กลางวงกตดอกไม้ (October Storm) - (สนพ.พิมพ์คำ)

ตอนที่ 22 : บทที่ 21 ใต้สายฝน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 61
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    25 มี.ค. 61

21. ใต้สายฝน

         

จินเดินมาตรงที่เคยให้อาหารคุโระ ในสภาวะที่รังสีความร้อนแผ่กระจาย ในที่สุดก็ได้เจอ แต่เป็นคุโระที่นอนนิ่ง เด็กหนุ่มทรุดนั่ง เอื้อมมือไปแตะตัว เจ้าแมวสีดำอ้าปากออกมาแต่ไม่มีเสียง เขาเพิ่งเห็นว่าขาหลังมันบวมเป่ง ได้กลิ่นแผลที่เริ่มจะเน่า

          “นาย...”

          เขาเอ่ยได้เท่านั้นเพราะรู้แก่ใจดีกว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อจากนี้ รู้สึกได้ถึงสายลมที่เปลี่ยนทิศไป

 

          ฮานะเดินเข้ามาในครัว มิชิโกะกับมาริผละออกจากกันด้วยกิริยารวดเร็วสะดุดสายตา แต่ก็ไม่ได้คิดอะไรเพราะวันนี้มีงานต้องทำมากมาย อีกประการหนึ่งเธอรู้สึกขุ่นมัวเหมือนท้องฟ้าในวันนี้ พยายามตั้งสมาธิกับการเลือกผักที่จะไปดอง ในใจก็คิดถึงบทสนทนากับชิมะเรื่องจิน

          ทั้งคุณชิเงรุ คุณฮิเดโอะ หรือโคจิคุงเองก็รู้ค่ะว่าจินไม่ใช่เด็กมอปลายธรรมดา ไม่ใช่มาเพื่อฝึกฝนแบบมาโมรุ และก็ไม่ได้มาเพื่อหางานทำแบบชินโงตอนแรกเริ่ม ที่สำคัญแบกความเจ็บปวดมาด้วยแน่นอนเชียวละ

          หญิงสาวเห็นด้วยในข้อนี้ แรกพบกันจินอยู่ในสภาพเหมือนเด็กเร่ร่อน ดวงตาเต็มไปด้วยความเจ็บแค้นและหวาดกลัวเหมือนสัตว์ที่ถูกทำร้ายมาจนหวาดระแวง แต่ก็ยังแสดงความเกลียดชังต่อยากุซ่าใหญ่อย่างไม่เกรงกลัว เมื่อเธอยกเรื่องนี้ขึ้นมาพูด คู่สนทนารินชาใส่ถ้วย

          เท่าที่รู้ ก็ไม่ค่อยมีใครชอบยากุซ่านักหรอกค่ะ แต่ถ้าจินแสดงออกขนาดนั้น อาจจะมีความหลังอะไรสักอย่าง

          เป็นไปได้ไหมคะว่าความเจ็บปวดที่เขาแบกอยู่เกิดจากยากุซ่า

          ชิมะเลื่อนชาให้เธอ ก็เป็นไปได้นะคะ แต่ป้าเองก็ไม่อยากสรุปเอง

          หญิงสาวจิบชา กลิ่นหอมจากชาอ่อนๆ ทำให้รู้สึกโล่งที่เปิดอกคุยกับหญิงกลางคนได้ ด้านหนึ่งก็หนักหน่วงใจ เวลาผ่านไปมากกว่าครึ่งปี แต่เรื่องส่วนตัวจากหนุ่มโอซาก้าคนนี้ไม่เคยถูกเอ่ยออกจากปากเจ้าตัว คิดอีกที มันเศร้าเกินกว่าจะเยียวยา หรือไม่ไว้ใจที่จะให้ใครรับรู้กันแน่

          เขาอยู่กับความรู้สึกแบบนี้นานเท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้นะคะ

          เธอพึมพำคำถาม แต่ไมได้หวังให้อีกฝ่ายตอบ เพราะเมื่อกล่าวจบก็เงียบและจิบชา ทบทวนใบหน้าของจินในทุกชั่วโมงยาม ตั้งแต่วินาทีแรก เธอก็เห็นว่านั่นแหละสายตาที่ลึกลับ เวิ้งว้างเหมือนห้วงจักรวาลอันไม่มีที่สิ้นสุด การตามหาตัวเขาไม่ใช่เรื่องง่าย

 

          ฮานะเงยหน้าขึ้นจากถังใส่ผักดองเมื่อเห็นว่ามีผู้มาเยือนในห้องเก็บวัตถุดิบ หัวใจเธอเต้นรัวทันทีเมื่อสายตาพบกับจิน แต่เด็กหนุ่มตัวสูงทำแค่ผงกศีรษะบอกการมาของตัวเอง แล้วก็เดินไปที่กระสอบใส่ข้าวสาร ตักแบ่งใส่ถังเล็กที่ถือมา

          ทั้งคู่อยู่ห่างกันแค่คนละมุมห้อง ระยะทางไม่ถึงสองเมตร แต่ไม่มีใครกล้าพูดอะไร กระทั่งจินลุกขึ้นและกำลังเดินออกไป หญิงสาวก็ตัดสินใจเอ่ยขึ้น

