กลางวงกตดอกไม้ (October Storm) - (สนพ.พิมพ์คำ)

ตอนที่ 3 : บทที่ 2 ราชาแห่งป่าสน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 171
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    16 ก.ย. 60

2. ราชาแห่งป่าสน

 

หนึ่งปีก่อนหน้านี้

เดือนตุลาคม ปี ค.ศ. 1991 ตำบลฮิงาชิยาม่า ใจกลางเมืองเกียวโต

          ในครัวของร้านมิโอโมเตะที่กำลังวุ่นวายเหมือนสนามรบ

พ่อครัวกำลังวางปลาซันมะย่างร้อนๆ ที่ขึ้นจากเตาลงบนจานรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าลายไผ่ ผิวหนังไร้เกล็ดสีเงินถูกบากเป็นริ้วบัดนี้เป็นสีเกรียมน้ำตาลจากการถูกความร้อนเผา กลิ่นจากเนื้ออวบอูมซึ่งบรรจุไขมันที่กำลังสะสมไว้ในฤดูหนาวหอมอบอวล ก่อนจะบรรจงวางหัวไชเท้าขูดฝอยลงตรงมุมจานและผลเลมอนผ่าซีกเป็นลำดับสุดท้าย

          “ซันมะย่างเกลือโอกินาว่าเรียบร้อยแล้ว!” วากาบายาชิ ชินโงเอ่ยชัดคำ มิชิโกะรับมาใส่ถาดเสิร์ฟและเดินออกไป ชายหนุ่มหันไปดูปลาซันมะอีกหลายตัวที่กำลังย่างอยู่บนเตาซึ่งกำลังรอการจัดเสิร์ฟอันเนื่องมาจากเป็นหนึ่งในเมนูอร่อยแห่งฤดูกาลใบไม้เปลี่ยนสีนี้

          “มาโมรุมิโซะซุปยังไม่ได้นะ ไข่หวานด้วย”

          “ครับๆ ได้เดี๋ยวนี้ครับ”

          อิวาชิตะ มาโมรุ เป็นชายหนุ่มวัยสิบแปดปี เขามีตำแหน่งต่ำสุดในครัวคือเป็นลูกมือที่รับหน้าที่จำพวกหั่น ซอย ล้าง วัตถุดิบ จนถึงทำอาหารง่ายๆ จำพวกซุป ไข่ม้วน รวมไปถึงทำความสะอาดภาชนะที่ใช้เสิร์ฟอีกด้วย

           มาโมรุหยิบถ้วยซุปออกมาวาง ถึงรีบแต่ก็บรรจงตักมิโซซุปใส่โกโบใส่ถ้วยที่เรียงไว้ในปริมาณที่เท่ากัน แล้วรีบกลับมาตอกไข่ใส่ถ้วย

          “ชุดมัตสึทาเกะกับปูทาราบะสองที่ ห้องซากุระ กับชุดโกเบมัตสึทาเกะห้องไอริสค่ะ”

สาวเสิร์ฟคนที่สามมีนามว่ามาริเข้ามาเอ่ยเมนูพร้อมผงกศีรษะเล็กน้อยให้กับพ่อครัวร่างผอมสูงสวมแว่น แล้วก็เดินตรงไปยังมุมเตาอุ่นสาเก จัดการเปลี่ยนเหยือกที่หมดแล้วแทนด้วยเหยือกที่กำลังอุ่น ความร้อนสูงจากภาชนะดินเผาทำให้สะดุ้งรีบจับหูตนเอง ก่อนจะค่อยๆ หยิบใส่ถาด

“มาโมรุ เตรียมเตาถ่านด้วย” คราวนี้เป็นคำสั่งจากชายร่างสูง

“ครับ”

หนุ่มจากทาคายาม่าเคลื่อนตัวออกไปด้านหลังของครัวซึ่งเป็นมุมเก็บเชื้อเพลิงเพื่อเตรียมฟืนเผาใส่เตา ขณะที่ ซายามะ โคจิ วัยสามสิบสี่คนสั่งกำลังเช็ดมีดปลายแหลมสำหรับหั่นโอโทโร่สำหรับทำซาชิมิรวม ชายหนุ่มทำงานมาตั้งแต่อายุสิบหกโดยเป็นลูกมือขึ้นต่ำสุด ไต่เต้าจนได้เป็นพ่อครัวตอนอายุยี่สิบสามเนื่องจากพ่อครัวคนเก่าเกิดอุบัติเหตุเสียชีวิตกะทันหัน เขาในตอนนั้นเป็นพ่อครัวมือสองได้รับการเลื่อนตำแหน่งซึ่งถือว่าอายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ของร้าน

