

          ความคิดทำให้กิริยาหยุดนิ่ง เมื่อครู่นี้ คนปริศนาให้ข้าวปั้นบ๊วยกับเธอในตอนแรกแล้วก็เปลี่ยนเป็นเมนไทโกะ ทำไม? เพราะรู้ว่าเธอชอบ เป็นไปไม่ได้ บังเอิญมากกว่า ข้าวปั้นในร้านสะดวกซื้อมีมากมายจะหยิบมาก็ไม่แปลกอะไร เมนไทโกะเป็นรสที่ได้รับความนิยมในอันดับต้นๆ ด้วย และบางที เขาอาจจะชอบบ๊วยมากกว่า และหยิบผิดมาให้เธอ ใช่แล้ว อย่างนั้นละ

          ฮานะกินข้าวไปเรื่อยๆ ยังคงหวาดหวั่นอยู่ ถูกจับมา ถูกมัดมือ ปิดตา ทุกอย่างดูลึกลับไปหมด การกินเป็นสิ่งเดียวที่ทำได้ตอนได้ เธอดื่มชาเมื่อข้าวปั้นหมด ผ่อนลมหายใจ รู้สึกว่าคนปริศนาเองก็เพิ่งกินข้าวเหมือนกัน เพราะกลิ่นบ๊วยกับกลิ่นเหงื่อผสมบุหรี่ ซึ่งยังเป็นไมลด์เซเว่น

          ลูกสาวบ้านร้านอาหารเชื่อในประสาทรับกลิ่นของตัวเอง แม้จะยังไม่มีคำพูดออกจากปากเขาแม้แต่คำเดียว จากแสงไฟที่ผ่านผืนผ้าเข้ามาเดาได้ว่าตอนนี้ห้องสว่างมากกว่าเดิม

          ความเงียบครอบคลุมอยู่ชั่วอึดใจ ฮานะหาวิธีทำลาย “ตอนนี้...กี่โมงแล้วคะ”

          มีลมพัดผ่านบอกว่าร่างนั้นเคลื่อนเข้ามาใกล้ แขนของเธอถูกดึงออกไปและนิ้วสากนั้นแตะลงมา

          สองทุ่มครึ่ง

          นี่ผ่านไปอีกหนึ่งวันแล้วสินะ เธอได้กลิ่นแค่ข้าวปั้นก้อนเดียว แต่ก็ไม่เรียกร้องอะไรอีก มีน้ำชาอีกหนึ่งขวดที่ยังดื่มไม่หมดน่าจะพอพยุงตัวได้

          นม

          เขาเขียนบอกสั้นๆ ฮานะใจเต้นตึกตัก อย่างกับรู้แน่ะว่าเธอคิดอะไรอยู่

          “ทำไม...คุณไม่พูดคะ หรือว่าพูดไม่ได้”

          มือที่จับแขนปล่อยลงเหมือนไม่พอใจ หญิงสาวใจหายวาบ

          “เอ้อ ฉัน...อยากดื่มนมค่ะ ได้ไหมคะ”

          รีบถามรวดเร็ว และรอฟังคำตอบด้วยใจระทึก ครั้นแล้วขวดนมก็ถูกจับยัดใส่มือมา เธอถอนใจ โล่งอกไปที่เขาไม่โกรธกับคำถามของเธอแต่จะอยู่อย่างนี้ก็ไม่ได้

          หญิงสาวเปิดฝาขวดนม ค่อยๆ ละเลียดนมให้ท้องอิ่มเพิ่มขึ้น พอกินหมดเขาก็หยิบไปทิ้งให้อย่างเคย ทำให้รู้ว่าทุกกิริยาของเธอถูกเขาจับตาดูตลอด นี่เขาเป็นใครกันนะ

          “ฉันอยากเข้าห้องน้ำค่ะ”