          “จินคุง”

          จินหยุดเมื่อถูกเรียกชื่อ ในอ้อมแขนมีถังที่ใส่ข้าวสาร เธอจะต้องรีบพูดสิ่งที่คิด ทำไมมันรู้สึกยากกว่าปกติ

          “อาหารแมวใกล้หมดหรือยัง ฉันจะไปซื้อมาให้ใหม่”

          ไม่รู้ว่าพูดอะไรผิดไป อยู่ดีๆ เธอเห็นกรามเขากระตุก แวบหนึ่งใบหน้าที่คุ้นเคยกลายเป็นคนที่ไม่รู้จัก อากาศที่อบอ้าวพลันเย็นเยือก จินก็พยักหน้าแล้วเดินออกไป

          มือที่กำลังโปรยเกลือของฮานะคงค้างไว้อย่างงงงัน

อีกครั้งแล้วที่ฮานะเห็นสามสาวยิ้มและมองเธอแปลกๆ ปกติก็ไม่สนใจ แต่ชินโงกับมาโมรุเริ่มจะมีอาการไปด้วยจึงสงสัยจนหงุดหงิด หรือเพราะวันนี้อารมณืค้างมาจากกิริยามินตึงของจินก็ไม่รู้เธอจึงตัดสินใจถามไปกึ่งหยอก

“มีเรื่องอะไรกันเหรอคะ ท่าทางสนุกเขียว”

“อุ๊ย คุณฮานะ” ซาโอริทำท่าตกใจ ซึ่งออกจะเกินจริงไปสักนิด “ขอโทษค่ะ” เธอกล่าวแล้วมองกันไปมาเหมือนจะขอความเห็น มาโมรุหลบตา ส่วนชินโงไหวไหล่ และจินก็เดินเข้ามาพร้อมฟืนสองมัด

“ซาโอริจังนี่นะ” มิชิโกะในฐานะรุ่นพี่กล่าวเชิงตำหนิ ก่อนจะยิ้มให้นายจ้างสาว “พอดีได้ยินมาจากซาโอริจังว่ากำลังจะมีข่าวดีของคุณฮานะกับคุณฮิเดโอะ”

          ฮานะชะงักทันที แก้มร้อน โชคดีที่ตอนนั้นฮิเดโอะกับโคจิไม่ได้อยู่ในครัว เพราะงั้นบรรดาลูกจ้างจึงคุยเล่นกันได้นั่นเอง แต่เมื่อจินอยู่ หญิงสาวรู้สึกเป็นความโชคร้าย

          “ใช่จริงๆ ด้วย เห็นไหม” สาวแก้มกลมร้อง แต่ก็ถูกตีแขนจากเพื่อนสาวผมสั้น สองหนุ่มยังยืนรอฟังอยู่ไม่ไกล

          เจ้าของเรื่องอึกอัก พยายามจะไม่มองไปยังเด็กหนุ่มที่เดินไปล้างมือ รู้สึกอยากจะร้องไห้ขึ้นมา

          “ทำไม...รู้กันแล้วเหรอ”

“พอดีฉันได้ยินคุณชิเงรุคุยกันป้าชิมะวันก่อนน่ะค่ะ ขอโทษนะคะที่เอามาพูดต่อ พอดีฉันตื่นเต้น อดใจไม่ไหว” เจ้าตัวโค้งต่ำแสดงการขอโทษ

ฮานะสงบสติอารมณ์ให้นิ่ง เมื่ออีกฝ่ายได้ยินขนาดนี้ก็ไม่มีประโยชน์จะปฏิเสธอีก

“อย่าเพิ่งพูดไปได้ไหม ยังไม่ได้ประกาศเป็นทางการ ฉันเกรงใจพี่ฮิเดโอะ” เธอตอบ ทั้งหมดรับคำพร้อมกัน

“ยินดีด้วยนะคะ” มิชิโกะกระซิบ

“เป็นคู่ที่เหมาะสมกันจริงๆ นะครับ คุณฮานะกับฮิเดโอะ” มาโมรุพูดด้วยท่าทางเคลิ้มฝันหน่อยๆ สมองฮานะสั่งการไม่ถูกว่าควรจะแสดงสีหน้าอย่างไร

“ผมจะไปถูพื้น” จินพูดขึ้นแล้วก็ก้าวยาวๆ ออกไป สวนกับฮิเดโอะที่เดินเข้ามา แล้วจังหวะนั้นลูกจ้างทุกคนก็แยกย้ายกันไปทำงานของตนกันโดยอัตโนมัติ

“มีอะไรกันเหรอ” ชายผู้มาใหม่ถาม ฮานะส่ายหน้า ฉีกยิ้ม

“เปล่าค่ะ คุยเล่นกันนิดหน่อย พี่ฮิเดโอะไปไหนมาคะ”

เธอชวนคุยเพื่อเปลี่ยนหัวข้อสนทนา พยักหน้าตามที่พี่ชายซึ่งกำลังจะได้ฐานะใหม่เล่า แต่การรับรู้ไปจดจ่ออยู่กับคนที่ไปถูพื้นเสียแล้ว