          “อ้อ ห้องไอริสเพิ่มซังอิคุระ1หนึ่งที่ค่ะ” มาริบอกอีกครั้งแล้วก็เดินถือถาดบรรจุเหยือกสาเกที่อุ่นแล้วออกไป แขนเสื้อกิโมโนปลิวตามแรงก้าว

          “คนของฮิโนโทริมาถึงแล้ว”

ชิมะหัวหน้าสาวเสิร์ฟวัยสี่สิบแปดเดินมาถึงประตูครัว ร้องบอกด้วยอาการหอบน้อยๆ จบคำนั้นสมาชิกในครัวก็ชะงักไปเสี้ยววินาที ทว่าก็ทำงานต่อไปอย่างรีบเร่งแต่คงไว้ซึ่งความประณีต ยกเว้นคนที่อายุน้อยสุดที่ทำหน้าเหรอหรา

“ฮิโนโทริคืออะไรเหรอครับ”

“หา นี่นายไม่รู้จักฮิโนโทริเหรอ...ชุดมัตสึทาเกะกับปูทาราบะได้แล้ว!” ชินโงเลิกคิ้วสูงใส่รุ่นน้อง และมิชิโกะก็เข้ามาจัดวางจานบรรจุเห็ดกับก้ามปูและเตาย่างใบเล็กลงถาดเสร็จเรียบร้อยหนึ่งชุด มาโมรุก็เตรียมเตาอีกชุดเสร็จพอดี

“ก็ผมเพิ่งมาอยู่ได้ไม่ถึงปีเลยนี่ครับ” มาโมรุโอด

“ตอนนี้กำลังเสิร์ฟเครื่องดื่ม” ชิมะบอก ซึ่งเป็นอันรู้กันว่าจะต้องเตรียมลำดับอาหารที่จะเสิร์ฟได้เลย

ชินโงบรรจงวางเห็ดมัตสึทาเกะชุดที่สองบนจาน กลิ่นความสดใหม่ลอยแตะจมูกเสมือนว่ามันเพิ่งถูกเก็บออกจากดิน เคียงคู่กับก้ามปูทาราบะสดๆ เนื้อสีขาวตัดกับสีส้มจัดตรงก้ามปู และสีน้ำตาลเข้มของมัตสึตาเกะเปรียบเสมือนใบไม้ที่เปลี่ยนสีบนผืนดินซึ่งตรงกับสีสันของฤดูใบไม้ผลิขณะนี้ ชิมะช่วยยกออกไปได้พร้อมกันทั้งสองชุด

“ฮิโนโทริก็คือ...”

“ไม่ใช่เวลานี้ ชินโง!

โคจิปรามเสียงดัง พ่อครัวมือสองวัยยี่สิบสองปีสะดุ้ง พึมพำคำขอโทษ มาโมรุก็พอรู้ว่าตนเองถามผิดกาลเทศะ จึงพลอยผงกศีรษะเชิงขอโทษไปด้วย

ชินโงใช้หลังมือปาดเหงื่อที่หน้าผากเร็วๆ ปลาซันมะย่างเกลือและเห็ตมัตสึตาเกะจะจัดเสิร์ฟให้ลูกได้โดยไม่ต้องรอการรับออเดอร์เนื่องจากเป็นเมนูประจำฤดูกาล และวัตถุดิบต้นฤดูเช่นนี้ถือว่ามีรสชาติเยี่ยมที่สุด ลูกค้าทุกคนมาเพื่อคาดหวังจะลิ้มรส พ่อครัวที่จะต้องปรุงอย่างสุดฝีมือ

เขาค่อยๆ เกลี่ยไข่ปลาแซลมอนสีส้มสดใสลงในกล่องไม้ร่วมกับโอโทริสีชมพูอ่อนซึ่งเป็นหนึ่งในสามของชิราชิซูชิหรือซูชิข้าวกล่องที่มีหลายหน้าในกล่องเดียว โดยซังอิคุระนี้เป็นเมนูประจำของร้าน โดยจัดใส่กล่องไม้รวมกับโอโทโร่ ไข่หอยเม่น และปูทาราบะ อย่างละกล่องจึงถูกเรียกว่าซังอิคุระนั่นเอง2

มาโมรุเทข้าวใส่หม้อบนเตาและหันไปเติมฟืนเผาสำหรับเมนูเห็ดย่าง พอกลับเข้ามาในครัวก็ถึงกับหอบ

ชินโงมองรุ่นน้อง แล้วเหลือบมองรุ่นพี่ “ตั้งแต่อารากิลาออกไปก็เกือบเดือนแล้ว อยากจะได้คนมาเพิ่มอีกจังเลยนะครับคุณโคจิ”

