กลางวงกตดอกไม้ (October Storm) - (สนพ.พิมพ์คำ)

ตอนที่ 29 : บทที่ 28 ดอกไม้ต้องลม

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 62
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    17 มิ.ย. 61

28. ดอกไม้ต้องลม

 

          มาม่าซังของบาร์เรโกะนั้นจินไม่รู้ชื่อจริง บางทีทุกคนก็เรียกเธอว่าเรโกะซังตามชื่อร้าน อายุที่แท้จริงก็ไม่รู้แต่ก็รู้จักเธอมามากเท่าอายุตนเอง หลังจากหายไปหนึ่งปี จินกลับมาเยือนชินอิมามิยะอันเป็น ถิ่นเดิม ในสภาพสะบักสะบอม เธอเองไม่รู้ว่าจะดีใจหรือไม่เพราะเด็กหนุ่มยังพ่วงเอาสาวสวยท่าทางคุณหนูมาอีกคนในสภาวะสลบไสล

          มาม่าซังบอกกับเขาว่าได้ยินเสียงเครื่องยนต์ขณะกำลังต้มน้ำเพื่อจะดื่มชาสักแก้วก่อนทำงาน ก่อนเสียงทุบประตูที่หลังร้านจะดึงขึ้นรัวๆ ใจร่วงไปตาตุ่มเพราะนึกว่า ยากุซ่า ขาเดิมจะมาข่มขู่แปลกใจที่ผิดเวลา เมื่อแอบมองดูก็เห็นใบหน้าที่คุ้นคยก็ประหลาดใจ

          “ยับเยินขนาดนี้ มีเรื่องกับใครมา”

          จินอดยิ้มไม่ได้ มาม่าซังถามเหมือนตอนที่เขาอายุเก้าขวบขณะที่ใช้สำลีเช็ดแผลที่บวมปูดบนหน้า

          “ช่วยคุณหนูคนนั้น...หรือว่า...”

          “นี่เป็นคำทักทายเหรอ”

          “ถ้าเธอคิดว่าการทุบประตูโครมครามนั้นใช่ละก็นะ”  

          มาม่าซังผู้ซึ่งยังสวมชุดนอนผ้าไหม ใบหน้ายังซีดขาวยับย่นเพราะยังไม่ได้ประโคมเรื่องสำอาง ผมดัดเป็นลอนยุ่งเหยิง ลมหายใจมีกลิ่นเบียร์ จินรู้ว่าอีกไม่ถึงสองชั่วโมงต่อจากนี้ทุกอย่างจะถูกแต่งแต้มอย่างสุดฝีมือ

          สถานที่แห่งนี้เหมือนเป็น บ้านที่เขาเกิดและเติบโต ถึงช่วงเข้าโรงเรียนจะย้ายออกไป แต่วิถีชีวิตทำให้เข้าออก บางครั้งก็มาอาศัยหลับนอน โดนน้ำใจจากมาม่าซังผู้นี้

          “เธอหายไปไหนมาฉันไม่ถามหรอกนะ แต่ถือว่าเป็นข้อแลกเปลี่ยนกับคนข้างบนบอกให้รู้บ้างก็ดี ที่นี่ไม่มีความลับ และที่นี่ไม่ใช่ของฉัน เธอก็รู้”

          เจ้าของกิจการผิดกฎหมายกล่าวจริงจังหลังจากทำแผลเสร็จ ก่อนจะหยิบบุหรี่มาจุดสูบ กลิ่นชอตโฮปทำให้จิตถึงคิดชิมะวูบหนึ่ง เมื่อครั้งอยู่ที่ร้านเขาก็คิดถึงมาม่าซังเช่นกัน

          “ลูกสาวร้านอาหารที่ผมไปทำงาน เธอกำลังถูกลักพาตัว”

          “ยากุซ่า?