          ทั้งที่ยังกลัวอยู่แต่ความกล้ามากขึ้น เพราะกำลังเพิ่มขึ้น นอกจากการขวางไม่ให้หนีในครั้งแรกที่เผชิญหน้ากันเขาก็ไม่มีท่าทางคุกคามอีก แต่ก็ไม่ใช่เรื่องดี แบบนี้ทำให้เธอยิ่งเครียดเพราะเขาไม่เผยตัว

          และเธอก็ไม่รู้จุดประสงค์ของเขา ไม่ได้แปลว่าเขาจะไม่อันตราย

          เขาปล่อยให้เธอจัดการธุระส่วนตัวโดยชี้จุดให้แต่ไม่แก้มัดที่มือเพราะเธอใส่กระโปรงอยู่แล้ว

          อย่าแก้ผ้าผูกตา

          คนปริศนาเขียนอย่างนั้น บีบแขนแทนการย้ำ ฮานะไม่คิดต่อต้านเวลานี้ ใครก็ตามที่ลักพาตัวเธอมาจะเป็นยากุซ่ากลุ่มฮิโนโทริหรือไม่ต้องมีข้อมูลและบันทึกท่าทางของเขาให้ดีก่อน พอกลับเข้ามาในห้องอีกครั้งก็ทบทวน และตัดสินใจว่าจะต่อรองกับเขา เธออยู่แบบนี้ไม่ได้

          “คุณคะ คุณต้องการอะไรเหรอคะ”

          กลั้นใจรอคำตอบด้วยใจระทึก หวังว่าเขาจะเขียนอักษรอย่างเคย จึงปล่อยแขนลงตรงหน้าเพื่อรอ แต่ไม่มีอะไร “คุณ...คุยกับฉันหน่อยเถอะค่ะ คุณเป็นใคร เอ่อ...อย่างน้อยให้รู้ว่าต้องการอะไร”

          ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้น ฮานะขมวดคิ้วอึดอัด “จะเรียกค่าไถ่เหรอคะ”

          ได้ยินเสียงดังกึกคล้ายกับวางอะไรหนักๆ หญิงสาวเม้มปาก เธอเชื่อว่าความกล้านี้ต้องมาจากข้าวปั้นเมนไทโกะ “ไม่ว่าคุณจะทำอะไรบอกมาเถอะค่ะ เราคุยกันได้ อย่างเงียบแบบนี้เลยนะคะ ถ้าเรียกค่าไถ่ฉันบอกที่บ้านได้ ฉันคิดว่าที่บ้านไม่ติดต่อตำรวจแน่ๆ ค่ะ ฉันรับรองได้”

          โครม!

          เสียงเก้าอี้ล้มทำฮานะสะดุ้ง แขนถูกกระชากอย่างแรงก พริบตาเดียวข้อความก็มาที่แขนเธอ

          หยุดพูดได้แล้ว!’

 

          นอกจากต่อสู้กับความเจ็บปวดที่เล่นงานไม่หยุดแล้ว ความชั่วร้ายในตัวก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่จินเผชิญหน้าอยู่ ไม่เข้าใจว่านี่เป็นความคิดที่ดี ทำให้ฮานะไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร และเป็นเขาเองที่มองเห็นเธอฝ่ายเดียว

          เธอ...อยู่ในสายตาของเขา

          ยิ่งเห็นหญิงสาวเอ่ยคำต่อรองกึ่งกล้ากึ่งกลัว ทำให้เขาร้อนระอุสวนทางกับอุณหภูมิเย็นเยือกของฤดูใบไม้ร่วงจนควบคุมตัวเองไม่ได้หลายครั้ง การยัดข้าวปั้นเมนไทโกะใส่มือเธอก็เป็นหนึ่งในนั้น

          เวลาที่ถูกถามถึงตัวตนก็เกือบส่งเสียงออกไปหลายครั้ง พอรู้ว่าเขาไม่ทำร้ายฮานะก็ต่อรองไม่หยุด ในที่สุดเขาก็หลุดกิริยาไปจนได้ เหลือแค่การตะโกนเท่านั้นที่ยังควบคุมไว้ได้

          เขากระชากแขนจนเธอร้องโอ้ย หยุดพูดได้แล้ว!’