 

ท้องฟ้าร้องคำรามเป็นระยะ  หลังเปิดร้านไปได้ชั่วโมงเดียวมีฝนตกลงมา แต่ไม่นานนักก็หยุด ขณะที่งานในครัวยังวุ่นวายต่อเนื่อง เพราะเมื่อมีฝนตกลูกค้าก็นั่งต่อ เมื่อฝนหยุดไปได้สักพักลูกค้าชุดใหม่ก็เข้ามา เมื่ออากาศเย็นลง ของร้อนก็ถูกเสิร์ฟต่อเนื่อง ทั้งปลาอะยุย่าง ข้าวหน้าปลาไหล โดยเฉพาะเมนูหลังหมดก่อนร้านปิดเสียอีก

ลูกค้าชุดสุดท้ายกลับออกไปแล้ว ในครัวก็ทำการเก็บล้างกันจนเสร็จ ชิมะชวนไปดื่มต่อเพราะวันนี้ได้ทิปเยอะ ทุกคนตอบรับ แต่ฝนปรอยลงมาอีกครั้งทุกคนจึงเปลี่ยนใจเป็นนัดกันใหม่ในวันพรุ่งนี้ และแยกย้ายกันไปพักผ่อน

แต่ในบรรดาลูกจ้างที่ทยอยกันเดินกลับที่พักฮานะสังเกตได้ว่าไม่มีจิน

“ฮานะ” ฮิเดโอะเรียก เพื่อจะเดินกลับที่พักด้านหลังพร้อมกัน เธอจึงต้องเดินตามไปด้วย

 

ฮานะไม่เข้าห้องส่วนตัวเพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้าอาบน้ำ และเตรียมเข้านอน เธอเปิดประตูออกมาอีกครั้ง เดินตรงไปที่ร้าน พบว่าฝนลงหนาเม็ด เธอหยิบร่มที่หน้าบ้านไปสองคัน สวมรองเท้าและก้าวฝ่าสายฝนออกไป เสียงเกี๊ยะกระทบน้ำที่เปียกน้ำดังเจาะแจะ

เธอมองซ้ายขวา ไม่รู้ว่าเพราะอะไรถึงได้เชื่อมั่นว่าจินจะไม่กลับเข้าที่พัก แต่ออกมาข้างนอกด้วยบางเหตุผล ล                       างสังหรณ์ล้วนๆ ที่พาฝีเท้าก้าวออกมาอย่างไม่ลังเล

          แสงไฟถนนรวมถึงโคมไฟหน้าบ้านยังเพียงพอส่องให้เห็นทาง หญิงสาวชะงักเมื่อเห็นเงาตะคุ่มของใครบางคนนั่งคุกเข่าโค้งตัวอยู่ สัญชาตญาณบอกว่านั่นคือจิน เขากำลังทำอะไร

          จินไม่สนใจสายฝนที่กระทบร่าง ไม่สนใจว่ามือที่คุ้ยดินจะเปื้อน เขาวางร่างของคุโระลงในหลุมตื้นๆ แล้วเกลี่ยดินกลบ เมื่อพบว่ามันบาดเจ็บตั้งแต่เมื่อสายก็คิดอยู่แล้วว่าจะเกิดอะไรขึ้น เสียใจที่ไม่อาจมาอยู่เป็นเพื่อนมันในวินาทีสุดท้ายของชีวิตได้

คุโระเป็นแมววัยหนุ่ม ถึงจะได้กินอาหารที่เขาซื้อมาแต่ก็ยังคงตัวเล็ก ความชำนาญที่จะใช้ชีวิตให้รอดจากเจ้าถิ่นผู้โชกโชนเป็นเรื่องยาก รู้สึกได้ตั้งแต่เห็นแผลที่ปรากฏทุกครั้งที่มันมากินอาหาร

ในที่สุดแกก็แพ้ สู้ไม่ไหวสินะ

รู้สึกเจ็บปวดราวกับถูกกระทำ คุโระเหมือนกับเขาที่ดิ้นรนเพียงลำพังในโลกใบนี้ เขาได้รับน้ำใจจนได้ต่อชีวิต ก็อยากจะแบ่งปันให้ผู้อื่น แต่มันไม่เพียงพอ เขาช่วยมันไม่ได้

กี่ครั้งแล้ว แม่...

สายฝนกระหน่ำเหมือนเข็มพันเล่มที่ทิ่มแทง ความหนาวเหน็บมาเยือนอีกครั้ง เป็นความอ้างว้างที่เข้าไปเกาะอยู่ในก้อนเนื้อหัวใจ ความตายติดตามเหมือนเป็นเพื่อนรัก

ที่ไหลผ่านคางไปเป็นน้ำตาหรือสายฝน แม้แต่จินเองก็ไม่รู้

เขานิ่งอยู่อย่างนั้นเนิ่นนาน เมื่อเรียกสติกลับมาได้ก็ลุกขึ้นเพื่อเดินกลับ แม้สายตาจะประสบกับร่างหนึ่งใต้แสงไฟ  หากเพียงแค่รับรู้ว่ามีการคงอยู่ ส่วนฝีเท้ายังก้าวต่อไป