          จินไม่ตอบ ถ้าจะมีใครสักคนเอ่ยชื่อยากุซ่าได้เหมือนพูดถึงโชยุหรือวาซาบิก็คงเป็นมาม่าซังคนนี้ เขาโยนยาแก้ปวดสองเม็ดเข้าปาก ดื่มน้ำเปล่าตาม เบ้หน้าเพราะเจ็บแผลที่ปาก

          “ดูแลเธอด้วย”

          “แล้วเธอจะไปไหน” เพราะจินทำท่าจะเดินออกไป

          “เดี๋ยวมา”

          มาม่าซังมองแผ่นหลังนั้น รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงในตัวเขา ทั้งรูปร่างที่เป็นหนุ่มเต็มตัว เธอพ่นควันบุหรี่ มองขึ้นไปบนชั้นสอง ทุกชีวิตกำลังหลับไหลรวมทั้ง คุณหนูคนนั้นด้วย เธอขยี้ศีรษะที่ยุ่งเหยิง

          “พาปัญหามาให้ฉันทุกที เด็กบ้า”

 

          ฤทธิ์ยาปวดยังอยู่จินจึงใช้เวลานี้สูบบุหรี่ให้จิตใจให้พักกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ไม่หยุดใช้สมอง ยากุซ่าพวกนั้นคือฮิโนโทริ คนออกคำสั่งก็คงไม่พ้นคุณหนูคนสวย ต่อให้เป็นคนเรียนน้อยอย่างจินก็รู้ว่าโคโทริเห็นฮานะเป็นศัตรูหัวใจ ยิ่งเมื่อมีงานแต่งงานของลูกชายคนเดียวถูกประกาศออกไปย่อมหมายถึงโอกาสของเธอก็หมดไปด้วย

          จินคิดไม่ถึงว่าใต้ใบหน้าสวยนั้นจะมีแผนการร้าย ฮานะผู้ไม่ทันระวังตัวว่าถูกปองร้ายจึงเดินทางไปโอซาก้าคนเดียว ออกจากย่านชุมชนฮิงาชิยาม่าเมื่อไหร่เท่ากับไม่มีคนรู้จัก และไม่มีคนช่วย

          แต่เขารู้

          ขอบคุณความโชคดีที่ได้ยินคุโบตะกับมาเอดะคุยกัน จึงเลือกคอยระวังหลังให้เธอ

          ฮานะไม่รู้ว่าถึงจะออกจากร้านมาแล้วแต่เขายังใช้ชีวิตทุกวันอยู่ในย่านนี้ ไม่รู้ว่าอันตรายนั้นจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ แม้ไม่ใช่หน้าที่แต่ก็ตอบแทนความปรารถนาดีที่เธอมีให้ตลอดมา ไม่ว่าเธอจะรู้สึกอะไรดังที่หัวใจเขาเจ็บร้าวอยู่ตลอดหรือไม่ แต่จินก็เต็มใจ

          เพื่อช่วยให้เธอพ้นจากการกระทำอันโสมม ถึงตัวจะเจ็บหรือแม้แต่ไม่มีชีวิตอยู่ก็ไม่เป็นไร ชั่ววินาทีที่ขึ้นไปนั่งบนรถ มือก็บังคับพวงมาลัยอัตโนมัติ เท้าเหยียบคันเร่งมายังบาร์เก่าๆ แห่งนี้อย่างแทบไม่ต้องคิด

          ที่แห่งนี้สกปรกไปด้วยกิเลศตัณหา กิจการของ เรโกะ ไม่ใช่แค่บาร์ แต่เป็นสถานที่แลกเปลี่ยนน้ำกาม จินรู้ดี

          หากก็เหมาะที่สุดสำหรับความปลอดภัยจากฮิโนโทริ

          เพราะที่นี่คือเขตของคุเรียว

          จินขยับปีกหมวกให้ต่ำลง ป่านนี้ที่มิโอโมเตะคงวุ่นวายกับการหายตัวไปของลูกสาว ตำรวจของฮิงาชิยาม่าอาจจะยังไม่รับแจ้งเนื่องจากยังไม่ครบยี่สิบสี่ชั่วโมง แต่ฮิเดโอะและชิเงรุไม่อยู่เฉยแน่นอน

          ดับบุหรี่เมื่อเวลาล่วงไปถึงสองทุ่ม และมาม่าซังเปิดประตูหลังร้านเพื่อมาบอกว่าเปิดร้านแล้ว ได้ยินเสียงการเคลื่อนไหว รู้สึกความเหนื่อยล้าและอาการปวดที่เล่นงาน จำต้องหาที่ซุกหัวนอนก่อน

 