โคจิแค่พยักหน้ารับรู้ บรรจงแต่งปลาในจาน ดังที่รุ่นน้องว่า ตั้งแต่ย่างเข้าฤดูใบไม้ร่วงลูกค้าเต็มทุกห้อง ชิมะเล่าว่ามีไม่น้อยที่มาถึงแล้วไม่ได้ห้องเนื่องจากไม่ได้จองล่วงหน้า โดยเฉพาะในคืนวันศุกร์และเสาร์ บางครั้งก่อนเปิดร้านเหลือห้องว่างแค่สองห้องเท่านั้น

มาโมรุเทน้ำใส่ข้าวใส่ถังไม้ แล้วยกไปเทใส่หม้อบนเตา เติมฟืนและเป่าจนไฟลุก แล้วหันไปเผาฟืนต่อเนื่องจากรายการสั่งเห็ดมัตสึทาเกะยังมีอยู่อย่างต่อเนื่อง เช่นเดียวกับซันมะย่างเกลือที่เพิ่งลงเตาอีกสามตัว โคจิเช็ดมีดแล้วก้าวมาที่หน้าเตาย่าง

“ไปช่วยมาโมรุ เดี๋ยวฉันดูให้” เขาบอก

“ขอบคุณครับ” พ่อครัวมือสองโค้งแล้วรีบก้าวออกมา มาโมรุกำลังสาละวนกับฟืนไฟ ทั้งเตาถ่านใบเล็กและท่อนฟืนในเตาหุงข้าว ท่าทางลนลานซึ่งไม่ใช่เพราะความร้อนอย่างเดียว

“เอาถ่านมา ฉันช่วย” เขายอบกายลงข้างรุ่นน้อง

“โอ๊ะ ขอบคุณครับ” มาโมรุหันไปขอบคุณ งานจิปาถะถือว่าต้องใช้แรงไม่น้อยสำหรับพ่อครัวที่เพิ่งผ่านการฝึกงานของเขา ยิ่งในช่วงเวลาที่คนกำลังไม่พอเช่นนี้ทุกคำสั่งจะรวมตรงมาที่เขาจนแทบจะแยกประสาทไม่ทัน แต่ทุกคนในครัวก็ช่วยกัน โคจิเองก็ต้องบริหารการปรุงอาหารให้ทันเช่นกัน

ชินโงคีบถ่านใส่เตาเล็กสำหรับจัดเสิร์ฟ เหลือบมองเข้าไปในครัวแวบหนึ่ง

“ฮิโนโทริ จริงๆ แล้วก็คือ...” เขาเกริ่นแค่นั้นคนฟังก็หูผึ่ง เอนกายมาอย่างรู้กัน

“ยากุซ่า! อุ๊บ!

รุ่นพี่ตะปบปากรุ่นน้องอย่างแตกตื่น “จะตะโกนทำไมเจ้าบ้า เดี๋ยวคุณโคจิก็ได้ยินหรอก รู้แล้วก็เหยียบไว้นะ”

มาโมรุอ้าปาก เบิกตา หดคออย่างระแวง “แต่...ทำไมคนแบบนั้นถึงมาที่ร้านมิโอโมเตะนี่ละครับ”

ชินโงโคลงศีรษะ “ป้าชิมะเคยบอกว่า คาจิวาระ ริวโซ หัวหน้าแก๊งน่ะชอบรสชาติอาหารญี่ปุ่นแท้ๆ ของที่นี่ เคยมากินตั้งแต่สมัยเป็นวัยรุ่น ตั้งแต่รุ่นนายท่านคนก่อนเลย”

“นายท่านคนก่อน ก็พ่อคุณชิเงรุ คุณปู่คุณฮิเดโอะน่ะสิ” มาโมรุพึมพำอย่างทึ่งๆ แล้วหันไปเขี่ยฟืนไปเตา “อย่างนี้นี่เอง คุณฮิเดโอะกับคุณฮานะถึงต้องไปต้อนรับด้วยตัวเอง”

“ถูกต้อง” ชินโงพยักน้าหงึกหงัก

“เฮ้ย! อย่ามัวแต่คุยเสร็จหรือยัง!

เสียงตวาดของโคจิทำให้ชายทั้งสองสะดุ้ง ชินโงลุกพรวด ถือเตาเล็กที่บรรจุถ่านเรียบร้อยแล้วเข้าไปด้วย“ครับ ไปเดี๋ยวนี้ครับคุณโคจิ”

          ในห้องปรุงอาหารของครัว ทั้งมิชิโกะกับซาโอริรออยู่แล้ว ทั้งสองรีบจัดมัตสึทาเกะและเตาสำหรับย่างลงถาดทันที โคจิผละจากซันมะไปแล่เนื้อโกเบสำหรับมัตสึทาเกะอีกชุด

          “มิชิโกะจัง ได้ยินว่าลูกสาวของคุณริวโซก็มาด้วยเหรอ”