 

          แม้ว่าจะยืนห่างกัน แต่ฮานะรู้สึกได้ถึงความเจ็บปวดจากร่างของเด็กหนุ่มคนนั้น ไออวลความปวดร้าวแผ่หุ้มห่อแน่นหนาราวกับเถาวัลย์ปีศาจ เธอที่ยืนกางร่มและถือร่มอีกคันหนึ่งสำหรับเขาไม่กล้าแม้แต่จะเอื่อนเอ่ย สัมผัสถึงความเปราะบางภายในใจของเขา ซึ่งมันประทับอยู่ในใจของเธอนานแล้ว

          การไม่เล่า ไม่ได้แปลว่าไม่ไว้ใจ ถ้าเป็นเรื่องความสูญเสีย คงไม่อยากพูดขึ้นมาแล้วรู้สึกว่าถูกตอกย้ำความเจ็บปวดลงไปซ้ำเล่าซ้ำเล่า

          นั่นคือคำของชิมะที่กล่าวขึ้นปิดท้ายการสนทนาในวันก่อน ความสูญเสีย...

          ที่เขากำลังเผชิญคือความสูญเสีย แค่แมวตัวน้อยเท่านั้น หรือไม่ใช่

          ตัวตนของจินคือเด็กเร่ร่อนในวันแรกที่เจอ เขากับคุโระเหมือนกันตรงที่มีชีวิตอยู่คนเดียว เมื่อแมวน้อยจากไป หัวใจที่อ่อนไหวก็สั่นสะเทือน สองไหล่แข็งแรงนั้นลู่ลง เปราะบาง พร้อมจะแตกสลายได้หากแตะเพียงนิดเดียว อยากปลอบใจแต่ไม่รู้จะทำอย่างไร เมื่อครู่เขาหันกลับมา เธอได้แต่ถือร่มไว้และปล่อยให้เขาเดินผ่านไป ไม่มีแม้แต่จะเรียกชื่อ ราวกับมีกำแพงที่มองไม่เห็นกั้นเธอกับเขาไว้

          หญิงสาวกำร่มแน่น ตอนที่ยืนอยู่ละอองฝนทำให้ผมด้านหน้าของเธอเปียก เมื่อกลับไปถึงห้องแล้ว อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วก็ยังคิดว่าทำไมถึงไม่กล้า ภาพจินที่ฝังศพคุโระติดตา สลัดออกไม่ได้ เธอพลิกตัวซ้ายขวาอยู่นาน เพราะสงสาร...หรือรู้สึกอะไรอย่างอื่น

 

          ถึงจะตกลงว่าจะยังไม่พูดเรื่องหมั้นตอนนี้ แต่ด้วยท่าทาง ฮิเดโอะก็รู้ว่าลูกจ้างรู้กันหมดแล้ว เขาไม่ได้แสดงอารมณ์ใด มีแค่เลิกคิ้วเข้มและแสงจากดวงตาส่องประกายเท่านั้น และในเมื่อข่าวถูกเปิดเผยออกไปแล้วจึงใช้โอกาสนี้บอกวันกำหนดการไปเสียเลย

          “ยินดีด้วยนะคะ คุณฮิเดโอะกับคุณฮานะเป็นคู่ที่เหมาะสมกันมาก”

          ดูเหมือนซาโอริจะตื่นเต้นกว่าเจ้าตัวเสียอีก เธอกล่าวอวยพรที่โต๊ะอาหาร ทำให้คนอื่นกล่าวตามกัน ฮานะยิ้มแข็งๆ พยักหน้ารับรู้ และก้มมองถ้วยข้าวสวยตรงหน้าเหมือนจะนับจำนวนเม็ด

          “แค่การหมั้น จึงเป็นงานเล็กๆ อาจจะมีเลี้ยงกันแค่ภายใน” ฮิเดโอะบอก

          “แล้วจะมีงานใหญ่อีกทีใช่ไหมคะ” เมื่อได้โอกาส ลูกจ้างจึงถามขึ้นบ้าง คราวนี้เป็นมาริ ฮิเดโอะพยักหน้าขรึมๆ สามสาวทำท่าอยากจะกรี๊ดกร๊าด แต่สายตาของนายจ้างทำได้แค่อมยิ้ม

          มาโมรุแอบคิดว่าทั้งที่เป็นข่าวมงคล แต่ทำไมบรรยากาศอึมครึมเหมือนจะมีพายุใหญ่อย่างนั้นแหละ

          จินลุกขึ้นเก็บจานไปล้าง คนอื่นมองเสมือนเพิ่งนึกได้ว่ามีเขาอยู่ด้วย ไม่มีคำพูดใดนอกจากเสียงเปิดน้ำกับเสียงจานกระทบกัน คราวนี้ฮานะเหลือบมอง ใบหน้าด้านข้างของเขาเคร่งขรึม และคงเช่นนั้นไปตลอดวัน

          ในครัวไม่ค่อยมีจินเหมือนเคย เขาวนเวียนอยู่ข้างนอก ไม่ว่าจะเป็นการไปถูพื้น ผ่าฟืน หรือซื้อของ ฮานะพยายามคิดว่าเป็นปกติ ถ้าไม่มีแม้แต่สายตาที่เคยส่งมาให้เหมือนก่อนหน้านี้