          ฮานะสะดุ้งตื่นเพราะได้ยินเสียงปิดประตูปังทำให้รู้ว่าตนเผลอหลับไป ความมืดทำให้ไม่รู้เวลาแต่ได้ยินเสียงฝีเท้าแว่วเป็นระยะ ทั้งที่ตื่นตระหนกแต่ร่างกายก็อ่อนเพลีย ลำคอแห้งผาก เธอขยับตัวบนที่นอนแข็งๆ รู้สึกวิงเวียนจนต้องหยุดนิ่งไปครู่หนึ่ง

          สายตาเห็นอะไรบางอย่างที่ประตู ดูเหมือนจะมีแสงรำไรเข้ามาจากทางประตูห้องน้ำ จริงสิ ตรงนั้นมีหน้าต่าง ฮานะค่อยๆ เคลื่อนกายไปพอเปิดประตูให้กว้างขึ้นก็รู้ว่าเป็นแสงไฟจากด้านนอกที่ลอดเข้ามาจนเห็นว่าของนั้นคือข้าวปั้นกับน้ำชาหนึ่งขวด เธอเพิ่งนึกได้ว่าไม่มีอะไรตกถึงท้องตั้งแต่เที่ยงจึงหยิบขึ้นมาด้วยมือสั่นเทา ข้าวปั้นจากร้านสะดวกซื้อยังไม่มีรอยแกะ ชาก็เช่นกัน

เธอทรุดตัวนั่ง เลือกเปิดชา ค่อยๆ จิบทีละนิด จำได้ฮิเดโอะเคยบอกว่าถ้ากระหายน้ำมากๆ อย่าเพิ่งดื่มเต็มที่เพราะจะทำให้สำลักได้

เมื่อคิดถึงพี่ชายก็ยิ่งเศร้าจับใจรีบตั้งสติและเช็ดน้ำตา ถึงตอนนี้ต้องทำตัวเองให้รอดก่อน เธอจิบน้ำชาอีกรอบ รู้สึกดีขึ้น ใครบางคนที่จับเธอมายังมีเมตตาอยู่บ้าง เธอคิดขณะแกะข้าวปั้น

กัดไปหนึ่งคำ แต่รู้สึกพะอืดพะอมจนต้องรีบดื่มน้ำชาตาม ร่างกายยังตื่นเกร็งเกินกว่าจะย่อย เธอผ่อนลมหายใจยาว รอสักพักก่อนดีกว่า

นึกภาวนาให้คนที่จับมาเปิดโอกาสให้เธอได้พูดคุยบ้าง

         

          กลางดึกแล้วแต่บ้านโอคาซากิยังไม่หลับใหล มีความคืบหน้ามาจากทาดะร้านแก๊สที่ช่วยถามชาวบ้านแถวนั้นให้ว่าเห็นสาวสวยคนหนึ่งที่มีลักษณะเหมือนฮานะตอนกำลังไปที่สถานี ผู้หญิงคนนั้นเดินผ่านหน้าบ้านเขาไป แต่หลังจากนั้นก็ไม่เห็น ชิเงรุกับฮิเดโอะรวมทั้งลูกจ้างทุกคนก็คิดไม่ออกว่าฮานะหายไปได้อย่างไร

          ตำรวจยังไม่รับแจ้งความแต่ก็เอ่ยปากว่าช่วยสอบถามให้

          ตามปกติแล้วถ้าเป็นการเรียกค่าไถ่ยังไงคนร้ายก็ต้องติดต่อมาครับ โอคาซากิซังรอฟังข่าวก่อน แล้วรีบติดต่อตำรวจได้เลยครับ

          ถึงจะได้รับคำแนะนำอย่างนั้นแต่ฮิเดโอะร้อนใจจนแทบเก็บอาการไม่อยู่ ถึงตอนนี้เวลาเข้าสู่วันใหม่แล้วแต่เขานอนไม่หลับ เป็นห่วงเธอจับใจ

          ที่เรือนลูกจ้างก็เช่นกัน สองหนุ่มกับสามสาวจับกลุ่มคุยกัน

          “คุณชิเงรุตัดสินใจปิดร้านพรุ่งนี้” ชิมะที่เพิ่งเดินเข้ามาบอก

          “พรุ่งนี้ผมจะไปช่วยตามหาคุณฮานะ” มาโมรุประกาศคนแรก คนอื่นๆ เห็นด้วยพร้อมเพรียงกัน