          ตามปกติแล้ว เวลาเร่งด่วนมักจะไม่มีการพูดคุยซักถามเรื่องนอกเหนือจากรายการอาหาร แต่ชินโงก็อดไม่ได้เสมอ มิชิโกะจึงตอบขณะที่มือก็หยิบจานเห็ดสนที่มีเนื้อโกเบสีแดงฉ่ำแทรกมันสีขาวไปวางบนถาด

          “ค่ะ วันนี้เธอสวมฟุริโชเดะ3สีดำลายนกกระเรียนสวยมากเลย”

          “ใช่ สวยมาก จำได้ว่าเจอครั้งก่อนเมื่อสองปีที่แล้วไม่สวยขนาดนี้เลยเนอะ” ซาโอริสำทับแล้วหยิบบียร์คิรินห้าขวดมาวางบนถาด

          “แต่ว่าทางเราเองก็มีสาวงามอยู่เหมือนกันนะ” ชินโงพูดยิ้มๆ ขณะพลิกซันมะ เสียงน้ำจากตัวปลาหยดลงถ่านดังเปรี๊ยะปร๊ะ

          “พอได้แล้ว ชินโงขอชูโทโร่”

          “ครับ” เมื่อหัวหน้าพ่อครัวเอ่ยก็เป็นอันรู้กันว่าควรจบการพูดคุยไว้แค่นั้น งานตรงหน้าสำคัญกว่าและอีกยาวไกล หญิงสาวทั้งสองก็ยกถาดเสิร์ฟออกไปอย่างกระวีกระวาด

 

          ห้องบ๊วยเป็นห้องเดี่ยวในเรือนเล็กจัดเป็นห้องขนาดแปดเสื่อ4รองรับลูกค้าที่มาเป็นกลุ่มใหญ่และต้องการความเป็นส่วนตัวเพราะตั้งอยู่ไกลออกไปจากห้องอื่นๆ รวมทั้งมีสวนสำหรับชมทิวทัศน์ที่ร่มรื่น จึงเป็นที่ถูกใจของลูกค้าที่ต้องการมาเฮฮา โดยเฉพาะกลุ่มฮิโนโทริที่นำโดยคาจิวาระ ริวโซ โปรดปรานห้องนี้เป็นพิเศษจนชิมะทีรับโทรศัพท์จะรู้ได้ทันทีโดยไม่ต้องถาม

          “มัตสึทาเกะนี่หอมสุดยอดไปเลย พอเอามารวมกับปูทาราบะนี่แล้วยิ่งเข้ากัน ฤดูใบไม้ร่วงนี่ไม่มีอะไรยอดเยี่ยมเท่ากับราชาแห่งป่าสนนี้อีกแล้ว ว่าไหมมาเอดะ”

          รองหัวหน้าแก๊งอันดับสามชื่อทาคามิเนะเอ่ยขึ้นหลังจากที่จัดการเห็ดย่างและปูทาราบะลงท้องไปเรียบร้อยแล้ว ซึ่งกลิ่นของความอร่อยยังลอยอ้อยอิ่งอยู่ในห้อง ส่วนจานที่อยู่ตรงหน้าคือซันมะย่างซึ่งยังไม่ได้แตะ

          ประโยคท้ายหันไปถามชายหนุ่มหน้าตาดีอีกคนซึ่งนั่งกินอยู่อย่างเงียบๆ มาตลอด ใบหน้าเหลี่ยม จอนผมสีดำและเครายิ่งส่งให้ใบหน้าจริงจังและคมชัด รอยแผลเป็นที่คางบอกประสบการณ์ที่ไม่น้อยไปกว่ารองหัวหน้าทั้งสอง

          “ผมว่าปลาซันมะก็เยี่ยม ไส้ปลาขมๆ แบบนี้แสดงว่าปลาสดมาก เหมาะกับอากาศเย็นๆ แบบนี้ที่สุด” เขาตอบพลางเลาะก้างกลางของปลาออกอย่างชำนาญ

          “แต่ฉันว่ามัตสึทาเกะสิสุดยอด ญี่ปุ่นมีปลามากมาย แต่เห็ดดีๆ จะมีสักกี่ประเภทกันละ ยิ่งมัตสึทาเกะนี่หายากจะตาย ปลูกเองก็ไม่ได้” ทาคามิเนะโต้กลับ “ให้นายท่านตัดสินไหมว่าอะไรเป็นที่สุดของฤดูใบไม้ร่วง”

          “พอได้แล้ว” น้ำเสียงอิอิดะรองหัวหน้าเข้มเครียด รองหัวหน้าอันดับสามจึงผงกศีรษะเชิงขอโทษ แต่ตายังจ้องไปยังชายอายุน้อยที่สุดซึ่งคีบเนื้อปลาซันมะอย่างไม่สนใจ