          แม้ว่าจะเป็นตอนที่แปลงผัก ช่วงเวลาที่หญิงสาวหมายมั่นว่าจะต้องได้บทสนทนา จินยังสงวนคำตอบ

          “เรื่องคุโระ เสียใจด้วยนะ”

          เมื่อเห็นว่าเลี่ยงงานตรงหน้าไปไม่ได้ เด็กหนุ่มพยักหน้าขรึมๆ ดวงตาของเขาแข็งกระด้าง

          “สงสารมันจังเลย” บางทีฮานะก็คิดว่าตนเองพูดอะไรไม่เข้าท่า เพราะอีกฝ่ายเงียบ และสิ่งนั้นก็ครอบครองเวลาอยู่พักใหญ่ “จินคุง คือ...”

          “ผมจะเอาผักไปล้าง” จินบอกพร้อมยกตระกร้าหัวไชเท้าออกไป ฮานะเพิ่งรู้สึกตัวว่าเวลาที่จมกับความไม่กล้านั้นผ่านไปจนจินเก็บผักได้เต็มจำนวน

          เธอย่นคิ้ว เงยหน้า สีฟ้าของท้องฟ้าหายไปไหนหมดนะ

 

          ซานาเอะ เมียของมาสะโยชิน่ะเป็นผู้หญิงสวย แต่ออกจะฟุ้งเฟ้อสักหน่อย อยากจะให้มาสะโยชิไปทำงานในโตเกียวมากกว่าอยู่เมืองเงียบๆ แบบเกียวโต เป็นเมียพ่อครัวไม่ดีตรงไหน ฮานะจังเพิ่งจะห้าขวบเอง ทิ้งได้ลง

          นั่นเป็นคำพูดของชิมามูระที่พูดถึงคนเป็นแม่ของฮานะให้ฟัง เมื่อครั้งที่พ่อค้าราเมนรู้ว่าเขาทำงานที่มิโอโมเตะจากคุซาบุโร่ที่ไปด้วยกันเล่า จึงมีการไถ่ถามถึงลูกทั้งสองของโอคาซากิ ซึ่งก็ต้องมีหญิงสาวผู้มีหัวใจงดงามคนนี้อยู่ด้วย และพาไปสู่หัวข้อเรื่องประวัติของเธอ

          แล้วเขาไม่ตามไปง้อภรรยาเหรอครับ จินได้ยินตัวเองถามตอนจุดบุหรี่ให้คุซาบุโร่

          ช่างตัดผมร่างเล็กพ่นควัน มาสะโยชิคงจะทนไม่ไหวเหมือนกันละมั้ง เพราะได้ยินว่าทะเลาะกันบ่อยแล้ว พอยายซานาเอะทิ้งไปก็ไม่สนแล้ว อยากไปก็ไป พอกันที

          แม่ทิ้งไป พ่อต้องทำงาน ไม่มีใครดูแล ก็เลยพาลูกสาวคนเดียวมาพำนักในมิโอโมเตะด้วย จุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ในชะตาชีวิตของฮานะกับตระกูลโอคาซากิ

          ถึงจะไม่ประกาศเป็นทางการ แต่ก็รู้กันทั้งนั้นละว่าหนูฮานะถูกจองไว้ให้ฮิเดโอะแล้ว เพราะไม่ว่าแม่สื่อที่ไหนจะมาติดต่อขอดูตัวก็ปฏิเสธไปหมด อีกอย่างนะ โอคาซากิซังน่ะไม่ได้จดทะเบียนรับฮานะจังอย่างเป็นทางการ เพราะงั้นการจะรับเป็นสะใภ้ก็ยิ่งง่ายเข้าไปใหญ่เลย

          ในตอนนั้นจินเองก็แค่ทึ่งในความรอบรู้ของช่างตัดผม และก็ปล่อยให้เรื่องราวเหล่านั้นจมหายไปในฤดูร้อนที่แสนสดใส เมื่อการหมั้นกำลังจะดำเนินมาถึงจริงๆ ข้อความเหล่านั้นกลับผุดขึ้นมาตอกย้ำให้เจ็บ จนไม่กล้าสู้หน้าฮานะ

กลัวเธอจะเห็นอะไรที่ซ่อนอยู่ในดวงตา

          เพราะเป็นลูกสาวพ่อครัวคนสนิท ภรรยาก็เอ็นดู เด็กหญิงที่เติบโตมาใต้ร่มเงาความเมตตาย่อมจะสำนึกบุญคุณ ดีกว่าให้ลูกชายไปกับผู้หญิงคนอื่นซึ่งก็ไม่แน่ใจว่ารับช่วงต่องานที่ร้านได้ดีแค่ไหน พิจารณาแล้วไม่มีใครเหมาะสมเท่าเธอ

          เขาควรจะคิดได้ตั้งแต่วันที่ชินโงพูดแล้ว ฮานะคือว่าที่นายหญิงคนต่อไป ไม่มีวันเปลี่ยนไปจากนี้