          “ฉันจะเอารูปคุณฮานะไปติดประกาศให้ค่ะ” มิชิโกะพูดพร้อมยกมือ

          “พวกเธอใจเย็นๆ ก่อนนะ คุณชิเงรุคงดีใจ แต่ตอนนี้อย่าเพิ่งทำอะไรเกินคำสั่งเลย แต่เรื่องช่วยกันหาคงทำได้”

          คนฟังหน้าสลดและกังวล การหายตัวไปของเจ้านายสาวเป็นเรื่องน่าตกใจที่สุด ถ้าไม่นับการจากไปของนายหญิงคนก่อนซึ่งก็สิบกว่าปีมาแล้ว ฮานะเป็นที่รักของทุกคนที่รู้จักเธอ

          “ใครทำอย่างนี้กันนะ คุณฮานะไม่น่าใช่คนที่ถูกเกลียดเลยได้” ชินโงตั้งข้อสังเกต

          “อาจจะเป็นการเรียกค่าไถ่จริงๆ” ซาโอริพูดบ้าง

          “แต่ที่นี่ร้านอาหารธรรมดานะ ไม่ใช่บ้านเศรษฐิซะหน่อย”

          “เอาล่ะ อย่าเพิ่งเถียงกันเลย ถ้าจะช่วยตามหาละก็พวกเธอควรนอนได้แล้ว คืนนี้ดึกแล้ว ฉันไปนอนก่อนนะ”

          ชิมะกล่าวตัดบทแล้วเดินออกไป คิดว่าหนุ่มสาวอาจจะคุยกันอีกสักพัก เพราะเรื่องนี้สั่นสะเทือนความรู้สึกทุกคน

          หัวหน้าสาวเสิร์ฟเดินกลับห้อง เธอจุดบุหรี่แล้วนั่งคิดถึงขี้บุหรี่ที่ร่วงอยู่แถวหน้าร้านในหลายๆ วัน แม้ว่าจะมีร่องรอยการกลบเกลื่อนแต่ดมกลิ่นดูก็รู้ว่าเป็นก้นกรองของไมลด์เซเว่น บวกกับลางสังหรณ์ว่าเจ้าเด็กเวอร์จิ้นคนนั้นคงไม่ไปไหนไกล

          รู้เรื่องนี้แล้วหรือยังนะ หรือว่า...

 

          คางาวะ จิน ไข้ขึ้น รู้สึกถึงความหนาวสะท้านและหนักอึ้งของอวัยวะทุกชิ้นในร่างกาย ความตั้งใจจะเข้าไปคุยกับฮานะล้มเหลว อาการเจ็บปวดโจมตีตั้งแต่บุหรี่หมดมวนและโรมรันจนถึงตอนนี้ ถึงจะอัดยาแก้ปวดเข้าไปอีกแต่ทำได้แค่บรรเทา เหมือนว่าในหัวกำลังถูกเผาด้วยไฟ คิดถึงความร้อนของฟืนจากเตาในร้านมิโอโมเตะ คิดถึงกลิ่นควันไฟในครัว กลิ่นของน้ำซุบอบอวล ความอึดอัดในฤดูร้อน กลิ่นเหงื่อจากเพื่อนร่วมงาน

          ได้ยินเสียงแว่วที่ฟังไม่ได้สรรพแต่รู้ว่าคืออะไร ในห้องพักของมาม่าซังซึ่งเขาอาศัยซุกตัวนอนชั่วคราวเพราะเจ้าของยังคงไม่ใช้จนกว่าจะรุ่งสาง หงุดหงิดที่ร่างกายเป็นอุปสรรค ความกังวล ความคิดถึงทำให้หลับไม่สนิท

          มาม่าซังบอกว่าฮานะอยู่ที่ห้องริมสุดบนชั้นสอง ซึ่งเดิมเป็นเอาไว้ ลงโทษ คนที่ไม่เชื่อฟัง จินได้ยินแล้วเกือบจะค้านแต่เจ้าของบอกว่าที่นั่นดีที่สุด

          เก็บเสียงพอควร หน้าต่างปิดตาย เธอคิดว่าอยากให้คุณหนูคนนั้นเห็นอะไรๆ ที่นี่งั้นเหรอ

          ผู้หญิงที่อายุมากกว่าแม่ของเขาพูดแล้วพ้นควันบุหรี่พรู แล้วยังบอกว่าห้องนั้นยังมีห้องน้ำในตัวที่ใช้ได้