          คาจิวาระ ริวโซ วัยห้าสิบแปดวางจอกสาเกลงบนโต๊ะ หัวหน้าแก๊งฮิโนโทริเป็นที่รู้จักในแถบตอนใต้ของเกียวโตผู้นี้มาจากคาเมโอกะ รูปหน้าสี่เหลี่ยมและโหนกแก้มสูงกระด้างเหมือนไม้แกะสลัก ผมสั้นหวีเรียบบริเวณขมับแซมสีเทา ผิดกับหนวดและเคราที่เป็นดำ ยามนี้ดวงตามีแววรื่นรมย์นิดๆ

          “สมัยก่อนมัตสึทาเกะมาจากคาเมโอกะ ฉันจำได้ว่าตอนเด็กแค่เดินเข้าป่าสนโดยไปก็เจอง่ายๆ เลย เพราะเมื่อก่อนที่นั่นเป็นชุมชนกสิกรรม ข้าว เกาลัด มันเทศ แม้แต่ปลาอะยุ  เกียวโตก็รับมาจากคาเมโอกะทั้งนั้น”

          “ถ้างั้นก็เหมือนนายท่านเลยนะครับ เป็นราชาป่าสนแห่งคาเมโอกะ” ทาคามิเนะกล่าวอย่างเอาใจ

          ริวโซทำเสียงหึหึแล้วหันไปทางซ้ายมือของตน ซึ่งเป็นหญิงสาวผู้เดียวในห้องนี้ เธอคีบเนื้อปลาซันมะเข้าปากอย่างสำรวม

          “เป็นยังไงบ้าง โคโทริ อาหารวันนี้”

          หญิงสาวในกิโมโนสีดำลายนกกระเรียน ผมสีดำสนิทรวบปล่อยปอยยาวมาด้านหน้าประดับด้วยกิ๊ฟรูปผีเสื้อ เธอวางตะเกียบก่อนจะพยักหน้า

          “นานสองปีแล้วที่หนูไม่ได้มากินที่นี่ ยังอร่อยเหมือนเดิมค่ะ”

“คุณหนูว่าอะไรอร่อยกว่ากันครับระหว่างมัตสึทาเกะกับซันมะ” ทาคามิเนะยังไม่ล้มเลิกความตั้งใจ

สาวงามนามโคโทริยิ้มเล็กน้อย ดวงตาโตของเธอฉายประกายแพรวพราวเปี่ยมเสน่ห์ โหนกแก้มสูงบ่งบอกนิสัยตั้งใจจริงและไม่ยอมแพ้

“อาหารไม่มีอะไรอร่อยที่สุดหรอกค่ะ ขึ้นอยู่กับว่าเราชอบอย่างไหน ไม่อย่างนั้นคุโรซากิคงมาด้วยแล้ว”

คนถามนิ่ง อิอิดะยิ้มบาง ส่วนมาเอดะนั้นมองเธอด้วยสายตาชื่นชม

“หึ คุโรซากิ เป็นคนญี่ปุ่นแท้ๆ ดันไม่ชอบอาหารญี่ปุ่นดั้งเดิม” ทาเคมิเนะพูดพึมพำขณะซดเบียร์ ยามใดที่ริวโซพาสมาชิกฮิโนโทริมาที่มิโอโมเตะแห่งนี้ รองหัวหน้าอันดับสองจะขอปลีกตัวไปกินคนเดียวทุกครั้ง เจ้าตัวให้เหตุผลว่าแค่ไม่ชอบการกินอาหารบนเสื่อทาทามิเท่านั้น ชอบซดราเมนร้อนๆ ในร้านเล็กๆ ตามข้างทางมากกว่า

          “ขอรบกวนด้วยครับ”

          เสียงดังขึ้นพร้อมกับประตูที่เลื่อนเปิด ผู้มาเยือนสามคนนั่งอยู่ที่ระเบียง ชายสองหญิงหนึ่ง ชายที่อยู่หน้าสุดอยู่ในวัยห้าสิบห้าสวมกิโมโนสีน้ำเงินเข้ม ดวงตากลมสีดำสนิทอยู่บนรูปหน้ารูปไข่ หน้าผากสูง บ่งว่าเป็นบุคคลที่ผ่านการใช้ความคิดและผ่านประสบการณ์ชีวิตมามาก ส่วนเบื้องหลังเป็นชายหญิง หญิงสาวสวมกิโมโนสีขาวลายดอกท้อ ส่วนฝ่ายชายสวมชุดพ่อครัวสีขาว

          “ขออภัยที่มาทักทายช้าครับ”  โอคาซากิ ชิเงรุ ก้มศีรษะ “อาหารเป็นอย่างไรบ้าง ถูกปากหรือเปล่าครับ”