          แต่เขาก็ปล่อยให้มันเกิดขึ้น ปล่อยให้หัวใจเตลิดไปจนยากจะดึงกลับ แล้วตอนนี้ก็มานอนไม่หลับอีกคืน เพิ่งจะผ่านเดือนใหม่มาแค่เจ็ดวัน แต่ที่จุดคือมวนสุดท้ายของซองแรก ปวดหัวตุบๆ ขณะเงยหน้ามองฟ้า

          ฮิโกโบชิกับโอริฮิเมะแม้ว่าจะอยู่คนจะฟากฟ้า หากยังมีหนึ่งวันที่ได้มาเจอกัน การรอคอยทั้งปีเพื่อจะสมหวังแค่หนึ่งวันก็คุ้มค่า แต่เขากับฮานะอยู่ใกล้แค่เอื้อมมือกลับไม่มีวันสมหวัง

          เสมือนว่าเงาแห่งความมืดมนตามติดไปทุกแห่ง แม้แต่ความสุขเล็กๆ ที่ได้แบ่งปันกับแมวจรก็ยังถูกความตายมาพรากไป ความหวังน้อยนิดถูกเหยียบย่ำแหลกลาน

          ทำไมต้องเป็นหมอนั่น

          จินได้ยินเสียงกึ่งห้วนของตัวเองถามแม่ เมื่อรู้ว่าผู้ชายที่แม่ไปด้วยเป็นยากุซ่า แม้ว่าจะไม่เคยเห็น แต่เบ๊นซ์สีดำ และการแต่งกายที่เขาเห็นใต้ร่มที่กางเมื่อฝนตก รวมทั้งสัญชาตญาณที่คุ้นเคย คนๆ นั้นมีกลิ่นคนนอกกฎหมายอบอวล

          แค่ไม่ต้องทำงานนั้นก็ไม่ต้องถามหรอกว่าทำไมอีกฝ่ายตอบพลางวาดแท่งลิปสติกสีแดงบนริมฝีปาก

          แต่พวกนั้น...ไม่มีวันเชื่อได้ เขาคำราม อาพาร์ทเม้นท์สองห้องนอนมีห้องกินข้าวและครัวคือผลที่ได้จากการ คบ ยากุซ่าคนนี้ เมื่อจินถามว่าเขาได้ปลดหนี้ให้ด้วยหรือไม่ แม่ไม่ยอมตอบ

          บอกว่าไม่ต้องมายุ่งไง มีหน้าที่ไปเรียนก็ไปซะ เธอเก็บลิปสติก คว้ากระเป๋าแล้วเดินออกไป เสียงประตูปิดบังเหมือนเสียงกั้นความสัมพันธ์ของแม่กับเขา

          ถึงจะย้ายมานัมบะ แต่จินยังกลับไปอยู่ที่บ้านเก่าที่ชินอิมามิยะในบางครั้ง กลับไปเจอกับมาม่าซังที่เมื่อเห็นเขาทีไรก็ต้อนรับเสียงหวาน เป็นความอบอุ่นอันแปลกประหลาดท่ามกลางลมหนาวต้นเดือนตุลาคม

          บางครั้งเขาก็ออกมาเดินบนถนนทั้งคืน ไม่อยากรับรู้ว่ามีอะไรเกิดขึ้นที่ห้องซึ่งมีกำแพงกั้นพอจะไม่ได้ยินเสียง แต่ทุกอย่างที่คนอายุเท่าเขารู้จักก็เกิดขึ้นอยู่ดี

          บางครั้งก็มีปากเสียงกัน จินหลุดคำพูดว่าแม่รักสบายเกินไป ยอมแลกศักดิ์ศรีกับเงินสกปรก

เพี้ยะ!’

มือของแม่สะบัดมาเร็วเกินกว่าที่เจ้าตัวจะคิด เมื่อได้สติก็ชักกลับ จ้องมองเขาด้วยดวงตาแดงก่ำ

แกคิดว่าฉันยังรู้จักคำนั้นได้อีกเหรอไง

พอหงุดหงิดหนัก ก็ไปเจอกับสมาชิกแก๊งคู่อริ มีเรื่องกระทบกระทั่ง จบลงด้วยการไปซื้อพลาสเตอร์ที่ร้านขายของชำ น่าแปลกที่เขาชอบคำบ่นของยายเจ้าของร้านมากกว่า

          บุหรี่หมดแล้ว แต่จินยังนั่งอยู่ที่ระเบียง และข้างตัวยังมีสมุดบัญชีเล่มเดิม

         

         

          ฮานะมั่นใจแล้วว่าจินหลบหน้าเธอ เพราะแม้ว่าจะเข้ามาในครัวแต่เช้าตรู่ อีกฝ่ายจะหลบเลี่ยงออกไปที่แปลงผัก บางครั้งได้จังหวะอยู่กับสองคน เขาก็จะสร้างกำแพงความเงียบขึ้นมาจนเธอไม่กล้าเอ่ยถามว่าเพราะอะไร รู้แต่เพียงว่าเมื่อเห็นแค่ใบหน้าด้านข้างที่เย็นชา ต่อให้วันนั้นท้องฟ้าสดใสก็ไม่อาจส่องแสงมาเยียวยาได้