          แล้วที่บ้านเธอล่ะ ติดต่อไปหรือยัง

          คำถามนี้ทำให้จินนิ่งไป อีกฝ่ายอัดบุหรี่เข้าปอด

          เดี๋ยวนี้ไม่เหมือนเมื่อก่อน พวกคุเรียวที่คุยกันได้ง่ายๆ น่ะ ไม่มีแล้ว'

          เท่านี้จินก็รู้ ถึงจะรู้จักกันมานานแต่มาม่าซังก็ต้องเอาตัวรอดในเมืองคนบาปแห่งนี้เช่นกัน

          เข้าใจแล้ว จะไม่ทำให้เดือดร้อนหรอก

          แต่เขาก็ทำไปแล้วหนึ่งอย่างคือการเบียดบังพื้นที่นอนของมาม่าซังนั่นเอง

 

          ฮานะรู้ว่าเป็นวันใหม่เนื่องจากเมื่อตื่นขึ้นมาปรับสมองครู่หนึ่งหางตากระทบกับอะไรบางอย่าง พอหันไปมองก็เห็นแสงลอดมาจากด้านหลังผ้าผืนใหญ่ตรงใกล้ที่นอน หญิงสาวขมวดคิ้ว แสงเส้นเล็กๆ เมื่อรวมกับโคมไฟที่หัวเตียงทำให้มองเห็นชัดกว่าเมื่อวาน

          ถึงจะมีแสงสว่าง แต่ความปรารถนาจะได้เห็นว่าตื่นมาในห้องนอนตัวเองและพบว่าทุกอย่างเป็นแค่ฝันไปพังทลายลง เพราะร่างกายที่นอนบนฟูกแข็งกระด้าง จมูกได้กลิ่นอับ ทำให้อยากจะหลับตาแล้วไม่ตื่นขึ้นมาอีก 

          หลังจากค่อยๆ กินข้าวปั้นก้อนนั้นจนหมด ก็ยังไม่มีวี่แววคนพาเธอมา บางครั้งที่ได้ยินเสียงกรีดร้องก็เดาไม่ถูกว่าที่นี่เป็นอะไร อาจจะเป็นบ้านคนแล้วเปิดทีวีดูก็ได้ คิดในแง่ดีไว้ก่อน

          ฮานะยันกายขึ้นนั่ง มีแสงลอดออกมาจริงๆ เธอลุกไปดู เมื่อคืนไม่สังเกตเห็นเพราะความมืด ดูคล้ายผ้าม่าน หญิงสาวออกแรงดึง แต่เหมือนมีบางอย่างตรึงไว้ เธอลองอีกครั้ง ผ้าผืนหนาและใหญ่ แสดงว่าตรงนี้อาจจะเป็นหน้าต่าง พอกดมือดูก็สัมผัสได้ว่าเป็นกระจก ลองใช้สองมือกระชากแรงๆ แต่ก็ไม่สำเร็จ  ซ้ำยังมีอาการหน้ามืดวูบจนเกือบจะล้มจนเปลี่ยนความตั้งใจ

          ไม่ต้องการให้คนในนี้เห็นภายนอก หรือไม่ต้องการให้คนภายนอกเห็นคนใน คือเหตุผลเดียวกัน

          ครบหนึ่งวันแล้วที่เธอออกมาจากบ้าน ยังไม่มีทั้งการสื่อสารจากคนทำ ความเครียดเกาะกุมเธอที่ต้องอยู่ในห้องแคบๆ เธอนิ่งคิดอยู่พักหนึ่งก็ลุกขึ้น

          ที่หน้าประตู ฮานะสูดลมหายใจ ยกมือเคาะประตู รอ แล้วก็ทำอีกครั้งโดยออกแรงเพิ่มขึ้น

          “มะ มีใครอยู่ข้างนอกไหมคะ”

          ได้ยินเสียงตัวเองแหบพร่า ตั้งสติใหม่ “ได้ยินฉันไหมคะ คุณคนที่พาฉันมา!

          นึกขันที่เป็นฝ่ายเคาะเรียกคนนอกห้อง แทนที่จะเป็นภาพกลับกัน  

          “ขอโทษค่ะ! ช่วยตอบหน่อยค่ะ!

          แต่คำตอบคือความเงียบ ฮานะหายใจถี่ “ได้ยินไหมคะ!! คนข้างนอก!!