          “ก็...ก็ฉันไม่รู้ว่าคุณต้องการอะไร ฉันแค่อยากรู้” แต่ดูเหมือนเธอจะไม่ถอยแล้วเช่นกัน ถึงจะปากคอสั่นแต่ก็ยังตอบโต้ “ได้โปรดเถอะค่ะ บอกฉันหน่อย”

          ทำไมต้องรู้ เขาถาม

          “ก็คุณลักพาตัวฉันมา คุณก็ควรบอกความต้องการไม่ใช่เหรอคะ!’

          ประโยคนั้นกึ่งตะโกน จินชะงักไป  เขาลักพาตัวเธอ...

          ฉันไม่...

          เขาเขียนคำปฏิเสธแต่ไม่จบประโยค อยากอธิบายว่าตนเองไม่ใช่พวกฮิโนโทริ เขาช่วยเธอต่างหาก แต่หยุดมือไว้แค่นั้น มีบางอย่างรั้งไว้ ถ้างั้นเขาควรพาเธอกลับบ้าน จะกักเธอไว้ทำไมเธอต้องถามอย่างนี้

          มันเป็นเรื่องที่เขาตอบไม่ได้

          ซึ่งสำคัญกว่าการต่อสู้กับแผลที่ระบมไปทั้งร่าง ขับรถไปทิ้งถึงโกเบ เหนื่อยจนจะทรงตัวไม่อยู่ ต้องเดินฝ่าความหนาวไปซื้อหลอดไฟมาเปลี่ยน ความเย็นทำให้กลัว

          “ไม่ อะไรเหรอคะ”

          ผมบอกให้คุณฮานะหยุดพูด!

          จินผละออกมา ทึ้งศีรษะตัวเอง ทุกครั้งที่ได้ยินเสียงเธอบางอย่างก็เติบโตขึ้นในตัว บางอย่างที่มืดดำ บางอย่างที่ทำให้เขาเห็นภาพเธอทาปากสีแดงและสวมกิโมโนที่หลุดรุ่ยอย่างในฝัน

          “ฉันคิดว่าคุณไม่อยากทำร้ายฉันเท่าไหร่”

          ฮานะพูดออกไป บางทีเขาอาจจะถูกบังคับมา มีข้อแลกเปลี่ยนที่จำเป็น ยากุซ่าเชี่ยวชาญการข่มขู่ “ฉันพูดถูกไหมคะ ฉันไม่คิดว่าคุณ เอ่อ เป็นพวกเดียวกับพวกนั้น”

          ตัดสินใจเสี่ยงออกไป หญิงสาวไม่ได้ยินเสียงการเคลื่อนไหว แต่จมูกรับกลิ่นบอกว่าเขานิ่งอยู่ หรือว่าจะถูกตามข้อสันนิษฐาน

          “ถ้าคุณพาฉันกลับบ้าน ฉันรับปากค่ะว่าจะไม่แจ้งตำรวจ นะคะ ฉันสัญญา แค่พาฉันกลับ อุ๊ย!’

          มือหยากและสากจับที่แขน เธอตกใจ

          จินรู้ว่าเธอกำลัง กล่อม จะได้ผลหรือไม่ยังไม่รู้ ใจหนึ่งอยากฟังเธอพูด อีกใจหนึ่งก็ไม่อยากได้ยินเสียงอ้อนวอนนั้น

          “ฉันขอร้องนะคะ ฉัน...อยากกลับบ้าน”

          เสียงสะอื้นท้ายประโยคจะส่งน้ำตาเธอออกมาในไม่ช้า แต่ริมฝีปากเม้มแน่นด้วยความพยายามจะกลั้นไว้ ฮานะอ่อนแอ แท้จริงแล้ว เธอกลัวอย่างที่สุด

          “ฉันอยากกลับบ้านค่ะ ฉันจะไม่บอกใคร”

          พอได้ยินคำว่าบ้าน และเสียงร้องทำให้รู้วว่าเผลอตัวบีบแขนเธอ “คุณคะ...”