          “แบบนี้เขาเรียกว่ายอดเยี่ยมเลยล่ะ คุณชิเงรุ” แม้จะกล่าวยินดีและมีรอยยิ้ม แต่ดวงตาของหัวหน้าแก๊งยังมีแววดุดัน “ถึงขนาดว่ารองหัวหน้าของฉันยังเถียงกันไม่หยุดเลยนะ”

          “ขอบคุณครับ” ชิเงรุกล่าว “ได้ยินว่าคุณโคโทริจบการศึกษาแล้ว ขอแสดงความยินดีด้วยครับ แล้วก็ถือโอกาสนี้ให้ฮิเดโอะกับฮานะมาแสดงความยินดีด้วย”

          “ขอแสดงความยินด้วยครับ / ค่ะ”

          ทั้งคู่กล่าวพร้อมกัน ชายหนุ่มนามฮิเดโอะใบหน้าหล่อเหลา ดวงตากลมมุ่งมั่นแต่ฉายแววหวานเรืองๆ คิ้วเข้มเป็นระเบียบรับจมูกโด่งสวยและริมฝีปากได้รูป รอยยิ้มที่ฉาบอ่อนโยนและอบอุ่น ส่วนฮานะก็เป็นหญิงสาวหน้าเกลี้ยงเกลาหมดจด ดวงตาสวยซึ้งปนเศร้าเจือจาง ผิวพวงแก้มเนียนนวลระเรื่อชมพูเหมือนผิวเด็กสะกดตาแก่ผู้ที่ได้พบ

          ลูกสาวหัวหน้าแก๊งจากคาเมโอกะมองผ่าน แต่ก็ขยับตัวออกจากโต๊ะเล็กน้อย ผงกศีรษะรับรับการแสดงความยินดีที่มาจากคนทั้งสอง

“ขอบคุณค่ะ ไม่ได้เจอกันตั้งนานนะคะคุณฮิเดโอะ”

“ครับ คุณโคโทริสบายดีนะครับ”

“สบายดีค่ะ” หญิงสาวกล่าว แก้มแดงเรื่อซึ่งไม่ได้เกิดจากอุณหภูมิ “ตอนไปอยู่โตเกียว คิดถึงอาหารเกียวโตมากเลยค่ะ โดยเฉพาะอาหารที่นี่ ดีใจที่ได้กลับมากิน อร่อยมากค่ะ”

ชายหนุ่มเปิดยิ้ม “หวังว่ามิโอโมเตะจะได้ต้อนรับคุณโคโทริบ่อยๆ”

หัวใจหญิงสาวเต้นโครมคราม อกในร้อนวูบ ถึงรู้ว่านั่นเป็นแค่วาจาบริการของคนค้าขาย แต่เธอห้ามตัวเองไม่ให้คิดไม่ได้ว่าคำนั้นเชิญชวนแต่เธอเท่านั้น

“อาหารอร่อยที่สุดเลย โดยเฉพาะซันมะย่างเกลือ รสชาติหอมหวานล้ำลึกมาก ขออีกชามได้ไหมครับ ขอเบียร์เพิ่มด้วย” มาเอดะแทรกขึ้น อิอิดะกับทาคามิเนะเหลือบมองรุ่นน้อง

“ได้ครับ ฮานะ” ชิเงรุพยักหน้า คำท้ายเรียกหญิงสาวที่นั่งเบื้องหลัง เธอค้อมศีรษะรับคำสั่งแล้วปลีกตัวออกไป

“ขอเชิญคุณชิเงรุดื่มด้วยกันด้วยนะ ไม่ได้ดื่มด้วยกันนานแล้ว ฉลองให้โคโทริด้วย” คำชวนแฝงสั่งตามธรรมชาติของหัวหน้ากลุ่มอิทธิพลสีเทา เจ้าของร้านแห่งมิโอโมเตะกล่าวขอบคุณ

“ถ้าอย่างนั้น เดี๋ยวผมขอตัวก่อนนะครับ ขอให้รับประทานอาหารอย่างมีความสุขครับ”

“อ้าว แล้วจะไม่ดื่มด้วยกันหน่อยเหรอ ฮิเดโอะคุง” ริวโซถาม

“ผมยังอยู่ในระหว่างทำหน้าที่พ่อครัว และวันนี้ยังมีงานอีกมาก ขออภัยที่ต้องขอตัวครับ” เขากล่าวอย่างนอบน้อมก่อนจะโค้งและค่อยๆ ลุกเดินออกไป

ริวโซยกสาเกขึ้นจิบ มองตามร่างสูงนั้น “เป็นชายหนุ่มที่ดีจริงๆ นะ เก่ง แถมยังหน้าตาดี สมกับเป็นลูกชายคุณ”

เบียร์เข้ามาเสิร์ฟโดยมาริ หญิงสาวเปิดและส่งต่อให้ลูกค้า

“ฮิเดโอะยังต้องเรียนรู้อีกมาก”