          จู่ๆ แสงไฟเดียวในห้องก็กะพริบวาบ ฮานะตกใจถอยออกจากประตูทันทีแล้วหันไปมอง โคมไฟเล็กดวงน้อยที่หัวเตียงหรี่แสง

          “ไม่นะ!

          เธอพุ่งเข้าไป มันทำท่ามีปัญหา ครั้นเมื่อเธอสัมผัสโดนแสงก็ดับทันที

          “ไม่สิ ต้องไม่เป็นอย่างนี้”

          เธอกดปิดเปิดสวิตส์ ดึงปลั๊กออกแล้วเสียบเข้าไปใหม่ แต่ไม่มีการเปลี่ยนแปลง

          “มาเสียอะไรตอนนี้”

          หญิงสาวทรุดตัวนั่งอย่างหมดแรง หัวใจเริ่มละลายกับความสิ้นหวังที่กลืนกิน ไม่ว่าจะฝืนยืนหยัดเท่าไหร่แต่ก็โดนพายุกระหน่ำเข้ามาเรื่อยๆ เธอกอดเข่า พยายามบอกตัวเองว่าต้องไม่ร้องไห้ ไม่ร้อง แต่แรงที่จะสู้กับลมแรงนี้แทบไม่มีแล้ว

          หรือเสียงเมื่อครู่ทำให้ ใครได้ยินจนกลั่นแกล้งเธอด้วยวิธีนี้หรือเปล่า ปั่นหัวเธอแล้วมองอยู่ที่ไหนสักแห่ง มองเธอเป็นหนูที่วิ่งไปมาในกรงดักแล้วหัวเราะอย่างพอใจ รู้สึกว่าความอดทนจะขาดอยู่ร่อมร่อ

          “คุณ่พ่อคะ พี่ฮิเดโอะ ใครก็ได้...ช่วยด้วย...”

 

          ชินอิมามิยะอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของนัมบะ นั่งรถไฟเพียงสองสถานี แต่บรรยากาศแตกต่างสิ้นเชิง นัมบะ นิบปอนบาชิ ชินไซบาชิคร่าคร่ำไปด้วยนักท่องเที่ยว เป็นย่านไนท์ไลฟ์ที่มีผู้คนจากทั่วโลกหลั่งไหลมาเพื่อดูแสงสีของสะพาน เอบิสุกับป้ายกุลิโกะบนถนนโดทงโบริซึ่งเป็นสัญลักษณ์อันโด่งดัง

          แต่ที่ชินอิมามิยะเป็นมุมอับของโอซาก้า เมื่อพระอาทิตย์ลับขอบฟ้า แสงไฟวอมแวมเป็นสีของความยั่วเย้า รุนแรง และล่อหลอก แมลงเม่ามากมายติดกับนี้ คนไร้บ้าน และสิ่งผิดกฎหมายรวมกันอยู่ที่นี่ ที่ซึ่งจินเติบโต

          จินรู้สึกตัวอีกครั้งตอนใกล้เที่ยง เขาไม่เคยหลับเป็นตายอย่างนี้มาก่อน สมองมึนงงเล็กน้อย อาการเจ็บปวดยังอยู่แต่พิษไข้ที่รุมเล่นงานบรรเทาลงแล้ว มาม่าซังที่กำลังนอนอยู่บนฟูกอีกมุมหนึ่งกำลังส่งเสียงกรน กลิ่นน้ำหอมผสมกลิ่นเหล้า กิโมโนที่ใส่ไม่เรียบร้อย ได้ยินเสียงกริ่งรถจักรยาน เขามีเรื่องต้องทำ

          รีบลุกจัดแจงตัวเองเร็วๆ หยิบหมวกใบเดิมสวมศีรษะ

          ความจริงแล้ว ห้องของมาม่าซังอยู่ตรงข้ามห้องที่ฮานะอยู่นั่นเอง จินมองประตูที่ปิดสนิท กล่าวคำขอโทษผ่านไป ขอเวลาอีกสักพัก เขาจะกลับมาคุยกับเธอ

 

          โคโทริไม่มีสมาธิมาตั้งแต่เมื่อวานเพราะไม่ได้รับการรายงานจากมาเอดะ ซ้ำเช้านี้บรรยากาศยังเงียบเชียบผิดปกติ บ้านไม่ใช่ที่ทำการพรรคแต่ก็มีโรงฝึกและสมาธิเข้าออกกันอยู่เสมอโดยเฉพาะระดับหัวหน้าเขต