          ถ้าพาเธอไปส่งนะเหรอ เธอปลอดภัย เรื่องจบลงด้วยดี แต่หมายความว่าการเจอกันระหว่าง สึคิตะ ฮานะ กับ เขาจะสิ้นสุดลงแต่เพียงเท่านี้ เธอไม่บอกใคร แต่เธอจะกลับไปอยู่ในโลกใบเดิม ไม่มีเขาอีก

          ไม่มีคางาวะ จิน อีกต่อไป

          สิ่งนั้นเติบโตขึ้นอีกแล้ว ในมโนของจินเห็นปีกสีดำกำลังจะกางออก ไม่นะ! คิดอย่างนั้นไม่ได้!

          เด็กหนุ่มสะบัดศีรษะ จะทำให้เธอเสียใจไม่ได้ นายไม่มีสิทธิ์

          “ฉันจะไม่บอกใครจริงๆ ค่ะ จะทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น”

          ไม่มีจริงหรือ เรื่องที่นายช่วยเธอไว้ก็จะหายไปด้วยนะ เรื่องนี้ควรได้ผลตอบแทนมิใช่หรือ เสียงนั้นมาจากเจ้าของปีก และมันดังขึ้นเรื่อยๆ

          “ไม่ว่าจะพ่อหรือพี่ชาย ไม่ว่าใครก็ตาม”

          จินนิ่งขึง พี่ชาย...

          เขาเกลียดชังคำนี้รุนแรง ตำแหน่งนี้ คนที่เธอเรียกอย่างนี้ เกลียดที่ได้ยินตอนนี้

เธอไม่รู้หรอกว่าเขาเจ็บไปทั้งตัวเพื่อเธอ ถึงตอนนี้ยังร้าวระบม เขาดูแลเธอ แต่เธอเรียกหาพี่ชาย เกลียด!

“ให้ฉันกลับบ้าน...อุ๊บ!

จินตะปบปากเธอ พอที หยุดพูดเถอะ คุณคนสวย หยุดเรียกร้องหาคนอื่นได้แล้ว

ฮานะรู้สึกถึงปฏิกิริยาแข็งกร้าวฉับพลัน เมื่อครู่เขาเหมือนจะโอนอ่อนแล้วนี่ ทำไมกัน แต่หาคำตอบไปก็ไม่มีประโยชน์ เธอดิ้นรนหนี ผลักไสร่างที่เข้ามาใกล้ แต่มือใหญ่มาจับมือของเธอไว้ราวคีมเหล็ก

 

ทำอย่างนี้ดีแล้วหรือจิน เธอจะเกลียดนายไปตลอดกาล

แต่ถ้าพาเธอกลับบ้าน นายก็จะหมดโอกาสไปตลอดกาลเช่นกัน อีกเสียงดัง

จินถูกโจมตีด้วยความต้องการสีดำ ความปรารถนาในตัวเขาเพาะพันธุ์ตั้งแต่วันแรกเจอ และเติบใหญ่หลังจากที่เข้าไปทำงานในร้าน ความใจดีของหญิงสาว น้ำใจอันงดงาม กิริยาอันน่ารัก ความเข้มแข็งในชีวิตที่ผ่านการสูญเสียมาหลายครั้ง กลิ่นแชมพู ไรผมชุ่มเหงื่อที่ท้ายทอยล้วนหล่อเลี้ยงให้ปีศาจมีอำนาจตลอดมา