มวลอากาศอบอ้าวในตอนกลางวันทำให้การทำงานเคร่งเครียด ราวกับว่าแค่การเอ่ยออกมาสักคำหนึ่งก็เสียพลังงานไปครึ่งชีวิตแล้ว กระนั้นชินโงก็ยังร้องคราง

          “ร้อนจริงๆ เลย เมื่อไหร่จะหมดหน้าร้อนซะที ฉันจะไม่ไหวแล้ว”

          ฮานะเช็ดเหงื่อที่ไหล่ข้างขมับ พยากรณ์อากาศบอกว่าอุณหภูมิวันนี้สูงถึงสามสิบห้าองศา บวกกับกลางคืนนอนไม่ค่อยหลับทำให้รู้สึกเหนื่อยเป็นพิเศษ

          “ไม่สบายหรือเปล่าฮานะ หน้าแดงมากเลย”

          ฮิเดโอะทักขึ้น พร้อมๆ กันนั้นก็ยื่นหน้าเข้ามาใกล้จนฮานะชะงัก กำลังจะดึงออกตัวออกและตอบมือของเขาก็แปะมาที่หน้าผากแล้ว

          “ตัวก็ไม่ร้อนนะ”

          จบคำร่างของเธอก็ร้อนขึ้นมาพลัน ไม่ใช่เพราะมือของพี่ชายว่าที่คู่หมั้น แต่สายตา คู่หนึ่ง ที่มองมาต่างหาก แค่ปราดเดียวเท่านั้น

          “ไม่เป็นไรค่ะ ฉันแค่เหนื่อย” เธอตอบ ได้ยินเสียงจินแว่วว่าจะไปผ่าฟืน

          “ตอนนี้เนี่ยนะ มันร้อนนะคางาวะ” มาโมรุเอ่ยขึ้นอย่างอดเป็นห่วงไม่ได้ แต่เจ้าของชื่อเดินดุ่มๆ ออกไปเหมือนไม่ได้ยิน

         

          จินรู้ว่าตอนนี้ร่างของเขาร้อนกว่าอุณหภูมิ ฟืนยังมีเหลือเฟือแต่เขาทนไม่ได้จะอยู่ตรงนั้น ในที่ซึ่งชายหญิงคู่หนึ่งแสดงการห่วงใยกันได้อย่างเปิดเผย ไม่มีที่ว่างสักนิดให้เขามีสิทธิ์ได้รู้สึก เหมือนม้าที่ห้อยแครอทไว้ปลายจมูกแล้วก็วิ่งไล่ก็งับ ซึ่งไม่ว่าจะไล่เท่าไหร่ก็ไม่มีวันสำเร็จ

          เหงื่อไหลย้อนขึ้นไปตามแนวคางเมื่อเขาก้มหอบ เส้นผมเปียก ในที่สุดก็ยอมศิโรราบให้กับพระอาทิตย์ จินเดินไปล้างหน้า เมื่อยืดตัวขึ้นจากก๊อกน้ำ กิโมโนสีเหลืองคือสิ่งแรกที่เห็น ตามมาด้วยใบหน้าของฮานะ

          จินหยิบเสื้อพ่อครัวสีขาวที่วางไว้มาสะบัดแล้วสวมทับเสื้อกล้าม แสดงกิริยาว่ากำลังจะกลับเข้าไปทำงาน พร้อมกันนั้นก็ก้าวออกไป

          “จินคุง เรื่องที่เธอเคยถาม คุณอาซาโน่น่ะ”

          เขาชะงักทันที ฮานะใจเต้นรัว หลังจากที่หาวิธีอยู่ที่จะสื่อสารกับเขาได้ให้ก็นึกออก “เขาไม่ได้มานานแล้ว ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเขาหายไปไหน”

          จินยังเงียบอยู่ หญิงสาวรอฟังจนเกือบลืมหายใจ คิดว่าบางทีเขาอาจจะรู้คำตอบแล้วก็ได้ การหายไปของยากุซ่าเท่ากับตาย

          “ที่ผ่านมา เขามักจะมากับ เอ่อ...คุณคุโรซากิ แล้วก็...

          คำพูดของฮานะหยุดลงเมื่อคนตัวสูงค่อยๆ เบนหน้ามา นัยน์ตาว่างเปล่าทำเธอหนาวเยือก นั่น...ตัวตนอีกด้านหนึ่งของเขา เธอนิ่งไปครู่หนึ่ง

“ขอบคุณที่บอกครับ”

          เขาโค้งให้แล้วก็เดินจากไป ฮานะใจหวิว โหวงเหวงดั่งอะไรหลุดลอยไปจากร่าง

 

 

ที่ผ่านมาก็รู้กันโดยนัยว่าคนทั้งสองเป็นคู่หมายกัน เมื่อประกาศอย่างนั้นเขายังจะมีหน้าไปทำตัวสนิทสนมยังไงได้อีก บางทีจินคิดว่าตัวเองขี้โกงที่เลือกเย็นชา แต่พอเห็นแววตาของฮานะ ความขี้ขลาดมันก็เอาชนะทุกที

เขาพยายามจะเอาขบคิดคำพูดของฮานะแม้แต่ช่วงเวลาที่ล้างจาน มีสมาธิเนื่องจากวันนี้หญิงสาวไม่อยู่ในครัว สาเหตุที่เขาหาอาซาโน่ไม่เจอ อาจเป็นเพราะผู้ชายคนนั้นตายไปแล้วจริงๆ แต่อีกชื่อหนึ่งที่เธอทิ้งไว้ให้ คุโรซากิ...