          แต่วันนี้ไม่มีแม้เสียงนกร้อง การหายไปขององครักษ์ส่วนตัวไม่ใช่เรื่องนิ่งนอนใจ

          เธอละมือจากงานออกแบบได้สักพักแล้วหยิบผ้าพันคอ สวมสเวตเตอร์เดินออกจากห้อง

          ที่ห้องรับแขกชั้นหนึ่ง คุโรซากินั่งหลังเอนพิงพนักโซฟา มือสองข้างประสานกันไว้ที่หน้าตัก ท่าทางเหมือนรออะไรอย่างอดทน

          “สวัสดีครับคุณหนู ผมมาได้เวลาดื่มชาหรือเปล่า”

          โคโทริกวาดสายตารวดเร็ว ไร้เงาอิอิดะหรือทาคามิเนะ รวมทั้งคนที่เธอต้องการเจอ นี่ไม่ใช่การมาทำงานปกติ

          “คุณหนูคงไม่อยากดื่มชากับผมสินะครับ”

          หญิงสาวคอแข็ง รู้ว่าตนเองทำตาวาวใส่จึงรีบเก็บอารมณ์ ต่อปากกับคนๆ นี้ไม่ได้

          “จะว่าอย่างนั้นก็ใช่”

          “ถ้าเป็นคุโบตะกับพวกผมเห็นอยู่ที่โรงพยาบาลของเรา สภาพยับเยินน่าดู ช่วงนี้ไม่น่าจะมีเรื่องขัดแย้งระหว่างแก๊งนี่นา” เขาเอ่ยยิ้มๆ “ส่วนมาเอดะไม่เห็นที่นั่น แต่คนอื่นบอกว่าเจ้านั่นไปรักษาที่อื่น”

          คนฟังนิ่ง “เพราะงั้นผมเลยมาเสนอตัวดื่มชาเป็นเพื่อน ถ้าไม่รังเกียจนะครับ”

          ในชีวิตของโคโทริ มีไม่บ่อยครั้งที่จะได้ยินคุโรซากิพูดอะไรยาวๆ ระหว่างประโยคมือที่ประสานกันไม่ขยับเลยสักนิด หญิงสาวรู้สึกถึงไอเย็นที่แล่นตั้งแต่ท้ายทอยไปถึงแผ่นหลัง สิ่งที่เธอทำพลาดอย่างไม่ต้องสงสัย รายละเอียดยังไม่รู้ แต่ชายตรงหน้า รู้ แน่นอน นอกจากจะบอกว่าองค์รักษ์ส่วนตัวมาไม่ได้แล้วยังบอกใบ้อีกว่า เขา มาที่นี่โดยตั้งใจ

          เท่านี้ก็เหลือแค่บิดาเท่านั้น ที่จะรู้เรื่องเมื่อไหร่

          หลังจากควบคุมอารมณ์ได้ก็เอ่ยถามออกไป “พ่อให้นายมาเฝ้าฉันเหรอ”

          “ใช่ครับ” คราวนี้มือที่แตะกันคลายออก คนฟังแทบหยุดหายใจ

          “ให้มาบอกคุณหนูว่าวันนี้ตอนเย็นคุณฮาเซกาว่ากับคุณพ่อจะมากินข้าวที่นี่ ให้คุณหนูเตรียมตัวไว้”

          โคโทริกะพริบตา ครึ่งหนึ่งดีใจอีกครึ่งงงงัน ถึงคำตอบจะเป็นเรื่องไม่อยากฟัง แต่ก็ดีกว่าได้ยินว่าบิดาโกรธเกรี้ยวจนต้องให้ผู้ชายคนนี้มาดูพฤติกรรมเธอ

          แต่ถึงไม่ใช่ ก็ใช่อยู่ดี มีเรื่องอะไรที่คุโรซากิไม่รู้บ้าง

          “เข้าใจแล้ว” หญิงสาวตอบ กำลังหมุนตัวกลับขึ้นไปบนห้องอย่างง่ายๆ

          “คุณหนูควรใส่กิโมโนด้วยนะครับ”

          ฝีเท้าชะงัก เบนหน้ามาเล็กน้อย “นั่นเป็นคำสั่งจากคุณพ่อหรือไง”