“ถึงอย่างไร ก็เป็นเขาที่จะสืบทอดร้านมิโอโมเตะต่อไป อย่างนั้นไม่ใช่เหรอ”

ชิเงรุจิบสาเก ถึงจะไม่ยิ้ม แต่สีหน้าก็ปลื้มปลาบกับคำชมที่ผู้อื่นมีให้ลูกชายคนเดียว

“อายุเท่าไหร่แล้วนะ”

“ปีนี้ยี่สิบสามครับ” คนเป็นพ่อตอบ ริวโซพยักหน้า ผุดยิ้ม

“ได้ยินว่าเนื้อหอมมากนี่”

“ไม่หรอกครับ” ชิเงรุตอบอย่างถ่อมตัว หากในใจก็รู้อยู่ ลูกค้าสาวๆ หลายคนมากินอาหารที่นี่ตามเสียงร่ำลือว่ามี พ่อครัวสุดหล่อ มีทั้งตั้งใจเรียกมาขอบคุณและฝากทิปให้

“ลองไปถามย่านร้านค้าแถวนี้สิ ทุกคนรู้จักคุณชายฮิเดโอะแห่งมิโอโมเตะกันทั้งนั้นแหละ น่าจะมีแม่สื่อมาติดต่อขอดูตัวไม่น้อยเลยนะ” ผู้นำฮิโนโทริเริ่มอารมณ์ดี กล่าวคำพูดยาวๆ พร้อมกับสาเกที่ถูกเทจากเหยือกมาเรื่อยๆ ขณะที่ชิเงรุก็ยังคงกล่าวถ่อมตัว และทันได้สังเกตว่ามือที่ถือถ้วยชาลูกสาวของผู้มาเยือนขืนเกร็งไม่เป็นธรรมชาติอย่างช่วงแรก

“ขออนุญาตนะคะ”

เสียงชิมะดังขึ้น หยุดบทสนทนาในหัวข้อนั้นไปโดยปริยาย อาหารจานใหม่ถูกเสิร์ฟ มันคือโอโทโร่เนื้อสีมพูแทรกเส้นริ้วไขมันวาววับ ตัดกับจานกระเบื้องเขียนมือสีขาวน้ำเงิน และใบชิโซะสีเขียวสด

“ยอดเยี่ยมไปเลย” ทาคามิเนะทำเสียงตื่นเต้น

“ไหนนายบอกว่ามัตสึทาเกะยอดเยี่ยมที่สุดไง อะไรนะ...ปลาญี่ปุ่นมีมากมาย” อิอิดะขัดคอ

“ผมไม่ได้บอกว่าปลาไม่ดีนี่ครับ”

“รอยต่อ...” ริวโซกล่าวขึ้นขัดจังหวะบทโต้คารมของลูกน้อง เขาค่อยๆ ใช้ตะเกียบคีบเนื้อปลาขึ้นมา แล้วถือค้างไว้เช่นนั้น ชิเงรุกำลังจะถาม

“ยังคมกริบเหมือนเดิม ถ้าไม่คีบขึ้นมาก็แทบจะไม่รู้เลยว่ามีรอยต่ออยู่ ฝีมือโคจิสินะ”

ชิมะยิ้มดีใจ “สมกับเป็นคุณริวโซ โอโทโร่จานนี้คุณโคจิเป็นคนแล่ค่ะ”

บุรุษผู้มาจากคาเมโอกะจุดยิ้ม จิ้มโชยุกับวาซาบิ และเคี้ยวด้วยท่าทางดื่มด่ำ “ฝากบอกด้วยว่าฉันชม แล้วก็...อิอิดะ ให้ทิปด้วย”

“ครับหัวหน้า”

“ขอบคุณแทนโคจิด้วยครับ” ชิเงรุกล่าวและผงกศีรษะ

ที่นั่งของโคโทริ หญิงสาวคีบชิ้นโอโทโร่กินอย่างเงียบๆ พลางนึกถึงปลาอะจิในช่วงหน้าร้อนเมื่อสามปีก่อน

 

ห้าทุ่มคือเวลาร้านปิด ลูกค้าทยอยกันออกจากร้านไปพร้อมกับความชื่นมื่นในรสชาติอาหาร คนทำก็เช่นกัน ชิมะเดินเข้าห้องครัวพร้อมซองกระดาษสีสวยหลายซองซึ่งเป็นทิปที่ได้จากลูกค้า โดยเฉพาะจากกลุ่มฮิโนโทริซึ่งธนบัตรที่สอดใส่เข้ามานั้นเรียกเสียงฮือฮา พนักงานทุกคนยิ้มกันอย่างหายเหนื่อย

ขณะที่หน้าร้าน เจ้าของทิปหนักกำลังจะกลับ

“ไม่เป็นไรไม่ต้องไปส่งหรอก”