ยากุซ่าหนุ่มมาดศิลปินกับสายตาเหมือนเกล็ดน้ำแข็งผุดขึ้น

“คางาวะ ไปรับของตามนี้หน่อย”

โคจิบอกพร้อมยื่นกระดาษให้ จินพยักหน้าแล้วเดินออกไป ชินโงมองตาม กระซิบ

“หมู่นี้หมอนั่นเงียบไปนะว่าไหม”

มาโมรุไม่ตอบ ก้มหน้าทำงาน เพราะเขาเองก็รู้สึกเช่นกัน นอกจากไม่คุยด้วยแล้วบางครั้งยังได้สายตาขวางๆ เป็นของแถมอีก

 

ท้องฟ้าเป็นสีเทา เมฆหนารอยเรี่ยต่ำ ฝนทำท่าจะตกอีก ฮานะเร่งฝีเท้า หลังจากออกมาส่งของขวัญให้ลูกค้า แวะซื้อของใช้ส่วนตัว เมื่อเลี้ยวขวาตรงแยกเห็นจินออกมาจากร้านขายหินลับมีดก็ตาโต พอเขาหันมาเจอเธอก็ชะงัก

บางทีจินก็คิดฮิงาชิยาม่ามันแคบหรืออย่างไร ขนาดออกมาข้างนอกยังเจอกับฮานะโดยบังเอิญ ส่วนฮานะนั้นรู้สึกเหมือนเจอแสงไฟ ข้างนอก ไม่มีสายตาตัดสินใครมาตัดสินความเหมาะสม

ทว่า เขากลับก้าวหลบไปอีกทางหนึ่ง

“จินคุง!

ฮานะไม่รู้หรอกว่าเสียงของเธอนั้นเหมือนมีดที่กรีดใจ ทำไมจะต้องมาเห็นกัน และรับรู้ว่าเธอกำลังจะเป็นภรรยาของฮิเดโอะ ต่อให้อยู่ใต้ชายคาเดียวกัน ก็ไม่มีทางที่โลกสองใบของเขากับเธอจะมาซ้อนทับกันได้ ไม่มีทางเลย

“จินคุง เดี๋ยวก่อน อุ๊ย!

เสียงร้องและเสียงดังผลุบผลับทำให้จินชะงัก หันมา เห็นฮานะลงไปนั่งกับพื้น ย่นหน้าเพราะเจ็บ รองเท้าเกี๊ยะกระเด็นไปอีกทาง เธอหน้าแดง รีบยันตัวลุกเพราะเกรงว่าอีกฝ่ายจะพ้นสายตาไป

หากจินก็ทำสิ่งที่ฮานะคิดไม่ถึง เขาเดินกลับมา หยิบเกี๊ยะมาวางไว้ให้ ปัดฝุ่นที่ชายกิโมโน รวมเวลาแค่ไม่ถึงห้าวินาที แต่หญิงสาวใจสั่นจนแทบจะหยุดหายใจ

ช่วงสั้นๆ ยังไม่ทันให้ได้พูดอะไร จินหยุดตัวเองเหมือนจะคิดได้ เขาลุกขึ้นแล้วก้าวยาวๆ หนีไป ทิ้งเธอที่ยังนั่งอยู่อย่างนั้น โดยมีสายตาของคนที่ผ่านไปมามองด้วยความสงสัยกึ่งงงงัน

เขาเมินเธอ แม้จะหยุดกิริยาออกมาแต่ก็ยังคงเฉยชาและไม่อยากจะข้องเกี่ยวด้วย

นับตั้งแต่เรื่องงานหมั้นถูกพูดออกไป สิ่งที่ได้รับจากจินคือการตีตัวออกห่าง ปฏิกิริยาของเขาแสดงออกเหมือนว่าเธอคือคนผิด หญิงสาวไม่เข้าใจหนัก หลายคืนแล้วที่หลับตาเมื่อไหร่ก็เห็นแต่สายตาว่างเปล่า สีหน้าเฉยชาที่บาดลึก เมื่อภาพแช่อยู่อย่างนั้นก็ต้องพลิกตัวหนีให้หายไป

ฮานะรู้ว่าข้อเท้าแพลงเมื่อขยับยืนขึ้น น้ำตาเล็ด เจ็บ...แต่ไม่เท่าที่ใจ

 


อุธิยา

25.3.18

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

35 ความคิดเห็น

  1. #19 fsn (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 26 มีนาคม 2561 / 15:51
    เป็นเรื่องที่ไม่ว่าจะอ่านตอนไหน ก็อยากรู้ตอนจบเสมอ อยากให้จินมึความสุขในชีวิตที่เหลือ
    #19
    0