แต่ฟ้าผ่าเปรี้ยงในวันที่ชิเงรุประกาศวันแต่งงาน

ไม่มีวันสมหวังกับความรักนี้ ไม่ว่าอย่างไร ลูกชายเจ้าของร้านกับเด็กก้นครัวก็เทียบกันไม่ได้ ต้องพาหัวใจที่แหลกสลายโซเซออกมาเหมือนหมาป่าที่บาดเจ็บ

แต่ตอนนี้เธออยู่เบื้องหน้าเขา อยู่ในอาณาเขตของเขา

เพราะฮานะพยายามกระถดตัวหนี ชายกระโปรงจึงเลิกขึ้นไปถึงขาอ่อน

สติที่เหลือน้อยนิดขาดผึง ปีกสีดำกางออกอย่างอหังการ์

เธอเป็นของนาย นายมีสิทธิ์!

จินดึงมือที่ปิดปากเธอออก แล้วแทนที่ด้วยริมฝีปากตนเอง!

 

ฮานะตกใจแทบสิ้นสติเมื่อได้สัมผัสริมฝีปากแห่งแตกบดเบียดริมฝีปากของเธอ ชั่ววินาทีตะลึงขึงไขสัญชาตญานป้องกันตัวก็ถูกใช้โดยพลัน

หญิงสาวกระถดตัวหนี แต่มือของเขาคล้องท้ายทอยไว้ แถมมือทั้งสองข้างที่ถูกพันธนาการก็ทำได้แค่ดันร่างที่ใหญ่กว่าของเขาออก แต่แทบจะไม่เกิดผล

“อย่า...”

จังหวะสั้นๆ ที่เขาถอนริมฝีปากให้ก็เอ่ยได้เท่านั้นก่อนจะถูกจู่โจมอีกครั้ง ในภาวะไร้อิสรภาพ ฮานะหวาดผวา เธอรู้ดีถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้น

จินไม่รู้ว่าความมืดอันธการหรือมีมนต์ใดที่เขาเผชิญหน้าด้วย ตอนนี้เขาเหมือนใครหรืออะไรที่ถูกครอบงำอีกขั้น เพราะไม่ว่าเสียงร้องของฮานะจะดังแค่ไหน แต่สองมือกระชากเสื้อกับกระโปรงของเธอรุนแรงจนร่างนั้นเปลือยเปล่า

ยิ่งใกล้ ยิ่งได้กลิ่นกาย ยิ่งเห็นผิวเนียนนวลที่เคยฝันถึง สติของเขาไม่เหลืออยู่

หากผ่านคืนนี้ไป เธอจะต้องไปเป็นของคนอื่นตลอดกาล เขาต้องการเธอ

ต่อให้ตกนรกขุมไหนก็ยอม!

 




อุธิยา

2.9.18

         



แจ้งข่าวสำหรับนิยายเรื่องนี้

ผ่านการพิจารณากับสำนักพิมพ์สถาพรบุ้คแล้วนะคะ

มีกำหนดออกในงานหนังสือเดือนต.ค.ที่จะถึงนี้

แต่จะลงให้อ่านไปเรื่อยๆ ค่ะ ประมาณ 70-80% เพราะเรื่องนี้ค่อนข้างยาว

และจะมีบางส่วนที่ปรับเปลี่ยนให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้นในฉบับรวมเล่ม

ฝากติดตามด้วยนะคะ

ขอบคุณมากๆ ค่ะ


อุธิยา

         

         

 

         

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

35 ความคิดเห็น

  1. #28 white_space (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 2 กันยายน 2561 / 23:30

    ฮืออ ตอนนี้ดาร์คสมชื่อตอนเลยค่ะ

    #28
    1
    • #28-1 Baby Red - อุธิยา(จากตอนที่ 30)
      16 กันยายน 2561 / 17:18
      เป็นจุดไคลแมกซ์ที่ดาร์ค หม่น และพลิกผันที่สุดในเรื่องเลยค่ะ
      และเป็นฉากที่ยากที่สุดที่เคยเขียนมาเลย ^ ^
      ขอบคุณสำหรับการติดตามนะคะ
      #28-1