ริวโซพูดขึ้นเมื่อชิเงรุกับฮานะที่ยืนอยู่ตรงหน้าร้านกำลังจะก้าวไปยังที่ประตูใหญ่ พื้นที่ระหว่างนี้คือสวนสวยที่มีนักแต่งสวนที่เป็นลูกค้ามาออกแบบให้ ลูกค้าหลายคนเลือกมาตอนร้านเปิดเพื่อจะได้ใช้โอกาสที่ยังมีแสงสว่างเดินชมทัศนียภาพอันงดงาม อิอิดะกับทาคามิเนะเดินนำออกไปก่อน รองหัวหน้าอันดับสามเคี้ยวไม้จิ้มฟันอย่างอารมณ์ดี ส่วนโคโทริยืนอยู่ข้างบิดา เช่นเดียวกับมาเอดะที่ยืนอยู่ข้างหลังหญิงสาวในฐานะคนคุ้มกัน

ฮานะยกห่อผ้าส่งให้ชิเงรุ ชายชราส่งต่อให้ลูกค้าคนสำคัญอีกที

“นี่เป็นของฝากเล็กๆ น้อยๆ ครับ ”

“โอ๊ะ วันนี้คุณก็ต้อนรับเราอย่างดีแล้ว แถมยังมีเบนโตะมาให้อีก เกรงใจจัง”

“กรุณารับไว้เถอะครับ ไม่ได้มากมายอะไร ถือเป็นของขวัญเนื่องในโอกาสที่คุณหนูโคโทริจบการศึกษา”

ริวโซหัวเราะหึหึ “ถ้างั้นขอรับไว้ก็แล้วกันนะ มาเอดะ”

ชายหนุ่มก้าวออกมารับแทนนายหญิงน้อยของตน ก่อนที่คนเป็นเจ้านายจะกล่าวบอกลา

“ราตรีสวัสดิ์ครับ ขอให้เดินทางกลับโดยปลอดภัย”

คาจิวาระ ริวโซยกมือเชิงบอกลา ขยับผ้าพันคอก่อนจะหยิบซิการ์ อิอิดะจุดไฟให้ และทั้งสี่ก็เดินออกไป เจ้าบ้านสองคนยังโค้งตามหลัง

ชิเงรุเดินกลับเข้าในร้าน หญิงสาวยังคงยืนมองบุรุษผู้นั้นเดินไปยังประตู ถึงแม้จะรู้แก่ใจว่าเป็นผู้ทรงอำนาจในโลกสีเทาแต่เมื่อมาที่ร้านมิโอโมเตะริวโซก็คงไว้ซึ่งมารยาทแห่งบุรุษสูงวัย รวมถึงผู้ติดตามคนอื่นๆ ด้วย

จะมีก็เพียงแค่หญิงสาวผู้นั้น ตลอดเวลาที่อยู่ในร้าน ไม่เคยชายตามองเธอแม้แต่แวบเดียว แต่นั่นก็ไม่ใช่เรื่องที่ฮานะจะใส่ใจ เธอหมุนกายจะกลับเข้าร้าน

“เฮ้ย! อะไรกัน!

เสียงตะโกนลั่นทำให้ฮานะหันกลับไป และพบว่าต้นกำเนิดเสียงนั้นอยู่ตรงประตูทางเข้า ที่ซึ่งสมาชิกของฮิโนโทริเดินไปนั่นเอง

เท้าก้าวออกไปก่อนใจคิด ไม่ได้คำนึงถึงอันตราย เพียงเพราะกังวลว่าจะมีเหตุร้ายเกิดขึ้นกับลูกค้า ลืมไปว่าฝ่ายลูกค้าต่างหากที่น่ากังวล

ฮานะไม่รู้เลยว่า กำลังมีบางสิ่งรอคอยอยู่เพื่อบันทึกลงในชีวิตของเธอ

 

         

         

 

1.     ไข่ปลาแซลมอน

2.     ตัวเลขในภาษาญี่ปุ่น ซัง แปลว่า สาม

3.     กิโมโนแบบเป็นทางการของผู้หญิงที่ยังไม่แต่งงาน ทำจากผ้าไหมสีสันสดใส และมักจะให้ลูกสาวใส่ในพิธีฉลองครบรอบอายุ 3, 5 และ 7 ขวบ

4.     ห้องญี่ปุ่นใช้เสื่อทามามิเป็นตัววัดขนาด 1 เสื่อ (1Jou) มีขนาด 90x180 เซนติเมตร ส่วนของเกียวโตจะใหญ่กว่าเล็กน้อยนั่นคือขนาด 96x192 เซนติเมตร







ภาพจาก google
นำมาเพื่อประกอบในนิยายให้เห็นภาพเท่านั้น
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

35 ความคิดเห็น