          ยากุซ่าหนุ่มผมยาวผุดยิ้ม “เปล่าครับ ผมพูดเอง”

          คุณหนูหันมามองอีกฝ่ายเต็มตา คนที่เธอเห็นมาตั้งแต่จำความได้ อายุห่างชนิดเป็นพ่อกับลูก น่าแปลกใจที่ตลอดมาเธอไม่เคยคิดว่าเขาเป็นผู้ใหญ่แบบอิอิดะ หรือเป็นผู้ชายใจร้อนจนน่ารำคาญอย่างมาเอดะ และเขาไม่น่าจะเป็นพ่อใครได้ เธอนึกภาพนั้นไม่ออก

          ดวงตาที่สานสบมาฉวยแววประหลาดล้ำลึก ไม่ใช่เพราะโคโทริไม่เข้าใจ แต่เธอ กลัว ที่จะเข้าใจ

          “ฉันจะไม่ดื่มกับนาย แล้ววันนี้ก็ไม่ต้องมาทำผมให้ฉันด้วย”

          จบคำหญิงสาวก็เดินขึ้นบันไดไปโดยไม่หันกลับมาอีก

          คุโรซากิหยิบบุหรี่มาจุดสูบ ดึงที่เขี่ยบนโต้ะเข้ามาหาตัว เปลี่ยนท่าทีมาครุ่นคิดถึงบทสนทนาที่เกิดขึ้นเมื่อคืนนี้ระหว่างเขากับริวโซ หลังจากเล่าเรื่องการต่อสู้กันของมาเอดะกับจินโดยไม่เอ่ยตรงๆ ว่าสาเหตุมาจากแผนการของโคโทริซึ่งเขารู้ตั้งแต่วันที่เธอเรียกมาเอดะไปคุยลำพังแล้ว

          หัวหน้าแก๊งฮิโนโทริเงียบอยู่นาน มีแค่แววตาเท่านั้นที่แสดงอาการรับรู้ด้วยประกายแสงที่ลุกโชน เนื่องจากคุโบตะไปรักษาในโรงพยาบาลเครือข่ายของฮิโนโทริจึงไม่เป็นที่หลุดรอดสายตา ซึ่งเรื่องนี้คุโรซากิก็คาดเดาไว้ว่าคนที่เดินตามโคโทริต้อยๆ ยอมลดตำแหน่งรองหัวหน้าย่อมไม่ทำให้นายตนเองเดือดร้อนแน่

          นายจัดการเรื่องนี้ได้ใช่ไหมคุโรซากิ

          ในฐานะรองหัวหน้าอันดับสองและอยู่กับริวโซมาครึ่งอายุปัจจุบัน เขาโค้งงดงาม

          ริวโซหยิบซิการ์ คุโรซากิจุดไฟให้ เมื่อความร้อนในห้องสงบลง นายใหญ่ก็เอ่ย

          ทำให้เจ้าเด็กนั่นมันหยุดทำเรื่องวุ่นวายเสียที

          ผมคิดว่าจะไม่ทำอะไร

          เจ้านายหรี่ตาลงด้วยความข้องใจ เขาผุดยิ้ม

          จากนี้ไป หมาป่าตัวนี้ มันจะเดินเข้ามาหาเราอย่างเชื่องที่สุดเอง




อุธิยา

17.6.18

สามารถติดตามผลงานอื่นๆ ของอุธิยาได้ที่

https://www.mebmarket.com/index.php?action=SearchBook&exact_keyword=1&page_no=1&type=author&search=%E0%B8%AD%E0%B8%B8%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B8%A2%E0%B8%B2&is_mag=all&price=all&sort_by=date&from_book_price=&to_book_price=&category_id=&category_name=&bundle_type=&bundle_type_name=

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

35 ความคิดเห็น

  1. #27 fsn (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 20 มิถุนายน 2561 / 20:27

    คนพวกนี้ใจร้ายจัง แบบไม่ใช่ตัวเองก็แล้วไป

    #27
    1
    • #27-1 Baby Red - อุธิยา(จากตอนที่ 29)
      16 กันยายน 2561 / 17:17
      เป็นเรื่องความต้องการและเห็นแก่ตัวเองค่ะ ขอแค่ตัวเองสมหวังก็จะไม่สนใจความรู้สึกคนอื่น
      #27-1